- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินระดับพระเจ้า กับ 8 ปีแห่งการสะสมสู่แสนล้าน
- บทที่ 24 - รูดบัตรเลยครับ
บทที่ 24 - รูดบัตรเลยครับ
บทที่ 24 - รูดบัตรเลยครับ
บทที่ 24 - รูดบัตรเลยครับ
หลิวเยี่ยนชุนเห็นจางเสี่ยวเหมิงเดินวุ่นไปมาก็รู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง
พอยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายหยิบขนมโปรดของเธอไปจนเกลี้ยง ก็ยิ่งทำให้เธอโกรธจนแทบทนไม่ไหว
ขนมตั้งเยอะแยะ เหลือแค่ถุงเดียวซึ่งเป็นของที่เธอชอบที่สุดแท้ๆ แต่จางเสี่ยวเหมิงกลับหยิบมันไปวางบนถาดเฉยเลย
ลูกค้าก็ไม่ใช่เกรดเอ แถมยังปิดการขายไม่ได้แน่ๆ แต่กลับยกขนมประเคนให้ไม่หยุด ขนมพวกนี้บริษัทไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือไง ถึงได้แจกจ่ายกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาขนาดนั้น?
"อุ๊ยตาย เสี่ยวจางจ๊ะ ลูกค้าเด็กกับผู้ใหญ่คู่นั้นเป็นญาติเธอเหรอจ๊ะ? ไม่มีข้าวกินหรือไงถึงต้องมาหาของกินเอาที่นี่?" หลิวเยี่ยนชุนจิกกัดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน คำพูดคำจาช่างฟังดูแสบหูน่ายิ่งนัก
จางเสี่ยวเหมิงรู้สึกโกรธจนตัวสั่น จะว่าตัวเธอเองเธอก็พอทนได้ แต่มาพูดจาแย่ๆ ถึงลูกค้าแบบนี้มันไม่เหมาะสมเลยไม่ใช่เหรอ?
เธอจึงสวนกลับไปทันทีว่า "พี่หลิวคะ ลูกค้าสองท่านนั้นมาดูบ้านค่ะ แล้วขนมพวกนี้ก็เตรียมไว้ให้ลูกค้าอยู่แล้ว ฉันหยิบออกไปมันคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ?"
หลิวเยี่ยนชุนไม่นึกเลยว่าจางเสี่ยวเหมิงจะกล้าเถียง เธอยืนเท้าสะเอวแล้วพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า "เตรียมไว้ให้ลูกค้าก็ถูกแล้ว แต่บริษัทจะเสียเงินเตรียมของพวกนี้ไว้ทำไมถ้าไม่ใช่เพื่อให้ลูกค้าควักเงินซื้อบ้าน? หยิบออกไปตั้งเยอะขนาดนั้น เธอแน่ใจเหรอว่าจะเซ็นสัญญาได้จริงๆ?"
เด็กใหม่ที่เพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วันแต่หวังจะปิดดีลได้เนี่ย ช่างเป็นเรื่องเพ้อฝันสิ้นดี
หลิวเยี่ยนชุนปักใจเชื่อไปแล้วว่าหลิวเหยียนหรานกับเด็กคนนั้นไม่มีทางซื้อบ้านแน่ๆ ก่อนจะพูดอวดอ้างอย่างภาคภูมิใจว่า "จริงด้วยเสี่ยวจาง เธอเห็นคุณหลิวมาหรือเปล่า?"
"คุณหลิว? คุณหลิวคนไหนคะ?" จางเสี่ยวเหมิงชะงักไป
"ก็คุณหลิวเหิงไงล่ะ นักธุรกิจใหญ่ระดับนั้นเธอยังไม่รู้จักอีกเหรอ มิน่าล่ะ มาทำงานตั้งนานแต่ยอดขายถึงได้ห่วยแตกแบบนี้ คุณหลิวเขาเป็นลูกค้าประจำของที่นี่นะ เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะซื้อบ้านแบบดูเพล็กซ์เพิ่มไปอีกหลังเอง"
พูดพลางหลิวเยี่ยนชุนก็ถอนหายใจอย่างปลาบปลื้ม "เฮ้อ จะว่าไปคนรวยนี่เขารวยจริงๆ นะ บ้านดูเพล็กซ์หลังหนึ่งตั้งสิบล้านกว่าหยวน"
จากนั้นเธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงโอ้อวด "เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณหลิวเพิ่งบอกว่าจะมาซื้อบ้านเพิ่มอีกสองหลัง ถ้าเธอเห็นคุณหลิวก็รีบแจ้งฉันทันทีนะ เข้าใจไหม? อย่าให้เสียเรื่องใหญ่ล่ะ"
นี่มัน ...
