- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 92 กาลเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน
บทที่ 92 กาลเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน
บทที่ 92 กาลเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน
บทที่ 92 กาลเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน
คนรู้จักที่อยู่ตรงนี้ ใครบ้างจะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉินหมิง, หวังไฉ่เวย, ชุยชงเหอและหลี่ชิงซวี มันซับซ้อนแค่ไหน ดูเหมือนว่าทั้งสี่คนนี้จะยังไม่เคยมาเผชิญหน้ากันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยด้วยซ้ำ
บางคนแอบทำหน้ามีเลศนัย รอชมละครฉากเด็ดอย่างใจจดใจจ่อ
"เจ้าไปก่อนดีไหม?" ลู่เจินอีแอบกระซิบเตือนฉินหมิง
"เรื่องบางเรื่อง คุยกันให้เข้าใจไปเลยก็ดีนะ" เจิ้งเม่าเจ๋อเดินเข้ามา เอามือใหญ่โตตบไหล่ฉินหมิง ทำทีเป็นสนิทสนมและรักเพื่อนพ้องสุดๆ
เขาพูดด้วยท่าทางจริงจัง "ข้าได้ยินมาว่าเมื่อสองปีก่อนเจ้าบาดเจ็บนี่ มันก็แค่เรื่องเข้าใจผิดแหละน่า เดี๋ยวข้าคุยกับหลี่ชิงซวีให้ เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว"
พวกเพื่อนเก่าต่างก็รู้เรื่องในอดีตดี หลี่ชิงซวีรู้จักกับหวังไฉ่เวยมาตั้งนานแล้ว แต่ตระกูลหวังดันไปดองกับตระกูลชุย คุณหนูสูงศักดิ์คนนั้นเคยไปเที่ยวเล่นกับฉินหมิงก็จริง แต่ชุยชงเหอต่างหากที่เป็นตัวจริง
เรื่องราวพัวพันกับตระกูลเก่าแก่พันปี แถมยังเป็นรักสี่เส้าที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนี้ ขืนแพร่งพรายออกไป คงได้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านตามตรอกซอกซอยให้ลือกันสนุกปากแน่ๆ
ขนาดพวกเพื่อนเก่าที่อยู่ตรงนี้ ยังอดรนทนไม่ไหว ไฟ "อยากเผือก" ลุกโชนในใจ อยากจะเห็นฉากปะทะอารมณ์ของทั้งสี่คนใจจะขาด
ลู่เจินอีกับเฉินปิงเหยียนยังพอเก็บอาการได้ แต่พวกที่มาทีหลังน่ะสิ เมื่อก่อนก็ไม่ได้สนิทอะไรกับฉินหมิงอยู่แล้ว
พวกที่ไม่สนิทกันนี่แหละที่ไม่ต้องเก็บทรงอะไรเลย สายตาเปล่งประกายความอยากรู้อยากเห็น รอคอยฉากเด็ดที่ต้องจบลงแบบไม่สวยงามอย่างแน่นอน
ฉินหมิงตีหน้าตาย ตอนที่เจิ้งเม่าเจ๋อเอามือมาตบไหล่ทำทีเป็นสนิทสนม ปากก็บอกว่าจะช่วย แต่จริงๆแล้วมันกะจะรั้งเขาไว้ ไม่ให้เขาชิ่งหนีต่างหาก
