เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ศัตรูอยู่เบื้องหน้า

บทที่ 3 - ศัตรูอยู่เบื้องหน้า

บทที่ 3 - ศัตรูอยู่เบื้องหน้า


บทที่ 3 - ศัตรูอยู่เบื้องหน้า

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ต้องยอมรับเลยว่าม้าศึกเหลียวตงที่ขี่อยู่นี้เป็นสายพันธุ์ชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง

ไม่เพียงมีความเร็วที่น่าทึ่งและมีความทรหดอดทนเป็นเลิศ

แถมยังแสนรู้เอามากๆ

หานเซ่าใช้ส้นเท้ากระตุ้นท้องม้าเบาๆ ความเร็วของม้าที่พุ่งทะยานอยู่แล้วก็เพิ่มขึ้นอีกระดับในชั่วพริบตา

มันควบแซงม้าตัวอื่นไปหลายช่วงตัว

ทหารม้าเกราะดำที่ถูกแซงหน้าไปมีคนหนึ่งตะโกนตวาดขึ้นมาทันที

"อย่าทำให้ค่ายกลเสียขบวน! ถอยกลับไปเดี๋ยวนี้!"

หานเซ่าทำหูทวนลม

ดาบยาวในมือฟันฉับกลางอากาศ พริบตาเดียวปราณดาบก็พุ่งทะลวงสาดกระเซ็นไปด้วยหยาดเลือด

ทหารม้าคนเถื่อนหลายนายที่พยายามสอดแทรกเข้ามาในค่ายกลถูกฟันขาดสะบั้นไปพร้อมกับม้าศึกที่พวกมันขี่อยู่

เสียงตวาดด่าของทหารม้าเกราะดำนายนั้นถูกกลืนหายลงคอไปในทันที

ได้แต่มองดูหานเซ่าควบม้าศึกทะลวงผ่านช่องว่างของค่ายกลและหายลับไปกับตา

……

เมื่อม้าศึกบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แรงกดดันก็มหาศาลขึ้นอย่างที่คาดไว้

หานเซ่าไม่หลบไม่หนี เขาแกว่งดาบฟันทำลายปราณดาบที่พุ่งโจมตีเข้ามาจนแตกกระจาย

มือสะบัดสายบังเหียนควบม้าพุ่งเข้าปะทะกับทหารม้าคนเถื่อนหลายนายที่เล็ดลอดเข้ามาจากแดนหน้า

"ฆ่า!"

นี่แหละคือสนามรบ

ภาษาที่ใช้สื่อสารกันได้ดีที่สุดระหว่างศัตรูกับพวกเราก็คืออาวุธในมือ

ความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคือบทสรุปสุดท้ายของการสนทนานี้

แม้หานเซ่าจะไม่ประสีประสาเรื่องการรบ

แต่เขาเข้าใจเรื่องการสื่อสารเป็นอย่างดี

หลังจากผ่านความสับสนงุนงงในช่วงแรกมาได้ เขาก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของมันได้อย่างง่ายดาย

การปะทะกันอย่างดุเดือดของคมดาบคือการโต้ตอบกันคนละประโยคสองประโยค

ปราณดาบที่ฟาดฟันทะลวงเกราะและเรือนร่างของอีกฝ่ายคือคำสรรเสริญที่ไพเราะที่สุด

แม้กระทั่งเสียงร้องโหยหวนเฮือกสุดท้ายก่อนตายก็ยังเป็นบทเพลงสรรเสริญที่งดงามที่สุดสำหรับการสนทนาครั้งนี้

ดังนั้นหานเซ่าจึงใช้ดาบยาวในมือทักทายอีกฝ่าย

พร้อมกับแปรเปลี่ยนปราณแท้ที่เดือดพล่านในกายให้เป็นปราณดาบเพื่อมอบคำสรรเสริญให้แก่พวกมัน

เขารับฟังทหารม้าคนเถื่อนหลายนายขับขานบทเพลงสรรเสริญที่มีเพียงชนเผ่าทุ่งหญ้าเท่านั้นที่ร้องได้

ใบหน้าที่อาบย้อมไปด้วยเลือดกระเซ็นของหานเซ่าแสยะยิ้มกว้างก่อนจะควบม้าพุ่งทะยานต่อไป

ความห้าวหาญดุดันถึงเพียงนี้ดึงดูดสายตาของทหารม้าเกราะดำหลายนายที่กำลังสู้รบอย่างเอาเป็นเอาตายให้หันมามอง

"สมแล้วที่เป็นลูกผู้ชายชาตินักรบแห่งต้ายงของเรา!"

