- หน้าแรก
- ราชันข้ามมิติ เปิดตำนานคำสาปวิญญาณสยบจักรวาล
- บทที่ 27: เบิกฟ้ารุ่งอรุณ! บั่นคอข้างขึ้นที่สี่!
บทที่ 27: เบิกฟ้ารุ่งอรุณ! บั่นคอข้างขึ้นที่สี่!
บทที่ 27: เบิกฟ้ารุ่งอรุณ! บั่นคอข้างขึ้นที่สี่!
ฮังเท็นงูวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากนิสัยส่วนตัวของมัน
ฮังเท็นงูเป็นคนโกหกปลิ้นปล้อนมาตั้งแต่เกิด เพื่อสร้างสถานการณ์ที่ได้เปรียบให้ตัวเอง มันมักจะบิดเบือนความจริงและหาข้ออ้างสารพัด มันมีตรรกะความคิดที่ผิดเพี้ยน มักจะเชื่อฝังหัวว่าตัวเองคือเหยื่อ รู้สึกว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครน่าสงสารไปกว่ามันอีกแล้ว และมองทุกคนรอบตัวเป็นคนเลวเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ
ทว่าแท้จริงแล้ว สันดานดิบของมันนั้นโหดเหี้ยมอำมหิต และมักจะรังแกเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า เมื่อใดที่ถูกคนนอกต่อว่า มันก็จะกลับบ้านไประบายอารมณ์ด้วยการทุบตีฆ่าแกงลูกเมีย ชีวิตของมันวนเวียนอยู่กับการกระทำอันเลวทรามซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนับครั้งไม่ถ้วน
เพื่อปกป้องตัวเอง หลังจากกลายเป็นอสูร ฮังเท็นงูจึงแบ่งแยกตัวตนและสร้างร่างแยกที่มีบุคลิกแตกต่างกันออกไป ร่างแยกเหล่านี้ล้วนมีความคิดเป็นของตัวเอง ในขณะที่ร่างต้นอย่างฮังเท็นงูกลับเป็นเพียงตาแก่ที่ขี้ขลาดตาขาวและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา
"ปราณอัสนี กระบวนท่าที่ 1: ฟ้าผ่าชั่วพริบตา!"
ประกายสายฟ้าพุ่งทะยานไปข้างหน้า ย่นระยะห่างกับฮังเท็นงูอย่างรวดเร็ว เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินรอบตัวฮังเท็นงูระเบิดเป็นหลุมบ่อจากการโจมตีระยะไกลของเก็นยะที่หวังจะสกัดการเคลื่อนไหวของมัน
ประชิดตัวแล้ว!
ทันจิโร่พุ่งทะยานออกไป เขาเหยียดแขนและดาบยาวไปในทิศทางเดียวกันเพื่อลดแรงต้านอากาศ
"ฮิโนะคามิคางุระ: ร่ายรำ!"
เปลวเพลิงอันเจิดจรัสลุกโชนโอบล้อมดาบของทันจิโร่ ก่อนจะฟาดฟันลงบนคอของฮังเท็นงูอย่างดุดัน
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน ดาบยาวของทันจิโร่แตกหักสะบั้น เศษดาบที่ปลิวกระเด็นบาดแก้มของเขาจนเลือดซิบ
คอของมันแข็งเกินไป!
คันโรจิพุ่งตามมาจากด้านหลัง ดาบนิจิรินที่อ่อนนุ่มดุจริบบิ้นสีชมพูของเธอตวัดรัดร่างของฮังเท็นงูไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า เธอออกแรงดึงรัดแน่นจนกระดูกของฮังเท็นงูลั่นเป๊าะแป๊ะจากการถูกบีบรัด แต่มันก็ยังไม่ตาย
อสูรตนนี้นี่ทำมาจากเหล็กกล้าหรือยังไงกัน?
ดาบของทันจิโร่หักไปแล้ว ส่วนดาบของคันโรจิก็ไม่สามารถบั่นคอของมันให้ขาดได้
ทันใดนั้น ร่างของฮังเท็นงูก็ขยายใหญ่ขึ้นจนสะบัดดาบนิจิรินของคันโรจิหลุดออก ในชั่วพริบตา ร่างของมันก็สูงใหญ่ทับถมพวกเขาทั้งสอง ใบหน้าอสูรของมันบิดเบี้ยวดูดุร้าย กรงเล็บแหลมคมพุ่งเข้าบีบคอของทันจิโร่แน่นหมายจะปลิดชีพ
แต่คันโรจิก็ตวัดดาบยาวของเธออีกครั้ง ประกายแสงสีชมพูสว่างวาบ มือทั้งสองข้างของฮังเท็นงูร่างยักษ์ถูกตัดขาดสะบั้น เลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไหล่ของทันจิโร่
ตอนตัวเล็กฉันอาจจะทำอะไรแกไม่ได้ แต่พอตัวใหญ่ขึ้น แกก็รับมือได้ง่ายขึ้นเยอะ
คันโรจิคิดคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวัดดาบอีกครั้ง เพียงชั่วพริบตา หัวของฮังเท็นงูก็หลุดออกจากบ่า
"ไชโย! พวกเราชนะแล้วล่ะ ทันจิโร่! แง้!"
