- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินระดับพระเจ้า กับ 8 ปีแห่งการสะสมสู่แสนล้าน
- บทที่ 25 - นี่เพื่อนร่วมชั้นลูกเหรอ?
บทที่ 25 - นี่เพื่อนร่วมชั้นลูกเหรอ?
บทที่ 25 - นี่เพื่อนร่วมชั้นลูกเหรอ?
บทที่ 25 - นี่เพื่อนร่วมชั้นลูกเหรอ?
ผู้จัดการใหญ่เดินตามหลังจางเสี่ยวเหมิงมาที่โซนพักผ่อน พอเห็นหลิวเหยียนหรานกับเย่เซวียนเขาก็ถึงกับอึ้งไป
"แล้วคุณเย่อยู่ไหนล่ะครับ?"
ที่นี่มีแค่ผู้หญิงหนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคน แล้วคุณเย่อยู่ไหนล่ะ?
อยู่ไหนกัน?
จางเสี่ยวเหมิงชี้ไปที่เย่เซวียน "ท่านนี้แหละค่ะคือคุณเย่"
ผู้จัดการใหญ่คิดว่าตัวเองผ่านโลกมาเยอะแล้ว แต่ในวินาทีนี้เขากลับรู้สึกมึนงงไปหมด
เด็กแปดขวบซื้อบ้านราคาหนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวนโดยไม่ต่อราคาเนี่ยนะ?
อย่าว่าแต่เขาไม่เคยได้ยินเลย ต่อให้พลิกหาทั่วประเทศก็คงไม่มีที่ไหนมีเรื่องแบบนี้แน่
เด็กน่ะมีบ้านในชื่อตัวเองได้ก็จริง แต่มันต้องเป็นการซื้อด้วยเงินสดทั้งหมดและระบุชื่อลงไป โดยเงินเหล่านั้นต้องเป็นพ่อแม่ที่จ่ายล่วงหน้าให้
เรื่องนี้มันเหนือความคาดหมายและเกินกว่าขอบเขตความรู้ของเขาไปไกลลิบเลยทีเดียว
"คุณเย่ครับ ยินดีด้วยนะครับที่คุณได้กลายเป็นลูกค้าผู้ทรงเกียรติที่สุดของบริษัทเรา ผมเป็นผู้จัดการใหญ่ของที่นี่ ไม่ทราบว่าเที่ยงนี้ผมจะพอมีโชคได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับคุณสักมื้อไหมครับ?" ผู้จัดการใหญ่เอ่ยถามด้วยความเคารพอย่างสูง
เย่เซวียนเหลือบมองเวลาแล้วโบกมือปฏิเสธ "นี่มันเพิ่งกี่โมงเอง? อีกอย่าง ผมบอกตอนไหนว่าจะไป บ้านยังซื้อไม่เสร็จเลย ผมจะไปได้ยังไง!"
เย่เซวียนมองดูข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าต่างโปร่งแสง
[ตรวจพบว่าโฮสต์ใช้จ่ายสำเร็จหนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวน เปิดใช้งานทักษะเงินคืนสิบเท่า ได้รับเงินคืนหนึ่งหมื่นแปดพันล้านหยวน!]
เงินคืนหนึ่งหมื่นแปดพันล้านหยวนทันที!
มีโอกาสแบบนี้ ทำไมไม่รูดให้หนักๆ ไปเลยล่ะ?
ผู้จัดการใหญ่ไม่สนใจเลยที่เย่เซวียนมีท่าทางไม่เป็นมิตร แต่เขากลับตกตะลึงกับประโยคสุดท้ายมากกว่า
บ้านยังซื้อไม่เสร็จ?
หมายความว่ายังไง?
ก็รูดบัตรไปแล้วนี่นา!
จางเสี่ยวเหมิงเองก็สงสัยจึงก้าวเข้ามาถาม "คุณมีจุดไหนที่ไม่พอใจเกี่ยวกับวิลล่าหมายเลขหนึ่งหรือเปล่าคะ?"
เย่เซวียนส่ายหน้าพลางชี้ไปที่โมเดลจำลองหมู่บ้านแล้วบอกว่า "ผมอุตส่าห์เสียเวลามาทั้งทีก็ไม่อยากจะเลือกให้มันยุ่งยาก บ้านที่เหลืออยู่ทั้งหมดนั่นน่ะ ผมเหมาหมดเลย!"
เหมาหมดเลย?
บ้านตั้งหลายสิบหลัง ไม่ถามอะไรเลยแต่จะเหมาไปดื้อๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
ความรู้สึกนึกคิดของคนรวยสมัยนี้มันช่างเข้าใจยากจริงๆ แต่ความคิดของเด็กที่รวยเนี่ย ...
มันช่างลึกล้ำสุดขอบจักรวาลเลยจริงๆ!
พูดจบเย่เซวียนก็เงยหน้าขึ้น ชี้ไปที่จางเสี่ยวเหมิงแล้วบอกกับผู้จัดการใหญ่ว่า "พนักงานคนนี้ทำหน้าที่ได้ดีมาก ยอดขายทั้งหมดนี้ยกให้เป็นของเธอนะ เข้าใจใช่ไหม?"
ผู้จัดการใหญ่รีบพยักหน้าหงึกๆ "แน่นอนครับท่าน บริษัทเรามีสวัสดิการที่ดีมาก รับรองว่าจะไม่มีทางปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไม่เป็นธรรมเด็ดขาดครับ"
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้จางเสี่ยวเหมิงได้ลูกค้าที่รวยล้นฟ้าขนาดนี้มา ผู้จัดการใหญ่แทบจะอยากอุ้มเธอไว้บนหิ้งด้วยซ้ำ ใครจะกล้าไปรังแกเธอกันล่ะ
"มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบไปเตรียมสัญญาสิ?" ผู้จัดการใหญ่ขยิบตาให้จางเสี่ยวเหมิง
การซื้อบ้านตั้งเยอะขนาดนี้ต้องรีบตีกเหล็กตอนที่ยังร้อนอยู่ เซ็นสัญญาให้เสร็จ รับเงินให้ครบก่อนค่อยว่ากัน
ในใจของผู้จัดการใหญ่ลิงโลดเป็นที่สุด บ้านในโครงการปิดยอดขายได้ก่อนกำหนดแบบนี้ ทางสำนักงานใหญ่ต้องปลาบปลื้มและมีรางวัลให้แน่นอน
เรื่องตำแหน่งที่หวังจะเลื่อนขั้นในวันนี้ ถือว่านอนมาเลยล่ะ
หลิวเหยียนหรานเองก็นึกไม่ถึงว่าเย่เซวียนจะรวยมหาศาลขนาดนี้ ดีนะที่เธอมีวุฒิภาวะพอถึงไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตกใจออกมาต่อหน้าผู้คน
ซื้อราชาแห่งตึกไม่พอ ยังจะเหมาทั้งโครงการเขาอีก
นายน้อยคะ ท่านจะโชว์ป๋าขนาดนี้มันจะดีจริงๆ เหรอคะ?
ในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่นั้น ก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนเดินเข้ามาในสำนักงานขาย
พอเข้ามาเขาก็จ้องมองพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ตาไม่กะพริบ สายตาแทบจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว "น้องสาวจ๊ะ พนักงานขายที่ชื่อหลิวเยี่ยนชุนอยู่ไหม? พี่จะมาซื้อบ้านน่ะ"
หลิวเยี่ยนชุนที่ร้องไห้จนตาบวมปูดเป็นลูกมะเขือเทศ พอเห็นคุณหลิวมาถึงเธอก็รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พุ่งเข้าไปหาทันที "คุณหลิวคะ ในที่สุดคุณก็มาเสียที!"
คุณหลิวยิ้มแป้นบอกว่า "สัญญาว่าจะมาก็ต้องมาสิ ไม่ผิดคำพูดอยู่แล้ว เธอเก็บบ้านไว้ให้พี่ใช่ไหมล่ะ?"
หลิวเยี่ยนชุนพยักหน้า "ฉันเก็บห้องที่ทำเลและผังห้องดีที่สุดไว้ให้คุณเลยค่ะ แถมราคาก็ลดให้ต่ำที่สุดแล้วด้วย ตกลงไหมคะ?"
พูดจบหลิวเยี่ยนชุนก็เตรียมจะไปพิมพ์สัญญา อย่างน้อยวันนี้ถึงจะเสียดีลยักษ์ไปอย่างปริศนา แต่ถ้าขายได้สักสองหลังก็พอจะช่วยเยียวยาจิตใจได้บ้าง
แต่พอเธอจะสั่งพิมพ์สัญญา เธอก็พบว่าในระบบระบุว่าบ้านทุกหลังถูกขายหมดเกลี้ยงแล้ว
เธอรีเฟรชหน้าจออยู่หลายครั้ง ถึงขั้นรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ใหม่ไปรอบหนึ่ง แต่มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
คุณหลิวเริ่มรอจนรำคาญจึงเร่งเร้าว่า "ทำให้มันเร็วๆ หน่อยสิ เซ็นสัญญาเสร็จพี่ยังมีธุระต้องไปทำต่อนะ!"
สีหน้าของหลิวเยี่ยนชุนดูแย่มาก "ระบบไม่มีทางผิดพลาดแน่ๆ แต่ตอนนี้มันขึ้นว่าขายหมดเกลี้ยงแล้ว เป็นไปได้ยังไงกัน?"
พอคุณหลิวได้ยินว่าบ้านขายหมดแล้วเขาก็ไม่ยอมทันที ตบโต๊ะฉาดแล้วตะโกนลั่น "หมายความว่ายังไง จะเล่นตลกกับผมเหรอ! ในเมื่อผมจองเอาไว้แล้ว แต่ตอนนี้คุณกลับบอกว่าขายให้คนอื่นไปแล้ว นี่มันคือการฉ้อโกงชัดๆ ขายบ้านหลังเดียวให้คนสองคนเหรอ!"
"รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันไปถามหัวหน้าให้ค่ะ" หลิวเยี่ยนชุนตกใจจนหน้าถอดสีรีบบอกออกไป
ทางด้านจางเสี่ยวเหมิงพิมพ์สัญญาออกมาเรียบร้อยแล้ว เย่เซวียนก็ทะยอยเซ็นชื่อลงไปทีละใบจนครบ
เย่เซวียนหยิบบัตรออกมาอีกครั้งแล้วยื่นให้จางเสี่ยวเหมิง "ไปรูดบัตรเถอะครับ"
ตอนนี้เขาแค่อยากจะรีบซื้อให้เสร็จเพื่อจะได้กลับไปพักผ่อนสักหน่อย
การชอปปิงแบบสายเปย์ขั้นเทพแบบนี้ มันช่างน่าเบื่อจริงๆ เลย
ถ้าคนอื่นได้ยินความคิดของเขาเข้าล่ะก็ คงได้อกแตกตายกันตรงนั้นแน่ๆ
การชอปปิงแบบนี้ถ้าท่านไม่ชอบ ก็ให้พวกเรามาทำแทนเถอะครับ!
ในจังหวะนั้นเอง หลิวเยี่ยนชุนก็พาคุณหลิวเดินเข้ามา
พอคุณหลิวเห็นผู้จัดการเขาก็ปรี่เข้าไปหาด้วยความโกรธ "ผู้จัดการเฉิน นี่มันเรื่องอะไรกัน พนักงานขายของพวกคุณบอกว่าจะเก็บบ้านไว้ให้ผมแล้วทำไมถึงขายให้คนอื่นไปได้ล่ะ?"
ผู้จัดการมึนงงไปวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก "คุณหลิวครับ คุณได้วางเงินจองไว้หรือเปล่าครับ? ถ้ามีรบกวนเอาใบเสร็จออกมาดูด้วยครับ แต่ถ้าไม่มี การตกลงด้วยปากเปล่ามันไม่มีผลทางกฎหมายนะครับ เรื่องนี้คุณก็น่าจะทราบดีไม่ใช่เหรอ?"
คุณหลิวถึงกับพูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้หลิวเยี่ยนชุนเคยเร่งให้เขามาวางเงินจองจริงๆ นั่นแหละ
แต่เขาคิดว่าตลาดอสังหาฯ ตอนนี้ไม่ได้คึกคักอะไรขนาดนั้น แถมถ้าจ่ายเงินไปแล้วอยากจะถอนจองมันก็ยุ่งยากลำบาก เลยไม่ได้มาจ่าย
"พวกเราก็คนรู้จักกันนะ ผมซื้อบ้านผ่านมือคุณมาตั้งหลายหลังแล้ว ตอนนี้คุณกลับมาบอกว่าการตกลงด้วยปากเปล่าไม่มีผลเนี่ยนะ?"
ผู้จัดการรู้สึกระอาใจอย่างยิ่ง เขาผายมือพลางบอกว่า "พวกเราเป็นบริษัทในเครือกลุ่มธุรกิจใหญ่ ระบบมันถูกตั้งมาโดยบริษัท พวกเราแค่ทำตามหน้าที่ ถ้าคุณไม่ทำตามกฎแล้วจะมาขอให้ผมช่วยเห็นแก่ความเป็นคนรู้จักกัน มันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลไปหน่อยไหมครับ?"
ผู้จัดการพูดจามีเหตุมีผลชัดเจน
"เอาอย่างนี้แล้วกัน คุณไปเรียกคนที่ซื้อบ้านหลังนั้นมา ผมจะคุยกับเขาเอง! ถึงตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นสำนักงานขายก็ไม่ต้องมายุ่ง ผมไม่เชื่อหรอก! ผมเองก็พอจะมีหน้ามีตาในย่านนี้เหมือนกันนะ ถ้าต้องฉีกหน้ากันจริงๆ มันคงไม่ดีกับฝ่ายไหนทั้งนั้นแหละ!"
คุณหลิวพูดพลางถลกแขนเสื้อขึ้น ทำท่าทางเหมือนเตรียมจะเปิดศึกเจรจาอย่างเต็มที่
ผู้จัดการมองดูท่าทางเหมือนพวกนักเลงข้างถนนของเขาแล้วแค่นหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า "คุณวางใจเถอะครับ คุณจะทำอะไรพวกเราก็ห้ามไม่ได้หรอก แต่ในฐานะคนรู้จักกัน ผมมีเรื่องบางอย่างที่ต้องบอกให้คุณทราบหน่อยนะ คุณก็ลองไปตรองดูเอาเองแล้วกัน"
ผู้จัดการจึงเล่าเรื่องที่เย่เซวียนซื้อวิลล่าหมายเลขหนึ่ง และเหมาบ้านที่เหลือทั้งหมดในเทียนเยว่หว่านไปจนหมดโครงการ
"สุภาพบุรุษท่านนั้นจ่ายเงินสดเต็มจำนวนทีเดียวจบครับ คนระดับนี้เนี่ย คุณแน่ใจเหรอว่าจะขอพบเขาจริงๆ?"
ผู้จัดการจงใจเน้นย้ำถึงบารมีทางการเงินของเย่เซวียนออกมา
คุณหลิวไม่ใช่เหรอที่ชอบทำตัวกร่าง คิดว่าตัวเองมีหน้ามีตาในย่านนี้?
งั้นเรามาดูชมกันหน่อยสิว่า หน้าตาของคุณเนี่ยมันจะใหญ่กว่าเงินหยวนของเขาหรือเปล่า
มหาเศรษฐีระดับนี้ แค่สะบัดนิ้วเบาๆ ก็มีเงินโปรยออกมาเลี้ยงคนได้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว
การไปหาเรื่องคนรวยล้นฟ้าขนาดนี้ ไม่มีทางจบสวยแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจของคุณหลิวก็อยู่ในเมืองนี้เหมือนกัน ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ใครจะเป็นฝ่ายที่อยู่ไม่ได้กันแน่ เรื่องแค่นี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
สิ่งที่ผู้จัดการคิดได้ คุณหลิวเองย่อมรู้ดีกว่าใครเพื่อน
เพราะมันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเองโดยตรง เขาจึงคิดได้ครอบคลุมยิ่งกว่า
ที่เขาทำไปเมื่อกี้ก็แค่กะจะขู่เล่นๆ เท่านั้นแหละ ถ้าให้ลงมือจริงๆ เขาก็คงไม่กล้าหรอก
พอได้ฟังดังนั้นเขาก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น บ้าเอ๊ย คฤหาสน์หรูราคาหนึ่งพันแปดร้อยล้านหยวนบอกซื้อก็ซื้อเลยเหรอ?
บ้านที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็เหมาหมดเลยเนี่ยนะ?
นี่มันคนจริงระดับไหนกันเนี่ย!
โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
เล่นกันแบบนี้ได้ไงเนี่ย
คุณหลิวในตอนนี้ ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก ร่างกายสั่นระริกเหมือนเพิ่งถูกลากขึ้นมาจากแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น
"คือว่า ... ผมพอดีมีธุระด่วน ขอตัวก่อนนะครับ!" คุณหลิวไม่ลังเลเลยที่จะรีบหันหลังเดินส่ายพุงโย้เย้หนีออกไปทันที
ไม่กล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียวเลยจริงๆ
หลังจากเย่เซวียนได้รับบัตรคืนมา หน้าต่างโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาแจ้งเตือน
[ตรวจพบว่าโฮสต์ใช้จ่ายสำเร็จสองพันล้านหยวน เปิดใช้งานทักษะเงินคืนสิบเท่า ได้รับเงินคืนสองหมื่นล้านหยวน!]
จากนั้นเย่เซวียนก็ทิ้งประโยคไว้ว่า "วันหลังจะมาเอาลูกกุญแจนะ" แล้วก็เดินออกจากสำนักงานขายไป
พอเย่เซวียนไปได้ไม่นาน ครอบครัวสามคนของฟางลี่ลี่ก็กลับมาที่สำนักงานขาย
เมื่อกี้พวกเขามีพนักงานขายนำทางไปดูบ้านตัวอย่างมา
พ่อแม่ลูกบ้านฟางต่างพึงพอใจกับผังห้องและพื้นที่ใช้สอยมาก จึงตัดสินใจจะเซ็นสัญญาจองบ้านทันที
พนักงานขายรีบวิ่งกลับมาด้วยสีหน้าขออภัยอย่างยิ่ง "ต้องขอประทานโทษด้วยครับคุณฟาง บ้านที่คุณดูเมื่อกี้ถูกขายไปเรียบร้อยแล้วครับ"
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?" คุณพ่อฟางอุทานออกมา เห็นไหมล่ะว่าบ้านดีๆ น่ะไม่เคยรอใครจริงๆ!
"แล้วยังมีบ้านหลังอื่นที่ผังห้องคล้ายกับหลังเมื่อกี้อีกไหม?"
พนักงานขายส่ายหน้าพลางบอกด้วยสีหน้าเสียดาย "ต้องขออภัยด้วยครับ ไม่มีแล้วครับ"
คุณพ่อฟางไม่เชื่อ "พวกคุณจะกะเก็งราคาเพิ่มหรือเปล่า? เมื่อกี้ยังมีห้องว่างตั้งเยอะแยะ ผ่านไปประเดี๋ยวเดียวจะหมดเกลี้ยงได้ไง หลอกใครกันเนี่ย!"
พนักงานขายผายมือ "เมื่อกี้มีลูกค้ารายใหญ่ท่านหนึ่งมาเหมาห้องที่เหลืออยู่ไปจนหมดเกลี้ยงเลยครับ ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่ห้องเดียวแล้วจริงๆ"
คุณพ่อฟางลองนึกย้อนดู วันนี้มีคนมาดูบ้านไม่มากนัก เขาก็พอจะจำหน้าได้เกือบหมด "ใครกันล่ะ ผมไม่เห็นเลยว่าจะมีมหาเศรษฐีที่ไหนมา?"
พนักงานขายมองเขาด้วยความแปลกใจ "ก็เพื่อนร่วมชั้นของคุณลูกสาวคุณไงครับ ผมจำได้ว่าพวกคุณยังคุยกันอยู่เลยนะ"
พ่อแม่ของฟางลี่ลี่ถึงกับยืนอึ้งค้างไปเลย แม้แต่ฟางลี่ลี่เองก็ยังอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความงุนงง
"คุณแน่ใจเหรอ?" ฟางลี่ลี่ถามย้ำ
"แน่นอนครับ คุณเย่ท่านนั้นเป็นคนซื้อไป ผมจำได้แม่นเลย" พนักงานขายตอบยืนยันอย่างหนักแน่น
จังหวะนั้น พ่อกับแม่ก็หันมามองลูกสาวตัวเอง "เพื่อนร่วมชั้นคนนั้น ที่บ้านเขาทำธุรกิจอะไรเหรอ?"
"หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ดูเหมือนว่าบ้านของเย่เซวียนจะรวยมากเลยล่ะมั้ง"
พ่อแม่ฟาง : " ... "
นี่มัน ... มันเลยคำว่ารวยมากไปไกลแล้วนะลูก!
[จบแล้ว]