- หน้าแรก
- ลอร์ดเอาชีวิตรอด เริ่มต้นจากฐานที่มั่นใต้ทะเลลึก
- บทที่ 24 ข่าวสารที่ถาโถม
บทที่ 24 ข่าวสารที่ถาโถม
บทที่ 24 ข่าวสารที่ถาโถม
ลู่เสวียนเหอได้รับข้อมูลจากสเตลล่าว่า ในสถานที่ที่มีพรายไม้สถิตอยู่นั้นมักจะไม่ค่อยมีสัตว์ป่าชนิดอื่นอาศัยอยู่
ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่แถบนี้ยังถูกเหล่าสัตว์ป่าที่มีสัญชาตญาณระวังภัยหลีกเลี่ยงอีกด้วย ดังนั้นการจะหาสัตว์ป่าในระยะใกล้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากต้องการจะฝูงสัตว์ป่าจริงๆ อาจจะต้องใช้เวลาเดินเท้าออกไปถึงสองชั่วโมง
เมื่อได้ยินระยะเวลาดังกล่าว เขาก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นทันที
เพราะหากต้องเดินทางไปกลับถึงสี่ชั่วโมง ออกเดินทางตอนนี้ก็คงไม่ทันการณ์เสียแล้ว
เนื่องจากมีเครื่องมือที่หยิบจับถนัดมือ ประกอบกับคนกลุ่มนี้ดูจะมีพละกำลังมหาศาลและมีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง พื้นที่ดินจึงถูกบุกเบิกเสร็จสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว
พวกเขาช่วยกันขยายพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ตามขอบเขตพื้นที่ว่างที่มีอยู่ ตอนนี้กำลังพรวนดินและโรยขี้เถ้าฟืนลงไป จากนั้นจึงหย่อนเมล็ดพันธุ์และตักน้ำจากแม่น้ำข้างๆ มาคอยรดน้ำทีละนิด
เมล็ดพันธุ์บางชนิดมีสภาพแวดล้อมในการเติบโตที่พิเศษ พวกเขาก็รู้จักนำกิ่งไม้ธรรมดามาทำเป็นค้ำยันไว้ในที่ดิน
ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ถือขี้เถ้าฟืนออกไปตัดไม้ก็กลับมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างแบกท่อนไม้ที่ยาวกว่าตัวคนกลับมาด้วย
หลังจากวางท่อนไม้ลง ทุกคนก็เริ่มช่วยกันสร้างบ้านสองหลังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
หลังหนึ่งสำหรับจอมเวท ทารก และมารดา ส่วนอีกหลังสำหรับคนที่เหลือ
ความเร็วในการสร้างบ้านของคนเหล่านี้ถึงกับเร็วกว่าการบุกเบิกที่ดินเสียอีก ทำให้ลู่เสวียนเหออดไม่ได้ที่จะเปิดแผงสถานะของพวกเขาขึ้นมาตรวจสอบ
เมื่อเห็นค่าสถานะของปุถุชนที่มีระดับแต้มสูงสุดคือ 10 กันทุกคน เขาก็ถึงกับนิ่งเงียบไป
หากไม่ใช่เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาได้ดื่มน้ำวิเศษสารพัดจนร่างกายวิวัฒนาการขึ้นมา สมรรถภาพทางกายของเขาคงเทียบไม่ได้เลยกับกลุ่มผู้ลี้ภัยเหล่านี้!
