เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 105 - ความลึกลับในหมู่บ้านร้าง

บทที่ 105 - ความลึกลับในหมู่บ้านร้าง

บทที่ 105 - ความลึกลับในหมู่บ้านร้าง


บทที่ 105 - ความลึกลับในหมู่บ้านร้าง

“นี่มัน... เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

ซาหลี่เฟยเอ่ยด้วยความสงสัย ก่อนที่สีหน้าจะเริ่มย่ำแย่พลางด่าทอว่า “ไอ้ลูกหมาเอ๋ย หรือว่าตาแก่คนนั้นจะแกล้งชี้ทางผิดให้พวกเรากัน!”

ตาเฒ่าเมิ่งคนขับรถม้าส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่น่าจะใช่หรอก ข้าล่องเรือเดินทางมาทั่วหล้า การตั้งชื่อหมู่บ้านตามท้องที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันส่งเดช”

“ที่นี่เดิมทีควรจะเป็นชัยภูมิที่พิงขุนเขาหันหน้าเข้าหาน้ำ นับเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยชั้นเลิศ บางทีอาจจะเกิดเรื่องราวบางอย่างขึ้น...”

เขาเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินไปที่พงหญ้ารกชัฏข้างทาง ค้นหาอยู่ครู่หนึ่งก็ลากแผ่นไม้ผุๆ ออกมา

ภายใต้แสงจันทร์จางๆ พอมองเห็นตัวอักษรสามคำว่า ‘อู๋เจียโกว’

“พวกท่านรออยู่ที่นี่ ข้าจะเข้าไปดูเอง!”

หลี่เหยียนโบกมือส่งสัญญาณให้ขบวนหยุดรอ จากนั้นจึงกระตุกบังเหียน ควบม้าเข้าไปในหมู่บ้านอย่างช้าๆ

หมู่บ้านร้างในยามดึกสงัด ย่อมต้องระแวดระวังเป็นธรรมดา

หลี่เหยียนใช้มือซ้ายกดด้ามดาบไว้มั่น เตรียมพร้อมกระตุ้นพลังเหรียญปราบมารได้ทุกเมื่อ ส่วนมือขวาจีบดัชนีร่ายมนตราสัมผัสหยาง สูดลมหายใจเข้าลึก

พริบตานั้น กลิ่นไม้ผุ กลิ่นหญ้าสด และกลิ่นคาวของสัตว์เล็กสัตว์น้อยพุ่งเข้าสู่โสตประสาท แววตาที่ระแวดระวังของหลี่เหยียนจึงเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง

แม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีกลิ่นอายของวิญญาณร้าย

หลี่เหยียนควบม้าวนไปรอบหนึ่งก่อนจะกลับมาที่ปากทางหมู่บ้าน แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่มีอันใดหรอก คนในหมู่บ้านคงจะย้ายออกไปกันหมดแล้ว พวกเราเข้าไปเถิด คืนนี้พักแรมที่นี่กันก่อน”

ทุกคนจึงรีบบังคับม้าและรถลากเข้าสู่หมู่บ้าน

เป็นไปตามที่เห็น บ้านเรือนแต่ละหลังถูกทิ้งไว้จนว่างเปล่า อย่าว่าแต่ถ้วยชามรามไหเลย แม้แต่กรอบประตูหน้าต่างก็ยังถูกรื้อถอนเอาไปจนเกลี้ยง

ร่องรอยตามกรอบประตูและก้อนอิฐเริ่มมีมอสสีเขียวเกาะหนาเตอะ แสดงว่าชาวบ้านคงย้ายออกไปนานพอสมควรแล้ว

ใจกลางหมู่บ้าน มีสิ่งปลูกสร้างขนาดค่อนข้างใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่

เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ภายในนั้นว่างเปล่าไร้ร่องรอยสิ่งของ แม้แต่ป้ายชื่อบนประตูยังถูกถอดออกไป

