เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - เบี้ยหวัดราษฎร

บทที่ 26 - เบี้ยหวัดราษฎร

บทที่ 26 - เบี้ยหวัดราษฎร


บทที่ 26 - เบี้ยหวัดราษฎร

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ณ จุดใดจุดหนึ่งในหุบเขากระทิงป่า

คุณหนูใหญ่กงซุนที่สวมเกราะดำกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง กลับคืนสู่ท่าทีเย็นชาตามเดิมอย่างสมบูรณ์

เธอมองไปยังหานเซ่าที่ถูกล้อมรอบไปด้วยเหล่าทหารอยู่ไกลๆ พร้อมกับฟังเสียงหัวเราะอันห้าวหาญที่ไร้ซึ่งเค้าลางของกองทัพที่พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง

หัวคิ้วที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเหล็กของกงซุนซินอี๋ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

วิธีการซื้อใจและปั่นหัวคนระดับนี้

จนถึงตอนนี้กงซุนซินอี๋ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงแบบนี้จะไปปรากฏอยู่บนตัวของทหารเลวธรรมดาๆ คนหนึ่งในกองทัพได้

เมื่อนำไปเปรียบเทียบกันแล้ว บรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะแห่งตระกูลใหญ่ที่เธอเคยพบเจอมา กลับกลายเป็นพวกไม่เอาไหนไปเลย

หากตัดเรื่องชาติตระกูลและทรัพยากรมหาศาลที่คอยสนับสนุนออกไป พวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะถือรองเท้าให้ทหารเลวผู้นี้ด้วยซ้ำ

เมื่อนึกถึงลูกหลานตระกูลใหญ่ที่วันๆ เอาแต่ทำตัวหยิ่งยโสโอหังและไม่เห็นหัวใคร ซึ่งปัจจุบันถ้าไม่ได้เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในกองทัพก็เป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง

หรือไม่ก็เป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยากของสำนักต่างๆ...

ใบหน้าของกงซุนซินอี๋ก็เผยให้เห็นถึงความดูแคลน ในใจรู้สึกขบขันอย่างบอกไม่ถูก

"ขอรับ!"

"ผู้น้อยขอน้อมรับคำสั่งท่านซือหม่า!"

ท่ามกลางเสียงรับคำสั่งที่ดังกึกก้องราวกับคลื่นพายุ เงาร่างในชุดเกราะดำนับร้อยนายคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนหยัดอยู่ใจกลางวงล้อมของทุกคน

ราวกับว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำเช่นนี้อยู่แล้ว

ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์เหมือนกัน กงซุนซินอี๋จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาตรงไปตรงมา ในใจรู้สึกลึกๆ ว่าไม่อยากยอมแพ้

เมื่อมองเห็นใบหน้าด้านข้างที่ขาวสะอาดและหล่อเหลาของอีกฝ่าย กงซุนซินอี๋ก็นึกสบประมาทในใจ ทว่าเผลอมองจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ

ในความตลึงงัน จู่ๆ เธอก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าหญิงสาวที่ชื่อหว่านเหนียงคนนั้น แท้จริงแล้วมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่

จะสวยหรือจะขี้เหร่

แล้วจะคู่ควรกับหมอนี่ได้จริงหรือ

คงเทียบฉันไม่ได้หรอกกระมัง ไม่อย่างนั้นหมอนี่คงไม่เปลี่ยนใจมาทำเรื่องแบบนั้นกับฉัน...

กงซุนซินอี๋สะดุ้งตกใจ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันที

จากนั้นเธอก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ในชั่วพริบตานี้ตัวเองกลับมีความคิดบ้าบอคอแตกผุดขึ้นมามากมายขนาดนี้เชียวหรือ!

บ้าจริง!

กงซุนซินอี๋สบถด่าในใจ

ก็ไม่รู้ว่ากำลังด่าตัวเอง หรือด่ามารผจญที่ทำให้จิตใจปั่นป่วนกันแน่!

กงซุนซินอี๋ตวัดสายตาเย็นชาจ้องมองไปแต่ไกล

ส่วนไอ้หมอนั่นที่อยู่ไกลออกไป ราวกับรับรู้ได้ถึงบางอย่าง จึงหันขวับมองมาทางเธอพอดิบพอดี

ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเอง แสงแดดยามเช้าแรกหลังหิมะหยุดตกก็สาดส่องลงมา

ชายหนุ่มที่ยืนตัวตรงสง่า ร่างกายราวกับเปล่งประกายเจิดจ้าออกมาได้

กงซุนซินอี๋กวาดตามองเพียงแวบเดียว สายตาอันแหลมคมของปรมาจารย์ขั้นประตูสวรรค์ก็ทำให้เธอมองเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาที่มากพอจะค้ำชูหอนางโลมทั้งหลังได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา

และเพียงแค่การสบตากันในเสี้ยววินาทีนี้เอง ก็ทำให้คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลกงซุนถึงกับลืมไปเลยว่าตัวเองสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าอยู่

ร่างของเธอวูบไหว แล้วเผ่นหนีไปอย่างทุลักทุเล

มารผจญชัดๆ!

...

สำหรับเงาร่างของกงซุนซินอี๋ที่โผล่มาแวบเดียวแล้วหายไปเมื่อครู่นี้ หานเซ่ารู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเก็บมาคิดมาก

เขาที่ไม่มีประสบการณ์ในกองทัพมาก่อนเลย ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการถอนค่ายเดินทัพจะเป็นเรื่องวุ่นวายขนาดนี้

อาวุธ ชุดเกราะ ม้าศึก เสบียงอาหาร...

ทุกอย่างล้วนต้องคอยจัดการดูแล

ถ้าไม่ได้หลี่จิ้งและคนอื่นๆ อีกสามคนมาช่วยจัดการ หานเซ่าก็คงจะวิ่งวุ่นเหมือนแมลงวันหัวขาด จับต้นชนปลายไม่ถูกเป็นแน่

'มิน่าล่ะในอีกโลกหนึ่ง ตอนที่มีคนมาแก้ต่างให้จ้าวคว่อ ถึงได้บอกว่าการที่เขาสามารถนำทัพแคว้นจ้าวสี่แสนนายออกไปทำศึกได้โดยไม่บุบสลาย ก็ถือว่าคู่ควรกับตำแหน่งแม่ทัพแล้ว...'

หานเซ่าทอดถอนใจอยู่เงียบๆ

เขาปรายตามองทหารที่กำลังขนเสบียงและเนื้อสัตว์ที่ยึดมาจากค่ายโจรมากองรวมกันตรงหน้า

จากนั้นท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าทหาร เขาก็เก็บของทั้งหมดเข้าสู่ [ช่องเก็บของ] ของระบบไปโดยตรง

เมื่อมองดูเสบียงที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยใน [ช่องเก็บของ] หานเซ่าก็ยิ้มออกมา

ของวิเศษทางยุทธศาสตร์ชัดๆ!

ต้องรู้ก่อนว่าในกองทัพยุคโบราณ สิ่งที่ทำให้แม่ทัพปวดหัวที่สุดก็คือการขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์

หากมีการทำศึกครั้งใหญ่โดยไม่เกณฑ์ชาวบ้านนับหมื่นหรืออาจจะนับแสนคนมาช่วยขนส่ง ศึกครั้งนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรับมือกับพวกชนเผ่าเร่ร่อนบนทุ่งหญ้าก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น

เส้นทางเสบียงที่ทอดยาวไกล สามารถลากจูงจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ให้ล่มสลายลงได้ทั้งเป็น

ทว่าโลกใบนี้ค่อนข้างจะมีเรื่อง 'เหนือธรรมชาติ' อยู่บ้าง ในยุคแรกเริ่มที่สำนักร้อยปรัชญาเฟื่องฟู

หนึ่งในนั้นคือสำนักม่อจื่อซึ่งในอดีตเคยถูกยกไปเทียบเคียงกับสำนักขงจื๊อ ได้สร้างสรรค์ของแปลกประหลาดออกมามากมาย

ถุงผ้าเก็บของ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

น่าเสียดายที่ของชิ้นนี้ราคาแพงหูฉี่ แถมพื้นที่เก็บของก็ยังมีจำกัดอย่างมาก

ถ้าใช้ส่วนตัว แน่นอนว่าเหลือเฟือ

แต่ถ้าจะเอามาใช้ในกองทัพใหญ่ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังไปหน่อย

เรื่องนี้หานเซ่าก็ไปแอบสืบถามมาจากกงซุนซินอี๋เหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้หานเซ่าจึงโดนมองบนใส่ไปหนึ่งทีอย่างงงๆ ทำเอาเขาหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

"ท่านซือหม่า! นี่... นี่มัน..."

เมื่อเห็นหลี่จิ้งหน้าแดงก่ำ ชี้ไปที่ลานว่างตรงหน้าด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

หานเซ่าตอบกลับไปสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"เป็นความลับทางทหาร ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด"

แล้วเขาก็ไล่หลี่จิ้งกับคนอื่นๆ ไป

อันที่จริงของบางอย่างเขาก็ไม่ได้คิดจะปิดบังหรอก หนึ่งคือเวลาผ่านไปนานๆ เข้าก็คงปิดไม่มิดอยู่ดี

สองคือก็เหมือนคำกล่าวที่ว่า เมื่อความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า เรื่องอื่นก็ต้องหลีกทางให้หมด

ตายไปทุกอย่างก็จบสิ้น!