ทว่าคนเหล่านี้กลับเป็นเพียงกสิกรระดับล่างสุดของโลกใบนี้ มีเพียงสเตลล่าเท่านั้นที่เป็นพลเมืองอิสระ
พูดตามตรง เรื่องนี้มันยากจะเชื่อจริงๆ
เขาจึงตัดสินใจไปกระตุ้นคนอื่นๆ ในช่องทางส่วนตัวและฟอรัม
ลู่เสวียนเหอ: “ถึงจะยากที่จะเชื่อ แต่เกรงว่าสมรรถภาพทางกายของคนส่วนใหญ่ในตอนนี้อาจจะยังสู้ทาสที่ธรรมดาที่สุดของโลกใบนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พวกคุณลองดูแผงสถานะของผู้ลี้ภัยพวกนี้ดูสิ ค่าสถานะส่วนบุคคลของพวกเขาเต็มพิกัดกันหมดเลย (ดูรูปภาพ)”
เขายังไม่ได้เช็คข้อความหลังบ้านในฟอรัม แต่ได้ส่งข้อความเดียวกันนี้ไปยังช่องทางโลกและช่องทางภูมิภาคด้วย
“เชี่ย ฉันเห็นอะไรเนี่ย สีทอง ท่านเทพชื่อสีทอง แถมยังเป็นท่านเทพคนดังคนนั้นด้วย!”
“เอ่อ...... ตื่นเต้นไม่ออกเลยว่ะ เพราะพอเห็นรูปแล้ว ฉันที่สู้อุตส่าห์เพาะปลูกผลไม้มากินเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองอยู่รอดได้ กลับพบว่าฉันยังสู้พวกชาวพื้นเมืองระดับล่างสุดไม่ได้เลย (ร้องไห้หนักมาก)”
“มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ พวกเรายังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกเยอะ”
“ทางฝั่งฉันก็รับผู้ลี้ภัยมาบ้างเหมือนกัน พละกำลังของพวกเขาน่ากลัวจริงๆ ฉันสู้ไม่ได้เลย สงสัยต้องรีบพยายามให้หนักแล้ว ไม่งั้นกลัวพวกกสิกรจะลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติ”
“ไม่ต้องกลัวหรอก โฉนดที่ดินของฉันเพิ่งจะถูกแย่งไป...... โดยฝีมือชาวพื้นเมืองเนี่ยแหละ.......”
คำพูดนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ แม้แต่ลู่เสวียนเหอที่ตอนแรกเพียงแค่เฝ้าดูอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าร่วมวงสนทนา
ลู่เสวียนเหอ: “หมายความว่ายังไง โฉนดที่ดินของคุณถูกแย่งไปได้ยังไง?”
“มันเอาดาบมาจ่อคอฉัน บังคับให้ฉันลบชื่อตัวเองออกแล้วเขียนชื่อมันลงไปแทน ตอนนี้ฉันกลายเป็นทาสไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะคู่มือการเอาชีวิตรอดผูกมัดกับฉันแค่คนเดียวและคนอื่นมองไม่เห็นล่ะก็ ฉันคงไม่เหลือแม้แต่ไอ้คูมือเล่มนี้ไว้ใช้คุยกับพวกคุณหรอก”
“เชี่ย ทำไมมันน่ากลัวขนาดนี้วะ แล้วจะเล่นต่อยังไงเนี่ย ด้านหนึ่งต้องระวังพวกสัตว์ประหลาดในความมืด อีกด้านต้องระวังชาวพื้นเมืองลอบกัด แถมยังมีเรื่องหมอกธรรมชาติที่คุณลู่ชื่อทองบอกอีก ใครมันจะไปรอดวะ?”