หวังเต้าเสวียนจุดคบเพลิงพร้อมเผากิ่งอ้ายเฉ่า เดินสำรวจทั้งภายในและภายนอกอยู่หลายรอบ ก่อนจะลองลูบดูที่แท่นบูชาแล้วเดินออกมาส่ายหน้าพรางกล่าวว่า “ที่นี่คงเคยเป็นศาลบรรพบุรุษ ป้ายวิญญาณบรรพบุรุษถูกอัญเชิญออกไปตามพิธีกรรมที่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นการหนีตายอย่างลนลาน”

“คนในใต้หล้าล้วนรักถิ่นฐานบ้านเกิด ดูท่าคงจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ จนทำให้พวกเขาต้องอพยพกันไปทั้งหมู่บ้านเช่นนี้”

ซาหลี่เฟยได้ยินดังนั้นก็เกาศีรษะ “ยุ่งยากเสียแล้ว พวกเราไม่รู้แม้แต่บ้านของผู้อาวุโสอู๋ว่าอยู่หลังไหน ยิ่งหลุมศพของลูกเมียเขายิ่งไม่ต้องพูดถึง เรื่องนี้มันยังไงกันแน่...”

หลี่เหยียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง “พักผ่อนที่นี่สักคืนเถิด การอพยพคนทั้งหมู่บ้านเป็นเรื่องใหญ่โตย่อมต้องมีเบาะแสทิ้งไว้บ้าง พรุ่งนี้ค่อยออกไปสืบข่าวดู ตามหาผู้อาวุโสในพื้นที่ถามไถ่สักหน่อยคงได้ความ”

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงทำได้เพียงหยุดพักแรมชั่วคราว

พวกเขาช่วยกันผ่าฟืน ก่อไฟ ตั้งเตาหุงหาอาหาร และเลี้ยงอาหารสัตว์พาหนะ เพียงครู่เดียวเวลาก็ล่วงเข้าสู่ยามดึก

จากเหตุการณ์ที่นิ่วเป้ยเหลียง ทำให้เหล่าสัปเหร่อต่างเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ยามนี้แม้จะเป็นหมู่บ้านร้างทว่าก็นับว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย

เมื่อจิตใจเริ่มผ่อนคลาย เสียงกรนก็ดังสนั่นไปทั่วศาล

หลี่เหยียนและหวังเต้าเสวียนยังคงผลัดกันเข้าสมาธิและเฝ้ายามเช่นเดิม ศึกที่นิ่วเป้ยเหลียงทำให้พวกเขารู้ดีว่าเส้นทางยุทธภพช่างอันตรายนัก ฝีมือของพวกเขาในยามนี้ยังนับว่าห่างไกลจากคำว่ายอดฝีมือยิ่งนัก

เข้าสู่ช่วงครึ่งคืนหลังของยามจื่อ หวังเต้าเสวียนออกจากสมาธิ

เขาลืมตาขึ้นเห็นกองไฟยังคงลุกโชน ทว่าด้านนอกศาลบรรพบุรุษมีลมพัดพาความชื้นเข้ามา และเริ่มมีฝนตกลงมาปรอยๆ

หลี่เหยียนไม่ได้นั่งอยู่ข้างกองไฟ แต่เขายืนหันหลังให้หวังเต้าเสวียนอยู่ที่หน้าประตู ยืนนิ่งไม่ไหวติงพลางจ้องมองออกไปด้านนอก

ภาพที่เห็นนี้ หากเป็นคนธรรมดามาพบเห็นคงต้องสะดุ้งตกใจเป็นแน่

ทว่าหวังเต้าเสวียนพอจะคาดเดาได้ เขาเดินเข้าไปหาหลี่เหยียนแล้วถามเบาๆ ว่า “เห็นอีกแล้วหรือ?”

หลี่เหยียนพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม “ทิศทางเปลี่ยนไปแล้ว”

ท่ามกลางสายฝนยามราตรีนอกศาลบรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์พเนจรปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

ร่างกายยังคงซอมซ่อ เลือดโชกเต็มเสื้อผ้า ทว่ามือที่ชี้ไปนั้นกลับเบี่ยงทิศทางไปจากเดิม

หวังเต้าเสวียนมองตามไปยังทิศทางที่หลี่เหยียนระบุ “ทิศทางเปลี่ยนไป แสดงว่าคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว ผู้อาวุโสอู๋เคยบอกหรือไม่ว่าสำนักตั้งอยู่ที่ใด?”

หลี่เหยียนตอบว่า “เขาเทียนจู๋ซาน”

“อ้อ...”

หวังเต้าเสวียนนิ่งคิด ก่อนจะหยิบตำราภูมิศาสตร์โบราณขึ้นมาเปิดดูครู่หนึ่ง “มิน่าล่ะ สถานที่แห่งนี้ข้าพอจะได้ยินมาบ้าง แม้จะไม่ติดอันดับถ้ำสวรรค์ทว่าก็นับเป็นที่เร้นกายของเหล่านักพรตและผู้บำเพ็ญตบะ”

“เล่าขานกันว่าถ้ำบรรพบุรุษ ถ้ำเจ้าจ้าน และถ้ำเมิ่งเหลียงล้วนอยู่ในขุนเขาแห่งนี้ แท่นบูชาบรรพบุรุษของผู้อาวุโสอู๋ก็น่าจะอยู่ที่นั่นด้วย”

เห็นหลี่เหยียนยังคงขมวดคิ้วแน่น หวังเต้าเสวียนจึงยิ้มกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เมื่อถึงที่หมายย่อมมีทางออกเอง หลังจากจัดการฝังศพผู้อาวุโสอู๋เรียบร้อยแล้ว พวกเราค่อยเดินทางไปที่นั่นกัน”

“ถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งใดรออยู่ ทุกอย่างจะกระจ่างแจ้งเอง”

หลี่เหยียนพยักหน้าตอบรับ ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่สงบอย่างประหลาด

เมื่อมองดูครูบาอาจารย์พเนจรที่เลือดโชกและถูกโซ่ตรวนร้อยทะลุร่างกายผู้นั้น เขาก็เริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง

เกรงว่าเรื่องราวคงไม่ราบรื่นอย่างที่คิด...

............

“ทุกท่านวางใจพักผ่อนเถิด”

ซาหลี่เฟยสวมเสื้อคลุมกันฝนและงอบพลางหัวเราะร่า “ข้ากับท่านนักพรตไปครู่เดียวก็กลับ จะซื้อเหล้าดีอาหารอร่อยมาฝากพวกท่านด้วย”

ตาเฒ่าเมิ่งคนขับรถม้าหัวเราะชอบใจ “ถ้าอย่างนั้นข้าไม่เกรงใจละนะ ที่นี่อยู่ใกล้เขตเอ้อโจว อีกทั้งยังมีท่าเรือน้ำจืด เหล้าดีๆ คงมีไม่น้อย”

“ประเพณีของเอ้อโจว มักจะหมักเหล้าเหลืองในวันที่เก้าเดือนเก้า ยามนี้ใกล้จะถึงเทศกาลฉงหยาง เหล้าเหลืองของปีที่แล้วคงเพิ่งเปิดไห รสชาติน่าจะกำลังได้ที่ทีเดียว...”

“อาเมิ่ง ข้านับถือท่านจริงๆ!”

ซาหลี่เฟยจะเอ่ยอันใดได้อีก เขาชูนิ้วหัวแม่มือให้ทีหนึ่งก่อนจะควบม้าตามหวังเต้าเสวียนออกจากหมู่บ้าน หายลับไปท่ามกลางสายฝน

นี่คือแผนการที่วางไว้เมื่อเช้านี้

ซาหลี่เฟยมีประสบการณ์ในยุทธภพโชกโชน ส่วนหวังเต้าเสวียนก็เชี่ยวชาญขนบธรรมเนียมท้องถิ่น การให้ทั้งสองคนไปสืบข่าวร่วมกันย่อมช่วยเกื้อกูลและดูแลกันได้เป็นอย่างดี

ส่วนหลี่เหยียนที่มีพลังการต่อสู้สูงที่สุด ให้ปักหลักเฝ้าอยู่ที่หมู่บ้านร้าง เพื่อคอยคุ้มกันทุกคนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป ทุกคนที่เหลือก็เริ่มว่างเว้นจากการงาน

เหล่าสัปเหร่อดูจะผ่อนคลายขึ้นมาก ในเมื่อเดินทางมาถึงที่หมายแล้ว ก็เพียงแค่รอให้หวังเต้าเสวียนหาชัยภูมิทำเลทองให้เรียบร้อย จากนั้นพวกเขาก็แค่แบกโลงขึ้นเขาเพื่อจัดการงานศพให้สมบูรณ์ งานในครั้งนี้ก็จะถือเป็นอันเสร็จสิ้นเสียที

เนื่องจากเหตุการณ์เสี่ยงตายที่นิ่วเป้ยเหลียง หลี่เหยียนจึงรับปากว่าจะเพิ่มค่าจ้างให้พวกเขาอีกครึ่งหนึ่ง

ประกอบกับเวลายังเหลือเฟือ หากระหว่างทางขากลับสามารถหางานเล็กๆ น้อยๆ ทำเพิ่มได้อีก ปีนี้พวกเขาก็คงจะอยู่ดีกินดีไปตลอดทั้งปี

เมื่อจิตใจผ่อนคลาย บางคนก็จับกลุ่มนั่งคุยฟุ้ง บางคนก็นั่งฟังตาเฒ่าเมิ่งเล่าเรื่องลี้ลับแปลกประหลาดในยุทธภพ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสำราญดี

ส่วนทางด้านหลี่เหยียนนั้น เขาเดินแยกตัวออกมายังบ้านร้างที่อยู่ห่างจากศาลบรรพบุรุษพอสมควร จัดแจงวางขาตั้งกลองให้เข้าที่ แล้วจึงเปิดผ้าใบน้ำมันที่คลุมกลองเทพเมฆาออก

ตูม! ตูม! ตูม!

เพียงไม่นาน เสียงกลองก็ดังสนั่นหวั่นไหว จนฝุ่นบนหลังคาร่วงกราวลงมา

เนื่องจากหลี่เหยียนกำลังฝึกวิชาเสียงกัมปนาทกลองเทพเมฆา ยามฟาดมือลงไปเขาไม่ได้ใช้เพียงพลังซ่อนเร้นเท่านั้น ทว่ายังต้องร่ายมนตราคำว่า ‘โอม’ ไปพร้อมๆ กัน เสียงกลองจึงดังยิ่งกว่าปกติมาก จนได้ยินชัดเจนไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

เหล่าสัปเหร่อและคนขับรถม้าเริ่มชินชาไปเสียแล้ว พวกเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจ และบางครั้งยังแอบฟังอย่างเพลิดเพลินเสียด้วยซ้ำ

กลองวิเศษมีอานุภาพเขย่าขวัญสั่นวิญญาณ คนธรรมดาฟังทีแรกอาจจะรู้สึกรำคาญ ทว่าเมื่อเสียงกลองสงบลง จิตใจและความปรารถนาอันว้าวุ่นจะถูกขจัดไป ส่งผลให้ยามค่ำคืนนอนหลับสบายยิ่งกว่าเดิม

ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาแปลกใจคือ วันนี้เสียงกลองดูเร่งเร้าและมีจังหวะจะโคนอย่างประหลาด

ช้าสามจังหวะ เร็วสามจังหวะ และจังหวะสม่ำเสมออีกสามจังหวะ

“นี่คือท่วงทำนองกลองฉินฮั่น!”