ในใจของจางเสี่ยวเหมิงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย แม้เธอจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายตั้งใจพูดกระแทกกระทั้น แต่เธอก็ยังรู้สึกโกรธอยู่ดี
จางเสี่ยวเหมิงพยักหน้าอย่างฝืนๆ "ค่ะ ทราบแล้วค่ะ พอดีฉันมีลูกค้าอยู่ ขอตัวไปดูแลลูกค้าก่อนนะคะ"
หลิวเยี่ยนชุนเห็นเธอจะเดินหนี ก็ก้าวขวางทางจางเสี่ยวเหมิงไว้พลางเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน "งั้นเธอก็ต้องดูแลพวกเขาให้ 'ดีๆ' ล่ะจ๊ะ"
พูดจบหลิวเยี่ยนชุนก็ไม่สนใจว่าจางเสี่ยวเหมิงจะรู้สึกยังไง เธอสะบัดก้นเดินนวยนาดจากไปทันที
จางเสี่ยวเหมิงอยากจะเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองเหมือนกัน แต่พูดไปเธอก็เป็นแค่พนักงานใหม่ เมื่อเทียบกับพนักงานเก่าที่มีฐานลูกค้าในมือเพียบ เธอก็เป็นได้แค่เศษผงเท่านั้น
ต่อให้ไปโวยวายกับผู้จัดการ เธอก็คงไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรอยู่ดี
เธอถือถาดขนมกลับมาที่โซนพักผ่อน จางเสี่ยวเหมิงวางถาดลงตรงกลางระหว่างหลิวเหยียนหรานกับเย่เซวียนเพื่อให้ทั้งสองหยิบได้สะดวก
เมื่อเธอเหลือบไปเห็นว่ากาแฟในถ้วยของหลิวเหยียนหรานใกล้จะหมดแล้ว เธอจึงรีบลุกขึ้นบอกว่า "เดี๋ยวฉันไปเติมกาแฟให้นะคะ"
หลิวเหยียนหรานรู้สึกประทับใจในตัวจางเสี่ยวเหมิงมากขึ้นไปอีก เธอยิ้มบางๆ แล้วบอกว่า "ขอบคุณสำหรับการบริการนะคะ แต่ฉันคงต้องบอกคุณก่อนว่า คนที่จะซื้อบ้านน่ะไม่ใช่ฉันหรอกค่ะ ฉันแค่พานายน้อยของฉันมาซื้อบ้านเท่านั้นเอง"
จางเสี่ยวเหมิงอึ้งกิมกี่ไปเลย
เธอกะพริบตาปริบๆ มองไปที่เย่เซวียน
น้องชายคนนี้หน้าตาหล่อเหลาน่ารักมากก็จริง แต่ดูอายุแล้วก็คงแค่เจ็ดแปดขวบเองมั้ง
เขาจะมาซื้อบ้านเนี่ยนะ ล้อเล่นหรือเปล่า?
ถ้าจะบอกว่าเอาชื่อเด็กมาใส่ในโฉนดก็พอจะเป็นไปได้อยู่
แต่ถึงอย่างนั้นจางเสี่ยวเหมิงก็ไม่ได้ดูถูกทั้งสองคนเลย
เธอกลับให้ความร่วมมือด้วยการเอียงคอมองเย่เซวียนแล้วถามด้วยน้ำเสียงสดใสว่า "น้องชายจ๊ะ น้องชอบบ้านหลังไหนล่ะ เดี๋ยวพี่สาวจะแนะนำให้เอง!"
เย่เซวียนพูดสวนกลับทันที "ช่วยแนะนำวิลล่าหมายเลขหนึ่งให้ผมหน่อยครับ"
วิลล่าหมายเลขหนึ่ง?
