เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ราชนิกุล

บทที่ 5 - ราชนิกุล

บทที่ 5 - ราชนิกุล


บทที่ 5 - ราชนิกุล

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

สายลมหนาวพัดกระหน่ำ

บนเนินลาดเอียง ธงรบผืนใหญ่ที่ปักลวดลายวิหคปีศาจเก้าหัวโบกสะบัดดังพรึ่บพรั่บ

แม่ทัพคนเถื่อนในชุดเกราะที่สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกกำลังทอดสายตามองสมรภูมิเบื้องล่างโดยมีกองทหารม้าคนเถื่อนรายล้อม

เมื่อได้ยินขุนพลหนุ่มเผ่ายงประกาศนาม เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

ก่อนจะปรายตามองบัณฑิตที่อยู่ข้างกาย

"พวกเผ่ายงของเจ้ามีตระกูลใหญ่ที่แซ่หานด้วยหรือ"

บัณฑิตผู้นั้นสวมชุดยาวแบบขงจื๊อ แต่กลับปล่อยผมสยายและสวมเสื้อทับซ้าย ทั่วทั้งร่างดูขัดแย้งและแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อจู่ๆ ถูกแม่ทัพคนเถื่อนเรียกถาม ทหารม้าคนเถื่อนคนอื่นๆ ก็หันไปมองเขาเป็นตาเดียว

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่ดูแคลนและเยาะเย้ย บัณฑิตผู้นั้นก็ไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเลย เขายังคงทำท่าทีนอบน้อมและยกมือขึ้นทาบอกเพื่อทำความเคารพ

"เรียนท่านต๋าหลี่เท่อฉิน!"

"ในหมู่เผ่ายง ตระกูลใหญ่ที่คู่ควรจะเรียกว่าตระกูลชั้นสูงไม่มีสายเลือดแซ่หานเลยขอรับ"

เท่อฉิน เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางของชนเผ่าอูหวน

มักจะแต่งตั้งให้ลูกหลานเชื้อพระวงศ์เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง

ต๋าหลี่ที่เป็นแม่ทัพคนเถื่อนหรี่ตามองบัณฑิตผู้นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะใช้แส้ม้าที่พันด้วยด้ายทองคำชี้ลงไปเบื้องล่าง

"จิ๊ๆ ปรมาจารย์ขั้นกำเนิดฟ้าที่อายุยังไม่ถึงสิบแปดปี ยอดอัจฉริยะระดับนี้ต่อให้เป็นในราชวงศ์อูหวนของเราก็ยังหาได้ยากยิ่ง"

"กลับไม่ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ของเผ่ายงงั้นหรือ"

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาเคลือบแคลงสงสัยของแม่ทัพคนเถื่อน บัณฑิตที่เมื่อครู่ยังรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งได้ก็ถึงกับหน้าถอดสีในทันที

เขารีบลนลานกลิ้งตกลงมาจากหลังม้าแล้วหมอบกราบลงกับพื้น พลางละล่ำละลักบอก

"จงหางกู้มิกล้าหลอกลวงท่านเท่อฉินเด็ดขาดขอรับ!"

น้ำเสียงของจงหางกู้หนักแน่นและเด็ดขาด

"เมื่อก่อนจงหางกู้เคยร่ำเรียนที่สำนักจี้เซี่ยซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิขงจื๊อ ย่อมรู้เรื่องตระกูลใหญ่แต่ละตระกูลของเผ่ายงทะลุปรุโปร่ง ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอนขอรับ!"

เมื่อเห็นท่าทางของจงหางกู้ที่หมอบกราบตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น ทหารม้าคนเถื่อนบางนายก็อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะเยาะออกมา

สายตาที่ดูแคลนอยู่แล้วก็ยิ่งแสดงความเหยียดหยามออกมาอย่างไม่ปิดบัง

มีใครบ้างจะคิดว่าเผ่ายงที่เคยอยู่สูงส่งเหนือใครและหยิ่งผยองจนไม่เห็นหัวใครในอดีต วันนี้กลับต้องมาหมอบกราบกระดิกหางอ้อนวอนขอความเมตตาต่อหน้าพวกคนป่าเถื่อนอย่างพวกเขา

สำนักจี้เซี่ยงั้นเหรอ

หนึ่งในสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ายงงั้นเหรอ

แค่นี้เองน่ะเหรอ

เสียงหัวเราะของเหล่าทหารม้าคนเถื่อนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป

จงหางกู้ที่หมอบกราบอยู่บนพื้นได้แต่โขกศีรษะแนบชิดกับพงหญ้าแห้งเพื่อซ่อนใบหน้าที่บิดเบี้ยวและเคียดแค้นเอาไว้

อูหวนต๋าหลี่ยกมือขึ้นห้ามเสียงหัวเราะของทหารม้าคนเถื่อนรอบกาย แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะดุด่าตักเตือนแต่อย่างใด

เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปดุด่าคนในครอบครัวเพียงเพราะสุนัขตัวเดียวอยู่แล้ว

"เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ"

เมื่อจงหางกู้ได้ยินดังนั้นก็รีบโขกศีรษะอย่างแรง

"ขอบพระคุณท่านเท่อฉินที่เมตตาขอรับ!"