ต้ายงงั้นหรือ

คำชมที่ลอยเข้าหูทำให้หานเซ่าจับคำศัพท์ใหม่ได้อีกหนึ่งคำ

'ชื่อราชวงศ์งั้นเหรอ'

หานเซ่าปาดเลือดสกปรกบนใบหน้าออกพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

ราชวงศ์ที่ไม่คุ้นเคยแสดงว่าการเดินทางข้ามมิติอย่างงงๆ ของเขาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ข้ามเวลา แต่ยังข้ามมิติสถานที่ด้วย

แถมยังตัดขาดความเป็นไปได้สุดท้ายที่จะเชื่อมโยงเขากับโลกใบเดิมไปจนหมดสิ้น

ความหวาดกลัวอันใหญ่หลวงก่อตัวและขยายใหญ่ขึ้นในใจของเขา

ทว่าท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีที่หล่อเลี้ยงความบ้าคลั่งในใจของหานเซ่า

ฆ่า

บนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ หานเซ่าในชุดเกราะที่พังยับเยินควบม้าตะบึงไปข้างหน้า ทุกครั้งที่ดาบยาวในมือวาดลวดลาย ดอกไม้แห่งความตายก็จะเบ่งบาน

ราวกับดอกปี่อั้นที่ผลิบานอยู่ริมทางสู่ปรโลก

แดงฉานและงดงามอย่างน่าประหลาด

[สังหารนายกองสิบเผ่าคนเถื่อนอูหวน ขั้นปราณแท้ระดับห้า ได้รับค่าประสบการณ์ 5000 แต้ม]

[ค่าประสบการณ์ของคุณเต็มแล้ว ต้องการอัปเลเวลทันทีหรือไม่]

"อัปเลเวล!"

การอัปเลเวลครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้หานเซ่าเริ่มรู้สึกชาชินเสียแล้ว

สมรภูมิรบที่พลิกผันได้ในชั่วพริบตายิ่งทำให้เขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้

เขารู้เพียงว่าทุกครั้งที่อัปเลเวลเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอีกระดับ

พลังปราณแท้ในร่างกายที่ถูกเผาผลาญไปอย่างหนักก็จะฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยมในชั่วพริบตา

ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วเขายังจะต้องกลัวอะไรอีก

ดังนั้นสงครามที่ควรจะเป็นการหนีตายของกองทัพที่พ่ายแพ้ในสายตาของหานเซ่าจึงกลายเป็นลานล่าสัตว์ส่วนตัวของเขาไปเสียแล้ว

ไอ้พวกทหารม้าคนเถื่อนที่แสยะยิ้มกรุ้มกริ่มพุ่งเข้ามาล้อมฆ่าเขาทีละคนสองคนก็เป็นแค่เหยื่อโง่ๆ ที่วิ่งมาติดกับดักเองเท่านั้น

ถ้าเป็นไปได้หานเซ่ารู้สึกว่าเขาสามารถฆ่าพวกมันไปได้เรื่อยๆ จนกว่าน้ำทะเลจะเหือดแห้งและหินผาจะแหลกสลาย

ฆ่าไปจนกว่าฟ้าดินจะสูญสิ้น

ฆ่าไปจนกว่าจะมีใครสักคนมาอธิบายให้เขาฟังชัดๆ ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่

แค่เดินสะดุดล้มหัวทิ่ม ทำไมถึงทะลุมิติมาได้วะ

ยังมีหน้ามาพูดถึงเรื่องความยุติธรรมอีกเหรอ

ใช่แล้ว

เขาจำเรื่องราวบางอย่างได้แล้ว

แต่เหตุผลในการทะลุมิติที่โคตรจะงี่เง่าแบบนี้ทำให้เขารับไม่ได้จริงๆ

ถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นแค่ฝันร้ายที่โหดร้ายไปสักหน่อย

ตื่นขึ้นมาก็ยังคงเป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นปลาเค็มที่ใช้ชีวิตไปวันๆ รอคอยความตายเหมือนเดิม