ในใจของจางเสี่ยวเหมิงรู้สึกขำเป็นบ้า
แต่เอาเถอะ ยังไงตอนนี้ก็ว่างอยู่แล้ว ถือว่าฝึกปรือฝีมือก็แล้วกัน จางเสี่ยวเหมิงปลอบใจตัวเองหลังจากที่แอบผิดหวังไปนิดหน่อย
"วิลล่าหมายเลขหนึ่งคือราชาแห่งตึกของโครงการเราเลยค่ะ ตั้งอยู่ตรงใจกลางของโซนวิลล่า พื้นที่ใช้สอยของตัวอาคารคือหนึ่งพันเจ็ดร้อยยี่สิบตารางเมตร แต่พื้นที่ใช้สอยจริงๆ มากกว่าสองพันสองร้อยตารางเมตรเลยทีเดียว ส่วนตัวบ้านก็มีอาณาบริเวณกว้างที่สุดในหมู่บ้าน รวมพื้นที่สวนหน้าบ้านและหลังบ้านแล้วมากกว่าเจ็ดร้อยตารางเมตรค่ะ"
จางเสี่ยวเหมิงพูดจาฉะฉานชัดเจน ในช่วงสองวันที่ไม่มีลูกค้ามา เธอก็ได้ท่องจำข้อมูลของบ้านทุกหลังที่ยังขายไม่ออกจนขึ้นใจ
"วิลล่าหมายเลขหนึ่งประกอบด้วยพื้นที่บนดินสี่ชั้น และมีสวนหย่อมแบบลดระดับลงไปใต้ดินอีกหนึ่งชั้นค่ะ
ชั้นหนึ่งมีห้องครัวสองห้อง คือครัวจีนและครัวตะวันตก ห้องนั่งเล่นใช้กระจกบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจรดเพดานเพื่อให้แสงสว่างส่องถึงได้อย่างเต็มที่
ทางทิศใต้มีห้องสำหรับผู้สูงอายุหนึ่งห้อง พร้อมห้องน้ำและห้องแต่งตัวในตัว แถมยังมีระเบียงเล็กๆ ทางทิศใต้อีกด้วยค่ะ
ชั้นสองและชั้นสามมีห้องนอนชั้นละสองห้อง และยังเวียนพื้นที่ไว้สำหรับทำเป็นห้องเด็กโดยเฉพาะด้วยค่ะ
ส่วนชั้นสี่ถูกออกแบบให้เป็นห้องดูดาว ภายในติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ทางดาราศาสตร์ไว้ให้โดยเฉพาะ ตอนกลางคืนสามารถนอนดูดาวดูดวงจันทร์ได้เลยค่ะ หลังคาห้องดูดาวก็สามารถเปิดปิดได้ จะใช้เป็นห้องอาบแดดเพื่อรับวิตามินยามเช้าก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยนะคะ
เนื่องจากทำเลของมันตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน และเพื่อความสมเกียรติของราชาแห่งตึก แสงแดดจึงส่องถึงได้โดยไม่มีอะไรบดบัง ทัศนียภาพรอบๆ ก็ถือว่าดีที่สุดเลยค่ะ"
จางเสี่ยวเหมิงเคยเข้าไปดูวิลล่าหมายเลขหนึ่งมาแล้ว ตอนนั้นเธอถึงกับตะลึงกับการตกแต่งภายในที่หรูหราสุดขีด
ชื่อดีไซน์เนอร์ต่างชาติพวกนั้นเธอจำไม่ได้หรอก แบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรูๆ ก็เรียกยากเกินไป แต่สัมผัสของหนังวัวชั้นดีบนโซฟาขนาดใหญ่ในห้องนั่งเล่นเนี่ย เธอจำได้แม่นเลย
มันทั้งนุ่มและลื่นมือ พอหย่อนก้นลงไปหนังก็จะยุบตัวลงตามน้ำหนักจนเกิดรอยย่นที่เป็นธรรมชาติสุดๆ
ตอนนั้นผู้จัดการเคยบอกพวกเธออย่างภาคภูมิใจว่า วิลล่าหมายเลขหนึ่งรวบรวมเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งระดับท็อปจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ด้วยกัน เป็นคฤหาสน์หรูอันดับหนึ่งของเมืองนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ว่าราคานั้น ... ก็คู่ควรกับคำว่าคฤหาสน์หรูจริงๆ
ฝ่ายขายตั้งราคาไว้ที่หนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวน โดยบอกว่าเป็นเลขมงคล
จางเสี่ยวเหมิงยังคงรัวข้อมูลอย่างกระตือรือร้น แต่เย่เซวียนกลับเริ่มฟังจนง่วง
เขาขัดจังหวะคำพูดของจางเสี่ยวเหมิงพลางบอกว่า "ตกลงครับ งั้นผมเลือกหลังนี้แหละ"
"เอ๊ะ?" จางเสี่ยวเหมิงอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เมื่อกี้เธอได้ยินอะไรนะ?
