- หน้าแรก
- ระบบสังหารไร้พ่าย จากพลทหารสู่ยอดขุนพลแดนใต้
- บทที่ 20 - ซ้ำซากจำเจ
บทที่ 20 - ซ้ำซากจำเจ
บทที่ 20 - ซ้ำซากจำเจ
บทที่ 20 - ซ้ำซากจำเจ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ฟื้นฟูวรยุทธ์งั้นหรือ
หึ ช่างกล้าพูดนัก
จงหางกู้หมอบราบอยู่บนพื้น สูดดมฝุ่นผงบนผืนดิน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการคุกเข่าอยู่แบบนี้ นอกจากฝุ่นที่ชวนให้สำลักกับพื้นดินที่เย็นเฉียบแล้ว ความจริงก็ไม่ได้แย่อะไร
อย่างน้อยก็ไม่ต้องยืนให้เมื่อย และไม่ต้องคอยหลอกลวงคนอื่นให้ดูเป็นไอ้โง่ด้วย
ลองถามดูสิว่าในใต้หล้านี้ มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าการฟื้นฟูเส้นชีพจรยุทธ์ที่ขาดสะบั้นไปแล้วนั้น แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เป็นแค่ปรมาจารย์ขั้นกำเนิดฟ้าแท้ๆ กล้าพูดจาใหญ่โตขนาดนี้ ไม่กลัวคนเขาจะหัวเราะเยาะเอาหรือไง
อย่าลืมสิว่าเขาจงหางกู้ผู้นี้ มีพื้นเพมาจากสำนักจี้เซี่ยอันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิขงจื๊อเชียวนะ
จงหางกู้นึกค่อนขอดอยู่ในใจ แต่ภายนอกกลับไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะคิดหาคำตอบได้ ร่างทั้งร่างก็ถูกหานเซ่าคว้าคอเสื้อยกขึ้นไปในอากาศเสียแล้ว
จากนั้นก็ถูกโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ทำเอาเขาล้มกลิ้งหน้ามืดตาลายไปหมด
แต่เวลานี้หานเซ่าไม่มีเวลามาสนใจเขาหรอก
เขาก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงไปยังทิศทางที่มีคลื่นพลังแก่นแท้ปราณแผ่ออกมา
"ท่านซือหม่า..."
ทหารที่เฝ้าอยู่ปากหุบเขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นหานเซ่าเดินกลับมาอีกครั้ง
และในตอนนั้นเอง นายกองหลี่ที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหานเซ่า ก็หัวเราะร่าเดินออกมาจากเงามืดเพื่อต้อนรับ
"ท่านซือหม่า ได้ผลขอรับ ยานี่มัน..."
เมื่อเห็นนายกองหลี่มีใบหน้าเปล่งปลั่งสดใส ไม่มีท่าทีของคนป่วยอีกต่อไป หานเซ่าก็ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกจนหมดความกังวล
เขาจึงรีบส่งกระแสจิตไปขัดจังหวะทันที
"ยานี้ยังมีไม่มากนัก ท่านอย่าเพิ่งกระโตกกระตากไป"
ยาฟื้นฟูโลหิตนี้ ระบบแถมมาให้แค่ชุดเดียวเก้าสิบเก้าเม็ดเท่านั้น
หากต้องการเพิ่มในภายหลัง ก็ต้องรวบรวมสมุนไพรมาปรุงเองตามสูตรยาที่ระบบให้มา
และหานเซ่าก็รู้ดีว่าบนโลกใบนี้ คนเราไม่ได้กลัวความขาดแคลน แต่กลัวการแบ่งปันที่ไม่เท่าเทียมต่างหาก
ภายใต้เงื่อนไขที่ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกคนจะได้รับยาอย่างทั่วถึง ทางที่ดีที่สุดคืออย่าทำให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนหมู่มาก
มิฉะนั้นหากทหารแตกความสามัคคี ทุกอย่างก็คงไม่อาจกอบกู้คืนมาได้อีก
เมื่อนายกองหลี่ได้ยินดังนั้น เขาก็เข้าใจความหมายของหานเซ่าทันที
จนกระทั่งนำทางหานเซ่ามาถึงที่ลับตาคน เขาถึงได้กลั้นเสียงพูดด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
"ท่านซือหม่า ยานี้... ยานี้มันเป็นยาวิเศษจริงๆ ขอรับ"
ต่อให้เป็นสำนักปรุงยาที่แตกแขนงมาจากสำนักแพทย์ ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีโอสถที่สามารถทำให้ปรมาจารย์ขั้นกำเนิดฟ้าฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้ในพริบตาแบบนี้เลย
เมื่อหานเซ่าเห็นท่าทางของเขา ก็ไม่ได้สนใจว่าเขาจะตื่นเต้นแค่ไหน
เขาล้วงเอายาเม็ดสีฟ้าออกมาจากอกเสื้ออีกเม็ดหนึ่งแล้วยื่นให้
[ยาฟื้นฟูปราณ: ฟื้นฟูพลังปราณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ทุกวินาที ต่อเนื่องเป็นเวลาหกสิบวินาที]
"เม็ดสีฟ้านี้สามารถฟื้นฟูพลังแก่นแท้ปราณได้อย่างรวดเร็ว หากการสู้รบดุเดือดตึงเครียด ท่านสามารถกินมันในยามคับขันได้"
ในเมื่อยาฟื้นฟูโลหิตคนอื่นกินเข้าไปแล้วไม่มีปัญหาอะไร
ยาฟื้นฟูปราณสีฟ้านี้ก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน
ดังนั้นครั้งนี้การหยิบยาของหานเซ่าจึงดูเด็ดขาดและรวดเร็วขึ้นมาก
แถมหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขายังกัดฟันล้วงเอายาสีแดงและสีฟ้าออกมาอีกอย่างละเม็ด แล้วยื่นส่งให้นายกองหลี่ไปพร้อมกัน
เมื่อเห็นท่าทางเสียดายของหานเซ่า นายกองหลี่ย่อมเข้าใจถึงความล้ำค่าของยาเหล่านี้ดี
เขาจึงไม่ยื่นมือไปรับ แต่กลับปฏิเสธว่า
"ช่างเถอะขอรับท่านซือหม่า การที่หลี่ผู้นี้รอดชีวิตออกมาจากสนามรบได้ ก็ถือเป็นความโชคดีที่สวรรค์ประทานให้แล้ว คงไม่กล้าสิ้นเปลืองยาของท่านซือหม่าอีกหรอกขอรับ..."
นายกองหลี่พูดด้วยสีหน้าปลงตก
"อีกอย่างต่อให้วันหน้าเกิดโชคร้ายขึ้นมา... ท่านแม่ที่แก่ชราและลูกเมียที่บ้าน ก็ยังมีท่านซือหม่าคอยดูแล..."
นี่กะจะโยนภาระให้ฉันเลยใช่ไหม
"ท่านนี่ฝันหวานไปหน่อยมั้ง"
หานเซ่าทำหน้าบูดบึ้ง
"แม่และลูกเมียของท่าน ท่านก็ดูแลเองสิ ฉันแบกรับไม่ไหวหรอกนะ"
พูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้หมอนี่ปฏิเสธ ยัดยาใส่มือของอีกฝ่ายไปดื้อๆ
"ท่านซือหม่า นี่มัน..."
เมื่อเห็นท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของหมอนี่ หานเซ่าก็รู้สึกอ่อนใจ
"ต่อให้ซือหม่าของพวกท่านจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นกองทัพได้ด้วยตัวคนเดียวหรอกนะ"
"หากไม่มีพวกท่านที่เป็นทหารหาญ ต่อให้มีของวิเศษนอกกายมากมายแค่ไหน ก็ต้านทานความตายไม่ได้อยู่ดี"
หานเซ่าพูดอย่างตรงไปตรงมา
ในสนามรบที่เต็มไปด้วยดงหอกดงดาบ ทั้งหอกโจ่งแจ้งและเกาฑัณฑ์ซุ่มยิง
หากต้องพึ่งพาแค่คนคนเดียว เว้นเสียแต่ว่าจะบรรลุถึงขอบเขตที่เหนือมนุษย์ไปแล้วจริงๆ
มิฉะนั้นต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน จุดจบก็คงไม่ต่างจากฉ้อปาอ๋องที่แม่น้ำอูเจียงหรอก
เมื่อได้ฟังคำพูดของหานเซ่า นายกองหลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เก็บยาทั้งสามเม็ดใส่ไว้ในอกเสื้อ
ยังไม่ทันที่หานเซ่าจะตั้งตัว เขาก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นทันที
"ผู้น้อยหลี่จิ้ง ก่อนหน้านี้ได้รับความเมตตาช่วยชีวิตจากท่านซือหม่าในสนามรบ บัดนี้ยังได้รับของขวัญล้ำค่าจากท่านซือหม่าอีก บุญคุณนี้ไม่อาจตอบแทนได้หมด"
"ผู้น้อยขอเพียงใช้ร่างกายอันไร้ค่านี้นำหน้าบุกตะลุยฝ่ากองไฟไปเพื่อท่านซือหม่า ต่อให้ต้องตายเป็นร้อยครั้งก็ไม่มีวันเสียใจ"
หลี่จิ้งงั้นเหรอ
ถ้างั้นนายลองยกเจดีย์ให้ฉันดูหน่อยเป็นไง
เมื่อเจอการกระทำกะทันหันของหมอนี่เข้าไป หานเซ่าก็ถึงกับอึ้ง
ต่อให้จะไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย ก็ยังเดาได้ว่านี่คือการแสดงความจงรักภักดี
เพียงแต่... ไอ้วิธีก้มหัวคุกเข่าแบบนี้ มันเลิกฮิตไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง
เชยชะมัด
เชยสุดๆ ไปเลย
หานเซ่ารีบใช้สองมือประคองชายชาตรีผู้ซื่อตรงคนนี้ให้ลุกขึ้น
คำว่า จิ้ง ในชื่อของเขา เดิมทีหมายถึงความสงบสุข
แต่พอมาใช้คู่กับแซ่หลี่ ก็ราวกับว่าชีวิตนี้ไม่อาจหลีกหนีจากสนามรบได้อีกต่อไป
"ท่านนายกองหลี่ เหตุใดจึงต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย"
หานเซ่าถอนหายใจขณะพูด
ชั่วขณะหนึ่งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำพูดนี้ของตัวเอง มีความจริงใจกี่ส่วนและเสแสร้งกี่ส่วน
ถ้าบอกว่าไม่อยากให้มีคนมาสวามิภักดิ์จากใจจริง ก็ดูจะจอมปลอมไปหน่อย
แต่เขาเองก็ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวบนโลกใบนี้ให้มากนักจริงๆ
เพราะมันจะทำให้เขาต้องรู้สึกพะว้าพะวงทำอะไรไม่ถนัด
แต่ถ้าบอกว่าเสแสร้ง ก็ดูจะไม่ค่อยจริงใจอีก
มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมเสมอ
เมื่อมาอยู่ในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้ การที่มีคนยินดีที่จะเข้ามาใกล้ชิดและพึ่งพา
ลึกๆ แล้วหานเซ่าเองก็รู้สึกดีใจอยู่เหมือนกัน
บางทีการทำแบบนี้ อาจจะทำให้เขาไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวมากนักก็ได้กระมัง
และเมื่อเห็นท่าทางที่ดูสับสนและซับซ้อนของหานเซ่า สีหน้าของหลี่จิ้งก็พลันสลดลง
"ร่างกายอันต่ำต้อยของหลี่จิ้ง คงเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันไปเอง..."
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะคืนยาในอกเสื้อให้หานเซ่า
หานเซ่าเห็นดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก
ไม่ยอมให้มาเป็นลูกน้อง แล้วยังจะมาโกรธกันอีกเหรอ
ตรรกะอะไรวะเนี่ย
หานเซ่ารู้สึกว่าคนบางคนบนโลกใบนี้ช่างหัวดื้อและไร้เหตุผลเอาเสียจริงๆ
"ท่านนายกองหลี่พูดอะไรอย่างนั้น"
"ทหารในทัพสยบเหลียวของพวกเราล้วนเป็นชายชาตรีอกสามศอกที่ห้าวหาญ จะมีคำว่าต่ำต้อยได้อย่างไร"
เขาพูดพลางรีบห้ามปรามการกระทำของอีกฝ่าย พร้อมกับตำหนิด้วยความปวดใจ
"เพียงแต่... ที่บอกว่าจะยอมตายเพื่อข้าหานผู้นี้น่ะ มันหมายความว่ายังไง"
"พวกเราเป็นพี่น้องร่วมรบ เป็นตายร่วมกัน ก็ต้องสู้และตายไปพร้อมกันสิ"
"คำพูดที่ดูห่างเหินแบบนี้ วันหน้าอย่าได้เอาไปพูดต่อหน้าคนอื่นอีกเชียวนะ"
ไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย
คำพูดที่บั่นทอนความสามัคคีแบบนี้ จะเอามาพูดส่งเดชได้ยังไง
ฉันเพิ่งจะโม้เรื่องเกิดมาพร้อมกันตายพร้อมกันไปหยกๆ นายดันมาพูดแบบนี้ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าจะไม่หาว่าฉันตอแหลหรอกเหรอ
ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังเดนตายกลุ่มนี้แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ตัวพ่อก็มีอยู่ไม่น้อย
ขืนมาตั้งแก๊งแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ จะให้คนอื่นเขาคิดยังไง
จะให้คุณหนูใหญ่คนนั้นคิดยังไง
ขณะที่หานเซ่าพูด เขาก็มองตรงไปยังหลี่จิ้งผู้เป็นนายกองด้วยสายตาที่ลุกวาว
โชคดีที่แม้หมอนี่จะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนโง่
เมื่อสบตากัน เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที
นั่นสิ
คำพูดบางอย่าง แอบคุยกันเงียบๆ ก็พอแล้ว
วันหลังคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้
ระหว่างที่หลี่จิ้งกำลังแอบรู้สึกละอายใจ หานเซ่าก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"ฉันเห็นว่าในกองทัพยังมีปรมาจารย์ขั้นกำเนิดฟ้าอีกหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บจนแสดงฝีมือได้ไม่เต็มที่เหมือนกับท่าน..."
หานเซ่ากำลังจะบอกให้หลี่จิ้งไปตามคนพวกนั้นมา
แต่เพิ่งพูดไปได้ครึ่งประโยค เขาก็ชะงักไป
"ช่างเถอะ ไม่ต้องแล้ว พวกเขามากันแล้วล่ะ"
เมื่อมองดูร่างหลายร่างที่ปรากฏตัวขึ้นมาจากความมืด หานเซ่าก็หัวเราะออกมา
"คารวะท่านซือหม่า"
เสียงทำความเคารพดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงชุดเกราะที่เสียดสีกันดังกังวาน
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน ดูขึงขังและน่าเกรงขามยิ่งนัก
หานเซ่าพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทายตอบ
จากนั้นก็เบนสายตาไปที่ร่างสุดท้ายที่เดินตามออกมา
ต้องยอมรับเลยว่า หลังจากถอดชุดเกราะออกแล้ว รูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้นของอีกฝ่ายช่างงดงามไร้ที่ติจริงๆ
"ดึกป่านนี้แล้ว คุณหนูใหญ่ยังไม่พักผ่อนอีกหรือ..."
ในหุบเขาแห่งนี้ แม้จะไม่มีอะไรมากนัก แต่กระท่อมที่พอจะกันลมบังหิมะได้ก็มีอยู่ไม่น้อย
ก็ไปแย่งรังนกกระทามาไงล่ะ
นกกระทาตายหมดแล้ว
รังก็เลยเหลือเพียบ
เบียดกันสักนิด ก็พอให้ทหารทุกคนได้เข้าไปหลบภัยแล้ว
ส่วนกงซุนซินอี๋ที่มีสายเลือดผู้ดีและเป็นถึงผู้หญิง การได้ครอบครองกระท่อมส่วนตัวสักหลังก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
นางปรายตามองหานเซ่าอย่างเย็นชา เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
ราวกับหงส์ขาวที่กำลังมองลงมาดูคางคกก็ไม่ปาน
มู่หลานงั้นเหรอ
หึ รอดูเถอะว่านายจะทนหมัดฉันได้แค่ไหน
เมื่อเห็นว่าหานเซ่าดูสงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ ไม่แสดงท่าทีก้าวร้าวปีนเกลียวเหมือนก่อน
สีหน้าที่เย็นชาของกงซุนซินอี๋ผู้เป็นคุณหนูใหญ่ก็ดูผ่อนคลายลงบ้าง
แต่พอกวาดสายตาไปเห็นหลี่จิ้ง แววตาของนางก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววประหลาดใจและคลางแคลงใจ
เมื่อหันกลับมามองหานเซ่าอีกครั้ง น้ำเสียงของนางก็กลับมาเย็นชาและเย่อหยิ่งดังเดิม
"หานเซ่า นายกำลังคิดจะเล่นตุกติกอะไรอีก"
...
[จบแล้ว]