- หน้าแรก
- ระบบสังหารไร้พ่าย จากพลทหารสู่ยอดขุนพลแดนใต้
- บทที่ 7 - จงหางกู้
บทที่ 7 - จงหางกู้
บทที่ 7 - จงหางกู้
บทที่ 7 - จงหางกู้
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ดวงตะวันกำลังร่วงหล่น
ปราณยุทธ์แท้จริงที่ยังไม่ดับสนิทลากผ่านขอบฟ้าราวกับลูกไฟ
เพียงแต่แสงสว่างที่เคยสาดส่องไปทั่วหล้ากำลังริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว
หานเซ่าเบิกตากว้างจ้องมองขึ้นไปเบื้องบน
เวลานี้ร่างในชุดเกราะดำที่เหยียบอยู่กลางอากาศยังคงรักษากิริยาง้างธนูยิงตะวันอันแสนจะดุดันเอาไว้
หานเซ่าอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ภายในใจกลับถูกศรที่ยิงทะลวงฟ้าดอกนั้นสะกดเอาไว้จนสั่นสะท้านไปหมด
ชั่วขณะนั้นเขาถึงกับนิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว
และในตอนนั้นเองร่างเกราะดำกลางอากาศก็ค่อยๆ ลดคันธนูสลักลายขนาดใหญ่ในมือลง
หานเซ่ายังไม่ทันเห็นเลยว่าอีกฝ่ายขยับตัวยังไง คันธนูสลักลายที่ดูราวกับอาวุธสังหารเทพก็อันตรธานหายไปจากมือของเธอแล้ว
ในจังหวะที่เธอก้มลงมามอง หานเซ่าก็สบตากับดวงตาภายใต้หน้ากากเกราะที่ดูน่าเกรงขามคู่นั้น
งดงามบริสุทธิ์ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชาและโดดเดี่ยว
สายตาแบบนี้ หานเซ่าผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ
"มองอะไร"
น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นข้างหูหานเซ่า ปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์
แม้จะเห็นแค่ดวงตาแต่หานเซ่าก็ยังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่แฝงอยู่
"บุกต่อไป! อย่าหยุด!"
เมื่อต้องเผชิญกับน้ำเสียงที่วางอำนาจแบบนี้ เป็นเรื่องแปลกมากที่หานเซ่ากลับไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองเลยสักนิด
ตรงกันข้ามเขากลับฉีกยิ้มกว้างแล้วตอบกลับไป
"รับทราบ"
วินาทีนี้เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว
ว่าต่อไปนี้จะไม่พูดคำหยาบอีกแล้ว
อืม ต้องรักษาภาพพจน์หน่อย!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับตัวพริบตาเดียวก็กลายเป็นแสงสีดำพุ่งกลับเข้าไปรวมกับทหารขี้แพ้เกราะดำหลายร้อยนาย
หานเซ่าก็พยายามสะกดกลั้นหัวใจที่เต้นรัวแล้วดึงสายตากลับมา
เพราะที่นี่คือสนามรบ!
……
ส่วนบนเนินลาดเอียงอีกฝั่ง
ภายใต้ธงรบผืนใหญ่ที่ปักลวดลายวิหคปีศาจเก้าหัว กองทหารม้าคนเถื่อนต่างก็เบิกตาดูแม่ทัพของตนกลายร่างเป็นดวงตะวันพุ่งเข้าใส่ทหารขี้แพ้กลุ่มนั้น
เดิมทีตั้งใจจะรอดูความสง่างามไร้เทียมทานของสายเลือดราชวงศ์เสียหน่อย
แต่ลูกศรที่พุ่งแหวกอากาศมาอย่างกะทันหันดอกนั้นกลับทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนพังทลาย
เมื่อมองดูร่างที่ร่วงดิ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ทหารม้าคนเถื่อนต่างก็ยังตั้งสติไม่ทัน
พวกเขาทุกคนล้วนมีสีหน้าโง่งม จ้องมองลูกไฟที่พาดผ่านกลางอากาศตรงหน้า
จนกระทั่งเสียงร่วงกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวแว่วมาจากที่ไกลๆ
พวกเขาก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ต๋าหลี่เท่อฉิน... ยอดอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ที่หาตัวจับยากในหมู่ราชวงศ์ กลับต้องมาตาย...
ตายอย่างนั้นเหรอ
"ไอ้พวกโง่! มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่!"
เมื่อได้ยินเสียงสบถด่าอย่างร้อนรนดังมาจากข้างกาย ทหารม้าคนเถื่อนก็หันขวับไปมองและพบว่าคนที่พูดคือไอ้หมาแดนใต้ที่พวกเขาดูถูกเหยียดหยามมาตลอดนั่นเอง
'ไอ้สุนัขรับใช้ชั้นต่ำนี่กล้าด่าข้างั้นเรอะ'
ทหารม้าคนเถื่อนที่สืบเชื้อสายชนชั้นสูงของเผ่าอูหวนบางคนมีประกายจิตสังหารวาบขึ้นในดวงตาทันที
แต่เวลานี้จงหางกู้ไม่สนอะไรอีกแล้ว เขาชี้มือไปยังที่ไกลๆ ด้วยดวงตาแดงก่ำ
"เร็วเข้า! รีบไปช่วยต๋าหลี่เท่อฉินกลับมา!"
"ถ้าต๋าหลี่เท่อฉินตาย พวกเราทุกคนต้องตายกันหมด! ตายกันหมดแน่!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทหารม้าคนเถื่อนทุกคน ณ ที่นั้นก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
ถึงได้สติกลับมาในที่สุด
ต๋าหลี่เท่อฉินไม่เพียงแต่เป็นสายเลือดราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์เท่านั้น แต่สายเลือดของเขายังเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของท่านคานอีกด้วย
ถ้าเขาตาย ท่านคานต้องพิโรธจัด ไม่เพียงแต่พวกเขาจะต้องตายตามต๋าหลี่เท่อฉินไปเท่านั้น
แม้แต่ครอบครัวและชนเผ่าที่อยู่เบื้องหลังก็ต้องโดนร่างแหไปด้วย!
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ทหารม้าคนเถื่อนที่หน้าถอดสีก็เหงื่อแตกพลั่ก ทั้งที่อากาศตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหนาวจับขั้วหัวใจก็ตาม
เพียงชั่วพริบตาทหารม้าคนเถื่อนทั้งหมดก็ไม่สนอะไรอีกต่อไป พวกเขากระทุ้งท้องม้าพุ่งลงมาจากเนินลาดเอียงทันที
ระหว่างที่พุ่งทะยานก็ตะโกนสั่งการทหารม้าคนเถื่อนรอบข้างไปด้วย
"เร็ว! บุกเข้าไปช่วยท่านเท่อฉิน!"
"ใครช่วยท่านเท่อฉินได้ จะได้รับรางวัลเป็นทาสร้อยหลังคาเรือน! พร้อมวัวแกะอีกพันตัว!"
ทาสร้อยหลังคาเรือนในที่นี้ไม่ใช่ตำแหน่งขุนนาง
แต่หมายถึงครอบครัวชาวปศุสัตว์หนึ่งร้อยครอบครัว
บวกกับวัวแกะอีกหนึ่งพันตัว นั่นก็เพียงพอที่จะตั้งเป็นชนเผ่าเล็กๆ ได้เลยทีเดียว!
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับรางวัลที่ล่อตาล่อใจขนาดนี้ ชนเผ่าเล็กๆ ที่ตอนแรกตั้งใจจะถนอมกำลังรบของตัวเองก็เริ่มหวั่นไหว
ไม่นานพวกมันก็แห่กรูควบม้าพุ่งไปยังทิศทางที่อูหวนต๋าหลี่ตกลงไป
แต่การทำแบบนี้กลับทำให้สนามรบที่ตอนแรกอยู่ในสภาวะเตรียมปิดล้อมต้องปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมาทันที
จงหางกู้ที่อยู่ใต้ธงรบของราชวงศ์มีสีหน้าหวาดผวา เขาอยากจะพุ่งตามเข้าไปด้วยความร้อนรน
แต่อย่างแรกคือตอนนี้พลังฝีมือของเขาต่ำต้อยเกินไป
อย่างที่สองคือเขากลัวว่าพวกคนเถื่อนอูหวนจะฉวยโอกาสฟันเขาตาย
เพราะชุดยาวแบบขงจื๊อที่เขายืนกรานไม่ยอมถอดทิ้งมันช่างสะดุดตาเกินไปจริงๆ บนทุ่งหญ้าแห่งนี้
เขาจึงทำได้แค่เดินวนไปวนมาอยู่ใต้ธงรบของราชวงศ์ด้วยความกระวนกระวายใจอย่างถึงที่สุด
อันที่จริงด้วยสายตาและประสบการณ์ของเขา เขาก็เดาได้แล้วว่าไอ้หมาคนเถื่อนที่ชื่อต๋าหลี่นั่นน่าจะตายสนิทไปแล้ว!
ลูกศรสะท้านฟ้าที่พุ่งมาอย่างกะทันหันดอกนั้น อย่าว่าแต่ลูกหลานราชวงศ์คนเถื่อนที่ถูกประคบประหงมมาอย่างดีเลย
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกันในสำนักจี้เซี่ยก็คงรับไว้ไม่ไหวแน่ๆ!
แต่ในใจของเขาก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ หวังว่าไอ้หมานั่นจะยังไม่ตาย!
ถ้าไอ้หมานั่นตาย เขาก็ต้องจบเห่ไปด้วย!
ไอ้พวกหมาคนเถื่อนที่กำลังโกรธแค้นต้องมาลงไม้ลงมือระบายอารมณ์กับเขาเป็นคนแรกแน่นอน!
ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น ก็แค่เพื่อระบายความโกรธเท่านั้น!
"ไม่ได้! ข้าจะตายไม่ได้! ข้าตายไม่ได้เด็ดขาด!"
เขาจะตายไม่ได้!
เขาอุตส่าห์ยอมหักกระดูกสันหลังตัวเอง ยอมคุกเข่ามีชีวิตอยู่เยี่ยงหมูหมาในดินแดนป่าเถื่อนแห่งนี้!
ก็เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ยกทัพกลับไปแดนจงหยวน และทำให้ไอ้พวกที่เคยอยู่สูงส่งเหนือใครพวกนั้นต้องชดใช้!
ก่อนที่จะได้เห็นภาพเหล่านั้นกับตา จงหางกู้ผู้นี้จะตายได้ยังไง
ไม่!
ตายไม่ได้เด็ดขาด!
จงหางกู้มีสีหน้าบิดเบี้ยวเคียดแค้น สมองหมุนจี๋พยายามหาทางรอดให้กับตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะคิดคำนวณยังไง สถานการณ์ตรงหน้าก็คือทางตันที่ต้องตายสถานเดียว!
"ทำยังไงดี ทำยังไงดี!"
จงหางกู้ปากคอแห้งผากจนพุพอง พึมพำกับตัวเองราวกับคนเสียสติ
เขาไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่ากองทหารม้าคนเถื่อนที่อยู่ไม่ไกลจู่ๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา
เสียงสบถด่า เสียงร้องโหยหวน และเสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่ว
ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อจงหางกู้เริ่มดึงสติกลับมาได้บ้าง เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ากองทหารม้าคนเถื่อนที่ปกติแล้วดุร้ายราวกับหมาป่าพยัคฆ์ เวลานี้กลับพากันวิ่งหนีแตกกระเจิงราวกับฝูงแกะที่ตื่นตระหนก
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น"
จงหางกู้พยายามตั้งสติแล้วทอดสายตามองออกไป
และวินาทีต่อมาเขาก็เห็นจุดสีดำจุดหนึ่งค่อยๆ แผ่ขยายออกไปท่ามกลางกองทหารม้าคนเถื่อนที่กำลังแตกตื่น
เพียงชั่วพริบตาก็รวมตัวกันเป็นแผ่นผืน
"ทหารม้าเผ่ายง! ทัพสยบเหลียว!"
ดวงตาตี่เล็กของจงหางกู้เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
"เป็นไปได้ยังไง!"
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าทหารขี้แพ้ไม่กี่ร้อยนายกลุ่มนี้ แทนที่จะอาศัยจังหวะนี้ฮึดสู้พุ่งเข้าไปตัดหัวของราชวงศ์อูหวนตัดหน้าพวกหมาคนเถื่อน
แต่กลับไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ควบม้าบุกทะลวงตรงดิ่งมายังธงรบของราชวงศ์เสียอย่างนั้น
ไอ้พวกบ้า! ไอ้พวกคนบ้า!
พวกแกไม่รู้หรือไงวะว่าหัวนั่นมันมีค่ามหาศาลขนาดไหน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ทัพสยบเหลียวพ่ายแพ้ยับเยินทั้งกองทัพแบบนี้ ถ้าได้หัวของราชวงศ์อูหวนมาล่ะก็ ต่อให้พวกขุนนางหน้าโง่ในราชสำนักจะคอยกดหัวทัพสยบเหลียวของพวกแกยังไง
ก็ต้องยอมปูนบำเหน็จรางวัลให้พวกแกอย่างงามเพื่อรักษาหน้าตาของราชสำนักเอาไว้!
จงหางกู้ก่นด่าอยู่ในใจ เขาตั้งใจจะกระโดดขึ้นม้าแล้วหันหลังหนีตามสัญชาตญาณ
แต่ตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว
เสียงกีบเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้องบนพื้นดินแห้งแล้ง!
จงหางกู้ได้ยินเพียงเสียงคำรามดังกึกก้องกังวานสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
"บ้านของพวกเราอยู่ทางใต้! จะยอมหันหน้าไปทางเหนือแล้วตายไม่ได้เด็ดขาด!"
"มุ่งสู่แดนใต้! มุ่งสู่แดนใต้!"
จากนั้นทหารขี้แพ้หลายร้อยนายก็กวาดล้างเข้ามาประดุจพายุหมุน
"ฟันมัน!"
ธงรบของราชวงศ์อูหวนซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศถูกฟันขาดสะบั้นลงมาทันที
จงหางกู้มองดูภาพที่สั่นสะเทือนจิตใจนี้ด้วยความเหม่อลอย ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้เลยว่าจะต้องทำตัวยังไงดี
ในสายตาที่เลื่อนลอย เขาเห็นทหารม้าคนเถื่อนที่พยายามพุ่งเข้าไปขวางถูกทหารขี้แพ้หลายร้อยนายนั้นฟันล้มลงราวกับเกี่ยวข้าว
เพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็บุกมาถึงตรงหน้าของจงหางกู้
"นี่แหละหนาโชคชะตา!"
ภายใต้ประกายดาบอันเย็นเยียบ
จงหางกู้ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตาเผยรอยยิ้มขื่นขมออกมา
เขาเคยคิดว่าตัวเองจะต้องตาย แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาตายที่นี่
และไม่คิดว่าจะต้องมาตายในวันนี้...
"สวรรค์เบื้องบน ทำไมถึงได้ใจจืดใจดำกับข้านัก"
จงหางกู้ที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและเสียดายหลับตาลงรอรับความตาย
แต่ใครจะไปคิดว่าวินาทีต่อมา ปราณดาบอันดุดันที่สามารถฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตากลับสลายตัวไปตรงหน้าผากอย่างกะทันหัน
พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจแว่วเข้ามาในหู
"คนเผ่ายงรึ"
จงหางกู้ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศทันที
พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองถูกจับพาดไว้บนหลังม้าเสียแล้ว
ระหว่างที่ม้ากำลังห้อตะบึง จงหางกู้ก็หลุบตาลงมองใต้เท้า
เศษหญ้าปลิวว่อน ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย ทิศทางนั้นมุ่งหน้าลงใต้สู่ต้ายง
จงหางกู้พยายามจะดิ้นรนตามสัญชาตญาณ แต่แล้วพริบตาต่อมาร่างกายของเขาก็อ่อนยวบลง
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ..."
……
[จบแล้ว]