เด็กแปดขวบบอกว่าจะซื้อวิลล่าหมายเลขหนึ่งราคาหนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวนเนี่ยนะ?
"คือว่า ... ฉันยังไม่ได้แจ้งราคาให้คุณทราบเลยนะคะ?" จางเสี่ยวเหมิงเผลอใช้คำสุภาพออกมาโดยไม่รู้ตัว
นั่นมันหนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวนเลยนะ
ต่อให้เด็กคนนี้จะรวยแค่ไหน ก็ไม่น่าจะมีเงินเยอะขนาดนี้หรอกมั้ง?
เย่เซวียนหยิบบัตรสีดำใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ "ไม่จำเป็นครับ คุณเอาบัตรนี้ไปรูดได้เลย ไม่มีรหัส"
เมื่อเห็นบัตรสีดำตรงหน้า จางเสี่ยวเหมิงไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปรับ เธอรู้สึกช็อกจนสติแทบจะหลุดลอยไปแล้ว
กลับเป็นหลิวเหยียนหรานที่ไอออกมาเบาๆ เพื่อเตือนสติ "รับไปสิคะ บัตรไม่มีรหัส คุณรูดได้เลยค่ะ"
จางเสี่ยวเหมิงรีบหยิบบัตรใบนั้นแล้ววิ่งตรงไปยังแผนกการเงินทันที
พอเข้าสู่โซนทำงาน เธอก็เกือบจะวิ่งชนเข้ากับผู้จัดการเข้าอย่างจัง
ผู้จัดการกำลังพาผู้จัดการใหญ่เดินตรวจดูความเรียบร้อยของสำนักงานขาย พอเห็นจางเสี่ยวเหมิงวิ่งหน้าตั้งมาแบบนั้นก็ขมวดคิ้วดุว่า "ดูสิ วิ่งกระหืดกระหอบแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน? เธอเป็นที่ปรึกษาด้านการขาย เป็นหน้าตาของบริษัทนะ ต้องรู้จักสำรวมกิริยาท่าทางอยู่ตลอดเวลาสิ"
จางเสี่ยวเหมิงพยักหน้าหงึกๆ อย่างรวดเร็ว เธอเขย่าบัตรสีดำในมือด้วยความตื่นเต้น "ผู้จัดการคะ ฉันขายวิลล่าหมายเลขหนึ่งได้แล้วค่ะ!"
"ก็แค่ขายวิลล่าหมายเลขหนึ่งได้ ... เอ๊ะ! จะตื่นเต้นอะไรขนาด ... " ผู้จัดการกำลังจะพ่นคำดุที่เตรียมไว้ต่อ แต่แล้วเขาก็ชะงักไป
ยายหนูคนนี้ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?
ขายอะไรออกไปนะ?
"อะไรนะ!"
"เดี๋ยวก่อน เธอพูดว่าขายอะไรออกไปนะ?"
อย่าว่าแต่ผู้จัดการเลย แม้แต่ผู้จัดการใหญ่ก็ยังต้องถามซ้ำอีกรอบ
"วิลล่าหมายเลขหนึ่งค่ะ!" จางเสี่ยวเหมิงโพล่งออกมา
ในขณะเดียวกัน หลิวเยี่ยนชุนที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดี ก็ได้ยินสิ่งที่จางเสี่ยวเหมิงพูดเข้าเต็มสองหู
เธอรีบเดินออกมาทันที "ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย? แค่เด็กคนเดียวกับผู้หญิงคนนั้นเนี่ยนะจะซื้อวิลล่าหมายเลขหนึ่งไหว? เธอโดนเขาหลอกเข้าให้แล้วหรือเปล่า?"