ตาเฒ่าเมิ่งฟังความนัยออก เขาอัดยาสูบเข้าปอดก่อนจะอธิบายให้ทุกคนฟังว่า “วิชากลองฉินฮั่นนี้ ในเมืองเสียนหยางโด่งดังนัก คณะกลองมีมากมายทว่าท่วงทำนองล้วนเหมือนกัน”

“จังหวะแรกเรียกว่าเตรียมทัพ ท่วงทำนองช้าแต่อหังการและองอาจ จังหวะต่อมาเรียกว่าเข้าประจัญบาน ท่วงทำนองรวดเร็วราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม และจังหวะสุดท้ายคือฉลองชัย ท่วงทำนองสม่ำเสมอแต่แฝงไว้ด้วยความยินดีและพรั่งพรู...”

“ยังคงเป็นอาเมิ่งที่สายตาแหลมคม ความรู้กว้างขวางนัก”

“เรื่องแค่นี้นับเป็นอันใดได้ หากพวกเจ้าได้เห็นงานรวมพลกลองแห่งนครฉางอัน สนามรบที่เต็มไปด้วยธงทิวและเสียงกลองดุจสายฟ้าฟาดนั่นแหละถึงจะเรียกว่าของจริง...”

ไม่ต้องพูดถึงการสนทนาของเหล่าคนงาน ทว่ายามนี้หลี่เหยียนได้เข้าสู่ภวังค์แห่งการฝึกฝนแล้ว

ตูม ตูม ตูม!

เสียงกลองเร่งเร้าประสานกับคำบริกรรมเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง

กระแสพลังไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเขาราวกับกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้กล้ามเนื้อและพังผืดสั่นสะเทือนไปหมด ร่างกายรู้สึกชาหนึบ รูขุมขนทุกส่วนเปิดกว้าง เหงื่อไหลโชกประดุจสายน้ำ

หลี่เหยียนกัดฟันฝืนทน ทุกท่วงท่าที่ขยับเขยื้อนยังคงแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่เลย

การผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้งทำให้เขารู้ซึ้งว่า แม้ตนเองจะยังเยาว์วัยและถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในสายตาผู้อื่น ทว่าการเข่นฆ่าในยุทธภพไม่ได้สนใจว่าเจ้าจะอายุเท่าใด

หมัดของเขาต้องแข็งแกร่งกว่านี้

ดาบของเขาต้องรวดเร็วกว่านี้!

ยามนี้เมื่อมีเวลาว่าง เขาจึงต้องหาทางทะลวงด่านให้ได้

เรื่องการฝึกหมัดผีพั่วนั้นยังไม่สายเกินไป อีกทั้งหากไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ การฝึกตามตำราเพียงอย่างเดียวเกรงว่าจะหลงทางได้ง่าย

ทว่าพลังซ่อนเร้นคือสิ่งที่ต้องขัดเกลาอยู่ทุกวัน

ยามเคาะกลองเมื่อครู่ หลี่เหยียนเกิดความคิดพิลึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง ในเมื่อท่วงทำนองกลองฉินฮั่นประสานเข้ากับสมาธิสามารถใช้ข่มขวัญขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้

แล้วถ้าใช้มันในการขัดเกลาพลังซ่อนเร้นเล่า ผลลัพธ์จะยอดเยี่ยมเพียงใด?

คิดได้ก็ลงมือทำ นี่คือจุดแข็งของเขา

เขามีกายธรรมมหาโรช่วยเปลี่ยนถ่ายบาดแผล ทำให้เขาสามารถทดลองทำสิ่งที่คนทั่วไปมิกล้าทำ ทะลวงขีดจำกัดครั้งแล้วครั้งเล่า วรยุทธ์ที่ล้ำหน้าผู้อื่นก็ล้วนสร้างมาจากวิธีนี้เอง

เป็นไปตามคาด ท่วงทำนองกลองประสานกับเสียงคำรามให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

เขาสัมผัสได้ว่าพังผืดและเส้นเอ็นทั่วร่างสั่นสะเทือนไปพร้อมๆ กัน ร่างกายทั้งร่างราวกับกลายเป็นตัวกลองเสียเองที่สั่นไหวไปตามจังหวะ

ไม่เพียงเท่านี้ กลองฉินฮั่นคือกลองแห่งกองทัพ

เสียงกลองที่องอาจและฮึกเหิมทำให้เขาเข้าสู่สภาวะประหลาด ราวกับย้อนคืนสู่ยุคฉินฮั่น ยามออกศึกสงคราม เลือดลมพุ่งพล่านประดุจพญามังกร

ตูม!

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด เสียงกลองพลันหยุดลง

หลี่เหยียนร่างกายสั่นเทา กล้ามเนื้อขยับไหวเป็นจังหวะ เหงื่อไหลชุ่มจนเสื้อผ้าเปียกโชก แม้แต่บนพื้นดินก็ปรากฏรอยเท้าเปียกชื้นสองข้าง

พรวด!

เขารู้สึกแน่นหน้าอกจนต้องกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

ยามสูดลมหายใจเข้า รู้สึกเจ็บแปลบที่ทรวงอกและหน้าท้อง

หลี่เหยียนรู้ดีว่าเขาได้รับบาดเจ็บภายในแล้ว กล้ามเนื้อ กระดูก และพังผืดถูกเค้นจนถึงขีดสุด ส่วนอวัยวะภายในที่อ่อนไหวย่อมมิอาจทนทานต่อพลังสั่นสะเทือนมหาศาลนี้ได้

ทว่าเมื่อกายธรรมมหาโรหมุนวน อาการบาดเจ็บภายในก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว

เขาสัมผัสได้ถึงพลังซ่อนเร้นที่หนาแน่นและทรงพลังกว่าเดิม แววตาของหลี่เหยียนฉายแววยินดีปรีดายิ่งนัก

เขาเดิมพันถูกจริงๆ!

วิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งนัก

เทียบเท่ากับการฝึกฝนตามปกติหลายวันทีเดียว

ทว่าในความยินดี หลี่เหยียนก็แอบมีความกังวลอยู่บ้าง

วิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ดีจริง ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพลังของกายธรรมมหาโร เปรียบเสมือนการใช้ความทนทานของสมบัติล้ำค่ามาแลกกับตบะบารมี

ของวิเศษแห่งฟ้าดิน ไม่ใช่ของที่จะหากันได้ง่ายๆ...

ทว่าความลังเลนั้นก็อยู่เพียงชั่วครู่

หลี่เหยียนตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

เขาจะใช้วิธีนี้ในการเร่งสร้างกงลี่!

ของนอกกายต่อให้ล้ำค่าเพียงใด ก็สู้ชีวิตไม่ได้

หากยามเผชิญอันตรายแล้วพลังต่อสู้ไม่เพียงพอ นั่นแหละถึงจะต้องใช้ชีวิตแลกมาจริงๆ

แน่นอนว่าการฝึกฝนในวันนี้มาถึงขีดจำกัดแล้ว

ร่างกายของนักสู้เปรียบเสมือนสายธนู แม้จะมีกายธรรมมหาโรช่วย ทว่าก็ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา

หลังจากเก็บกลองเทพเมฆาเข้าที่เรียบร้อย หลี่เหยียนก็หยิบป้ายเทพพยัคฆ์ขึ้นมา กุมไว้ในมือพร้อมร่ายมนตราและก้าวย่างเจ็ดดาว พลางบริกรรมว่า “นั้วเกา! เปิดทางให้เหลนข้ากุมขังมังกรฟ้า หกกระดองมังกรเขียว หกเอี๊ยดดวงดารา หกปิ่งตำหนักแสง หกติงม่านหยิน...”

วูบ~

พริบตานั้น ลมพายุพัดกระโชกขึ้นรอบตัว

กลิ่นอายทั่วร่างของหลี่เหยียนถูกดูดซับเข้าไปในป้ายเทพพยัคฆ์อย่างรวดเร็ว!

ป้ายเทพพยัคฆ์นี้สามารถใช้ร่วมกับวิชาเดินเขาของเผ้าผูจื่อได้จริงๆ และให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าเดิม!

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมและแสงสลัวภายในบ้านร้าง

หลี่เหยียนยืนอยู่ภายในห้อง กลิ่นอายเลือนหายไปจนสิ้น อีกทั้งยังมีไอวิญญาณหยินแผ่ซ่านออกมาปกคลุม หากใครมองมาจากหน้าต่าง ย่อมจะเกิดภาพลวงตาเห็นเพียงเงาร่างเลือนลางราวกับไม่ใช่คน...

สภาวะเช่นนี้แทบจะไม่แตกต่างจากตอนที่โรวมิ่งจื่อใช้ ‘ยันต์ไม้ไผ่ไท่เสวียน’ เลยแม้แต่น้อย!

ทว่าแน่นอนว่าพลังจิตที่สูญเสียไปก็น่าตกใจเช่นกัน

หลี่เหยียนทนอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก็รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างรุนแรง แสงสว่างของการรวมจิตที่หว่างคิ้วเริ่มหม่นแสงลง

ฟึ่บ!

หลี่เหยียนจำต้องยกเลิกวิชา

ดูท่าคงต้องรีบสร้างหอฝึกตนให้เร็วที่สุดเสียแล้ว

ป้ายเทพพยัคฆ์นั้นทรงพลังจริง ทว่าการสูญเสียพลังจิตเช่นนี้เขายังรับมิไหว ยามปกติคงต้องใช้กิ่งหญ้าพยากรณ์ไปก่อนเพื่อมิให้กระทบต่อพลังต่อสู้

จากนั้นเขาจึงกุมป้ายเทพพยัคฆ์อีกครั้ง และเริ่มฝึกฝน ‘มนตราคุ้มกายพันตำลึง’ ร่ายมนตราและก้าวย่างเจ็ดดาวเช่นเดิม ทว่ากระบวนท่าและคำบริกรรมนั้นแตกต่างออกไป

“นั้วเกา! เบื้องซ้ายสะพายสามดารา เบื้องขวาสะพายสามกรงขัง ฟ้าพลิกดินคว่ำ เก้าวิถีล้วนถูกปิดกั้น...”

เมื่อบทมนตราสิ้นสุดลง กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

หลี่เหยียนไม่ได้ท้อถอย วิชาอาคมย่อมมิใช่เรื่องที่จะฝึกสำเร็จได้โดยง่าย

ภายในบ้านหลังเก่า เขาเพียรพยายามฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่า ค่อยๆ ทำความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงระหว่างบทมนตราและก้าวย่างเจ็ดดาวอย่างเงียบเชียบ...

ในขณะเดียวกัน ซาหลี่เฟยและหวังเต้าเสวียนก็มาถึงตัวเมืองเฟิงหยาง

“ท่านผู้เฒ่า รู้จักหมู่บ้านอู๋เจียโกวหรือไม่?”

“ไม่รู้ ไม่รู้!”

“น้องชาย ข้าขอถามเรื่องหมู่บ้านอู๋เจียโกวสักหน่อย...”

“ถามเรื่องนี้ทำไม อย่าหาเรื่องมาให้ข้าเลย!”

ในตอนแรกซาหลี่เฟยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพียงสุ่มถามใครสักคนก็น่าจะได้ความ ทว่านึกไม่ถึงว่าทุกคนจะพากันปิดปากเงียบและแสดงท่าทางหวาดกลัว

หวังเต้าเสวียนขมวดคิ้ว “ดูท่าการย้ายหมู่บ้านอู๋เจียโกว คงมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาแน่...”

“ข้าไม่เชื่อหรอก!”

ซาหลี่เฟยเริ่มมีโทสะ “พวกเขาไม่กล้าพูด ย่อมต้องมีคนที่กล้าพูด ท่านนักพรตตามข้ามา!”

เอ่ยจบ เขาก็พาหวังเต้าเสวียนเดินลัดเลาะไปตามถนนหนทางในเมือง

เขตซางโจวนั้นขึ้นตรงต่อมณฑลส่านซี โดยมีเมืองซางลั่วเป็นศูนย์กลาง

เนื่องจากเมืองเฟิงหยางมีด่านม่านชวนซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญ และเคยเป็นเขตพรมแดนระหว่างรัฐฉินและรัฐฉู่ ทำให้การค้าขายรุ่งเรืองมาก ความคึกคักจึงเป็นรองเพียงเมืองซางลั่วเท่านั้น

สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง บนท้องถนนมีรถม้าและขบวนขนส่งสัญจรไปมาไม่ขาดสาย

“ถึงแล้ว ร้านนี้แหละ!”

ซาหลี่เฟยพาลัดเลาะจนมาเจอร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ที่ฐานเสาหินหน้าร้านสลักรูปเมฆมงคลและดอกบัว

หวังเต้าเสวียนมองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือ ‘ร้านน้ำชายุทธภพ’

ร้านน้ำชายุทธภพนั้นมีความแตกต่างจากร้านน้ำชาทั่วไป

หากพูดให้เข้าใจง่าย นี่คือสถานที่รับส่งข่าวสารและเรื่องราวต่างๆ ในแวดวงยุทธภพนั่นเอง

ร้านประเภทนี้ไม่เคยขาดแคลนลูกค้า ทว่าหากคนธรรมดาหลงเข้าไป มักจะงงงวยไม่เข้าใจว่าคนข้างในกำลังทำสิ่งใดกัน และบ่อยครั้งมักจะถูกฟันค่าบริการอย่างเจ็บแสบ

“เชิญแขกผู้มีเกียรติด้านในขอรับ!”

ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เสี่ยวเอ้อก็เดินเข้ามาต้อนรับ

ซาหลี่เฟยทำมุทรามือประสานกันพลางยิ้มกล่าวว่า “คนในวงการมาเยือนถึงถิ่น ไม่จิบเหล้า ไม่จิบน้ำชา อยากจะหาคนรู้ความมาขอฟังลมเสียหน่อย”

เสี่ยวเอ้อพลันเข้าใจความนัย เขาสะบัดผ้าเช็ดหน้าสีขาวพาดบ่าแล้วตะโกนลั่นว่า “ชั้นสอง ห้องวายุ แขกสองท่าน น้ำชาหลงเหมิน!”

กล่าวจบก็นำทางทั้งสองเดินขึ้นไปยังชั้นบน

ณ ห้องโถงชั้นล่าง ตามโต๊ะในมุมอับสลัวมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด บ้างก็นั่งจิบน้ำชาเพียงลำพัง บ้างก็กระซิบกระซาบกันเสียงเบา ต่างคนต่างแอบชำเลืองมองผู้มาใหม่เพื่อคาดเดาถึงฐานะและฝ่าย

หวังเต้าเสวียนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เขาเดินตามซาหลี่เฟยและเสี่ยวเอ้อขึ้นไปยังชั้นบน พลางสังเกตเห็นทันทีว่าที่ชั้นสองทั้งสี่ทิศมีป้ายไม้แกะสลักคำว่า ‘วายุ, วนา, อัคคี, คีรี’ แขวนประดับอยู่

เขาเองก็เป็นคนในยุทธภพ แม้จะไม่เคยมาเยือนสถานที่เช่นนี้มาก่อน ทว่าก็พอจะรู้กฎเกณฑ์เบื้องต้นอยู่บ้าง...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 105 - ความลึกลับในหมู่บ้านร้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว