- หน้าแรก
- ปิดบังความรวยมาสามปี วันนี้ข้าขอกางเงินฟาดหน้าพวกเจ้า
- ตอนที่ 32 แห่กันมาไม่ขาดสาย
ตอนที่ 32 แห่กันมาไม่ขาดสาย
ตอนที่ 32 แห่กันมาไม่ขาดสาย
ตอนที่ 32 แห่กันมาไม่ขาดสาย
สถานการณ์ตอนนี้แม่งโคตรจะเหมือนพล็อตเรื่องในนิยายเป๊ะเลย
ตบลูกปุ๊บ พ่อแม่งก็โผล่มาปั๊บ เรียงคิวกันมาให้ตบไม่รู้จักจบจักสิ้น
หยางเฉินตบหน้าจางเฮ่อเสร็จก็กระโดดลงมาจากรถสปอร์ต
รถเบนซ์ มายบัค แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าตรงหน้า
คนขับรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตูให้จางหู่ก้าวลงมาอย่างสง่าผ่าเผย
ตามด้วยลูกสมุนชายฉกรรจ์อีกกว่าสามสิบชีวิตที่กรูกันลงมาจากรถตู้ทั้งสี่คัน
โอ้โห ยกโขยงกันมาซะน่าเกรงขามเชียว
ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป เจอขบวนแห่มาข่มขวัญแบบนี้ คงได้แต่ยืนขาพับขาอ่อน พูดอะไรไม่ออกแน่ๆ
บรรดาชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่บ้านข้างๆ ก็พากันยิ้มกริ่มอย่างสะใจ
"แห่กันมาอีกระลอกแล้วว่ะ แถมคนเยอะกว่าเดิมอีก คราวนี้ไอ้เด็กเวรนั่นไม่รอดแน่ๆ"
"เอ๊ะ พวกแกว่า... ถ้าเราลองไปตะล่อมขอบริจาคเงินตอนนี้ มันจะยอมจ่ายไหมวะ"
"มึงบ้าหรือเปล่าเนี่ย! ไม่เห็นหรือไงว่าพวกมันแห่กันมาเป็นโขยง ขืนมึงเข้าไปสอดตอนนี้ มีหวังได้เข้าไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลแน่"
"เออ ก็จริงว่ะ เรื่องเงินสร้างถนนสร้างวัดมันก็สำคัญอยู่หรอก แต่เอาชีวิตไปทิ้งมันก็ไม่คุ้ม"
"พวกเราก็ยืนดูเรื่องสนุกอยู่เงียบๆ ตรงนี้แหละดีแล้ว ไอ้เด็กนี่มันห้าวเกินไป มีคนมาช่วยสั่งสอนมันซะบ้างก็ดีเหมือนกัน ขืนมันไม่เจอดีซะบ้าง พวกเราคงกดหัวมันไม่ลงไปตลอดชาตินั่นแหละ"
...
เงินนี่แหละคือบ่อเกิดของความชั่วร้ายทั้งปวง
เพียงเพราะหยางเฉินปฏิเสธที่จะควักกระเป๋าบริจาคเงินสร้างถนนกับสร้างวัด เขาก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของคนทั้งหมู่บ้านอย่างไม่มีเหตุผล
จางเฮ่อรีบวิ่งแจ้นเข้าไปฟ้องพ่อตัวเองทันที
จางหู่เห็นรอยนิ้วมือแดงเถือกบนหน้าลูกชายก็โกรธจนลมออกหู แสยะยิ้มเย็นชาก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาหยางเฉิน
ลูกสมุนกว่าสามสิบชีวิตที่เดินตามหลังมา ก็กระจายกำลังกันปิดล้อมทางเข้าออกลานบ้านของหยางเฉินไว้จนมิด
แถมจางหู่ยังสั่งกำชับลูกน้องไม่ให้ปล่อยให้ชาวบ้านคนไหนเข้ามาใกล้ด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือ เขาไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่เขาคิดจะกว้านซื้อบ้านและที่ดินของหยางเฉินไงล่ะ
ขืนปล่อยให้ชาวบ้านรู้ เดี๋ยวพวกมันก็จะพากันสงสัยเรื่องโครงการรื้อถอนหมู่บ้านเอาได้
เพราะตามหลักความเป็นจริงแล้ว ไม่มีเศรษฐีหน้าไหนหรอกที่จะมาบ้าจี้ซื้อบ้านปูนเก่าๆ โทรมๆ ในหมู่บ้านแบบนี้โดยไม่มีเหตุผล
เหตุผลเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ ที่นี่กำลังจะถูกรื้อถอนเพื่อสร้างโครงการใหม่ และการมากว้านซื้อที่ดินไว้ล่วงหน้าในราคาถูก ก็เพื่อเอาไปโก่งราคาเรียกค่าเวนคืนสูงๆ ในภายหลังนั่นแหละ
จางหู่โบกมือเป็นสัญญาณให้เลขาหน้าห้องนำเอกสารสัญญาไปยื่นให้หยางเฉิน
เลขาหน้าห้องรีบทำตามคำสั่งอย่างรู้หน้าที่
จางหู่ยื่นคำขาด
"เซ็นชื่อซะ แล้วฉันจะยอมปล่อยแกไป แต่ถ้าแกดื้อดึง ฉันจะสั่งให้ลูกน้องหักขาแกทิ้ง แล้วก็สั่งรถไถมาพังบ้านแกให้ราบเป็นหน้ากลองซะ!"
หยางเฉินย้อนถาม
"โอ้โห ขู่กันแบบนี้เลยเหรอ แกคิดว่าบ้านเมืองนี้ไม่มีกฎหมายหรือไงฮะ"
จางหู่แค่นหัวเราะ
"หึหึ... กฎหมายงั้นเหรอ ลูกน้องฉันพวกนี้รับจ้างจัดการกับพวกหัวหมอไม่ยอมย้ายออกมากี่สิบกี่ร้อยรายแล้ว แกคิดว่าฉันจะไปกลัวกฎหมายบ้าบออะไรนั่นเหรอ บอกให้รู้เอาบุญนะเว้ย มือพวกมันน่ะเปื้อนเลือดมานักต่อนักแล้ว เรื่องรื้อถอนที่ดินน่ะ มันก็ต้องมีคนตายบ้างเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือไง"
ดูทรงแล้ว เมื่อก่อนไอ้แก่จางหู่นี่คงจะทำเรื่องเลวทรามต่ำช้ามาไม่น้อยเลยล่ะสิ
สันดานมันเสียจนเคยตัว จะไปพูดเรื่องเหตุผลหรือกฎหมายกับมัน ก็คงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
แต่ตอนนี้มันเล่นพาคนมากว่าสามสิบคน ถ้าขืนปะทะกันจริงๆ หยางเฉินคงเสียเปรียบยับเยินแน่ๆ
ถ้าเกิดพลาดท่าโดนพวกมันรุมกระทืบจนล้มลงไปล่ะก็ โอกาสจะได้ลุกขึ้นมายืนอีกครั้งคงริบหรี่เต็มที
ระบบส่งเสียงเตือน
"เอกสารโอนกรรมสิทธิ์หุ้นของกลุ่มบริษัทไห่เซิ่งกำลังเดินทางมาส่ง เจ้านายช่วยถ่วงเวลาไว้อีกนิดนะครับ"
หยางเฉินลอบยิ้มในใจ
ถ้างั้นก็แปลว่า ตอนนี้เขาได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่กุมอำนาจ 77% ของกลุ่มบริษัทไห่เซิ่งไปเรียบร้อยแล้วสินะ
ไอ้แก่จางหู่นี่กล้ามาทำกร่างต่อหน้าเจ้านายใหญ่ของตัวเอง นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ
หยางเฉินแกล้งถาม
"คุณคือจางหู่งั้นสิ"
จางหู่เชิดหน้าตอบ
"ใช่ ฉันจางหู่ รองประธานกรรมการบริหารและซีอีโอของกลุ่มบริษัทไห่เซิ่ง แถมฉันยังถือหุ้นของบริษัทอยู่ถึง 23% ซึ่งทำให้ฉันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของบริษัท เพราะงั้น แกอย่าริอ่านมาเล่นตุกติกกับฉัน แกไม่มีทางเอาชนะฉันได้หรอก ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดของแกในตอนนี้ก็คือ ฉันสั่งให้แกทำอะไร แกก็ต้องทำตามซะดีๆ"
ถึงกลุ่มบริษัทไห่เซิ่งจะยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่มูลค่าของบริษัทก็ไม่ใช่เล่นๆ
ได้ยินมาว่ามูลค่าประเมินของบริษัทสูงปรี๊ดถึงสองหมื่นล้านหยวนเลยทีเดียว
การที่จางหู่ถือครองหุ้นอยู่ 23% ก็เท่ากับว่าเขามีทรัพย์สินมูลค่าถึงสี่พันหกร้อยล้านหยวนเลยล่ะ
หยางเฉินนึกแผนการเล่นสนุกขึ้นมาได้แล้ว
หยางเฉินแสร้งทำเป็นยอมจำนน
"คุณจางหู่พูดถูกครับ ผมคงสู้คุณไม่ได้จริงๆ เอาเป็นว่า ผมยอมเซ็นให้เดี๋ยวนี้เลยครับ"
จางหู่กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ แล้วพยักหน้าให้เลขาหน้าห้องยื่นปากกาให้หยางเฉิน
หยางเฉินรับปากกามาจรดปลายปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไปในสัญญาอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะอ่านรายละเอียดในนั้นสักตัวอักษรเดียว
เลขาหน้าห้องดึงสัญญาใบนั้นกลับมา แล้วยื่นให้จางหู่ตรวจสอบ
จางหู่เห็นลายเซ็นของหยางเฉินก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เขาจัดการยัดสัญญาลงในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างมิดชิด ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องทั้งสามสิบกว่าชีวิต
"พวกแกไม่เห็นหรือไงว่าไอ้เด็กนี่มันตบหน้าลูกชายฉัน เอาคืนให้สาสมเป็นสองเท่า... ไม่สิ เอาคืนให้มันสักสิบเท่าไปเลย!"
หยางเฉินท้วง
"อ้าว ไหนแกว่าถ้าฉันยอมเซ็น แกก็จะปล่อยฉันไปไง พูดคำไหนไม่เป็นคำนั้นนี่หว่า"
จางเฮ่อด่าสวน
"มึงฝันกลางวันอยู่หรือไงวะ! สัญญากูก็จะเอา คนกูก็จะกระทืบ! เฮ้ย พวกมึง ลุยแม่งเลย กระทืบให้มันคุกเข่ากราบตีนกูให้ได้!"
"รับทราบครับลูกพี่!"
กลุ่มอันธพาลตอบรับเสียงแข็ง ก่อนจะกรูกันเข้าไปในลานบ้านอย่างบ้าคลั่ง
หยางเฉินเร่งระบบในใจ
"ระบบ เอกสารโอนหุ้นจะมาถึงเมื่อไหร่วะเนี่ย!"
ระบบตอบกลับทันที
"อีกสิบวินาทีครับ เจ้านายทนอีกอึดใจเดียวนะ!"
หยางเฉินตะโกนสุดเสียง
"จางหู่! คนมุงดูตั้งเยอะแยะ แกไม่กลัวโดนจับเข้าคุกบ้างหรือไง!"
จางหู่หันไปมองกลุ่มชาวบ้านที่ยืนอยู่ห่างออกไปกว่ายี่สิบเมตร แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"ระยะห่างขนาดนั้น แถมมีลูกน้องฉันบังมิดซะขนาดนี้ พวกมันไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็นอะไรหรอก แล้วฉันจะต้องกลัวอะไรวะ เดี๋ยวฉันก็แค่แต่งเรื่องว่าแกสะดุดล้มหัวฟาดพื้นเอง มีพยานตั้งเยอะแยะคอยช่วยยืนยันให้ ต่อให้แกไปแจ้งตำรวจ มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกโว้ย"
หยางเฉินสวนกลับ
"งั้นเหรอ แต่ฉันว่ากฎหมายบ้านเมืองมันก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่นะ อย่างพวกที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือพวกที่ทำตัวเป็นมาเฟียข่มขู่ชาวบ้านน่ะ ตำรวจเขาก็ต้องจัดการให้เด็ดขาดอยู่แล้ว แกคิดว่างั้นไหมล่ะ"
"ปี๊นๆๆ..."
ก่อนที่จางหู่จะได้อ้าปากเถียง เสียงแตรรถก็ดังแทรกขึ้นมาซะก่อน
ทุกคนหันขวับไปมองที่ต้นเสียงเป็นตาเดียว
รถยนต์สุดหรู โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม ขับนำขบวนรถเบนท์ลีย์และปอร์เช่อีกหลายคัน ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างช้าๆ
พอจางหู่เห็นป้ายทะเบียนรถโรลส์-รอยซ์คันนั้น เขาก็ถึงกับเข่าอ่อนจนแทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พยายามรวบรวมสติให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
จางเฮ่อกระซิบถามผู้เป็นพ่อ
"พ่อครับ ใครมาน่ะครับ"
จางหู่ตอบเสียงกระซิบ
"ท่านประธานมาเว้ย! ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป แกห้ามปริปากพูดอะไรเด็ดขาด เข้าใจไหม"
จางเฮ่อพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
"ครับๆ เข้าใจแล้วครับ..."
พูดจบ จางเฮ่อก็รีบหดหัวมุดกลับเข้าไปหลบอยู่หลังลูกสมุนทันที
บรรดาชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ก็เริ่มเปิดฉากซุบซิบนินทากันอีกครั้ง
"เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย มีรถหรูขับมาอีกแล้ว"
"แม่เจ้าโว้ย ไอ้หยางเฉินมันไปทำอีท่าไหนถึงได้ไปเหยียบตาปลาผู้ลากมากดีเข้าให้ล่ะเนี่ย แห่กันมาไม่ขาดสายเลย"
"ดูรถคันนั้นสิ ท่าทางจะแพงหูฉี่เลยนะเว้ย โลโก้แบบนั้นฉันเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเนี่ย"
"ไอ้โลโก้ตุ๊กตาบินได้นั่นมันรถโรลส์-รอยซ์นี่หว่า คันนึงเป็นสิบล้านเชียวนะเว้ย"
"เชี่ยเอ๊ย! นี่มันรถโรลส์-รอยซ์ในตำนานงั้นเหรอ! โห... คนที่ขับรถระดับนี้ได้ ต้องเป็นเศรษฐีระดับมหาเศรษฐีแน่ๆ"
"คราวนี้ไอ้หยางเฉินมันไม่รอดแน่ๆ เผลอๆ อาจจะไม่ได้โดนแค่กระทืบ แต่อาจจะถึงขั้นพิการเลยก็ได้มั้ง"
"ก็สมควรแล้วล่ะ พอมีเงินหน่อยก็ทำตัวกร่าง ไม่เห็นหัวใคร แถมยังใจจืดใจดำไม่ยอมช่วยเหลือส่วนรวมอีก ปล่อยให้มันโดนกระทืบจนพิการนอนเป็นผักอยู่บนเตียงไปตลอดชีวิตนั่นแหละดีแล้ว จะได้รู้ซึ้งว่าเงินน่ะ มันไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความตายได้เสมอไปหรอก!"
...
รถโรลส์-รอยซ์จอดสนิท
คนขับรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตูห้องโดยสารด้านหลัง
ชายชราผมสีดอกเลา สวมแว่นตากรอบทอง ก้าวลงมาจากรถอย่างช้าๆ
โดยมีเลขาหน้าห้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงแขนอย่างระมัดระวัง
ชายชราผู้นี้ก็คือ หลิวไห่เซิ่ง อดีตประธานกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทไห่เซิ่งนั่นเอง
ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถเบนท์ลีย์คันอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของกลุ่มบริษัทไห่เซิ่งทั้งสิ้น
จางหู่รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับหลิวไห่เซิ่งด้วยท่าทีนอบน้อมสุดชีวิต
"ท่านประธานครับ ลมอะไรหอบมาถึงนี่ครับเนี่ย" จางหู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
หลิวไห่เซิ่งขมวดคิ้ว
"อาหู่ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ"
จางหู่รีบแก้ตัว
"คือว่า... มีคนยืมเงินลูกชายผมไปแล้วไม่มีปัญญาใช้คืนครับ ก็เลยจะเอาบ้านกับที่ดินผืนนี้มาตีใช้หนี้แทน แต่ลูกชายผมยังเด็ก ประสบการณ์น้อย ไม่ค่อยรู้เรื่องเอกสารสัญญาพวกนี้ ผมก็เลยต้องลงมาช่วยดูให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีน่ะครับ"
หลิวไห่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
คนระดับแกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการธุรกิจมาอย่างโชกโชน มีหรือจะดูไม่ออกว่าไอ้จางหู่มันกำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่
หลิวไห่เซิ่งถามหยั่งเชิง
"อาหู่ ถ้าคุณกว้านซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ กะจะเอาไปโก่งราคาขายให้บริษัทสักเท่าไหร่ล่ะ"
จางหู่รีบปฏิเสธพัลวัน
"ท่านประธานเข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้เป็นคนซื้อนะครับ เขาเป็นคนเอาบ้านกับที่ดินมาขัดดอกใช้หนี้ลูกชายผมต่างหากล่ะครับ"
หลิวไห่เซิ่งยิ้มเยาะ
"หึหึ... คุณคิดว่าผมเป็นเด็กอมมือหรือไงฮะ ถึงได้กล้าเอาเรื่องโกหกพกหลมแบบนี้มาหลอกกันน่ะ ฮืม"
[จบตอน]