'ถึงจะเป็นพวกเผ่ายง แต่ก็เป็นสุนัขรับใช้ที่เชื่องดีทีเดียว'

เมื่อเห็นจงหางกู้นอบน้อมถึงเพียงนี้ อูหวนต๋าหลี่ก็ประเมินอยู่ในใจ สีหน้าของเขาดูอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย

พอจงหางกู้ลุกขึ้นยืนและเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เส้นประสาทที่ตึงเครียดในใจก็ผ่อนคลายลง เขารีบฉวยโอกาสประจบสอพลอทันที

"ในเมื่อขุนพลน้อยเผ่ายงผู้นั้นไม่ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ ก็น่าจะมีพื้นเพมาจากสำนักร้อยปรัชญาหรือไม่ก็สำนักยุทธ์สักแห่งเหมือนกับบ่าวขอรับ!"

ตั้งแต่โบราณกาลมา การฝึกฝนวรยุทธ์ไม่เคยมีทางลัด!

เคล็ดวิชาและยาลับ ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

และสองสิ่งนี้คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางเข้าถึงได้เลยหากไม่ใช่ตระกูลใหญ่ สำนักปรัชญา หรือสำนักยุทธ์

ดังนั้นยอดอัจฉริยะที่มีระดับพลังถึงขั้นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็คงมีแค่คำอธิบายนี้เท่านั้น

จงหางกู้มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานของตนนั้นมีเหตุมีผลและสมเหตุสมผลที่สุด

แต่เมื่ออูหวนต๋าหลี่ได้ยินคำพูดนี้ เขากลับนิ่งเงียบไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พึมพำรำพึงรำพันขึ้นมา

"ต้ายง... เคยเป็นตัวตนที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวังจริงๆ..."

สำนักร้อยปรัชญา ตระกูลใหญ่โต สำนักยุทธ์ในท้องถิ่น...

มีที่ไหนบ้างที่ไม่ได้สืบทอดกันมาเป็นพันเป็นหมื่นปี

ยังมีฮ่องเต้เผ่ายงผู้นั้นที่ประทับอยู่บนพระราชวังเก้าชั้นฟ้าแห่งเมืองเฮ่าจิงและได้รับการขนานนามว่าเป็นโอรสสวรรค์อีก

เมื่อครั้งที่ท่านคานเฒ่าเดินทางไปเข้าเฝ้าที่เมืองเฮ่าจิง ต้องเดินก้าวหนึ่งแล้วคุกเข่ากราบก้าวหนึ่งไปตลอดถนนฉางเจียอันยาวเหยียดสิบลี้ ถึงจะได้เข้าวังและมีโอกาสได้เห็นพระพักตร์!

สำหรับเรื่องนี้ ท่านคานเฒ่าไม่เคยคิดว่ามันคือความอัปยศอดสูเลยแม้แต่น้อย

หนำซ้ำทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ และยังถือว่าการได้ร่ายรำถวายหน้าพระที่นั่งในวังหลวงครั้งนั้นเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของเขาเสียด้วยซ้ำ

นี่แหละคือต้ายงในอดีต!

นี่แหละคืออูหวนในอดีต!

แต่โชคดีที่ตอนนี้... ราชวงศ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันล่มสลายนั้นได้ผุพังลงไปแล้ว...

และโอกาสที่ชนเผ่าอูหวนของพวกเขารอคอยมานานนับพันปีก็มาถึงเสียที!

'มังกรดำจะปรากฏขึ้นทางทิศเหนือ ใช้วารีสยบอัคคี สังหารมังกรแดงและขึ้นครองแผ่นดิน!'

เมื่อนึกถึงคำทำนายที่เล่าขานกันมาหลายร้อยปีในทุ่งหญ้า

ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยไร้อารมณ์ของอูหวนต๋าหลี่ก็เริ่มแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น

แม้แต่ร่างกายก็ยังสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย

ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะเดินตามรอยเท้าของท่านคาน ใช้ดาบโค้งในมือทำลายล้างความเย่อหยิ่งและเกียรติยศทั้งหมดของพวกเผ่ายงให้สิ้นซาก

แย่งชิงทรัพย์สมบัติ แผ่นดิน และอิสตรีของพวกมันมา...

แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่าง!

ทำให้ลูกหลานของพวกมันต้องหมอบกราบอยู่ใต้กีบเท้าม้าและคมดาบของชนเผ่าอูหวนไปทุกภพทุกชาติ เป็นทาสรับใช้ตลอดไป!