ต้องมีชีวิตรอดเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องพวกนี้ได้

"เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหม"

เมื่อได้ยินคำถามของหานเซ่า หลี่จิ้งกับอีกสามคนก็ประสานมือตอบรับ

"เรียนท่านซือหม่า! เหล่าทหารพร้อมรบเต็มที่ รอเพียงคำสั่งเคลื่อนทัพจากท่านเท่านั้นขอรับ!"

หานเซ่าพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปมองกงซุนซินอี๋ที่อยู่ด้านข้าง

"ทางฝั่งคุณหนูใหญ่ล่ะเป็นยังไงบ้าง"

กงซุนซินอี๋ที่มีหน้ากากปิดบังใบหน้า จ้องมองหานเซ่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก

"นายแน่ใจแล้วเหรอ... ว่าจะพาพวกหล่อนไปด้วย"

คำว่า 'พวกหล่อน' ในคำพูดของกงซุนซินอี๋ หมายถึงหญิงสาวชาวเผ่ายงที่ถูกจับตัวมาที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้

พอหานเซ่าได้ยินแบบนั้น เขาก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง

"เบี้ยหวัดและเสบียงอาหาร ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของราษฎร..."

เสียงของหานเซ่าดังก้องกังวานขึ้นต่อหน้าทุกคน แววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น

"ในเมื่อทัพสยบเหลียวกินเบี้ยหวัดที่ชาวบ้านเป็นคนหามาส่งเสียให้ ก็ต้องไม่ทำตัวให้ละอายต่อเบี้ยหวัดเหล่านั้น!"

ทหารเดนตายหลายร้อยนายต้อง 'ถอยทัพเชิงกลยุทธ์' แถมยังต้องพกตัวถ่วงไปอีกนับร้อยชีวิต

การตัดสินใจแบบนี้ จะบอกว่าไม่โง่ก็คงไม่ได้

แต่ถ้าหากทิ้งหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ไว้ ก็เท่ากับส่งพวกเธอไปตายชัดๆ!

แถมจุดจบอาจจะน่าเวทนายิ่งกว่าความตายเสียอีก!

หานเซ่าทำไม่ได้...

ในอีกโลกหนึ่งเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา สามารถยอมรับการปกป้องจากคนอื่นได้อย่างสบายใจ

แต่ในโลกใบนี้ ในเมื่อสวมชุดเกราะนี้แล้ว ก็ถึงคราวที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายปกป้องคนอื่นบ้าง

กงซุนซินอี๋ไม่เข้าใจความคิดของหานเซ่าเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้นหลังจากทิ้งท้ายด้วยคำว่า 'ความใจอ่อนแบบสตรี' เธอก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที

หานเซ่ารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพวกปากร้ายใจดีมาแต่กำเนิด จึงไม่ได้สนใจเธอ เขาหันไปมองหลี่จิ้งกับคนอื่นๆ ด้วยสายตาเว้าวอน

เขาไม่ได้หวังให้คนเหล่านี้เข้าใจการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าโง่เขลาของตัวเอง

ขอเพียงแค่พวกเขาไม่ปฏิเสธก็พอแล้ว

ทว่าเมื่อหลี่จิ้งกับพวกได้ยินคำพูดของหานเซ่า สีหน้าของพวกเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

พูดกันตามตรง ในฐานะที่เป็นทหารชายชาตรี เป็นทหารกินสเบียงหลวง พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า 'สเบียง' เหล่านี้มาจากไหน

ในจิตใต้สำนึกคิดเพียงว่า 'สเบียง' เหล่านี้ฮ่องเต้ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์อันสูงส่งในเมืองเฮ่าจิงเป็นผู้ประทานให้

หรือไม่ก็ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรแห่งเหลียวตง หรือทั่วทั้งแคว้นโยวโจวเป็นคนมอบให้?

แต่ตอนนี้ประโยคสั้นๆ ของหานเซ่า กลับแทงทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจพวกเขา

'เบี้ยหวัดและเสบียงอาหาร ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของราษฎร!'

หลี่จิ้งและคนอื่นๆ ยืนเหม่อลอยไปชั่วขณะ

หลังจากรออยู่พักหนึ่ง หลี่จิ้งก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือค้อมตัวลงด้วยสีหน้าซับซ้อน

"หลี่จิ้งรับราชการทหารมาตลอดยี่สิบสามปี วันนี้เพิ่งจะหูตาสว่าง!"

"ขอน้อมรับคำสอน!"

ส่วนเฝิงชานกับฉีซั่วที่อยู่อีกด้านกลับโวยวายด้วยท่าทีไม่ยี่หระ

"ท่านซือหม่าพูดถูก! พวกเราฟังท่านซือหม่า!"

แค่นี้เหรอ?

จ้าวมู่ อดีตนายกองสังกัดกองเจี่ย ปรายตามองทั้งสองคนด้วยสายตาดูแคลน

แน่นอนว่าเฝิงชานไม่ยอมอ่อนข้อให้ เขาตวาดกลับทันที

"ไอ้เวรนี่ เอ็งมองด้วยสายตาแบบนี้หมายความว่ายังไง"

"พวกข้าล้วนเป็นหนี้ชีวิตท่านซือหม่า! ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือตายเป็นหมื่นครั้งก็ยังทดแทนพระคุณไม่หมด!"

ฉีซั่วนายกองจอมเสแสร้งรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที

"ใช่! เอ็งหมายความว่าไงหา หรือว่าไม่อยากฟังคำสั่งท่านซือหม่าแล้ว"

ทั้งสองคนผลัดกันรับส่งมุก ทำเอาจ้าวมู่ถูกต้อนจนแทบจะกลอกตาบน

"ท่านซือหม่า! จ้าวมู่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะขอรับ!"

"เอ็งก็หมายความแบบนั้นแหละ!"

"ใช่เลย!"

เมื่อเห็นว่าสามจอมป่วนทำท่าจะก่อเรื่องอีกแล้ว หานเซ่าก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

แต่ในเมื่อนายกองขั้นกำเนิดฟ้าทั้งสี่คนไม่มีข้อกังขา หานเซ่าก็ไม่รอช้าอีกต่อไป

"เอาล่ะ! ไสหัวกลับไปประจำกองของตัวเองได้แล้ว! เตรียมตัวออกเดินทาง!"

...

ยามเหม่าสามเค่อ

หานเซ่าจัดแจงชุดเกราะสีดำบนร่างของตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าทหารนับร้อยนาย

เขามองข้ามทหารนับร้อยไปยันกลุ่มสตรีร้อยกว่าคนที่มีใบหน้าซีดเผือด หานเซ่าเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้กับเหล่าทหารอย่างไรดี

เพราะการตัดสินใจทำตามอำเภอใจของเขาในครั้งนี้ อาจจะพาพวกเขาทุกคนไปสู่ความตายได้เลย

ขณะที่กำลังคิดว่าจะเปิดบทสนทนาอย่างไรดี หลี่จิ้งก็ควบม้าออกมาข้างหน้า ชักดาบชูขึ้นฟ้า

"เบี้ยหวัดและเสบียงอาหาร ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของราษฎร!"

วินาทีต่อมา เสียงตะโกนดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นก็ดังทะลุชั้นเมฆ

"ในเมื่อกินเบี้ยหวัดของราษฎร ก็ต้องปกป้องราษฎรให้ปลอดภัย!"

หานเซ่ากวาดสายตามองหน้ากากเหล็กที่เย็นชาและดุดันทีละคน ในใจกลับมีความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่าน

ถึงตอนนี้นี้ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว

หานเซ่านั่งคร่อมอยู่บนหลังม้าฝีเท้าดี ควบม้าเข้าไปหาหญิงสาวนับร้อยคนอย่างช้าๆ

"ตามพวกเรามา อย่าให้คลาดสายตาล่ะ"

โชคดีที่ชายแดนแคว้นโยวโจว ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างก็ขี่ม้าเป็น ไม่อย่างนั้นหานเซ่าคงหมดปัญญาหาทางออกจริงๆ

และเมื่อได้ยินคำพูดของหานเซ่า หญิงสาวคนหนึ่งแม้จะหวาดกลัวจนน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ก็ยังชักดาบโค้งที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ท่านแม่ทัพ พวกข้าก็... ก็ฆ่าศัตรูได้เหมือนกันเจ้าค่ะ!"

หานเซ่าฟังแล้วก็ยิ้ม ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

จากนั้นเขาก็กระตุกสายบังเหียนม้าคู่ใจ แล้วตะโกนสั่งการเสียงดังลั่น

"เหล่าทหาร!"

"ออกเดินทาง! กลับบ้านเรา!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 26 - เบี้ยหวัดราษฎร

คัดลอกลิงก์แล้ว