- หน้าแรก
- ตำนานดาบพเนจรสะท้านภพ
- บทที่ 205 - สามแดนเร้นลับแห่งเจินอู่
บทที่ 205 - สามแดนเร้นลับแห่งเจินอู่
บทที่ 205 - สามแดนเร้นลับแห่งเจินอู่
บทที่ 205 - สามแดนเร้นลับแห่งเจินอู่
“สหายทางธรรมหลี่ ข้าขอคารวะ!”
กู่หานจื่อก้าวเท้าเข้าประตูมาก็สะบัดชายแขนเสื้อร่ายมุทราคารวะแบบนักพรตทันที ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มดูเป็นมิตรยิ่งนัก
“คารวะท่านนักพรตครับ”
แม้ในใจหลี่เหยียนจะยังมีความสงสัย แต่เขาก็ยังคงยิ้มพยักหน้าตอบกลับไปตามมารยาท
นักพรตสำนักไท่เสวียนในมณฑลเอ้อโจว ส่วนใหญ่มาจากตำหนักเจินอู่บนเทือกเขาบู๊ตึ๊ง
พวกเขาเชี่ยวชาญวิชาสายต่อสู้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตำหนักฉุนหยาง และเป็นกำลังหลักของหอลงทัณฑ์ในกรมพิธีกรรมลี้ลับ
แม้หลี่เหยียนจะเคยร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามาบ้าง แต่ก็มิได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว การที่อีกฝ่ายมาต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้นเช่นนี้ ย่อมทำให้เขาอดที่จะระแวงมิได้
เมื่อเห็นความระแวดระวังในดวงตาของเขา กู่หานจื่อก็ยิ้มบางๆ โดยไม่ปิดบังสิ่งใด เขาเปิดปากกล่าวว่า “ตอนที่อยู่เมืองซั่งจิน ข้าเห็นพวกท่านมีฝีมือไม่ธรรมดา จึงได้ติดต่อสอบถามไปยังศาลเจ้าหลักเมืองที่นครฉางอันเพื่อตรวจสอบข้อมูลบางอย่างครับ”
“ทางมณฑลส่านซีให้การประเมินพวกท่านไว้สูงมากครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าหลักเมืองฉางอันหรือเสียนหยาง รวมถึงตำหนักโต่วหมู่และตำหนักฉุนหยาง ต่างก็ชื่นชมสหายทางธรรมหลี่กันถ้วนหน้า”
“ประกอบกับฐานะของท่าน พวกเราย่อมถือว่าเป็นคนกันเองครับ”
“ท่านนักพรตชมเกินไปแล้วครับ”
หลี่เหยียนถ่อมตัวไปคำหนึ่ง แต่ในใจกลับไม่ค่อยเชื่อถือนัก
การที่เขาเดินทางในมณฑลส่านซีได้อย่างราบรื่น ส่วนใหญ่เป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากโรวมิ่งจื่อ
รวมถึงตอนที่อยู่บนเขาหัวซาน หากไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่เขาช่วยยับยั้งมหาภัยแล้งจากหานป๋าไว้ได้ เกรงว่ายามขึ้นเขาไป การปฏิบัติที่ได้รับคงไม่ต่างจากนักสิทธิ์พเนจรทั่วไปนัก
ประวัติของสำนักไท่เสวียน เขาก็พอจะล่วงรู้มาบ้าง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงระหว่างพุทธและเต๋าที่มีความแค้นต่อกันมานับพันปี แม้ในช่วงที่จักรพรรดิสามพระองค์กวาดล้างพุทธศาสนา สำนักเต๋าก็ยังคงแตกแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ
จนกระทั่งปลายสมัยราชวงศ์ถัง ยามที่ใต้หล้าเกิดความวุ่นวาย พลังฝ่ายธรรมะเสื่อมถอยฝ่ายอธรรมรุ่งเรือง
ทว่าสายวิชาสำนักเต๋าในแต่ละท้องที่กลับต่างคนต่างอยู่ บางครั้งถึงขั้นเกิดการแย่งชิงชัยภูมิมงคลจนเกิดการปะทะกันเอง
เพื่อรับมือกับยุคสมัยที่วุ่นวาย สำนักเต๋าทั่วหล้าจึงได้รวมตัวกันที่เขาไท่ซัน จนเกิดเป็นสำนักไท่เสวียนขึ้นมา และตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา ก็ได้กลายเป็นผู้นำแห่งแวดวงลี้ลับอย่างเต็มตัว
ถึงกระนั้น ภายในสำนักก็ยังคงมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่มากมาย
แม้เขาจะมีเส้นสายในมณฑลส่านซีอยู่บ้าง แต่เมื่อมาถึงมณฑลเอ้อโจว ข้อมูลเหล่านั้นกลับแทบไม่มีความหมาย การที่อีกฝ่ายปฏิบัติด้วยความเสมอภาคและไม่หาเรื่องใส่ตัว ก็นับว่าเป็นโชคดีมากแล้ว
การที่อีกฝ่ายเข้ามาทำดีด้วยถึงเพียงนี้ จะบอกว่าไม่กังวลเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
กู่หานจื่อยิ้มละไมพลางรินน้ำชาให้ทุกคน “สหายทางธรรมหลี่อย่าได้คิดมากไปเลยครับ ความจริงแล้ว สำหรับนักสิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทางสำนักและมีฝีมือเก่งกาจเช่นท่าน ยามเดินทางมาถึงเอ้อโจว พวกเราย่อมต้องต้อนรับอย่างดีเป็นธรรมดาครับ”
“เพราะถึงอย่างไร หลายเรื่องก็ยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพวกท่านอยู่ไม่น้อย งานหลายอย่างของหอลงทัณฑ์ ตำหนักเจินอู่เองก็เปิดโอกาสให้เหล่านักสิทธิ์พเนจรมารับงานไปทำได้ครับ”
“ท่านนักพรตพูดล้อเล่นแล้วครับ”
หลี่เหยียนขมวดคิ้ว “วิชาสายต่อสู้ของตำหนักเจินอู่นั้นโด่งดังไปทั่วหล้า พวกเราเป็นเพียงนักสิทธิ์นอกรีต จะมีสิ่งใดไปช่วยพวกท่านได้หรือครับ?”
กู่หานจื่อทอดถอนใจพลางส่ายหน้า “ตำหนักเจินอู่ของข้าแม้จะแข็งแกร่ง แต่จะมีกำลังคนสักเท่าไหร่กันเชียวครับ? อีกอย่าง สถานการณ์ในมณฑลเอ้อโจวนั้นซับซ้อนกว่าที่สหายทางธรรมคิดไว้มากนักครับ”
“เอ้อโจวเป็นจุดเชื่อมต่อเหนือใต้ และยังเป็นเมืองยุทธศาสตร์ของแวดวงลี้ลับ ยิ่งลงไปทางใต้ สายวิชาดั้งเดิมยิ่งรุ่งเรือง มีนิกายและลัทธิน้อยใหญ่มากมายจนนับไม่ถ้วนครับ”
“ดังนั้นแวดวงลี้ลับในเอ้อโจวจึงมีลักษณะ ‘เหนือเป็นสำนักหลัก ใต้เป็นสายวิชาดั้งเดิม ตะวันออกเป็นพุทธ ตะวันตกเป็นเต๋า’ เพื่อรักษาความสงบของแผ่นดิน ชัยภูมิมงคลหลายแห่งจึงต้องมอบหมายให้สายวิชาต่างๆ ช่วยกันปกปักรักษาครับ”
“นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เขาอู๋ซันก็ซับซ้อนนัก ยังไม่ได้ถูกสำนักหลักเข้าควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ประกอบกับแนวเขาเสินหนงเจี้ยที่สูงเสียดฟ้าประดุจหลังคาของหัวจง ได้ขวางกั้นสำนักหลักในแถบเสฉวนกับตำหนักเจินอู่ของข้าไว้ ทำให้พวกเราต้องสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวครับ”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง...”
หลี่เหยียนรับฟังด้วยสีหน้าที่ยังคงนิ่งสงบ แต่ทว่าภายในใจกลับเริ่มกระสับกระส่าย
ให้ตายเถอะ ทั้งเรื่องการแย่งชิงระหว่างพุทธและเต๋า รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสำนักหลักกับสายวิชาดั้งเดิม ไม่ว่าเรื่องไหนก็ล้วนเป็นกระแสน้ำวนขนาดมหึมาทั้งสิ้น
เจ้าหมอนนี่... หรือว่าคิดจะดึงพวกเขาลงไปพัวพันด้วย?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เหยียนจึงปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านนักพรตครับ พวกเราเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่เดินทางท่องยุทธภพเพื่อฝึกฝนตนเองเท่านั้น เรื่องราวใหญ่โตเหล่านี้พวกเราไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอกครับ”
กู่หานจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “สหายทางธรรมหลี่เข้าใจผิดไปไกลแล้วครับ สถานการณ์ในแวดวงลี้ลับแม้จะซับซ้อน แต่ก็มีกฎระเบียบคอยคุมอยู่ครับ”
“ควรจะจัดการอย่างไร? อย่าว่าแต่ท่านเลยครับ แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว นั่นเป็นเรื่องที่เหล่านักพรตชั้นสูงเขาพิจารณากันครับ”
“อ้อ?”
เมื่อหลี่เหยียนได้ยินดังนั้นก็เริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา “นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว ด้วยกำลังของสำนักท่าน ยังจะมีเรื่องยุ่งยากอะไรอีกหรือครับ?”
กู่หานจื่อพยักหน้า “ไม่ใช่แค่มีครับ แต่มันใหญ่หลวงนัก”
“สถานการณ์ในมณฑลเอ้อโจวนั้นพิเศษมาก โดยเฉพาะที่จวนอวิ๋นหยางแห่งนี้ มันเกี่ยวข้องทั้งกับชาวปาเขา, นิกายเทียนเซิ่ง, ที่ทำการทหารท้องถิ่น รวมถึงพราหมณ์พิธีลับบางกลุ่มในป่าลึกแถบจิงฉู่ครับ”
“แน่นอนว่าในยามนี้ ปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องของชาวปาเขาครับ”
“ท่านผู้ตรวจราชการหยวนแห่งจวนอวิ๋นหยาง มีนโยบายที่จะค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงหลายปีมานี้แม้จะช้าแต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี มีชาวปาเขาไม่น้อยที่ยอมย้ายออกมาอยู่ข้างนอกครับ”
“แต่ที่อวิ๋นหยางแห่งนี้ยังมีหน่วยรักษาการณ์ของทางการตั้งอยู่หลายแห่ง คนในกองทัพที่มีกรมกลาโหมหนุนหลัง ย่อมอยากจะดำเนินรอยตามพระปฐมจักรพรรดิ คือการปิดล้อมภูเขาแล้วปราบปรามขับไล่ให้สิ้นซาก เพื่อมิให้ต้องเสียกำลังพลและงบประมาณแผ่นดินในระยะยาวครับ”
“ตั้งแต่ปีที่แล้วมา ร่างกายของท่านผู้ตรวจราชการหยวนก็เริ่มทรุดโทรมลง กำลังวังชาถดถอยจนต้องนอนป่วยอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เริ่มคุมหน่วยรักษาการณ์ไม่อยู่แล้วครับ...”
“และในยามนี้ พวกชาวปาเขาและนิกายเทียนเซิ่งยังมาก่อคดีใหญ่ พัวพันไปถึงดินปืนในตลาดมืดของหลายมณฑล องค์จักรพรรดิทรงกริ้วนัก กรมกลาโหมจึงได้สั่งระดมกำลังหน่วยรักษาการณ์จากทั่วทิศทาง คาดว่าสงครามครั้งใหญ่คงเลี่ยงไม่พ้นแล้วครับ...”
“ศาลเจ้าหลักเมืองจวนอวิ๋นหยาง รวมถึงกองทัพทหารวิญญาณบนเทือกเขาบู๊ตึ๊ง คือรากฐานสำคัญในการสยบพื้นที่ทั่วสารทิศ มิให้กองกำลังทางโลกเข้ามาวุ่นวายกับแวดวงลี้ลับจนเกินไป ตำหนักเจินอู่จึงได้ออกคำสั่งระดมพลและถอนกำลังกลับมาเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ครับ...”
“เพราะเหตุนี้ บางพื้นที่จึงอาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะที่เมืองจิงโจวและเมืองอี้ชางที่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พวกเราจึงต้องนำงานของหอลงทัณฑ์มากระจายให้นักสิทธิ์ท่านอื่นๆ ช่วยจัดการครับ”
“ทุกท่านโปรดวางใจได้ งานเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงระหว่างนิกาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการกำจัดสิ่งชั่วร้ายและปัดเป่าภัยพิบัติ เพราะถึงอย่างไร การปกปักรักษาแผ่นดินและปราบปรามสิ่งอัปมงคล ก็คือหน้าที่หลักของพวกเราครับ”
“หากในพื้นที่มีสิ่งชั่วร้ายอาละวาด ย่อมถือเป็นความบกพร่องของตำหนักเจินอู่อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ครับ”
“อ้อ...”
หลี่เหยียนฟังจบก็เริ่มสนใจขึ้นมา “ไม่ทราบว่างานเหล่านี้มีความยากระดับใด และค่าตอบแทนเป็นอย่างไรครับ?”
ตอนที่อยู่บนเขาหัวซาน พวกเขาใช้ทรัพย์สินไปเกือบครึ่งหนึ่ง ตลอดทางที่ผ่านมาก็มีแต่รายจ่าย แม้จะรับงานปราบผีเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่ก็ได้เพียงค่าใช้จ่ายประจำวันเท่านั้น
หากหวังจะเก็บเงินเพื่อเป็นทุนในการฝึกวิชาต่อไป ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากนัก
กู่หานจื่อฟังจบก็ตอบกลับอย่างจริงจังว่า “รางวัลย่อมขึ้นอยู่กับความยากของงานครับ ตำหนักเจินอู่ของข้าคงมิอาจให้เงินรางวัลที่สูงลิบลิ่วได้ แต่เมื่อทำงานสำเร็จ พวกเราสามารถมอบวัตถุดิบหรือของวิเศษสำหรับการฝึกวิชาให้เป็นการตอบแทนได้ครับ”
“หากสร้างความดีความชอบได้มากพอ ยามที่มีงานพิธีกรรมครั้งใหญ่ของเทือกเขาบู๊ตึ๊ง พวกเราอาจจะเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้เข้าสู่ ‘สามแดนเร้นลับ’ ด้วยครับ”
“ว่าไงนะ?”
หวังเต้าเสวียนที่ยืนนิ่งเงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินคำว่า ‘สามแดนเร้นลับ’ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที
เมื่อเห็นหลี่เหยียนทำหน้างง เขาก็รีบอธิบายว่า “‘สามแดนเร้นลับ’ คือจุดชีพจรวิญญาณที่ล้ำเลิศที่สุดสามแห่งบนเทือกเขาบู๊ตึ๊งครับ ประกอบด้วย ‘ถ้ำมังกรเจินอู่’, ‘ตำหนักสยบอัสนีเพลิง’ และ ‘ประทีปเทพเมฆาม่วง’”
“ได้ยินมาว่าหากได้ฝึกวิชาในสถานที่เหล่านั้น จะได้รับวาสนาและโอกาสที่หาได้ยากยิ่งครับ”
“ประทีปเทพ วาสนาหรือครับ?”
เมื่อได้ยินคำนี้ หลี่เหยียนก็นึกถึงความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีนักขึ้นมาทันที
วาสนาจากเทพไป๋ตี้ที่ได้รับจากเทพประทีปหัวซานครั้งนั้น ทำเอาเปลวไฟชีวิตของเขาดับไปหนึ่งจุด แม้จะบอกว่าเป็นความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ประโยชน์ที่ได้รับกลับดูธรรมดานัก
เสาหลักในวิมานสวรรค์ของเขากลายเป็นสีโลหะ ซึ่งช่วยให้วิมานมั่นคงขึ้น แต่ก็นั่นแหละ...
เขามีเทือกเขาหลัวฟงเป็นรากฐานค้ำจุนอยู่แล้ว วิมานสวรรค์ของเขาก็มีความมั่นคงมากพออยู่แล้ว ประโยชน์ข้อนี้จึงดูเหมือนจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่นัก...
นอกจากนี้ การได้รับวาสนาจากเทพไป๋ตี้ยังช่วยเสริมอานุภาพยามใช้ศาสตราอาวุธ แต่ยกเว้นตอนที่ดาบต้วนเฉินถูกตีขึ้นมาสำเร็จแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยเรียกพลังนั้นออกมาได้อีกเลย...
หลี่เหยียนสัมผัสได้รางๆ ถึงสาเหตุ
ความจริงยามที่ดูดซับวาสนาจากเทพไป๋ตี้ หากเขาไม่ฝืนต่อต้าน ไอพลังธาตุทองแห่งเขาหัวซานย่อมหลอมรวมเข้ากับนิมิตแห่งการเพ่งจิตของเขาได้อย่างง่ายดาย
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือต้องทนรับความเจ็บปวดราวกับถูกคมมีดทิ่มแทงดวงวิญญาณ
สำหรับนักสิทธิ์ทั่วไป การทนรับเพียงไม่กี่อึดใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ทว่าเขากลับอาศัยคัมภีร์หลัวฟงและกายธรรมมหาโร กัดฟันฝืนทนรับไว้ได้โดยไม่ยอมให้ไอพลังธาตุทองหลอมรวมกับการเพ่งจิต และยังยืนหยัดอยู่ได้นานกว่าหนึ่งชั่วยาม
เมื่อพลังงานอันมหาศาลเหล่านั้นไม่มีที่ไป
จึงจำต้องหลอมรวมเข้ากับตัวอาคารในวิมานสวรรค์แทน
การจะดึงพลังนั้นออกมาใช้งานในภายหลัง จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก
ในยามนี้เมื่อได้ยินคำว่า "ประทีปเทพ" หรือ "วาสนา" อีกครั้ง เขาจึงอดที่จะสงสัยในผลลัพธ์ของมันมิได้
“ท่านนักพรตหวังช่างมีความรอบรู้กว้างขวางนัก”
กู่หานจื่อกล่าวชมประโยคหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “‘ถ้ำมังกรเจินอู่’ ตั้งอยู่ใต้ตำหนักห้ามังกร สร้างขึ้นตามพระบรมราชโองการในสมัยรัชศกเจินกวน ถือเป็นอันดับหนึ่งในเก้าพระราชวังบนเทือกเขาบู๊ตึ๊งในยามนั้นครับ”
“เล่าขานกันว่าในคราวนั้นแผ่นดินเกิดมหาภัยแล้ง เหล่านักสิทธิ์ได้รับคำสั่งให้ประกอบพิธีขอฝน ทันใดนั้นก็มีมังกรห้าตัวร่วงหล่นจากนภากาศ กลายเป็นสระมังกร ตำหนักห้ามังกรจึงได้ถูกสร้างขึ้น ณ ที่แห่งนั้นครับ”
“‘ถ้ำมังกรเจินอู่’ อยู่ลึกลงไปใต้สระมังกร หากได้เข้าไปเก็บตัวฝึกวิชาในนั้นและมีวาสนาเพียงพอ ก็อาจจะบรรลุวิชาหมัดมวยขั้นสูงได้ แม้แต่ท่านปรมาจารย์จางซันเฟิงผู้เป็นต้นตระกูลของพวกเรา ก็บรรลุธรรมที่ ‘ถ้ำมังกรเจินอู่’ แห่งนี้แหละครับ...”
“‘ตำหนักสยบอัสนีเพลิง’ สร้างขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งและจิน สามารถชักนำไอพลังสายฟ้าจากสวรรค์ลงมาได้ ใช้สำหรับสะกดสิ่งชั่วร้ายและใช้ฝึกวิชาสายอัสนีครับ...”
“ส่วน ‘ประทีปเทพเมฆาม่วง’ ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารทองคำเมฆาม่วง ไฟในตะเกียงไม่เคยดับมอดมานานนับร้อยปี หากได้เพ่งจิตฝึกวิชา ณ ที่แห่งนั้น ย่อมได้รับประโยชน์มหาศาลครับ!”
“สามแดนเร้นลับนี้ แบ่งออกเป็นวิชาอาคม พลังวัตร และวรยุทธ์ ซึ่งถือเป็นรากฐานของตำหนักเจินอู่ ปกติจะมิเปิดให้คนนอกได้เข้าไปสัมผัส แต่ด้วยสถานการณ์ในยามนี้... สหายทางธรรมหลี่ พลาดไม่ได้เด็ดขาดนะครับ”
หลี่เหยียนฟังจบก็เริ่มหวั่นไหว โดยเฉพาะ ‘ถ้ำมังกรเจินอู่’ และ ‘ตำหนักสยบอัสนีเพลิง’ ทว่าเขาก็ยังคงส่ายหน้า “วาสนาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ คงไม่ปล่อยออกมาให้คนนอกง่ายๆ งานที่จะให้ทำเกรงว่าคงไม่ธรรมดากระมังครับ...”
“สหายทางธรรมหลี่พูดได้ถูกต้องครับ”
กู่หานจื่อมีสีหน้าเคร่งขรึมลง “มณฑลเอ้อโจวกำลังจะเกิดพายุใหญ่ เหล่าภูตผีปีศาจต่างก็เริ่มเคลื่อนไหว บางเรื่องก็อันตรายจริงๆ ครับ”
“ตัวอย่างเช่นที่เขาชิงหลงซันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอวิ๋นหยาง ช่วงนี้มีข่าวลือว่ามีสัตว์ประหลาดปรากฏตัว มักจะมีชาวบ้านหายตัวไปอย่างปริศนา ยามนี้คนในพื้นที่ไม่กล้าขึ้นเขาแล้ว หอลงทัณฑ์ส่งลูกศิษย์ไปตรวจสอบ แต่กลับไม่พบร่องรอยใดๆ เลยครับ”
“จวนอวิ๋นหยางมีเรื่องวุ่นวายมากนัก จะส่งคนไปเฝ้าตลอดเวลาก็ทำมิได้ พอดีมีสหายทางธรรมจากนิกายเหมยซานท่านหนึ่งรับงานนี้ไป”
“พวกเขาเป็นนายพรานบนภูเขา ถนัดรับมือกับสัตว์ร้ายที่สุด แต่เมื่อเข้าไปแล้ว กลับหายเงียบไปไร้ร่องรอยเช่นกันครับ”
“เนื่องจากเขาชิงหลงซันอยู่ใกล้กับอวิ๋นหยางนัก งานนี้จึงถูกยกระดับความสำคัญขึ้น หากทำสำเร็จจะได้รับเงินรางวัลสองพันตำลึง และป้ายคำสั่งสำหรับเข้าสู่ ‘สามแดนเร้นลับ’ หนึ่งใบครับ”
“ด้วยป้ายคำสั่งนี้ ท่านสามารถเลือกเข้าสู่แดนเร้นลับใดก็ได้ในสามแห่ง เพื่อฝึกสมาธิหนึ่งครั้งครับ”
หลี่เหยียนฟังจบก็หมดความสนใจลงในทันที
ขนาดนายพรานจากนิกายเหมยซานยังหายสาบสูญ แสดงว่าอันตรายนั้นใหญ่หลวงนัก และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องไปคอยเฝ้าระวังบนเขา ซึ่งพวกเขาไม่มีเวลาว่างพอจะไปนั่งรอทำเช่นนั้น
ส่วนสามแดนเร้นลับที่ฟังดูวิเศษนักหนา แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงสถานที่ซึ่งนักสิทธิ์ทั่วไปหาทางเข้าได้ยากเท่านั้น สำหรับเหล่าลูกศิษย์ตำหนักเจินอู่หรือผู้ที่มีเส้นสาย ไม่แน่ว่าอาจเข้าไปฝึกฝนจนเบื่อแล้วก็เป็นได้
จะได้วาสนาหรือไม่ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การใช้สิ่งของที่จับต้องไม่ได้เหล่านั้นรวมกับเงินสองพันตำลึง เพื่อล่อให้นักสิทธิ์พเนจรไปเสี่ยงอันตรายโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่ ช่างเป็นการค้าที่ไร้ซึ่งต้นทุนอย่างแท้จริง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเอ่ยถามต่อว่า “ยังมีงานอื่นอีกหรือไม่ครับ?”
กู่หานจื่อเตรียมการเอาไว้อยู่แล้ว เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “งานทั้งหมดที่มีการรายงานเข้ามาถูกบันทึกไว้ในเล่มนี้ครับ สหายทางธรรมจะเลือกทำชิ้นใดก็ได้ เมื่อสำเร็จแล้วก็นำไปแจ้งที่ศาลเจ้าหลักเมืองในท้องถิ่น จะมีคนคอยตรวจสอบให้เองครับ”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดปากเอ่ยว่า “ความจริงยังมีอีกงานหนึ่ง ข้าอยากจะขอให้สหายทางธรรมช่วยเป็นธุระให้สักหน่อยครับ”
“เชิญท่านนักพรตว่ามาเถอะครับ”
“ที่อำเภอตังหยาง เมืองจิงโจว มีภูเขาชื่อว่าเขาจื่อก้ายซัน ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองชัยภูมิมงคล มีการบริหารร่วมกันระหว่างสายวิชานิกายจู๋ซัน, นิกายลวี่จงของพุทธศาสนา และสำนักไท่เสวียน โดยต่างฝ่ายต่างครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งครับ”
“ตั้งแต่ปีที่แล้วมา ตำหนักเจินอู่ที่เขาจื่อก้ายซันมักจะมีนักพรตเสียชีวิตติดต่อกันบ่อยครั้ง ทางนั้นรายงานกลับมาว่าเป็นการตายตามปกติ ทว่าศิษย์น้องของข้าคนหนึ่งนามว่า เฟิ่งหลิงจื่อ ได้แอบส่งจดหมายลับมาบอกว่า ภายในตำหนักมีความผิดปกติเกิดขึ้น และเขากำลังแอบสืบสวนอยู่ครับ”
“ทว่าผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว กลับไม่มีจดหมายลับส่งกลับมาอีกเลย ข้ากังวลใจนัก แต่ก็มิอาจปลีกตัวไปได้ครับ”
“อีกอย่างที่นั่นมีการบริหารร่วมกันจากสามฝ่าย หากหอลงทัณฑ์ส่งคนเข้าไปตรวจสอบอย่างเอิกเกริก เกรงว่าจะเกิดการเข้าใจผิดกันได้ ข้าจึงอยากรบกวนให้สหายทางธรรมช่วยแวะไปตรวจสอบให้ทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ”
“เมืองจิงโจว อำเภอตังหยางหรือครับ?”
หลี่เหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าตอบตกลง “ได้ครับ พอดีข้ามีธุระต้องเดินทางไปเมืองอี้ชางอยู่แล้ว ขากลับจะแวะไปดูให้ครับ แต่หากพบว่ามีอันตราย ข้าจะถอนตัวออกมาทันทีนะครับ”
กู่หานจื่อพยักหน้า “ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอนครับ ขอเพียงทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็พอ หลังจากนั้นพวกเราจะจัดการต่อเองครับ”
เมื่อมีความสัมพันธ์เช่นนี้ เรื่องของหลี่ว์ซันจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
กู่หานจื่อรับปากว่าขอเพียงหน่วยมือปราบหลวงยกเลิกประกาศจับ ตราธรรมของหลี่ว์ซันก็จะจัดการให้เสร็จสิ้นภายในวันนั้นทันทีโดยไม่ต้องรอคอย
เมื่อออกจากศาลเจ้าหลักเมือง ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไปยังที่ทำการหน่วยมือปราบหลวง
จวนอวิ๋นหยางนั้นแตกต่างจากนครฉางอัน เพราะหน่วยมือปราบหลวงที่นี่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือกับชาวปาเขาเป็นหลัก เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนกำลังพล ที่ทำการจึงตั้งอยู่ใกล้กับจวนว่าการเมืองอวิ๋นหยาง
และจวนว่าการเมืองก็ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนั่นเอง
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงหน้าจวนว่าการเมือง พบว่าที่ลานกว้างด้านหน้ามีผู้คนมารวมตัวกันเนืองแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง
ทุกคนต่างโพกหัวด้วยผ้าสีดำ สวมชุดผ้ากระสอบสีฟ้าลายดอกไม้ บางคนสวมกำไลเงินที่ข้อมือและข้อเท้า พวกเขามีทั้งท่านั่งและท่านอน พลางจ้องมองเหล่าทหารที่อยู่รอบข้างด้วยสายตาที่ไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
ตามท้องถนนรอบข้างก็เริ่มมีชาวบ้านในอวิ๋นหยางพากันมามุงดูกันเป็นจำนวนมาก
พวกเขาต่างพากันซุบซิบกระซิบกระซาบ ในดวงตามีแววของการมุงดูเรื่องสนุกอยู่ไม่น้อย
“หายอีกแล้วหรือ?”
“ย่อมต้องหายสิ หายติดต่อกันมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา...”
หลี่เหยียนรู้สึกสงสัยนัก เมื่อลองสอบถามดูจึงได้ทราบถึงสาเหตุ
คนเหล่านี้คือชาวถู่เจียจากทางตะวันตกของเอ้อโจว ในสมัยราชวงศ์ต้าซิ่ง เพื่อความสะดวกในการปกครอง จึงได้จัดตั้งระบบ "ถู่ซือ" โดยให้ราชสำนักแต่งตั้งคนในพื้นที่ให้เป็นถู่ซือหรือเจ้าเมือง เพื่อปกครองตนเอง
ชาวพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยตามชายแดนของแผ่นดิน ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีนี้ปกครองสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เหล่าถู่ซือในแต่ละพื้นที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีและส่งเครื่องราชบรรณาการตามกำหนดเวลา
ที่เห็นอยู่นี้คือชาวเมืองภายใต้อาณัติของถู่ซือถันแห่งถังหยา พวกเขาได้รับหน้าที่ให้ควบคุมขบวนส่งภาษีข้าวสารมายังอวิ๋นหยาง ทว่าระหว่างทางกลับถูกโจรสลัดในแม่น้ำปล้นชิงไปจนหมดสิ้น
ทว่าเรื่องประหลาดอยู่ตรงนี้ พวกเขาถูกปล้นติดต่อกันมาหลายปีแล้ว แม้แต่เครื่องบรรณาการที่จะส่งเข้าเมืองหลวงก็ยังถูกปล้นจนเกลี้ยง
ใครๆ ต่างก็มองออกว่า นี่คือการแสดงละคร "โจรตะโกนจับโจร" ชัดๆ
ต้นตอของเรื่องนี้คือนโยบาย "รวมอำนาจปกครอง" ที่องค์จักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันทรงเสนอเมื่อไม่กี่ปีก่อน เพื่อยกเลิกระบบถู่ซือและให้ราชสำนักส่งข้าราชการไปปกครองโดยตรง
เพราะเรื่องนี้ เหล่าถู่ซือในแต่ละพื้นที่ต่างพากันโกรธแค้น มีทั้งการส่งหนังสือไปอ้อนวอน และการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อติดสินบนขุนนางในราชสำนักให้ช่วยพูดจาไกล่เกลี่ย
สรุปคือ ยืดเยื้อมานานยังจัดการไม่สำเร็จเสียที
และการที่ภาษีข้าวสารถูกปล้นครั้งนี้ เห็นชัดว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็นนั่นเอง
“จวนอวิ๋นหยางแห่งนี้ ช่างมีเรื่องราวพันกันนุงนังเสียจริง...”
หวังเต้าเสวียนและหลี่เหยียนมองหน้ากันแล้วต่างก็ส่ายหน้าเบาๆ พลางเดินเลี้ยวเข้าซอยใกล้กับจวนว่าการเมือง
ที่นั่นคือที่ตั้งของที่ทำการหน่วยมือปราบหลวงนั่นเอง
ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของหน่วยมือปราบหลวงขจรขจายไปทั่ว รอบๆ ที่ทำการจึงไม่มีโรงเตี๊ยมหรือร้านน้ำชาเลย แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ไม่อยากจะมาอาศัยอยู่ใกล้ๆ บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงเป็นของคนในหน่วยมือปราบหลวงเอง
เมื่อมาถึงหน้าประตู หลี่เหยียนจึงขอให้คนช่วยแจ้งเข้าไป
ไม่นานนัก ก็มีชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ใบหน้าแดงก่ำก้าวเท้าออกมา เขาประสานมือกล่าวอย่างขรึมๆ ว่า “คารวะคุณชายหลี่ครับ”
คนผู้นี้หลี่เหยียนเคยเห็นมาแล้ว เขาคือนายหมู่หวางผู้ติดตามของท่านนายพันหวง เป็นชาวมณฑลเจียวโจว ถนัดการใช้ดาบคู่ มีความเกรงขามและห้าวหาญยิ่งนัก นับว่าเป็นคนสนิทของนายพันหวงเลยทีเดียว
หลี่เหยียนชะโงกหน้ามองเข้าไป “ท่านนายพันหวงไม่อยู่หรือครับ?”
นายหมู่หวางส่ายหน้า “ท่านนายพันได้รับไอความเย็นจากในป่าจนเป็นไข้หวัด ยามนี้กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มิได้อยู่ที่ทำการครับ”
“ทว่าทุกท่านโปรดวางใจ เรื่องของพวกท่าน ท่านนายพันได้สั่งการไว้เรียบร้อยแล้ว ข้าตรวจสอบข้อมูลกับทางนครฉางอันแล้ว สามารถยกเลิกประกาศจับได้ทันที พรุ่งนี้หนังสือสั่งการจะถูกส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกแห่งครับ”
“ขอบพระคุณมากครับ!”
หลี่เหยียนรีบประสานมือขอบคุณ พร้อมถามแถมท้ายไปคำหนึ่ง “ท่านนายพันเป็นอะไรมากหรือไม่ครับ?”
นายหมู่หวางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีนัยสำคัญว่า “มิใช่โรคร้ายแรงอะไรหรอกครับ คาดว่าหากผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไป อาการคงจะดีขึ้นเองครับ”
“อ้อ”
หลี่เหยียนพลันเข้าใจได้ทันที จึงประสานมือกล่าวลาแล้วเดินจากไป
(จบแล้ว)