พอเดินเข้ามาใกล้ หลิวเยี่ยนชุนก็เพ่งมองบัตรสีดำในมือของจางเสี่ยวเหมิงอย่างละเอียด สัญลักษณ์บนบัตรไม่ใช่โลโก้ธนาคารที่เธอคุ้นเคยเลยสักนิด
"อุ๊ยตาย เธอโตขนาดนี้แล้วดูไม่ออกเหรอว่าบัตรธนาคารมันหน้าตาเป็นยังไง? เอาบัตรแบบนี้ไปรูดที่ฝ่ายการเงิน ถ้ามันรูดผ่านก็แปลกแล้วล่ะ!"
ผู้จัดการใหญ่ขมวดคิ้ว บัตรสีดำใบนี้เขาก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่เมื่อมองดูพื้นผิวและสัมผัสของบัตร เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาบางอย่าง
เขาจึงตัดสินใจบอกว่า "ในเมื่อลูกค้าสั่งมาแบบนั้น พวกเธอก็เอาไปให้ฝ่ายการเงินลองรูดดูสิ"
ทุกคนไปยืนอออยู่หน้าห้องการเงินเพื่อรอฟังผล
หลิวเยี่ยนชุนย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสทองที่จะได้เยาะเย้ยจางเสี่ยวเหมิงแบบนี้แน่นอน
"เหอะๆ เดี๋ยวนี้บริษัทเราลดเกณฑ์รับพนักงานลงเรื่อยๆ หรือไงนะ รับพนักงานแบบไหนเข้ามากันเนี่ย ความรู้ก็ไม่มี แล้วจะไปขายคฤหาสน์หรูได้ยังไงกัน?"
ผ่านไปเพียงสองสามนาที จางเสี่ยวเหมิงก็เดินออกมาพร้อมกับสลิปใบหนึ่งในมือ
"สำเร็จแล้วค่ะ รูดผ่านจริงๆ ด้วย!" จางเสี่ยวเหมิงพูดพลางยื่นสลิปในมือให้ผู้จัดการใหญ่ดู
ผู้จัดการใหญ่มองดูตัวเลขศูนย์ที่เรียงยาวเป็นตับบนสลิป หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"ลูกค้าท่านนี้ไม่ได้ต่อราคาเลยเหรอ?"
หนึ่งพันแปดร้อยล้านคือราคาที่ฝ่ายขายตั้งเอาไว้ ถ้าเจอคนที่อยากได้จริงๆ ราคาก็ยังคุยกันได้
แต่ตอนนี้ราคาปิดดีลกลับเป็นหนึ่งพันแปดร้อยล้านเต็มจำนวน ...
คนที่กล้าควักเงินมหาศาลขนาดนี้ซื้อบ้านโดยไม่ต่อราคาเลยแม้แต่หยวนเดียวเนี่ย จะต้องเป็นมหาเศรษฐีระดับไหนกันนะ
"เสี่ยวจาง รีบพาฉันไปพบคุณเย่คนนี้หน่อยสิ วางใจได้เลยนะ ครั้งนี้เธอสร้างผลงานใหญ่ให้กับบริษัท คอมมิชชันกับโบนัสของเธอไม่มีทางน้อยแน่นอน" ผู้จัดการใหญ่รีบแสดงท่าทีทันที
เพื่อนร่วมงานทุกคนต่างมองจางเสี่ยวเหมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา บ้านราคาสิบแปดร้อยล้านหยวน คอมมิชชันจะได้เท่าไหร่กันเนี่ย!
ต่อให้ได้แค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินถึงสิบแปดล้านหยวนแล้ว!
เงินจำนวนนี้สามารถซื้อบ้านดีๆ ในเทียนเยว่หว่านได้ตั้งหลายหลังเลยนะ
หลิวเยี่ยนชุนรู้สึกเหมือนเห็นกองธนบัตรจำนวนมหาศาลปลิวหายไปต่อหน้าต่อตา เธอถึงกับร้องโฮออกมาด้วยความเสียใจ
ลูกค้าคนนั้นเธอเป็นคนผลักไสออกไปเองกับมือแท้ๆ
มันช่างน่าเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดออกมาจริงๆ
[จบแล้ว]