"ต้าเจิ้ง ในเมื่อเจ้ารื้อฟื้นเรื่องเก่าๆขึ้นมา งั้นข้าก็ขอพูดอะไรหน่อยแล้วกัน ช่วงนี้น้องชายเจ้าตัวดีเลยนะ คอยเป่าหูยั่วยุคนอื่นไปทั่ว ไม่รู้ว่ากะจะยืมมือคนอื่นมากำจัดข้า หรือกะจะล่อให้ชุยชงเหอออกมาจากที่ซ่อน แล้วลอบกัดเขากันแน่ พวกเจ้าพี่น้องคิดจะทำอะไรกันแน่ห๊ะ?" ฉินหมิงแฉออกมาตรงๆ ต่อหน้าทุกคน
"ว่าไงนะ?" พวกลูกศิษย์พวกฟางไว่บางคนตกใจ เรื่องนี้มีชุยชงเหอเข้ามาเอี่ยวด้วยรึ? ขนาดพวกรุ่นเยาว์ที่ไม่รู้จักกันยังหันมามองเป็นตาเดียว
เจิ้งเม่าเจ๋อเริ่มรู้สึกเสียใจ ไอ้เด็กนี่ต่อให้โดนถีบตกจากสวรรค์ลงมาคลุกโคลน สันดานดิบในตัวมันก็ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นพวกหัวแข็งกัดไม่ปล่อยเหมือนเดิม
"ฉินหมิง เจ้าอย่ามาพูดจาส่งเดชสิ!" เขาเลิกทำเป็นเล่น สีหน้าเริ่มเย็นชา เรื่องแบบนี้จะให้คนเอาไปลือมั่วซั่วไม่ได้เด็ดขาด
ฉินหมิงก็แค่พูดสวนกลับไปให้เจ็บๆ คันๆ เรื่องบางเรื่องพูดแค่ให้รู้ตัวก็พอแล้ว
เขาถอนหายใจในใจ เอาจริงๆ เขาไม่อยากจะมาเจอหน้าพวกนี้เลยสักนิด
ในเวลานี้ เขาไม่อยากจะไปข้องแวะกับคนแวดวงเดิมๆอีกแล้ว
เขามาที่นี่ก็แค่เพื่อมาหาหลิงซวี มารายงานข่าวล่าสุดที่พวกกลุ่มนกของนกพูดได้สืบมาให้ คุยธุระเสร็จก็จะรีบชิ่งทันที
ใครจะไปรู้ล่ะว่า จู่ๆ กลุ่มพวกฟางไว่จะโผล่มาถูกจังหวะแบบนี้
ดูแล้วมันบังเอิญเกินไปหน่อยแฮะ ฉินหมิงชักสงสัยแล้วว่า มีใครจงใจมาขวางทางหลิงซวีหรือเปล่า?
เขารู้ซึ้งเลยว่า งานนี้น้ำมันลึกแถมยังขุ่นคลั่กอีกต่างหาก ถ้าเกิดว่ามีใครบางคนในดินแดนฟางไว่คอยหนุนหลังกลุ่มโจรทองคำอยู่ล่ะก็ คืนนี้คงเหนื่อยแน่!
จุดประสงค์แรกเริ่มที่ฉินหมิงกลับมาที่ภูเขาขาวดำ ก็แค่เพื่อมาจัดการปัญหาที่เหลือจากสันเขาไก่ทอง และเพื่อความแน่ใจว่าหมู่บ้านซวงซู่จะปลอดภัย เขาไม่ได้อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้านี้เลย
นี่มันไม่ใช่ "เขตอันตราย" ที่เขาควรจะเข้าไปเหยียบแล้ว!
"ถ้าเจ้ามีธุระต้องรีบไป งั้นข้าเดินไปส่งนะ" เฉินปิงเหยียนหันไปมองฉินหมิง
"จะรีบไปไหนล่ะ? สหายเก่าอุตส่าห์ได้เจอกันทั้งที" เจิงหยวนที่ก่อนหน้านี้ปิดปากเงียบ จู่ๆก็พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
ฉินหมิงจ้องหน้าหมอนั่นเขม็ง เมื่อก่อนพวกเขาก็ถือว่าสนิทกันพอสมควร แต่ตอนนี้เจิงหยวนดันมาทำตัวเหมือนเจิ้งเม่าเจ๋อ พยายามรั้งเขาไว้ไม่ให้ไปซะงั้น
คนที่อยู่ตรงนี้ต่างก็รู้กันดี ว่าตอนนี้เจิงหยวนกับหลี่ชิงซวีซี้ปึกกันขนาดไหน
ยังมีคนหน้าไม่คุ้นอีกสองสามคนที่ยืนดูอยู่เงียบๆ ถึงพวกเขาจะรู้ว่าฉินหมิงหมดวาสนาในวิถีเซียนไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำตัวน่ารังเกียจด้วยการเข้าไปหาเรื่อง แค่อยากจะรอดูฉากเด็ด "สี่คนเผชิญหน้า" เท่านั้นแหละ
ไกลออกไป หลิงซวีที่ยืนอยู่ มองมาทางนี้แล้วเอ่ยขึ้น "เสี่ยวฉิน เจ้าควรจะไปได้แล้วนะ คืนนี้คนยิ่งไม่พออยู่ด้วย เจ้ายังต้องไปทำธุระอีกไม่ใช่รึ"
ฉินหมิงรับคำ แล้วหันไปพูดกับคนรู้จักตรงนั้น "ทุกท่าน ข้ามีหน้าที่ต้องทำ ขอตัวก่อน"
ถึงเจิ้งเม่าเจ๋อกับเจิงหยวนจะอยากรั้งเขาไว้ "รำลึกความหลัง" แค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปกระตุกหนวดเสือระดับอดีตเจ้าเมืองหรอก ยิ่งเป็นหลิงซวีที่มี "ชื่อเสียงด้านมืด" เลื่องลือขนาดนั้นด้วยแล้ว
"ไปส่งเสี่ยวฉินหน่อยสิ" หลิงซวีกวักมือเรียก ชายชุดเทาที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็รีบเดินเข้ามาหา
"เด็กคนนี้หน่วยก้านไม่เลวเลยนะ เดี๋ยวข้าไปส่งเอง" แมวลายสลิดที่สูงสามฉื่อสะพายกระบี่สีแดง ย่างก้าวเบาหวิวราวกับลอยได้ เดินนำหน้าออกไปก่อน
ฉินหมิงรู้ดีว่า ขนาดตัวเขาเองยังเดาได้ แล้วระดับหลิงซวีกับคนอื่นๆ จะดูไม่ออกได้ยังไง ว่าการโผล่มาของพวกยอดฝีมือจากสำนักลึกลับน่ะมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีคนจงใจมาดักรอเขาที่นี่แน่ๆ
พอแมวลายสลิดร่างจิ๋วเดินออกมานอกเมืองปุ๊บ ร่างกายมันก็กลายเป็นประกายสายฟ้า พุ่งเข้าไปค้นหาในป่าทันที ไม่นานนัก มันก็หิ้วร่างชายชุดดำที่เลือดอาบไปทั้งตัวออกมาจากป่า
"พวกเราโดนดักซุ่มโจมตี แถวนี้มีคนมารอรับพวกกลุ่มโจรทองคำ พวกมันน่าจะใช้เส้นทางนี้นี่แหละ" ชายชุดดำรายงานด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
"ถึงเวลาต้องลงมือแล้ว เจ้าพาเขาไปซะ!" แมวลายสลิดหันไปบอกชายชุดเทาที่เดินตามมา
ฉินหมิงไม่มัวโอ้เอ้ รีบผิวปากเรียกเหยี่ยวแดงลงมา แล้วกระโดดขึ้นหลังมันทันที สถานการณ์แบบนี้ เขาจะไม่ทำเท่บอกว่าจะอยู่ช่วยสู้หรอก มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย อยู่ไปก็มีแต่จะเป็นเศษเนื้อให้เขาเหยียบเล่น การต่อสู้ระดับสูงแบบนี้ มันต้องให้พวกระดับสูงเขาจัดการกันเอง
ชายชุดเทากระโดดขึ้นไปยืนบนหลังนกนักล่าสีเงินตัวเล็กกว่า แต่กลิ่นอายความร้ายกาจนั้นกินขาด เพื่อคอยคุ้มกันฉินหมิงให้ออกห่างจากเขตเมืองอิ๋นเถิง
"หง่าง!"
