เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - จงหางกู้

บทที่ 7 - จงหางกู้

บทที่ 7 - จงหางกู้


บทที่ 7 - จงหางกู้

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ดวงตะวันกำลังร่วงหล่น

ปราณยุทธ์แท้จริงที่ยังไม่ดับสนิทลากผ่านขอบฟ้าราวกับลูกไฟ

เพียงแต่แสงสว่างที่เคยสาดส่องไปทั่วหล้ากำลังริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว

หานเซ่าเบิกตากว้างจ้องมองขึ้นไปเบื้องบน

เวลานี้ร่างในชุดเกราะดำที่เหยียบอยู่กลางอากาศยังคงรักษากิริยาง้างธนูยิงตะวันอันแสนจะดุดันเอาไว้

หานเซ่าอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

แต่ภายในใจกลับถูกศรที่ยิงทะลวงฟ้าดอกนั้นสะกดเอาไว้จนสั่นสะท้านไปหมด

ชั่วขณะนั้นเขาถึงกับนิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว

และในตอนนั้นเองร่างเกราะดำกลางอากาศก็ค่อยๆ ลดคันธนูสลักลายขนาดใหญ่ในมือลง

หานเซ่ายังไม่ทันเห็นเลยว่าอีกฝ่ายขยับตัวยังไง คันธนูสลักลายที่ดูราวกับอาวุธสังหารเทพก็อันตรธานหายไปจากมือของเธอแล้ว

ในจังหวะที่เธอก้มลงมามอง หานเซ่าก็สบตากับดวงตาภายใต้หน้ากากเกราะที่ดูน่าเกรงขามคู่นั้น

งดงามบริสุทธิ์ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชาและโดดเดี่ยว

สายตาแบบนี้ หานเซ่าผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ

"มองอะไร"

น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นข้างหูหานเซ่า ปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์

แม้จะเห็นแค่ดวงตาแต่หานเซ่าก็ยังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่แฝงอยู่

"บุกต่อไป! อย่าหยุด!"

เมื่อต้องเผชิญกับน้ำเสียงที่วางอำนาจแบบนี้ เป็นเรื่องแปลกมากที่หานเซ่ากลับไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองเลยสักนิด

ตรงกันข้ามเขากลับฉีกยิ้มกว้างแล้วตอบกลับไป

"รับทราบ"

วินาทีนี้เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว

ว่าต่อไปนี้จะไม่พูดคำหยาบอีกแล้ว

อืม ต้องรักษาภาพพจน์หน่อย!

เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับตัวพริบตาเดียวก็กลายเป็นแสงสีดำพุ่งกลับเข้าไปรวมกับทหารขี้แพ้เกราะดำหลายร้อยนาย

หานเซ่าก็พยายามสะกดกลั้นหัวใจที่เต้นรัวแล้วดึงสายตากลับมา

เพราะที่นี่คือสนามรบ!

……

ส่วนบนเนินลาดเอียงอีกฝั่ง

ภายใต้ธงรบผืนใหญ่ที่ปักลวดลายวิหคปีศาจเก้าหัว กองทหารม้าคนเถื่อนต่างก็เบิกตาดูแม่ทัพของตนกลายร่างเป็นดวงตะวันพุ่งเข้าใส่ทหารขี้แพ้กลุ่มนั้น

เดิมทีตั้งใจจะรอดูความสง่างามไร้เทียมทานของสายเลือดราชวงศ์เสียหน่อย

แต่ลูกศรที่พุ่งแหวกอากาศมาอย่างกะทันหันดอกนั้นกลับทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนพังทลาย

เมื่อมองดูร่างที่ร่วงดิ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ทหารม้าคนเถื่อนต่างก็ยังตั้งสติไม่ทัน

พวกเขาทุกคนล้วนมีสีหน้าโง่งม จ้องมองลูกไฟที่พาดผ่านกลางอากาศตรงหน้า

จนกระทั่งเสียงร่วงกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวแว่วมาจากที่ไกลๆ

พวกเขาก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

ต๋าหลี่เท่อฉิน... ยอดอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ที่หาตัวจับยากในหมู่ราชวงศ์ กลับต้องมาตาย...

ตายอย่างนั้นเหรอ

"ไอ้พวกโง่! มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่!"

เมื่อได้ยินเสียงสบถด่าอย่างร้อนรนดังมาจากข้างกาย ทหารม้าคนเถื่อนก็หันขวับไปมองและพบว่าคนที่พูดคือไอ้หมาแดนใต้ที่พวกเขาดูถูกเหยียดหยามมาตลอดนั่นเอง

'ไอ้สุนัขรับใช้ชั้นต่ำนี่กล้าด่าข้างั้นเรอะ'

ทหารม้าคนเถื่อนที่สืบเชื้อสายชนชั้นสูงของเผ่าอูหวนบางคนมีประกายจิตสังหารวาบขึ้นในดวงตาทันที

แต่เวลานี้จงหางกู้ไม่สนอะไรอีกแล้ว เขาชี้มือไปยังที่ไกลๆ ด้วยดวงตาแดงก่ำ

"เร็วเข้า! รีบไปช่วยต๋าหลี่เท่อฉินกลับมา!"

"ถ้าต๋าหลี่เท่อฉินตาย พวกเราทุกคนต้องตายกันหมด! ตายกันหมดแน่!"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทหารม้าคนเถื่อนทุกคน ณ ที่นั้นก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

ถึงได้สติกลับมาในที่สุด

ต๋าหลี่เท่อฉินไม่เพียงแต่เป็นสายเลือดราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์เท่านั้น แต่สายเลือดของเขายังเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของท่านคานอีกด้วย

ถ้าเขาตาย ท่านคานต้องพิโรธจัด ไม่เพียงแต่พวกเขาจะต้องตายตามต๋าหลี่เท่อฉินไปเท่านั้น

แม้แต่ครอบครัวและชนเผ่าที่อยู่เบื้องหลังก็ต้องโดนร่างแหไปด้วย!

เมื่อนึกถึงจุดนี้ ทหารม้าคนเถื่อนที่หน้าถอดสีก็เหงื่อแตกพลั่ก ทั้งที่อากาศตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหนาวจับขั้วหัวใจก็ตาม

เพียงชั่วพริบตาทหารม้าคนเถื่อนทั้งหมดก็ไม่สนอะไรอีกต่อไป พวกเขากระทุ้งท้องม้าพุ่งลงมาจากเนินลาดเอียงทันที

ระหว่างที่พุ่งทะยานก็ตะโกนสั่งการทหารม้าคนเถื่อนรอบข้างไปด้วย

"เร็ว! บุกเข้าไปช่วยท่านเท่อฉิน!"

"ใครช่วยท่านเท่อฉินได้ จะได้รับรางวัลเป็นทาสร้อยหลังคาเรือน! พร้อมวัวแกะอีกพันตัว!"

ทาสร้อยหลังคาเรือนในที่นี้ไม่ใช่ตำแหน่งขุนนาง

แต่หมายถึงครอบครัวชาวปศุสัตว์หนึ่งร้อยครอบครัว

บวกกับวัวแกะอีกหนึ่งพันตัว นั่นก็เพียงพอที่จะตั้งเป็นชนเผ่าเล็กๆ ได้เลยทีเดียว!

ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับรางวัลที่ล่อตาล่อใจขนาดนี้ ชนเผ่าเล็กๆ ที่ตอนแรกตั้งใจจะถนอมกำลังรบของตัวเองก็เริ่มหวั่นไหว

ไม่นานพวกมันก็แห่กรูควบม้าพุ่งไปยังทิศทางที่อูหวนต๋าหลี่ตกลงไป

แต่การทำแบบนี้กลับทำให้สนามรบที่ตอนแรกอยู่ในสภาวะเตรียมปิดล้อมต้องปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมาทันที

จงหางกู้ที่อยู่ใต้ธงรบของราชวงศ์มีสีหน้าหวาดผวา เขาอยากจะพุ่งตามเข้าไปด้วยความร้อนรน

แต่อย่างแรกคือตอนนี้พลังฝีมือของเขาต่ำต้อยเกินไป

อย่างที่สองคือเขากลัวว่าพวกคนเถื่อนอูหวนจะฉวยโอกาสฟันเขาตาย

เพราะชุดยาวแบบขงจื๊อที่เขายืนกรานไม่ยอมถอดทิ้งมันช่างสะดุดตาเกินไปจริงๆ บนทุ่งหญ้าแห่งนี้

เขาจึงทำได้แค่เดินวนไปวนมาอยู่ใต้ธงรบของราชวงศ์ด้วยความกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด

อันที่จริงด้วยสายตาและประสบการณ์ของเขา เขาก็เดาได้แล้วว่าไอ้หมาคนเถื่อนที่ชื่อต๋าหลี่นั่นน่าจะตายสนิทไปแล้ว!

ลูกศรสะท้านฟ้าที่พุ่งมาอย่างกะทันหันดอกนั้น อย่าว่าแต่ลูกหลานราชวงศ์คนเถื่อนที่ถูกประคบประหงมมาอย่างดีเลย

ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกันในสำนักจี้เซี่ยก็คงรับไว้ไม่ไหวแน่ๆ!

แต่ในใจของเขาก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ หวังว่าไอ้หมานั่นจะยังไม่ตาย!

ถ้าไอ้หมานั่นตาย เขาก็ต้องจบเห่ไปด้วย!

ไอ้พวกหมาคนเถื่อนที่กำลังโกรธแค้นต้องมาลงไม้ลงมือระบายอารมณ์กับเขาเป็นคนแรกแน่นอน!

ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น ก็แค่เพื่อระบายความโกรธเท่านั้น!

"ไม่ได้! ข้าจะตายไม่ได้! ข้าตายไม่ได้เด็ดขาด!"

เขาจะตายไม่ได้!

เขาอุตส่าห์ยอมหักกระดูกสันหลังตัวเอง ยอมคุกเข่ามีชีวิตอยู่เยี่ยงหมูหมาในดินแดนป่าเถื่อนแห่งนี้!

ก็เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ยกทัพกลับไปแดนจงหยวน และทำให้ไอ้พวกที่เคยอยู่สูงส่งเหนือใครพวกนั้นต้องชดใช้!

ก่อนที่จะได้เห็นภาพเหล่านั้นกับตา จงหางกู้ผู้นี้จะตายได้ยังไง

ไม่!

ตายไม่ได้เด็ดขาด!

จงหางกู้มีสีหน้าบิดเบี้ยวเคียดแค้น สมองหมุนจี๋พยายามหาทางรอดให้กับตัวเอง

แต่ไม่ว่าจะคิดคำนวณยังไง สถานการณ์ตรงหน้าก็คือทางตันที่ต้องตายสถานเดียว!

"ทำยังไงดี ทำยังไงดี!"

จงหางกู้ปากคอแห้งผากจนพุพอง พึมพำกับตัวเองราวกับคนเสียสติ

เขาไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่ากองทหารม้าคนเถื่อนที่อยู่ไม่ไกลจู่ๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา

เสียงสบถด่า เสียงร้องโหยหวน และเสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่ว

ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อจงหางกู้เริ่มดึงสติกลับมาได้บ้าง เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ากองทหารม้าคนเถื่อนที่ปกติแล้วดุร้ายราวกับหมาป่าพยัคฆ์ เวลานี้กลับพากันวิ่งหนีแตกกระเจิงราวกับฝูงแกะที่ตื่นตระหนก

"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น"

จงหางกู้พยายามตั้งสติแล้วทอดสายตามองออกไป

และวินาทีต่อมาเขาก็เห็นจุดสีดำจุดหนึ่งค่อยๆ แผ่ขยายออกไปท่ามกลางกองทหารม้าคนเถื่อนที่กำลังแตกตื่น

เพียงชั่วพริบตาก็รวมตัวกันเป็นแผ่นผืน

"ทหารม้าเผ่ายง! ทัพสยบเหลียว!"

ดวงตาตี่เล็กของจงหางกู้เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา

"เป็นไปได้ยังไง!"

เขาคาดไม่ถึงเลยว่าทหารขี้แพ้ไม่กี่ร้อยนายกลุ่มนี้ แทนที่จะอาศัยจังหวะนี้ฮึดสู้พุ่งเข้าไปตัดหัวของราชวงศ์อูหวนตัดหน้าพวกหมาคนเถื่อน

แต่กลับไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ควบม้าบุกทะลวงตรงดิ่งมายังธงรบของราชวงศ์เสียอย่างนั้น

ไอ้พวกบ้า! ไอ้พวกคนบ้า!

พวกแกไม่รู้หรือไงวะว่าหัวนั่นมันมีค่ามหาศาลขนาดไหน!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ทัพสยบเหลียวพ่ายแพ้ยับเยินทั้งกองทัพแบบนี้ ถ้าได้หัวของราชวงศ์อูหวนมาล่ะก็ ต่อให้พวกขุนนางหน้าโง่ในราชสำนักจะคอยกดหัวทัพสยบเหลียวของพวกแกยังไง

ก็ต้องยอมปูนบำเหน็จรางวัลให้พวกแกอย่างงามเพื่อรักษาหน้าตาของราชสำนักเอาไว้!

จงหางกู้ก่นด่าอยู่ในใจ เขาตั้งใจจะกระโดดขึ้นม้าแล้วหันหลังหนีตามสัญชาตญาณ

แต่ตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว

เสียงกีบเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้องบนพื้นดินแห้งแล้ง!

จงหางกู้ได้ยินเพียงเสียงคำรามดังกึกก้องกังวานสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน

"บ้านของพวกเราอยู่ทางใต้! จะยอมหันหน้าไปทางเหนือแล้วตายไม่ได้เด็ดขาด!"

"มุ่งสู่แดนใต้! มุ่งสู่แดนใต้!"

จากนั้นทหารขี้แพ้หลายร้อยนายก็กวาดล้างเข้ามาประดุจพายุหมุน

"ฟันมัน!"

ธงรบของราชวงศ์อูหวนซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศถูกฟันขาดสะบั้นลงมาทันที

จงหางกู้มองดูภาพที่สั่นสะเทือนจิตใจนี้ด้วยความเหม่อลอย ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้เลยว่าจะต้องทำตัวยังไงดี

ในสายตาที่เลื่อนลอย เขาเห็นทหารม้าคนเถื่อนที่พยายามพุ่งเข้าไปขวางถูกทหารขี้แพ้หลายร้อยนายนั้นฟันล้มลงราวกับเกี่ยวข้าว

เพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็บุกมาถึงตรงหน้าของจงหางกู้

"นี่แหละหนาโชคชะตา!"

ภายใต้ประกายดาบอันเย็นเยียบ

จงหางกู้ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตาเผยรอยยิ้มขื่นขมออกมา

เขาเคยคิดว่าตัวเองจะต้องตาย แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาตายที่นี่

และไม่คิดว่าจะต้องมาตายในวันนี้...

"สวรรค์เบื้องบน ทำไมถึงได้ใจจืดใจดำกับข้านัก"

จงหางกู้ที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและเสียดายหลับตาลงรอรับความตาย

แต่ใครจะไปคิดว่าวินาทีต่อมา ปราณดาบอันดุดันที่สามารถฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตากลับสลายตัวไปตรงหน้าผากอย่างกะทันหัน

พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจแว่วเข้ามาในหู

"คนเผ่ายงรึ"

จงหางกู้ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศทันที

พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองถูกจับพาดไว้บนหลังม้าเสียแล้ว

ระหว่างที่ม้ากำลังห้อตะบึง จงหางกู้ก็หลุบตาลงมองใต้เท้า

เศษหญ้าปลิวว่อน ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย ทิศทางนั้นมุ่งหน้าลงใต้สู่ต้ายง

จงหางกู้พยายามจะดิ้นรนตามสัญชาตญาณ แต่แล้วพริบตาต่อมาร่างกายของเขาก็อ่อนยวบลง

"ช่างเถอะ ช่างเถอะ..."

……

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 7 - จงหางกู้

คัดลอกลิงก์แล้ว