เหมือนกับสุนัขรับใช้ตรงหน้านี้ยังไงล่ะ!

เพียะ

จู่ๆ จงหางกู้ก็โดนแส้ม้าฟาดเข้าอย่างจัง เขากุมรอยแผลที่เลือดซิบๆ บนใบหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

"ท่านเท่อฉิน..."

อูหวนต๋าหลี่ไม่ได้อธิบายอะไร เขาเพียงแค่หัวเราะร่วนเสียงดัง ก่อนจะชี้ไปยังกองทัพขี้แพ้เกราะดำที่กำลังหนีตายไปไกลลิบ แล้วถามด้วยความสนใจ

"เจ้าว่าข้าควรจะจัดการกับพวกเผ่ายงพวกนั้นยังไงดี"

เมื่อจงหางกู้ได้ยินดังนั้นก็ไม่สนรอยแส้ที่เลือดไหลไม่หยุดบนใบหน้าอีกต่อไป

เขารีบหมอบกราบลงกับพื้นอีกครั้งพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ขอท่านเท่อฉินโปรดเร่งส่งกองทัพไล่ล่าขอรับ! ปล่อยเสือเข้าป่าจะเป็นภัยในภายหลัง!"

ปล่อยเสือเข้าป่าจะเป็นภัยในภายหลังงั้นรึ

เหล่าทหารม้าคนเถื่อนพากันหัวเราะก๊าก

กองทัพสยบเหลียวนับหมื่นนายยังถูกพวกเขาสยบได้ในการรบแค่ครั้งเดียว ทหารแตกทัพแค่ไม่กี่ร้อยคนยังกล้าเรียกตัวเองว่าเสืออีกงั้นรึ

แถมยังบอกว่าจะเป็นภัยในภายหลังอีก

ช่างน่าขันสิ้นดี!

ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครง อูหวนต๋าหลี่ในชุดเกราะคลุมทับด้วยเสื้อขนจิ้งจอกอันงดงามก็อมยิ้มบางๆ

"เจ้าคิดว่าพวกมันจะยอมจำนนไหม"

เมื่อเผชิญกับคำถามที่สองของอูหวนต๋าหลี่ จงหางกู้ก็ลอบเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นว่าอูหวนต๋าหลี่กำลังทอดสายตามองแผ่นหลังของคนที่นำหน้าวิ่งหนีอยู่ด้วยความชื่นชม

ในใจของเขาก็ล่วงรู้ถึงความคิดของอูหวนต๋าหลี่ทันที

แม้จะรู้ดีว่าพวกทหารทัพสยบเหลียวนั้นหัวแข็งเหมือนหินในส้วม คงไม่มีทางยอมจำนนง่ายๆ

แต่เขาก็ยังคงเออออห่อหมกไปตามน้ำ

"หานเซ่าผู้นั้นมีระดับพลังถึงขั้นปรมาจารย์กำเนิดฟ้า แต่กลับเรียกตัวเองว่าเป็นแค่ทหารเลวแห่งทัพสยบเหลียว! เขาต้องเป็นคนที่มีความสามารถแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนในทัพสยบเหลียวแน่ๆ ขอรับ!"

"บ่าวคิดว่าน่าจะลองดูได้ขอรับ!"

ตอนที่จงหางกู้พูดประโยคนี้ จริงๆ แล้วลึกๆ ในใจเขาก็แอบหวังอยู่เหมือนกัน

เพราะคนที่ยอมลดตัวมาเป็นสุนัขรับใช้พวกคนเถื่อนนั้นมีน้อยเหลือเกิน

การเป็นสุนัขอยู่ตัวเดียวมันช่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง

ถ้ามีใครสักคนยอมหักกระดูกสันหลังตัวเอง ก้มหัวเป็นสุนัขเรียกตัวเองว่าบ่าวเหมือนกับเขาบ้าง

ถึงตอนนั้นก็จะได้จับกลุ่มปรับทุกข์กัน คงจะดีไม่น้อย

ส่วนเรื่องที่ว่าถ้ามีสุนัขหลายตัวแล้วจะแย่งอาหารกันไหม

จงหางกู้คิดว่ายังไม่ถึงเวลาต้องไปกังวลเรื่องนั้น

เรื่องของวันข้างหน้าก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้าเถอะ

และก็เป็นไปตามคาด เมื่อคำพูดของเขาโดนใจอูหวนต๋าหลี่ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูจริงใจขึ้นมาก

"หวังว่าเขาจะเป็นพวกกระดูกอ่อนยอมก้มหัวให้ง่ายๆ เหมือนเจ้านะ"

เมื่อต้องเผชิญกับการหยามเกียรติของอูหวนต๋าหลี่

จงหางกู้ก็ฝืนยิ้มแหยๆ ออกมา เมื่อรวมกับรอยแส้ที่เลือดไหลอาบหน้าแล้ว

ก็ยิ่งดูน่าเกลียดและน่าขบขันเข้าไปอีก

เรียกเสียงหัวเราะจากทหารม้าคนเถื่อนรอบข้างได้อีกระลอก

ในตอนนั้นเองอูหวนต๋าหลี่ก็ควบม้าสายพันธุ์เทพก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ

เขาเปล่งเสียงด้วยภาษาของเผ่ายงที่แปร่งหูดังกังวานไปทั่ว

"ปรมาจารย์วัยเยาว์ นับเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุค!"

"แต่ตอนนี้กลับต้องมาเป็นแค่ทหารเลวในทัพสยบเหลียว เห็นได้ชัดว่าราชสำนักเผ่ายงของพวกเจ้าช่างโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักมองคนเก่ง!"

"หากเจ้ายอมจำนน ข้าขอรับประกันตำแหน่งนายกองพันให้เจ้าเลย!"

"วันหน้าหากเจ้าสร้างความดีความชอบ ข้ายินดีจะเสนอชื่อเจ้าต่อหน้าท่านคานด้วยตัวเอง!"

"ถึงเวลานั้นทั้งสาวงาม ทรัพย์สมบัติ ลาภยศสรรเสริญ เจ้าจะมีพร้อมทุกอย่าง!"

เมื่อพูดจบแต่กลับไม่ได้รับเสียงตอบรับใดๆ

อูหวนต๋าหลี่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดเสริมต่อ

"เมื่อเวลาผ่านไป หากระดับพลังของเจ้าก้าวหน้าขึ้น ต่อให้ต้องแต่งตั้งเป็นอ๋องเป็นแม่ทัพ คุมกำลังทหารม้านับหมื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก!"

เสียงนั้นดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาดกังวานไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่

ทหารม้าคนเถื่อนอูหวนหลายนายต่างก็หันไปมองทางเนินลาดเอียงด้วยความตกตะลึง

นายกองพันงั้นรึ!

แต่งตั้งเป็นอ๋องเป็นแม่ทัพ คุมกำลังทหารม้านับหมื่นงั้นรึ!

ช่างกล้าพูดนัก!

แต่พอพวกเขาเห็นธงรบลวดลายวิหคปีศาจเก้าหัวผืนนั้น เสียงฮือฮาก็เงียบลงทันที

เพราะนั่นคือธงของเชื้อพระวงศ์!

ในขณะเดียวกันกองทหารขี้แพ้เกราะดำหลายร้อยนายที่กำลังควบม้าหนีตายตามหานเซ่ามาตลอดทาง เมื่อได้ยินคำเชิญชวนให้ยอมจำนน หัวใจของพวกเขาก็หล่นวูบ

ไม่ว่าข้อเสนอที่แม่ทัพคนเถื่อนเสนอมานั้นจะเป็นจริงหรือเท็จแค่ไหน

แต่ความจริงใจก็แสดงออกมาให้เห็นแล้ว

ถ้าหานเซ่ายอมจำนน อย่างน้อยๆ เขาก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้

หลักมนุษยธรรมให้ความสำคัญกับชีวิต และช่องว่างระหว่างความเป็นความตายนั้นมักจะซ่อนความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่เอาไว้เสมอ!

บนโลกใบนี้มีใครบ้างที่ไม่กลัวความตายจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นหานเซ่ายังอายุน้อยขนาดนี้ก็มีพลังถึงขั้นปรมาจารย์กำเนิดฟ้าแล้ว ถ้าเขาไม่ตาย อีกไม่นานโลกใบนี้คงได้มีจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานเพิ่มขึ้นมาอีกคนแน่ๆ!

'ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเราเอง เราจะกล้าตัดสินใจในวินาทีเป็นวินาทีตายแบบนี้ไหมนะ'

ในวินาทีนี้ ทหารม้าเกราะดำหลายคนต่างตั้งคำถามนี้กับตัวเอง

แต่สุดท้ายก็พบว่าการตัดสินใจแบบนี้มันยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน

ส่วนหานเซ่าที่เป็นเป้าหมายหลัก ม้าเหลียวตงที่เขาควบอยู่ไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย

'โฮ่! สกิลวาดฝันแบบนี้สงสัยไปเรียนคอร์สเดียวกับพวกหัวหน้างานมาแหงๆ!'

ขณะที่กำลังบ่นอุบอิบอยู่ในใจ หานเซ่าก็ได้ยินเสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง

"พี่เซ่า... อย่ายอมจำนนนะ! อย่าทำให้หว่านเหนียงต้องผิดหวังในตัวพี่..."

หว่านเหนียง?

……

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 5 - ราชนิกุล

คัดลอกลิงก์แล้ว