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน เสียงระฆังดังกึกก้องกังวานทะลุหมู่เมฆมาจากเทือกเขาสลับซับซ้อน
เสียงระฆังดังกังวานเป็นระลอกคลื่น บนภูเขาที่ดำมืดราวกับถูกหมึกสาดใส่ มีหมอกสีม่วงลอยคลุ้ง เสียงระฆังดังก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับมีกองทัพม้านับพันนับหมื่นกำลังพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นกัน
เสียงนั้นคล้ายกับเสียงระฆังราวที่ถูกตีรัวๆ ปลดปล่อยพลังงานลึกลับออกมา ปิดตายพื้นที่ภูเขาแถบนั้นไว้จนมิด
ชายชุดเทาบนหลังนกนักล่าสีเงินหันขวับกลับไปมอง หน้าตาเคร่งเครียดสุดๆ คอยจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
"เริ่มปะทะกันแล้วใช่ไหมขอรับ? คนของพวกท่านดูเหมือนจะไม่ค่อยพอนะ" ฉินหมิงถาม
"ปัญหาคือพวกเรายังไม่แน่ใจ ว่าฝั่งที่หนุนหลังกลุ่มโจรทองคำน่ะ มีแค่สำนักเดียวหรือสองสำนักกันแน่" ชายชุดเทาตอบคิ้วขมวดเป็นปม
"งั้นท่านกลับไปเถอะขอรับ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก พวกรุ่นใหญ่เขาคงไม่มาสนเด็กเพิ่งหัดเดินอย่างข้าหรอก" ฉินหมิงบอก
"แต่เจ้าเมืองหลิงสั่งให้ข้ามาส่งเจ้านะ" ชายชุดเทายังลังเล
ฉินหมิงเร่งเร้า "ข้าหลับตาเดินในภูเขาขาวดำยังได้เลยขอรับ ท่านกลับไปเถอะ สบายใจได้ ข้าเอาตัวรอดได้"
"ตกลง!" ชายชุดเทาเองก็ร้อนใจอยู่แล้ว เป็นห่วงว่าทางนั้นคนจะไม่พอ จนอาจจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น
ที่เมืองอิ๋นเถิง ยอดฝีมือจากสำนักลึกลับหลายคนกำลังมองไปที่ภูเขาไกลๆ มีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา "เจ้าเมืองหลิง ใครเป็นคนตีระฆังน่ะ?"
"ข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ แค่เงี่ยหูฟังไปเงียบๆ ก็พอแล้ว" หลิงซวีตอบกลับ
ยอดฝีมือที่มีเอี่ยวกับกลุ่มโจรทองคำชักจะนั่งไม่ติดแล้ว ตอนแรกกะจะมาขวางหลิงซวีแท้ๆ แต่ดันกลายเป็นว่าอีกฝ่ายก็กะจะรั้งพวกเขาไว้ที่นี่เหมือนกัน เพราะมีคนอื่นเตรียมจะไปเด็ดหัวหัวหน้ากลุ่มโจรทองคำอยู่
หัวหน้าโจรจะตายก็ช่างหัวมันเถอะ แต่ประเด็นคือ ของบางอย่างมันต้องเอามาให้ได้ จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด
……
นกพูดได้ที่บินไปดูลาดเลากลับมารายงานด้วยความร้อนรน "แย่แล้วขอรับ! ข้าเห็นนกโง่ๆ ตัวนึงที่บินเร็วปรี๊ด กำลังแบกคนบินตามเรามาติดๆ เลย!"
ฉินหมิงยืนหน้าเครียดอยู่บนยอดเขา มีคนจ้องจะเล่นเขาจริงๆ ด้วยแฮะ?
ชัดเจนเลยว่า พวกระดับสูง คงไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร แล้วก็คงไม่มาลดตัวลงมาเล่นงานเด็กอย่างเขาด้วย
เขาถอนหายใจแผ่วเบา กาลเวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยน ยากจะหยั่งถึงจริงๆ
ฉินหมิงไม่ได้มุ่งหน้าไปทางเมืองฉีเสีย แต่กลับบินไปอีกทาง เพื่อจะหลบเลี่ยงความวุ่นวายนี้
"เดี๋ยวก่อน ข้าขอไปขุดสมบัติแป๊บนึง" ตอนที่บินผ่านพื้นที่แห่งหนึ่ง เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เลยสั่งให้เหยี่ยวแดงจอดรออยู่บนยอดเขา
เขาเดินเข้าไปในป่าทึบ มองหาจุดที่คุ้นเคยแล้วก็เริ่มลงมือขุด
พื้นที่แถบภูเขาขาวดำนี้อยู่บนที่สูง หิมะเลยละลายช้ากว่าที่อื่น ขุดลงไปสองเมตรก็ยังเจอน้ำแข็งเกาะอยู่เลย
"ดีนะที่ยังไม่เน่า" ฉินหมิงหิ้วซากกระต่ายป่าที่แข็งโป๊กขึ้นมา พลิกดูรอบๆ ก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไร
ตรงกันข้าม บนตัวมันกลับมีกลิ่นอายบริสุทธิ์จางๆ ลอยออกมาซะด้วยซ้ำ
"มีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสียกับร่างกายงั้นรึ?" ฉินหมิงดึงเอาเศษผ้าชิ้นหนึ่งออกมาจากดินที่เย็นจัด
มันมีขนาดแค่ฝ่ามือ มีด้ายโลหะถักทออยู่ข้างใน ปักลายก้อนเมฆ และน่าจะมีลวดลายอื่นๆ อีก แต่เศษผ้ามันเล็กเกินไป เลยดูไม่ออกว่าลายหลักมันคืออะไร
ตอนนั้นที่เขาฟันไอ้หนุ่มหมอกขาดกระจุย เขาได้เศษผ้านี่มา มันเคยใช้ไอ้นี่เป็นเกราะป้องกันตัว แถมยังเกือบจะหนีรอดไปได้ด้วยซ้ำ
"ในเมื่อไม่มีปัญหาอะไร งั้นข้าก็จะเก็บไว้" ฉินหมิงกลับไปรวมตัวกับเหยี่ยวแดงอีกครั้ง
นกพูดได้บินกระหืดกระหอบมาแต่ไกล "ซวยแล้วขอรับ! พวกลูกน้องข้าบางตัวโดนบังคับให้หักหลังข้าซะแล้ว ตอนนี้พวกมันกำลังกระจายกำลังค้นหาพวกเราอยู่ พวกมันโดนวิชาประหลาดของพวกฟางไว่เล่นงานเข้า เลยต้องยอมทำตามคำสั่งขอรับ"
สีหน้าฉินหมิงเปลี่ยนไปทันที นกพวกนี้มีประโยชน์มากในการส่งข่าว ตอนนี้ดันโดนฝ่ายตรงข้ามเอามาใช้ย้อนศรซะงั้น
"เข้าภูเขาขาวดำไปเลย!" ฉินหมิงสั่งการ
เขาไม่ได้กลับไปหาหลิงซวีกับแมวลายสลิด เพราะเขารู้ดีว่าทางนั้นอันตรายกว่าเยอะ เขามองเห็นประกายกระบี่สีแดงพุ่งทะยานขึ้นฟ้ามาจากทางเมืองอิ๋นเถิงแต่ไกลเลยล่ะ
"บินเลียบสันเขานั่นไป มุ่งหน้าไปทางทะเลทรายมืดมิด!" ฉินหมิงทำเหมือนกำลังไต่ลวดสลิง เหยียบย่ำไปบนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายในเขตอันตราย
ไม่นานนัก เหยี่ยวแดงก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน อาศัยหมอกหนาทึบช่วยอำพรางตัว
"นกกระเรียนทะลวงเมฆนั่นโดนคุมสมองไปแล้วขอรับ มันบินตามเรามาติดๆ เลย ซวยแล้วไงล่ะ ไอ้เจ้านี่มันจมูกไวเรื่องสะกดรอยตามซะด้วย เราหนีไม่รอดแน่" นกพูดได้ลุกลี้ลุกลน
ข้างหลัง มีนกกระเรียนทะลวงเมฆบินนำทางมาด้วยความเร็วแสง
ฉินหมิงง้างธนูเตรียมยิง ตู้ม! ลูกศรพุ่งเจาะปีกข้างหนึ่งของนกกระเรียนจนเลือดสาดกระจาย ขนปลิวว่อน ร่างของมันโซเซร่วงหล่นลงเบื้องล่าง
"ท่านเจ้าแห่งขุนเขาฉินช่างมีเมตตาจริงๆ ขนาดหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังอุตส่าห์ไว้ชีวิตสหายกระเรียนของข้าด้วย" นกพูดได้เอ่ยชม
จากนั้นมันก็กระซิบเบาๆ "เลี้ยงส่งพันลี้ ท้ายที่สุดก็ต้องจากกัน ข้าขอ..."
"แกรีบหนีไปเถอะ" ฉินหมิงโบกมือไล่
"งั้น... ข้าขออยู่ต่ออีกแป๊บนึงละกัน!" นกพูดได้ตัดสินใจเด็ดขาด
นกนักล่าสีดำตัวหนึ่งบินตามลงมา บนหลังมีเงาร่างอรชรยืนอยู่ ดูท่าจะเป็นผู้หญิง
ฉินหมิงง้างธนูอีกครั้ง ลูกศรเหล็กพุ่งแหวกลมด้วยพลังมหาศาล ฉีกหมอกยามค่ำคืนขาดกระจุย พุ่งตรงดิ่งไปที่หัวของนกนักล่าสีดำตัวนั้น
ท่ามกลางความมืด หญิงสาวคนนั้นใช้นิ้วเรียวงามชี้ออกไป ปล่อยประกายแสงออกมาห่อหุ้มลูกศรเหล็กทรงพลังเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
"พวกฟางไว่รึ!" รูม่านตาฉินหมิงหดเกร็ง
เขาเร่งเหยี่ยวแดง "เร่งความเร็วหน่อย! ต้องบินเข้าไปในเขตทะเลทรายมืดมิดให้ได้ เราถึงจะมีโอกาสรอด ไม่งั้นได้ตายอยู่ตรงนี้แน่"
"หืม? ตรงนู้นยังมีนกนักล่าอีกนี่ ไอ้มืดที่ขี่อยู่บนนั้นตัวเหลืองอร่ามเชียว อย่าบอกนะว่าเป็นผู้พิทักษ์เกราะทอง?" ฉินหมิงรู้ซึ้งเลยว่า คืนนี้ต้องเป็นศึกหนักแน่ๆ
……
หน้าเมืองอิ๋นเถิง หลิงซวีและแมวลายสลิดไล่ตามพวกลูกศิษย์จากสำนักลึกลับที่พยายามจะเข้าไปในภูเขา
"คืนนี้ครึกครื้นดีจังเลยนะเนี่ย" หลี่ชิงซวี เด็กหนุ่มในชุดขนนกปรากฏตัวขึ้น ในมือถือไม้ไผ่สีม่วง รองเท้าสีขาวสะอาดสะอ้านไร้รอยเปื้อน ดูหล่อเหลาหลุดพ้นจากโลกมนุษย์
การมาถึงของเขา ทำให้พวกลูกศิษย์จากดินแดนฟางไว่หลายคนต้องหันมามอง หลายคนเข้ามาทักทายเขา เพราะรู้ดีว่าหมอนี่มีพรสวรรค์ระดับลูกรักสวรรค์จริงๆ
"เมื่อกี้ไอ้ฉินหมิง ตัวตายตัวแทนของชุยชงเหอ เพิ่งจะโผล่มาน่ะ" เจิงหยวนกระซิบบอกเขา แล้วหัวเราะเยาะ "มันไม่มีวาสนาในวิถีเซียนหรอก ตอนนี้ไปเดินบนเส้นทางผลัดกายง่อยๆ นั่นแล้ว"
"ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าเมื่อก่อนมันก็เคยเรียนมากับพวกเรา แต่ตอนนี้กลับต้องมาถือค้อนเปื้อนเลือดวิ่งหัวซุกหัวซุนอยู่ในถิ่นทุรกันดารแบบนี้"
"ข้าว่านะ สภาพร่างกายมันตอนนี้ คงไม่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกเป็นผู้พิทักษ์เกราะทองด้วยซ้ำ"
คนที่ยืนล้อมรอบหลี่ชิงซวีต่างก็พูดจาดูถูกเหยียดหยามฉินหมิงกันใหญ่
……
ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่ยากลำบากสำหรับฉินหมิงมาก ศัตรูที่ไล่ตามมาเริ่มกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ
ถึงเหยี่ยวแดงจะบินเร็วแค่ไหน แต่นกนักล่าตัวข้างหลังมันกลายพันธุ์มามากกว่า ก็เลยบินไวกว่า
ฉินหมิงต้องคอยยิงธนูสกัดกั้น เพื่อถ่วงความเร็วของพวกมันไว้ ไม่งั้นป่านนี้คงโดนตามทันไปนานแล้ว
"ลูกศรของข้าพอจะบั่นทอนพลังของนางได้ แสดงว่านางก็ไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นไร้เทียมทานหรอก!" ฉินหมิงเริ่มประเมินสถานการณ์
แต่สถานการณ์ก็ยังตึงเครียดอยู่ดี ยัยฟางไว่คนนี้ฝีมือไม่ธรรมดาเลย แถมยังมีผู้พิทักษ์เกราะทองปริศนาตามมาติดๆ อีก ดูทรงแล้ว งานนี้หืดขึ้นคอแน่!
"ทำไมช่วงนี้ถึงไม่มีเสียงฟ้าร้องฤดูใบไม้ผลิแรงๆ สักรอบสองรอบบ้างนะ?!" ฉินหมิงไม่เคยโหยหาประกายสายฟ้าที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
มันไม่ได้แปลว่าทุกครั้งที่ฝนตก จะมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่วิหารโลหะอสนีบาตซะหน่อย ส่วนใหญ่มันก็แค่ฟ้าร้องครืนๆ ดังอยู่บนฟ้า แล้วก็จบไป
"ถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะจ้างคนไปปักเสาล่อฟ้าสูงๆ ไว้ที่วิหารนั่นเลย คอยดูสิว่าจะล่อสายฟ้าลงมาไม่ได้!"
เขาก็รู้แหละว่าเป็นไปไม่ได้ ขืนไปทำลายวิหารแบบนั้น ท่านอาเมิ่งได้ตามมาเตะก้านคอเขาแน่ๆ
ฉินหมิงแค่กระหายอยากได้พลังเท่านั้น ถ้าคราวนี้รอดกลับไปเมืองฉีเสียได้ เขาจะตั้งหน้าตั้งตาฝึกสุดยอดวิชาที่หนิงซือฉีให้มา แล้วก็ตำราหายากที่เมิ่งซิงไห่กำลังจะส่งมาให้ ฝึกให้หมดเลย จะได้ยกระดับร่างกายให้แกร่งขึ้นไวๆ
"ถึงทะเลทรายมืดมิดแล้ว!" เขาแอบดีใจ
ข้างหน้ามันมืดสนิทเหมือนหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
เหยี่ยวแดงกลัวจนหัวหด ไม่กล้าบินเข้าไปหรอก ขืนเข้าไปลึกอีกนิด มีหวังมันได้ตาบอดบินชนนู่นชนนี่ร่วงแน่
"ไม่เป็นไร ลดระดับลงมา บินเลียบๆ พื้นไปนี่แหละ!" ฉินหมิงสั่งการ
นกนักล่าสีดำตัวข้างหลังจู่ๆ ก็ระเบิดแสงสีดำออกมา เร่งความเร็วจนแซงหน้าพวกเขาไปลงจอดบนพื้นก่อน หญิงสาวคนนั้นกระโดดลงมาขวางทางไว้
ฉินหมิงยืนประจันหน้าอยู่กลางทะเลทราย โยนค้อนยักษ์กับคันธนูทิ้งไป ค่อยๆ ชักดาบหยกเหล็กมันแกะออกมาจากหลัง "ไม่กะจะปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอดเลยสินะ?"
เขารู้ดีว่าผู้หญิงปิดหน้าคนนี้น่ากลัวมาก เก่งกว่าคู่ต่อสู้ทุกคนที่เขาเคยเจอมาทั้งหมด
พริบตาเดียว ฉินหมิงก็พุ่งตัวเข้าไปหา ใช้วิชาดาบตัดฟ้าที่รุนแรงที่สุด ราวกับพายุฝนฟ้าคะนองที่ฉีกกระชากความมืดมิดยามค่ำคืน เขาฟาดฟันรังสีดาบที่ทรงพลังที่สุดออกไปข้างหน้า
"คุณสมบัติจะเป็นผู้พิทักษ์เกราะทองก็ยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ยังกล้ามาแหยมกับ..."
หญิงสาวที่ปิดบังใบหน้าด้วยผ้าคลุมโบกมือขวาเบาๆ ประกายแสงสีทองก็สาดส่องออกมา กะจะสะกดดาบเหล็กสีดำเล่มนั้นเอาไว้
พริบตาต่อมา ดาบเหล็กสีดำในมือของฉินหมิงก็เกิดรอยร้าว สารเคลือบหลุดร่อนออก เผยให้เห็นตัวดาบสีขาวบริสุทธิ์ แสงสว่างเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์แผดเผา ขับไล่ความมืดมิดยามค่ำคืนออกไปจนหมด
ฉึก! เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วทะเลทราย!
***จากที่แปลถึงตอนปัจจุบัน พวกฟางไว่ น่าจะหมายถึง พวกที่สามารถบำเพ็ญตนเป็นเซียนได้ ส่วนพวกผู้ผลัดกายแบบพระเอกน่าจะเป็นเซียนไม่ได้แบบนี้ไหมนะ