“จริงหรือเปล่าเนี่ย อย่าหลอกกันนะ ตอนแรกเห็นข้อความฉันยังกะว่าจะรับพวกชาวพื้นเมืองมาช่วยงานอยู่เลย”
“เรื่องจริงครับ...... พอเขาพูดฉันถึงได้รู้ว่า โฉนดที่ดินสามารถถูกชิงไปได้ ถูกกลืนกินได้ และสามารถถูกลบชื่อทิ้งอย่างบังคับได้ด้วย”
“แล้วเราจะเอาโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ที่ไหนดีล่ะ คลังสินค้าชั่วคราวในตลาดซื้อขายก็เก็บโฉนดไม่ได้ ฉันจะร้องไห้แล้ว ทำไมการจะมีชีวิตรอดมันถึงได้ยากขนาดนี้”
“ฉันเห็นท่านเทพชื่อทองปรากฏตัวแล้ว ท่านเทพพอจะมีวิธีอะไรไหมครับ @ลู่เสวียนเหอ”
ความจริงลู่เสวียนเหอเองเมื่อเห็นข้อความเหล่านี้ก็ตกใจอย่างยิ่งเช่นกัน
ในตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายจึงพิมพ์ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว
ลู่เสวียนเหอ: “จงแข็งแกร่งขึ้น และกลายเป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ”
หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจข้อความเหล่านั้นอีก แม้แต่การถูกเอ่ยถึงในช่องทางส่วนตัวเขาก็ไม่ได้เข้าไปดู
ข้อมูลที่ได้รับในครั้งนี้มันถาโถมเข้ามาจนเขาตั้งตัวไม่ติด ทำให้ตอนนี้ในใจของเขายังไม่สงบนิ่ง แต่อารมณ์หลากหลายกำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน
เขาตัดสินใจเปลี่ยนแผนการพัฒนาในอนาคตของอาณาเขต รวมถึงแผนการพัฒนาส่วนตัวของเขาด้วย
จะมัวแต่ค่อยเป็นค่อยไปแบบเดิมไม่ได้แล้ว
ต้องเร่งความเร็ว ยิ่งเติบโตเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งปกป้องตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยวิกฤตแห่งนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น
“ฟู่ว”
เขาเดินออกจากบ้าน มองดูอาณาเขตเล็กๆ ของตัวเอง โดยเฉพาะเรือนหลัก ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย
บางที การสร้างฐานทัพใต้น้ำอาจจะต้องเริ่มให้เร็วกว่าเดิมเสียแล้ว
จากนั้นเขาก็พบว่าคู่มือในมือสั่นเตือนขึ้นมา เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นใครบางคนที่ใช้ไอเทมพิเศษในการติดต่อสื่อสาร
ไอเทมนี้เปิดได้จากกล่องสมบัติ และคนคนนั้นก็คือคนที่คุ้นเคย
หลินชิงหยา
คนปลูกต้นไม้ที่เขาเคยซื้อใบไม้รักษาแผลมานั่นเอง
เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงมีเรื่องด่วนอะไรบางอย่าง จึงกดเข้าไปดูข้อความส่วนตัว ทว่าสิ่งที่ส่งมาไม่ใช่คำร้องขอหรือคำขอความช่วยเหลือ แต่เป็นข้อมูลใหม่ชุดหนึ่ง
หลินชิงหยา: “พี่ลู่ ผมเพิ่งรู้ข้อมูลล่าสุดมาครับ พวกชาวพื้นเมืองหรือผู้ลี้ภัย ตราบใดที่เรารับเขาเข้าเป็นชาวบ้าน พวกเขาจะถูกระบุลงในโฉนดที่ดินโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่สามารถสังหารนายเหนือหัวได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแย่งชิงโฉนดที่ดินเลยครับ”
ข้อมูลนี้แม้เขาจะไม่เคยรู้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก
ทว่าข้อความถัดมากลับทำให้เขาต้องตกใจ
หลินชิงหยา: “นอกจากนี้ พวกเรายังสามารถทำสัญญาในโฉนดที่ดินได้ด้วย ไม่ใช่สัญญาในฐานะเจ้านาย แต่เป็นสัญญาในฐานะทาสครับ ผู้เอาชีวิตรอดกับผู้เอาชีวิตรอดด้วยกันสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นทาสได้ และชาวพื้นเมืองกับผู้เอาชีวิตรอดก็สามารถทำได้เช่นกัน”
หลินชิงหยา: “ผู้เอาชีวิตรอดคนก่อนหน้านี้ที่บอกว่าตัวเองกลายเป็นทาส ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเปรยประชดตัวเองนะครับ แต่เขากลายเป็นทาสของชาวพื้นเมืองคนนั้นจริงๆ”
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ รูม่านตาของลู่เสวียนเหอก็หดวูบ
หลินชิงหยา: “พี่ลู่ครับ ถ้าแถวบ้านพี่มีผู้ลี้ภัย พี่ต้องทำพันธสัญญากับเขาเพื่อระบุให้เป็นกสิกรในปกครองนะครับ หากจำนวนคนเกินกว่าที่โฉนดที่ดินจะรองรับได้ พี่ต้องขับไล่ออกไปทันที ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้ครับ”
หลินชิงหยา: “ที่ผมบอกเรื่องนี้ไม่ได้หวังอะไรหรอกครับ แค่รู้สึกว่าตัวเองคงจะรอดไปได้อีกไม่นาน ถ้าวันหน้าผมเดินทางไปหาพี่ลู่ได้ หวังว่าพี่จะให้โอกาสผมสักครั้งนะครับ ผมไม่อยากกลายเป็นทาส (รูปอิโมจิร้องไห้) แน่นอนว่าไม่ได้หวังอะไรสูงส่งหรอกครับ แค่เป็นพลเมืองอิสระธรรมดาก็พอแล้ว”
ลู่เสวียนเหออ่านข้อความทั้งหมดจนจบด้วยความรู้สึกซับซ้อน โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย
แม้ว่านี่อาจจะเป็นเพียงทางถอยที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้ตัวเอง แต่การที่สามารถบอกข้อมูลนี้ให้เขารู้ได้ทันทีโดยใช้ไอเทมพิเศษก็นับว่าแสดงน้ำใจอย่างมาก......
“ดูเหมือนสถานการณ์ในตอนนี้จะวิกฤตจริงๆ สินะ”
เขาพึมพำกับตัวเองขณะมองดูเรือนหลัก
จากนั้นจึงตอบกลับหลินชิงหยาไปว่า
ลู่เสวียนเหอ: “สถานการณ์ฝั่งคุณแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ลู่เสวียนเหอ: “ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็มาหาผมได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณจะเดินทางมาถึงที่นี่ได้ไหม เพราะไม่รู้ว่าระยะห่างมันไกลกันแค่ไหน”
หลินชิงหยาที่เนื้อตัวมอมแมมยืนอยู่ใต้บ้านต้นไม้เห็นข้อความตอบกลับนี้ก็ยิ้มขื่นออกมา
เขาสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นมั่นคงจากตัวอักษรของท่านเทพชื่อทองคนนี้ ถึงขนาดเอ่ยปากถามเขาว่าสถานการณ์แย่มากไหม
หลินชิงหยา: “แย่มากครับ ไม่ใช่แค่ผม แต่สถานการณ์ของทุกคนแย่มาก แต่พี่ลู่น่าจะยังโอเคอยู่ ผมรู้สึกว่าอาณาเขตไหนที่อยู่ใกล้กับพวกชาวพื้นเมืองหน่อย เกรงว่าภายในไม่กี่วันนี้ โฉนดที่ดินอาจจะเปลี่ยนมือไปไม่ใช่ของพวกเราอีกต่อไปแล้วครับ”
หลินชยา: “ถึงเรื่องระยะทางจะเป็นปัญหา แต่ผมก็ยังอยากจะมีชีวิตรอดต่อไป ในบรรดาคนที่ผมรู้จัก มีเพียงพี่ลู่เท่านั้นที่เก่งที่สุด ช่วงนี้ผมจะพยายามหาไอเทมเกี่ยวกับแผนที่ในตลาดซื้อขายดูครับ ขอบคุณมากครับพี่ลู่”
หลังจากพูดจบ การสนทนาก็จบลงเพียงเท่านี้
ลู่เสวียนเหอมองดูบันทึกการสนทนาเหล่านั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว
เขาขมวดคิ้วพลางหันหลังกลับ ทว่าเพียงแค่หันกลับมาเขาก็พบกับภาพลักษณ์ที่แปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง
บ้านไม้หลังเล็กสองหลังของผู้ลี้ภัยถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ส่วนทางฝั่งช่างไม้ก็มีเสียง โป๊ก โป๊ก ดังมาเป็นระยะ เขากำลังเร่งทำเฟอร์นิเจอร์อยู่
และสิ่งแรกที่เขาทำก็คือ เปลเด็ก
เมื่อเห็นท่านลอร์ดเดินออกมาจากที่พัก สเตลล่าก็รีบก้าวเข้ามาเพื่อรายงานสถานการณ์ทันที