คันโรจิสวมกอดทันจิโร่ด้วยความดีใจ
จมูกของทันจิโร่กระตุกฟุดฟิด ไม่สิ... มันยังไม่จบ
"คุณคันโรจิ ระวังครับ!"
ร่างของฮังเท็นงูที่อยู่เบื้องหลังคันโรจิไม่เพียงแต่ไม่ล้มลง แต่มันยังยื่นกรงเล็บหมายจะตะปบคอของเด็กสาว
ปัง!
เสียงปืนกัมปนาทดังสนั่น ร่างของฮังเท็นงูกระเด็นลอยไปไกล หน้าอกของมันถูกยิงจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เก็นยะเดินหอบแฮ่กมาจากด้านหลัง มือขวาถือปืน ส่วนมือซ้ายถือดาบนิจิริน
พลังจากเลือดเนื้อของอาคาสะกำลังจะจางหายไป และพละกำลังทางกายภาพของเก็นยะก็กำลังจะกลับคืนสู่สภาพปกติ
"เอ้า มีคนท่าทางแปลกๆ ฝากนี่มาให้นายน่ะ"
เก็นยะยื่นดาบนิจิรินในมือซ้ายส่งให้ถึงตรงหน้าทันจิโร่
"โคเท็ตสึคุงนี่นา... ขอบใจมากนะเก็นยะ!"
ทันจิโร่รับดาบมาและชักมันออกจากฝัก ประกายแสงเย็นเยียบปรากฏขึ้น ความงดงามเมื่อสามร้อยปีก่อนได้หวนคืนสู่ยุคสมัยนี้อีกครั้ง บางทีนี่อาจหมายความว่าความบาดหมางที่ยาวนานถึงสามศตวรรษกำลังจะสิ้นสุดลงในยุคนี้
"ดาบดีอะไรอย่างนี้!"
ทันจิโร่กระชับดาบในมือ ดาบนิจิรินสีดำขลับเล่มนี้ดูโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับท้องฟ้าที่เริ่มสาง
"ถึงฉันจะมองไม่เห็นแก แต่ฉันก็สัมผัสได้ว่าแกอยู่ตรงไหน"
ทันจิโร่ก้าวเดินทีละก้าวเข้าไปหาร่างจิ๋วของฮังเท็นงูที่กำลังตะเกียกตะกายคลานหนี
"แกเอาแต่หนีมาตลอดเลยสินะ อสูร... ตอนนี้ถึงเวลาที่แกต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว"
เขาแทงดาบลงในแนวดิ่ง ตรึงร่างของฮังเท็นงูติดกับพื้นดิน แขนขาของมันตะเกียกตะกายดิ้นรนหมายจะหลุดพ้น ทว่ามันไม่เหลือเรี่ยวแรงอีกต่อไปแล้ว
ตรงเส้นขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาครึ่งดวง เส้นแบ่งระหว่างความมืดและแสงสว่างที่คืบคลานมาจากแดนไกลได้สาดส่องลงบนร่างของทันจิโร่และพรรคพวก
ฮังเท็นงูกรีดร้องลั่นเมื่อถูกแสงตะวันอาบชโลม ร่างกายของมันค่อยๆ ถูกแผดเผาจนเกรียมดำ
คามิยะ เซอิจิ เดินทางมาถึงจุดนั้นพอดี โดยมีร่างของมุอิจิโร่พาดอยู่บนบ่า
ทันจิโร่กำลังจะหันไปบอกข่าวดีกับเซอิจิด้วยความปิติว่าพวกเขาสามารถโค่นอสูรข้างขึ้นลำดับที่สี่ได้แล้ว ทว่าเมื่อเห็นร่างที่ยืนอยู่เบื้องหลังคามิยะ เซอิจิ เขาก็ถึงกับชะงักงัน
ร่างนั้นคือเนซึโกะที่กำลังยืนอาบแสงอาทิตย์อยู่ ไม่ใช่เนซึโกะร่างเล็กจิ๋ว หรือเนซึโกะร่างเติบใหญ่ แต่เป็นเนซึโกะในร่างหญิงสาววัยแรกรุ่น นัยน์ตาสีชมพูของเธอเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา
"นะ... เนซึโกะ?"
เนซึโกะพยักหน้ารับอย่างรัวๆ
น้ำตาของทันจิโร่ไหลพราก สองพี่น้องโผเข้ากอดกันแน่นและร่ำไห้ออกมา
คันโรจิเองก็น้ำตารื้น เธอสวมกอดสองพี่น้องเอาไว้ ในขณะที่มุอิจิโร่ก็เผยรอยยิ้มกว้างสดใส เมื่อได้เห็นภาพบรรยากาศเช่นนี้ คามิยะ เซอิจิ ก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วย
มีเพียงมุซันเท่านั้นที่ได้เห็นเนซึโกะผ่านมุมมองของฮังเท็นงู ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ร่างกายสั่นเทิ้ม... ไม่ใช่เพราะความโกรธแค้น ทว่าเกิดจากความตื่นเต้นดีใจจนปิดไม่มิด
"หลายร้อยปี! ในที่สุด! ในที่สุดอสูรที่ไม่เกรงกลัวแสงตะวันก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว! แค่ข้ากินนังเด็กนั่น ข้าก็จะ..."
ภายในปราสาทไร้ขอบเขต เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของมุซันดังกึกก้องไปทั่ว
ในที่สุดฮังเท็นงูก็สิ้นใจ เดนมนุษย์ผู้ต่ำช้าผู้นี้ใช้ชีวิตอย่างขี้ขลาดมาตลอด แต่กลับไม่เคยลังเลเลยสักนิดยามที่ต้องฆ่าและกินเนื้อมนุษย์ สำหรับคามิยะ เซอิจิแล้ว เขาไม่มีความรู้สึกสงสารหรือเห็นใจอสูรตนนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่คู่ควรเลยสักนิด
ในบรรดาอสูรข้างขึ้นทั้งหก มีเพียงกิวทาโร่และอาคาสะเท่านั้นที่มีอดีตอันน่ารันทดก่อนที่จะกลายมาเป็นอสูร แต่นั่นก็เป็นเรื่องสมัยที่พวกเขายังเป็นมนุษย์ หลังจากกลายเป็นอสูร พวกเขาก็ไม่ใช่ตัวตนเดิมอีกต่อไปแล้ว
คามิยะ เซอิจิ ถือโอกาสนี้ลูบหัวเนซึโกะเบาๆ เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ หลังจากนี้คงหาโอกาสลูบหัวเธอได้ยากแล้ว
ไม่ใช่ว่าคามิยะ เซอิจิ ตั้งใจพาเธอมาเพื่อยั่วยุโมโหดมุซันแต่อย่างใด ทว่าเมื่อตอนที่เขากลับไปยังจุดเดิมและเห็นเนซึโกะยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดด เขาก็ถึงกับตกตะลึงไปเหมือนกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มันคงเป็นโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตมา เขาจึงตัดสินใจพาเธอมาด้วย
ที่ไกลออกไป ชาวหมู่บ้านช่างตีดาบกำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาพร้อมกับเปลหามและชุดปฐมพยาบาล
ทันจิโร่ที่กำลังร้องไห้อยู่ จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าตัวเองยังคงบาดเจ็บสาหัส จากนั้นความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่จนร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นทันที
ทำเอาเนซึโกะและคันโรจิตกใจสุดขีด พวกเธอร้องเรียก "พี่คะ" และ "ทันจิโร่คุง" เสียงหลง
"ไม่ต้องห่วงหรอก เขาแค่เหนื่อยเกินไปน่ะ"
คามิยะ เซอิจิ ย่อตัวลงจับชีพจรของทันจิโร่ เขามองไปยังทุกคนที่อยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกยินดีจากใจจริง
"วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมากเลยนะ โชคดีจริงๆ ที่พวกเราเป็นฝ่ายชนะ!"
ความงดงามของมนุษยชาติก็คือ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความตาย พวกเขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล
ในโลกอันแสนโหดร้ายที่มีอสูรกินคนอาละวาด ผู้คนกลุ่มนี้ได้ส่องสว่างให้กับดินแดนแห่งนี้มานานนับร้อยปี รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์
หัวหน้าหมู่บ้านช่างตีดาบ เท็ตจิน เท็ตจิคาวาฮาระ สั่งการให้ชาวบ้านช่วยกันพยุงทุกคนขึ้นเปลหาม รวมถึงคันโรจิที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยเช่นกัน
เท็ตจิน เท็ตจิคาวาฮาระ โค้งคำนับคามิยะ เซอิจิ เพื่อแสดงความขอบคุณ เซอิจิจึงรีบเข้าไปประคองเขาให้เงยหน้าขึ้น
"หากไม่ได้พวกท่านช่วยเหลือไว้ ชาวหมู่บ้านช่างตีดาบก็คงถูกฆ่าล้างบางไปจนหมดสิ้นแล้ว"
"มันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้วครับ หากหมู่บ้านช่างตีดาบไม่คอยตีดาบนิจิรินให้ พวกเราก็คงไม่สามารถต่อกรกับอสูรได้เลย เป็นความผิดของพวกเราเองที่ทำให้พวกคุณต้องมาตกอยู่ในอันตรายแบบนี้"
ในฐานะอดีตมนุษย์เงินเดือนผู้สู้ชีวิตในชาติก่อน คามิยะ เซอิจิ รู้วิธีพูดจาซื้อใจคนเป็นอย่างดี เขาเห็นชัดเจนเลยว่าคำพูดของตนทำเอาผู้เฒ่าหัวหน้าหมู่บ้านถึงกับน้ำตารื้น
คามิยะ เซอิจิ หัวเราะร่วนพลางโบกมือปัด ก่อนจะเดินตามเหล่าคาคุชิที่กำลังหามคนเจ็บกลุ่มใหญ่จากไป
และแล้ว... บทใหม่ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!