ไม่ใช่ต้องมาถือดาบเล่มโตวิ่งไล่ฟันคนอยู่บนทุ่งหญ้าที่หนาวเหน็บเจียนตายแบบนี้เพื่อเล่นเกมเดิมพันชีวิตที่ตัดสินกันในเสี้ยววินาที

ด้วยความคับแค้นใจอย่างเต็มเปี่ยม หานเซ่าง้างดาบฟันออกไปสุดแรง

ปราณดาบอันมหึมาวาดโค้งกลางอากาศอย่างน่ากลัวและฟาดฟันเข้าใส่ทหารม้าคนเถื่อนที่ตีวงล้อมเข้ามาอย่างจัง

ปราณดาบอันบ้าคลั่งพุ่งทะลวงกวาดล้างทุกสิ่ง ฉีกกระชากทหารม้าคนเถื่อนนับสิบนายให้กลายเป็นฝนเลือดกระจายเกลื่อนฟ้าในชั่วพริบตา

อานุภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงกับแหวกพื้นหญ้าเบื้องหน้าให้กลายเป็นร่องลึกยาวกว่าสิบจั้ง

ทำเอาทหารม้าคนเถื่อนที่ควบม้าตามมาด้านหลังพากันล้มลุกคลุกคลานระเนระนาด

แม้แต่หานเซ่าที่เป็นคนลงมือเองก็ยังตกตะลึงกับอานุภาพของดาบนี้

เขาชะงักไปชั่วครู่ถึงได้รู้ตัวว่าในช่วงเวลาที่เขากำลังเหม่อลอยเมื่อครู่นี้

ปราณแท้มหาศาลที่เคยสถิตอยู่ตรงจุดตันเถียนใต้สะดือลงไปสามนิ้วไม่รู้ว่าจับตัวกันเป็นของเหลวตั้งแต่เมื่อไหร่

นี่แปลว่าทะลวงขั้นแล้วเหรอ

ขณะที่หานเซ่ากำลังหัวเสียว่า 'ทำไมถึงไม่มีคู่มือการใช้งานบอกกันบ้างวะ' ภาพตรงหน้าก็พร่ามัวไปวูบหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำเอาหานเซ่าตกใจจนต้องรีบดึงสายบังเหียนหยุดม้าศึกที่กำลังวิ่งห้อตะบึง

พอเพ่งมองให้ชัดเจนก็พบว่าเป็นหน้าต่างระบบจำลองที่โผล่ขึ้นมากลางอากาศ

[โฮสต์: หานเซ่า]

[เลเวล: 21 (1200/10000)]

[ขอบเขตพลัง: ขั้นแก่นแท้ปราณระดับหนึ่ง]

……

"ปราณทะลวงทั่วร่าง ควบแน่นปราณจนกลายเป็นหยาดน้ำ!"

"ขั้นแก่นแท้ปราณ ปรมาจารย์ขั้นกำเนิดฟ้า!"

เมื่อเผชิญกับเสียงอุทานที่ดังมาจากด้านหลัง หานเซ่าก็ลูบปลอบม้าศึกที่กำลังตื่นตระหนกเบาๆ

จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองทหารม้าคนเถื่อนกลุ่มใหญ่ในระยะไกลที่ดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

จนถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองได้บุกทะลวงมาอยู่แนวหน้าสุดของกองทหารม้าเกราะดำโดยไม่รู้ตัว

กองทหารม้าเกราะดำที่อยู่ด้านหลังซึ่งก็ไม่รู้ว่าเหลือรอดอยู่กี่นายต่างก็หยุดม้าพร้อมกันเมื่อเห็นเขาหยุดชะงัก

การถูกจ้องมองด้วยสายตาภายใต้หน้ากากเกราะอันดุดันหลายคู่ทำให้หานเซ่ารู้สึกอึดอัดตามสัญชาตญาณ

'ทำไมไม่บุกต่อล่ะ มาจ้องหน้าฉันทำไมวะเนี่ย'

หานเซ่าสงสัยอยู่ในใจ

โชคดีที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกคนเถื่อนฝ่ายตรงข้ามจะถูกดาบเมื่อครู่ของหานเซ่าทำให้หวาดกลัวเข้าให้แล้วจริงๆ

ทั้งสองฝ่ายจึงตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันอย่างประหลาดชั่วขณะหนึ่ง

ทว่าการคุมเชิงเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าคงอยู่ได้ไม่นานนัก

เมื่อพวกคนเถื่อนบางส่วนส่งเสียงโห่ร้องภาษาประหลาด ฝุ่นควันกลุ่มใหญ่ก็ลอยโขมงขึ้นมาจากเนินลาดเอียงในระยะไกล

หานเซ่ามองแค่แวบเดียวก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเรียกกองกำลังเสริมมาล้อมฆ่าพวกเราแล้ว

หัวใจของเขาหล่นวูบในทันที

เขาหันกลับไปมองทหารม้าเกราะดำที่เงียบกริบอยู่ด้านหลัง หานเซ่าอยากจะถามพวกเขาเหลือเกินว่าตกลงนี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกันเนี่ย

ที่หยุดชะงักแล้วมาจ้องหน้าฉันตาแป๋วแบบนี้คือรอกำลังเสริมศัตรูมาล้อมฟันหรือไง

หานเซ่ารู้สึกมืดแปดด้าน

และในตอนนั้นเองทหารม้าเกราะดำนายหนึ่งก็ควบม้าก้าวออกมายืนอยู่ตรงหน้า

"ตอนนี้ในกองทัพท่านคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด! โปรดรับหน้าที่เป็นผู้นำตั้งค่ายกลศรทะลวง ฝ่าทะลวงค่ายกลสังหารศัตรูเถิด!"

จะให้ฉันเป็นผู้นำเนี่ยนะ

ใบหน้าของหานเซ่ากระตุกยิกๆ

เชี่ยเอ๊ย

'ฉันก็แค่ไซบีเรียนฮัสกี้ที่เนียนปนเข้ามาในฝูงหมาป่าชัดๆ!'

สมองของหานเซ่าสับสนวุ่นวายไปหมด ในชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะทำอย่างไรดี

เขาไม่ได้กลัวตายหรอกนะ

อย่างแรกเลยคือเขามีระบบตัวช่วยคอยคุ้มครองชีวิต

อย่างที่สองคือยังไงซะการเดินทางข้ามมิติในครั้งนี้ในสายตาของเขามันก็ห่วยแตกสิ้นดีอยู่แล้ว

ถ้าตายไป เผลอๆ อาจจะได้ทะลุมิติกลับไปที่เดิมก็ได้นี่หว่า

แต่กองทหารม้าเกราะดำตรงหน้านี้กวาดสายตาดูคร่าวๆ ก็มีหลายร้อยนาย

ถ้าเกิดเขาพาทุกคนไปตายล่ะก็...

เมื่อนึกถึงประโยคที่ว่า 'พี่เซ่า อย่าหยุด... มีชีวิตรอดต่อไปนะ...'

หานเซ่าก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ราวกับมองเห็นความลังเลของเขา ทหารม้าอีกนายก็ควบม้าก้าวออกมาจากแถว

"พี่เซ่า นำพี่น้องของพวกเราบุกเถอะ ถ้ารอดไปได้ก็ถือว่าเป็นโชคดี"

"แต่ถ้าต้องตาย มันก็คือชะตากรรมของพวกเราพี่น้อง!"

อีกฝ่ายสวมหน้ากากเกราะปิดบังใบหน้าเช่นกัน แต่หานเซ่าก็ยังจำเสียงของเขาได้

คนคนนี้คือคนที่ดึงเขาขึ้นมาจากกองซากศพก่อนหน้านี้นั่นเอง

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็สงสัยว่าทำไมจู่ๆ หานเซ่าถึงมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้

แต่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานความเป็นความตายอยู่ตรงหน้าแบบนี้ เขากลับฉลาดพอที่จะไม่แสดงความสงสัยนั้นออกมาเลยแม้แต่น้อย

หานเซ่าพิจารณาเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทหารม้าเกราะดำคนอื่นๆ ที่ยังคงนิ่งเงียบ

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน

เขาก็ตัดสินใจไม่มัวโอ้เอ้อีกต่อไป

'พวกนายยังไม่กลัวตายเลย! แล้วฉันจะไปกลัวอะไรวะ!'

เมื่อเห็นว่าฝุ่นควันตรงเนินลาดเอียงเริ่มขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หานเซ่าก็ตัดใจสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตะโกนก้อง

"ตามฉันมาให้ติด!"

พริบตาเดียวร่างในชุดเกราะที่พังยับเยินหลายร้อยร่างก็รีบจัดขบวนเคลื่อนเข้ามาต่อท้ายหานเซ่าอย่างรวดเร็ว

หานเซ่ามองดูรูปแบบค่ายกลที่ดูเป็นรูปเป็นร่างอยู่ด้านหลังก็ไม่รู้หรอกว่านี่ใช่สิ่งที่เรียกว่า 'ค่ายกลศรทะลวง' หรือเปล่า

แต่นั่นไม่สำคัญหรอก

ค่ายกลบ้าบอ ค่ายรบอะไรนั่น ยังไงเขาก็ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างอยู่ดี

หลับหูหลับตาพุ่งชนไปก็พอแล้ว

เมื่อเห็นทหารม้าเกราะดำทั้งหมดเข้าประจำที่ หานเซ่าก็สะบัดดาบยาวเล่มหนาในมือชี้ตรงไปยังกองทหารม้าคนเถื่อนเบื้องหน้าที่กำลังแสดงสีหน้าหวาดกลัว

"ทางรอดอยู่ข้างหน้า! บุกฝ่าไปได้พวกเราก็รอด!"

"หากรอด ข้าจะรอดไปพร้อมกับพวกเจ้า!"

"หากตาย ข้าก็จะตายไปพร้อมกับพวกเจ้า!"

ทหารม้าเกราะดำหลายร้อยนายที่เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรงและเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง เมื่อได้ยินคำพูดนี้จิตใจก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที

เมื่อลองทบทวนคำว่า 'ร่วมเป็นร่วมตาย' อีกครั้ง

ก็รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าความตายอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น

อย่างน้อย... การเดินทางสู่ปรโลกครั้งนี้ก็คงไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

ไม่รู้ว่าเป็นใครที่เริ่มทวนคำสี่คำนั้นเป็นคนแรก

ตามมาด้วยคนที่สอง คนที่สาม...

เพียงไม่กี่ลมหายใจ คำว่า 'ร่วมเป็นร่วมตาย' ก็ดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าเหนือทุ่งหญ้าแห่งนี้

"ร่วมเป็นร่วมตาย!"

ในเวลาเดียวกันนั้นร่างที่ดูซีดเซียวร่างหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางกองทหารม้าเกราะดำก็มองดูทหารขี้แพ้ที่แตกทัพเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยสายตาประหลาดใจ

ก่อนจะหันไปมองหานเซ่าที่อยู่หน้าสุดของค่ายกลด้วยแววตาชื่นชม

"ขุนพลยอดฝีมือถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้กลับถูกฝังกลบความสามารถเสียได้"

หานเซ่าที่ยังไม่รู้ตัวว่าถูกแปะป้าย 'ขุนพลยอดฝีมือ' ไปแล้วเริ่มบังคับม้าศึกให้วิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้า

กองทหารม้าเกราะดำหลายร้อยนายตามหลังมาติดๆ

เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง ในที่สุดหานเซ่าก็ชูดาบชี้ไปข้างหน้าอีกครั้งพร้อมกับตะโกนเสียงดังก้อง

"ศัตรูอยู่เบื้องหน้า! พวกเราต้องทำเช่นไร"

ทหารม้าเกราะดำที่ถูกปลุกปั่นอารมณ์จนฮึกเหิมตอบสนองกลับมาในทันที

"ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!"

คำว่า 'ฆ่า' แต่ละคำเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่พุ่งทะยานเสียดฟ้าทะลุเมฆา

ทหารคนเถื่อนฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะคาดไม่ถึงเลยว่าทหารแตกทัพของพวกยงกลุ่มนี้ ในสถานการณ์ที่ฝ่ายตนหยุดโจมตีและปิดล้อมแล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่เปลี่ยนทิศทางหลบหนี

กลับกล้าเปิดฉากพุ่งเข้าใส่พวกตนซึ่งๆ หน้า

ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจ พวกมันจึงเกิดความโกลาหลขึ้นมาเล็กน้อย

เมื่อเห็นฉากนี้ดวงตาของหานเซ่าก็เปล่งประกาย เขารีบกระตุ้นม้าศึกพุ่งนำหน้าไปเป็นคนแรกทันที

"ทัพสยบเหลียว!"

"บุกทะลวง!"

……

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - ศัตรูอยู่เบื้องหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว