เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - ผู้บังคับการกองรบพิเศษ

บทที่ 9 - ผู้บังคับการกองรบพิเศษ

บทที่ 9 - ผู้บังคับการกองรบพิเศษ


บทที่ 9 - ผู้บังคับการกองรบพิเศษ

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"มีปัญหาอะไรหรือเปล่า"

เมื่อเห็นหานเซ่านิ่งเงียบไปนาน คุณหนูใหญ่กงซุนก็ส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยมาให้

หานเซ่ารีบหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด

มีปัญหาอะไรไหมน่ะเหรอ

ปัญหาใหญ่เลยล่ะ!

จนถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังโค้งคำนับทำความเคารพกงซุน 'ประธานบริษัท' คนนี้

มีแค่เขาคนเดียวที่ยืนทื่อเป็นท่อนไม้ไม่ขยับเขยื้อน

แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ทว่าดูโง่งม ทำหน้าตาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมาน้ำเสียงที่เย็นชาอยู่แล้วก็ยิ่งเย็นเยียบลงไปอีก

"นายไม่รู้จักฉันงั้นเหรอ"

หานเซ่ากะพริบตาปริบๆ ด้วยสายตาไร้เดียงสา

เขาก็อยากจะรู้จักอยู่หรอก แต่เงื่อนไขมันไม่อำนวยนี่นา

เจ้าของร่างเดิมจากไปแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย นอกจากทิ้งร่างกายนุ่งลมห่มฟ้าไว้ให้แล้ว ก็ไม่ได้ทิ้งความทรงจำอะไรไว้ให้เลยสักนิด

แล้วเขาจะไปทำอะไรได้ล่ะ

"นายมีปัญหาแล้วล่ะ..."

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ ของคุณหนูใหญ่กงซุน ประกอบกับแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านมาคลุมตัวเขาเอาไว้

หานเซ่าก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อน

ไซบีเรียนฮัสกี้ที่พยายามปลอมตัวเนียนๆ ในฝูงหมาป่าอย่างเขา ความแตกเร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

เอาไงดี จะแกล้งตีมึนสู้ต่อไปดีไหม

ยังไงซะเธอก็ไม่มีหลักฐานอยู่แล้วนี่หว่า

ขณะที่กำลังลังเลว่าจะรับมือยังไงดี จู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งในกลุ่มคนก้าวพรวดเข้ามาแล้วประสานมือพูดอย่างร้อนรน

"เรียนคุณหนูใหญ่! ผู้น้อยมีเรื่องจะกล่าวขอรับ!"

เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นชาและแข็งกร้าวที่คุ้นเคย หานเซ่าก็มีแววตาประหลาดใจพาดผ่าน

"พูดมา"

คุณหนูใหญ่กงซุนลูบหัวม้าที่กำลังกระสับกระส่ายเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

เมื่อได้รับอนุญาต น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นก็รีบพูดต่อทันที

"เรียนคุณหนูใหญ่! พี่เซ่าเป็นคนที่ผู้น้อยดูแลมาตั้งแต่เด็ก! ไม่มีทางมีปัญหาแน่นอนขอรับ!"

เขารับประกันให้ก่อน จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนต่อไปว่า

"ที่เขาจำคุณหนูใหญ่ไม่ได้ อาจจะ... อาจจะเป็นเพราะตอนที่ตกจากหลังม้าก่อนหน้านี้ทำให้สมองกระทบกระเทือน! ใช่! ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ! คงจะสมองกระทบกระเทือนจนสูญเสียความทรงจำ ถึงได้เป็นแบบนี้ขอรับ!"

สูญเสียความทรงจำ งั้นก็คือความจำเสื่อมใช่ไหม

ข้ออ้างนี้เยี่ยมไปเลย!

ดวงตาของหานเซ่าเป็นประกาย

ทว่าวินาทีต่อมากลับได้ยินเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นมาอย่างเนิบนาบว่า

"ทำไม นายคิดว่าเซี่ยวเว่ยอย่างฉันปรักปรำเขางั้นเหรอ"

คุณหนูใหญ่กงซุนปรายตามองเขาก่อนจะหันกลับมามองหานเซ่า

"แล้วพลังฝีมือระดับนี้บนตัวเขา จะอธิบายว่ายังไง"

พลังฝีมืองั้นเหรอ

พอพูดถึงเรื่องนี้ ทหารเกราะดำที่กำลังพยายามอธิบายอย่างร้อนรนก็ถึงกับชะงักงัน

เขาอึกอักอยู่นานก็อธิบายไม่ถูก

เพราะเรื่องนี้มันหาคำอธิบายไม่ได้จริงๆ!

หานเซ่าเป็นคนที่เขาดูแลมาตั้งแต่เด็กและเป็นคนพาเข้ากองทัพมากับมือ

แต่ไอ้หนุ่มนี่ตั้งแต่เด็กก็มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์แค่ระดับงั้นๆ ทักษะการขี่ม้าและวิชาการรบก็ธรรมดาสามัญ

เรียกได้ว่านอกจากหน้าตาที่หล่อเหลาแล้ว ทั้งตัวก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง!

แล้วตอนนี้ล่ะ

ปรมาจารย์กำเนิดฟ้าอายุสิบแปดปีเนี่ยนะ!

ต่อให้เป็นพวกยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากตระกูลใหญ่หรือสำนักร้อยปรัชญา ก็คงมีดีแค่นี้แหละมั้ง!

"พี่เซ่า พูดอะไรสักหน่อยสิ! สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

หานเซ่ามองดูอีกฝ่ายที่กำลังร้อนรนแทนเขาจนแทบจะเต้นผาง ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

เขาเลยเมินอีกฝ่ายไปซะ แล้วหันไปสบตากับดวงตาเย็นชาและเย่อหยิ่งคู่นั้นโดยตรง

"มีอะไรต้องอธิบายด้วยงั้นเหรอ"

เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเบาสบายไม่ยี่หระของหานเซ่า ทุกคนก็ถึงกับอึ้งไปเลย

จากนั้นทหารเกราะดำหลายนายที่คอยทำหน้าที่คุ้มกันคุณหนูใหญ่กงซุนอยู่เงียบๆ ก็ตวาดขึ้นมาด้วยความโกรธ

"สามหาว! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! แกคิดจะปีนเกลียวหรือไง!"

สิ้นเสียงตวาด

เสียงชักดาบออกจากฝักก็ดังกังวานฉีกกระชากเสียงลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ

"คิดจะฆ่าฉันเหรอ"

หานเซ่าปรายตามองดาบยาวที่ส่องประกายแวววับตรงหน้า ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วก้าวพรวดไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับแผดเสียงตะโกน

"เข้ามา! มาลองดูกันว่าดาบของพวกเดียวกัน หรือดาบของพวกหมาคนเถื่อน อันไหนมันจะไวกว่ากัน!"

การกระทำที่กะทันหันแบบนี้ทำให้ทหารที่ชักดาบออกมาตกใจจนสะดุ้ง

ทหารที่เป็นหัวหน้าเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ แล้วพูดตะกุกตะกัก

"แก..."

แต่ใครจะรู้ว่าพูดยังไม่ทันจบประโยค หานเซ่าก็ตวัดฝ่ามือตบฉาดเข้าให้

ขณะที่ร่างของอีกฝ่ายปลิวว่อน หานเซ่าก็แค่นเสียงเยาะเย้ย

"ฟันคนก็ไม่กล้า ยืนก็ยังยืนไม่มั่นคง แล้วจะไปฆ่าศัตรูได้ยังไง"

เมื่อเห็นการกระทำที่บ้าระห่ำของหานเซ่า ทหารถือดาบที่เหลือก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

หานเซ่าปรายตามองพวกนั้นด้วยสายตาดูแคลน

"ถ้าทัพสยบเหลียวของเรามีแต่พวกไม่ได้เรื่องแบบพวกแก จะไม่ให้แพ้ได้ยังไง หึ มันก็สมควรแล้วล่ะ!"

พอได้ยินแบบนี้ ทหารถือดาบหลายคนก็ตาขวาง ทำท่าเหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาสู้ตายกับเขา

แต่น่าเสียดายที่หานเซ่าขี้เกียจจะชายตามองพวกนั้นด้วยซ้ำ เขาสบตาคุณหนูใหญ่กงซุนนิ่ง

"เธอคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดมันถูกไหมล่ะ"

ดวงตาที่เย็นชาไร้คู่เปรียบของคุณหนูใหญ่กงซุนเริ่มมีความสั่นไหวเป็นครั้งแรก

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากตอบ หานเซ่าก็ชิงพูดต่อเสียก่อน

"ทำไมถึงไม่ออกโรงล่ะ"

ปราณยุทธ์แท้จริง ปรมาจารย์ขั้นประตูสวรรค์!

แม้ว่าหานเซ่าจะยังไม่เคยสัมผัสกับพลังนี้ด้วยตัวเอง แต่จากการที่ได้เห็นเพียงแวบเดียวในสนามรบเมื่อครู่นี้

ก็เพียงพอที่จะยืนยันถึงความน่าสะพรึงกลัวของขั้นประตูสวรรค์ได้แล้ว!

ดวงตะวันเจิดจ้ากลางนภา!

ง้างธนูยิงตะวัน!

การปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งศัตรู ฝ่ายหนึ่งพวกเดียวกัน

พลังที่ทั้งสองฝ่ายแสดงออกมานั้น ทำให้หานเซ่าถึงกับรู้สึกหลอนราวกับกำลังเผชิญหน้ากับเทพเจ้าและปีศาจเลยทีเดียว

……

เมื่อเผชิญกับคำถามที่ฟังดูเหมือนเป็นการคาดคั้นของหานเซ่า ริมฝีปากบางๆ ของคุณหนูใหญ่กงซุนก็ขยับเล็กน้อย

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

หานเซ่าแค่นหัวเราะ จากนั้นก็ชี้มือไปยังกองทหารขี้แพ้ที่อยู่รอบกาย

"ที่พวกเขาเคารพเธอ เธอคิดว่าเป็นเพราะอะไร"

"เพราะพลังฝีมือเหรอ เพราะสถานะเหรอ หรือเพราะชาติตระกูลของเธอ"

หานเซ่าพูดพลางเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมาอย่างไม่ปิดบัง

"ถ้าพูดถึงเรื่องผลงานการฆ่าศัตรูในศึกครั้งนี้ เธอยังฆ่าศัตรูได้ไม่เท่าทหารเลวขั้นควบแน่นโลหิตสักคนเลยด้วยซ้ำ!"

"ถ้าพูดถึงเรื่องสถานะ... เธอรู้ไหมว่าอำนาจน่ะ มันมาจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบนเสมอแหละ"

"ฉัน!"

หานเซ่าตบหน้าอกตัวเอง แล้วชี้ไปที่กองทหารขี้แพ้หลายร้อยนาย

"พวกเขา!"

"พวกเรา!"

"พวกเราที่เป็นทหารเลวระดับล่างนี่แหละ! ที่เป็นคนมอบสิ่งที่เรียกว่าอำนาจให้กับพวกระดับสูงอย่างพวกเธอ!"

"ก็เพื่อหวังว่าผู้ที่อยู่สูงกว่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่ทรงพลังอย่างพวกเธอจะคอยคุ้มครองพวกเรายังไงล่ะ!"

ทฤษฎีแห่งอำนาจแบบย่อๆ ของหานเซ่า ได้กระชากหน้ากากและเปิดเผยให้เห็นถึงแก่นแท้ของอำนาจ

เรียกได้ว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างรุนแรง

สำหรับบางคนในที่นี้ คำพูดเหล่านี้ถือว่าเป็นความผิดฐานกำเริบเสิบสานอย่างร้ายแรงเลยทีเดียว!

ทหารเกราะดำคนที่ดึงหานเซ่าขึ้นมาจากกองซากศพพุ่งเข้ามาหวังจะปิดปากเขา

แต่กลับถูกหานเซ่าผลักออกไปอย่างไม่ไว้หน้า

"แล้วเธอล่ะ! การคุ้มครองของเธออยู่ไหน"

หานเซ่าหน้าแดงก่ำ ดูโกรธจัด

"เธอ! คุณหนูใหญ่กงซุน! ปรมาจารย์ขั้นประตูสวรรค์! เห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกัน!"

"มือสังหารเดนตายที่คอยคุ้มกันให้เธอหนีรอดจากสถานการณ์คับขันงั้นเหรอ"

"หรือว่าเห็นเป็นโล่เนื้อหุ้มเกราะเอาไว้รับดาบแทนเธอ"

ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน

ราวกับมีดนับเล่มคมกริบกรีดเฉือนลงบนร่างของเหล่าทหารขี้แพ้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น

หลายคนมองตามทิศทางคำพูดของหานเซ่าไปยังร่างที่ยังคงไร้ความรู้สึกร่างนั้น

ดวงตาภายใต้หน้ากากเกราะที่ดูดุดันเหล่านั้น ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ถูก

บ่นตัดพ้อเหรอ โกรธแค้นเหรอ หรือว่าเศร้าโศก

หรือว่าเฉยชา

ไม่มีใครบอกได้ชัดเจน

คุณหนูใหญ่กงซุนรู้สึกเพียงว่าสายตาที่แปลกประหลาดเหล่านั้นมันเย็นเยียบและเสียดแทงลึกถึงกระดูกยิ่งกว่าลมหนาวบนทุ่งหญ้าเสียอีก

และในตอนนั้นเอง หานเซ่าก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ

เขาแย่งม้าศึกที่อยู่ข้างกายเธอมาหน้าตาเฉย พร้อมกับตบหัวม้าเบาๆ แล้วเอ่ยปากชม

"ม้าดีนี่!"

"ม้าดีขนาดนี้ สมควรที่จะควบทะยานบุกทะลวงอยู่หน้าสุด! ไม่ใช่มามุดหัวอยู่ข้างหลังคนอื่นเพื่อเป็นแค่คนดู!"

หานเซ่ากระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วก้มมองคุณหนูใหญ่กงซุนจากมุมที่สูงกว่า

"เธอไม่ได้บอกให้ฉันเป็นผู้บังคับการกองรบพิเศษบ้าบออะไรนั่นเหรอ"

"ได้! ฉันตกลง!"

หานเซ่าแสยะยิ้ม

"จะได้ให้คุณหนูใหญ่ดูเป็นขวัญตาซะหน่อย ว่าหานผู้นี้มีวิธีทำตัวเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าเขายังไง!"

พูดจบ หานเซ่าก็ดึงหน้ากากเกราะสีดำลงมาปิดหน้า แล้วหันขวับกลับไป

จากนั้นดาบยาวในมือก็ชักออกจากฝักในพริบตา เขาหันหน้าเข้าหากองทหารขี้แพ้หลายร้อยนายแล้วแผดเสียงประกาศก้อง

"นับแต่นี้ไป ข้าหานเซ่าจะเป็นผู้บังคับการของกองทัพขี้แพ้แห่งนี้!"

"ทุกการศึก! ข้าจะบุกทะลวงนำหน้าพวกเจ้าเสมอ!"

"หากต้องตาย! พวกเจ้าจงปล่อยให้ข้าตายก่อนเถอะ!"

"คำสาบานนี้! ขอฟ้าดินจงเป็นพยาน! ตะวันจันทราจงเป็นพยาน!"

"หากข้าผิดคำสาบาน! ขอให้สวรรค์ลงทัณฑ์ ฟ้าผ่าตายตายโหงไปซะ!"

เมื่อสิ้นเสียง ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

ขณะที่หานเซ่ากำลังคิดว่าวันนี้เขาคงเล่นใหญ่เกินไปจนแป้กซะแล้ว ในที่สุดกองทหารขี้แพ้หลายร้อยนายตรงหน้าก็มีเสียงตะโกนตอบรับอย่างกึกก้อง

"ผู้น้อยขอคารวะท่านซือหม่าหานขอรับ!"

วินาทีต่อมา ร่างหลายร้อยร่างก็โค้งตัวประสานมือทำความเคารพ

"คารวะท่านซือหม่าหาน!"

สำเร็จ!

ริมฝีปากภายใต้หน้ากากเกราะของไอ้หนุ่มหน้ามนหานเซ่าลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ

ทว่าในขณะที่เขากำลังแอบภูมิใจที่ในที่สุดก็ตบตาคนอื่นได้สำเร็จ

เสียงถอนหายใจแผ่วเบาก็ดังขึ้นข้างหู

"คารมดีเยี่ยม วิสัยทัศน์ก็ไม่เลว ลูกหลานตระกูลใหญ่บางคนยังสู้เจ้าไม่ได้เลย"

"แต่หลังจากนี้ เจ้าตั้งใจจะพากองทหารของเจ้าไปพักที่ไหนล่ะ"

กองทัพศัตรูที่อยู่ด้านหลังไม่รู้ว่าจะตามมาทันเมื่อไหร่

พอมองดูท้องฟ้าก็ดูเหมือนว่าหิมะกำลังจะตกซะด้วย

จู่ๆ หานเซ่าก็พบว่าเขาอุตส่าห์เล่นใหญ่ตีลังกามาตั้งไกล สุดท้ายก็กลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกแล้ว

มารดามันเถอะ!

นี่ฉันหลงกลเธอใช่ไหมเนี่ย!

หานเซ่าทำหน้ามุ่ย รู้สึกปวดหัวตึบๆ

เพราะเมื่อก่อนเวลาเขาออกจากบ้าน ถ้าไม่เปิดจีพีเอสนำทาง เดินไปไม่ถึงสองกิโลเมตรก็แยกทิศเหนือใต้ออกตกไม่ถูกแล้ว

แล้วตอนนี้จะให้เขาเป็นคนนำทางกองทัพขี้แพ้หลายร้อยนายในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เพื่อหาทางรอดเนี่ยนะ

นี่มันแกล้งกันชัดๆ!

และในจังหวะที่หานเซ่ากำลังมืดแปดด้านอยู่นั้น เสียงอ่อนระโหยโรยแรงก็ดังขึ้นมาเบาๆ

"ซือ... ท่านซือหม่า ข้า... ข้ารู้จักที่พักพิงแห่งหนึ่งขอรับ..."

หานเซ่าดีใจสุดขีด หันขวับไปมองตามเสียงทันที

ชายในชุดบัณฑิตผมเผ้ารุงรัง แถมยังมีรอยแส้พาดผ่านใบหน้า ยิ่งทำให้ใบหน้าที่ดูไม่ค่อยจะหล่ออยู่แล้วยิ่งดูน่าเกลียดเข้าไปอีก

แต่หานเซ่าไม่สนใจเรื่องนั้น เขาถามด้วยความกระตือรือร้น

"ว่ามาเลย!"

……

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 9 - ผู้บังคับการกองรบพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว