- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 87 พรสวรรค์ฟ้าประทาน
บทที่ 87 พรสวรรค์ฟ้าประทาน
บทที่ 87 พรสวรรค์ฟ้าประทาน
บทที่ 87 พรสวรรค์ฟ้าประทาน
เมืองฉีเสียยิ่งใหญ่โอ่อ่า สว่างไสวดุจกลางวัน
ฉินหมิงอาบสายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูใบไม้ผลิ เดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย พอดีกับที่เห็นยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งควบม้าออกจากเมือง ชุดเกราะส่องประกายวาววับ พุ่งทะยานจากไปราวกับกระแสน้ำเหล็กกล้า
แถบนี้ไม่มีเจ้าแห่งขุนเขา จวนเจ้าเมืองจึงมีอำนาจล้นฟ้าที่สุด พอปรากฏเงาของพวกสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ระดับสูงในที่ไกลๆ กองกำลังในเมืองก็แตกตื่นกันทันที
แม้ในส่วนลึกสุดของเทือกเขาจะมีพวกสัตว์ประหลาดระดับสูงอย่างแรดหยกวิเศษหรือมังกรดำอาศัยอยู่ แต่พวกมันก็ไม่เคยกล้ามาแหยมกับเมืองฉีเสีย ต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ล้ำเส้นกันและกัน
ไม่นานนัก พวกผู้ผลัดกายกลุ่มเล็กๆ ที่โดนสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ดักหน้าดักหลังกลางทาง ก็รอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย
อู๋เจิงเห็นฉินหมิงกลับมาถึงโรงเตี๊ยมพอดี เลยร้องทัก "พี่ฉิน เพิ่งกลับมาจากเข้าป่าคนเดียวหรือขอรับ? ข้ากำลังจะออกไปข้างนอกพอดี เดี๋ยวซื้อข้าวเย็นมาฝากเอามั้ย?"
"เจ้าไปโดนอะไรมาน่ะ?" ฉินหมิงสังเกตเห็นว่าที่คอกับมือของเขามีผ้าพันแผลพันอยู่ แถมยังมีเลือดซึมออกมานิดๆ
อู๋เจิงหน้าสลด ก้มหน้าถอนหายใจ "ช่วงสองสามวันนี้ข้าก็เข้าป่าเหมือนกันขอรับ คนที่ไปด้วยกันตายเกลี้ยงสี่คน ฝีมือหอกกับธนูข้ายังพอวัดถูไถไปได้ เลยรอดตายมาหวุดหวิด เฮ้อ การจะหาสารวิเศษในป่าลึกนี่มันยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ"
นี่แหละคือความจริงอันโหดร้าย ผู้ผลัดกายหลายคนถ้าอยากจะยกระดับตัวเอง ก็มีแต่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งแทบทั้งนั้น
พอกลับถึงห้อง ฉินหมิงก็เอา "ผงหยกขาว" ไปทิ้งทันที เพื่อความรอบคอบ มันเป็นแป้งทาตัวสำหรับบุรุษ เอาไว้ดับกลิ่นกายแรงๆ
ตัวเขาไม่ได้มีกลิ่นเหม็นอะไรหรอก แค่จงใจทาตอนปลอมตัวเข้าป่าก็เท่านั้น จากนั้นเขาก็ไปอาบน้ำร้อนจนสบายตัว แล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสะอาดเอี่ยม
ก๊อกๆ "พี่ฉิน ข้าซื้อพายเนื้อกับกับข้าวพื้นๆ มาฝาก ไม่รู้จะถูกปากท่านรึเปล่านะ" อู๋เจิงเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี ตอนออกมาจากภูเขาขาวดำยังทำหน้าตาระรื่น วาดฝันถึงอนาคตอันสดใสอยู่เลย แต่พอดันมาเจอความพ่ายแพ้ซ้ำซากแถมยังมีแผลเต็มตัว ตอนนี้เลยหงอยเป็นหมาป่วยไปซะแล้ว
ขอบตาของอู๋เจิงแดงก่ำ ดูออกเลยว่าแอบไปร้องไห้มาแน่ๆ
"กินด้วยกันหน่อยไหม?" ฉินหมิงชวน
"ไม่ล่ะขอรับ ข้ากินมาจากข้างนอกจนอิ่มแล้ว" อู๋เจิงส่ายหน้า
"งั้นเจ้าก็เอานี่กลับไปกินที่ห้องซะนะ" ฉินหมิงหยิบสารวิเศษขวดนึงออกมา มันคือขวดที่เขาไปซื้อตัดราคามาจากนังงูสาวอูอีอีนั่นแหละ
อู๋เจิงทำหน้างงๆ พอรับมาเปิดดู เห็นของเหลวเปล่งประกายพลังวิเศษไหลเวียนอยู่ข้างใน ก็ตกใจตาเหลือก รู้ทันทีว่ามันคืออะไร
"พี่ฉิน นี่มัน... ของล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกขอรับ" เขารีบปิดฝาขวดแน่น กลัวพลังวิเศษจะระเหยหายไป
"ให้แล้วก็เอาไปเถอะน่า รีบๆ ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นซะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง" ฉินหมิงยัดขวดใส่มืออู๋เจิง
อู๋เจิงอายุเยอะกว่าเขาปีนึงแท้ๆ แต่กลับเรียกเขาว่าพี่ฉินๆ ตลอดเวลา แถมยังจริงใจสุดๆ อีกต่างหาก ในเมื่อฉินหมิงได้เรียนวิชาหอกและธนูของตระกูลอู๋มาแล้ว การจะช่วยดึงเด็กหนุ่มคนนี้ขึ้นมาจากความลำบากสักหน่อย มันก็ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงอะไรหรอก
"พี่ฉิน!" อู๋เจิงวัยสิบเจ็ดน้ำตาคลอเบ้า พยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง แล้วกอดสารพลังวิเศษเดินออกจากห้องไป
พอกินข้าวเย็นเสร็จ ฉินหมิงก็เริ่มตรวจของที่ได้มา มองดูคัมภีร์โบราณเปื้อนเลือดทั้งสามเล่ม เขาก็นึกภาพการฆ่าฟันแย่งชิงออกเลย
ทันทีที่เหยียบเข้าภูเขาใหญ่ ทุกคนไม่ได้เป็นแค่นักล่า แต่เป็นเหยื่อด้วย ต่อให้มี "เบื้องหลัง" ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าตายในป่า ทุกอย่างก็จบเห่
เรื่องราววันนี้มันแปลกพิลึกกึกกือจริงๆ เขาไม่ยักรู้ว่าม้าอสนีม่วงจะมีบารมีล้นฟ้าขนาดนั้น พวกสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ในป่าถึงกับยอมประเคนของขวัญชิ้นโตให้เขาเพื่อประจบมัน
ดันบังเอิญไปเจอมันตั้งสองรอบติด ฉินหมิงคิดแล้วยังอดขำไม่ได้ เขาเดาว่าป่านนี้เจ้าม้าอสนีม่วงคงโกรธจนอกแตกตายคาที่ไปแล้วมั้ง
"คราวหน้าก็อย่าโผล่มาให้ข้าเจออีกก็แล้วกัน" ยังไงเขาก็ไม่อยากจะเจอกับมันอีกแล้ว ขืนโดนจับได้ล่ะก็ มีหวังเกิดพายุลูกใหญ่แน่ๆ
ฉินหมิงไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยสักนิด ตอนเจอกันครั้งแรก เจ้าม้าอสนีม่วงนั่นก็กระโจนกลางอากาศกะจะเหยียบหัวเขาให้แหลก ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้ผลัดกายคนอื่น ป่านนี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว
ช่างหัวมันประไรว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์สูงส่งหรือมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่แค่ไหน ยังไงซะมันก็เป็นสัตว์อันตรายในป่า ส่วนใหญ่ต่างฝ่ายต่างก็มองกันเป็นเหยื่อ เจอหน้ากันทีก็ต้องมีคนตาย ฉินหมิงไม่มีอารมณ์มานั่งเห็นอกเห็นใจพวกตัวประหลาดพวกนี้หรอก
"เหาะเหินบนยอดหญ้า" ฉินหมิงหยิบคัมภีร์ลับวิชาเพลงเตะขึ้นมาเป็นเล่มแรก มองตัวอักษรสามตัวบนหน้าปกด้วยความตื่นเต้น
เขาตั้งใจอ่านอย่างละเอียด พักใหญ่ให้หลัง พอการสั่นพ้องทางจิตวิญญาณเข้ากับอารมณ์ตกค้างของผู้เขียนได้ ผนวกกับความเข้าใจของตัวเอง เขาก็บรรลุวิชาลับนี้จนทะลุปรุโปร่ง
เนื้อหาหลักของคัมภีร์เล่มนี้เน้นไปที่การหลบหนีเป็นหลัก พอโคจร "ปราณวายุ" แบบพิเศษแล้ว ก็จะวิ่งได้เร็วปานสายลม ตัวเบาหวิว พูดง่ายๆ ก็คือวิชาเอาไว้หนีตายนั่นแหละ
ในคัมภีร์เพลงเตะเล่มนี้ก็มีกระบวนท่าโจมตีอยู่บ้าง แต่น้อยนิด ไม่ใช่ใจความสำคัญของมัน
ฉินหมิงรู้สึกว่าวิชา เหาะเหินบนยอดหญ้า เล่มนี้น่าสนใจสุดๆ เขากำลังขาดวิชาหลบหนีแบบนี้อยู่พอดี
จากนั้น เขาก็หยิบเล่มที่สองขึ้นมา ชื่อว่า "หลอมกายา" เป็นวิชาที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย เน้นฝึก 'ปราณหลอม' หวังจะตีแผ่ร่างกายให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
ฉินหมิงรวบรวมสมาธิขั้นสุด สั่นพ้องกับอารมณ์ตกค้างเหล่านั้น บวกกับพรสวรรค์การเรียนรู้ที่เหนือมนุษย์มนาของเขา ก็เข้าใจแก่นแท้ของวิชานี้ได้ไม่ยาก
คัมภีร์เล่มที่สามที่เย็บด้วยปกหนังสัตว์สีทองมีชื่อว่า ‘เกราะแสงทอง’ แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นวิชาคุ้มกันกาย ใช้การรีดเร้นแสงสวรรค์มาเคลือบผิวกายให้กลายเป็นเกราะแสงสีทองเพื่อป้องกันตัว
ถ้าฝึกจนถึงขั้นสูง แสงสีทองจะสาดส่องไปทั่ว และขยายวงกว้างออกไป ไม่ได้ปกคลุมแค่ผิวหนังเท่านั้น
ฉินหมิงถึงกับอึ้งไปเลย ตอนที่เห็นภาพพลังของผู้คิดค้นวิชานี้ นางเป็นผู้หญิงที่ฝึกวิชา "เกราะแสงทอง" จนถึงขั้นสูงสุด แสงสีทองที่แผ่ออกมานั้นหนาเตอะยิ่งกว่ากำแพงเมืองซะอีก!
"ร้ายกาจนัก!" เขาหลุดปากชม มิน่าล่ะ เจ้าแรดขาวถึงได้รีบซ่อนไว้ กะจะเก็บไว้โก่งราคาขายแพงๆ วันหลังแหงๆ
วิชา "เกราะแสงทอง" นี่ไม่ได้มีดีแค่ป้องกันตัว แต่มันยังสามารถยิงปราณแสงสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวออกมาจากเกราะแสงได้ด้วย เพื่อใช้โจมตีศัตรูที่อยู่รอบๆ
ฉินหมิงคิดว่าคัมภีร์เล่มนี้มีค่ามหาศาลมาก 'ปราณแสงทอง' ที่ว่านี่ ต้องเป็นปราณผสมผสานที่แข็งแกร่งสุดๆ แน่นอน
"ไม่รู้ว่าวิชา 'เกราะแสงทอง' นี่ จะเอาไปหลอมรวมกับวิชา 'เกราะเพชรคงกระพัน' ได้รึเปล่านะ ถ้าหลอมรวมกันได้ล่ะก็ พลังป้องกันคงจะพุ่งปรี๊ดเลยล่ะ" เขารอคอยอย่างตื่นเต้น
นอกจากคัมภีร์สามเล่มนี้แล้ว ฉินหมิงยังพกคัมภีร์ม้วนหนังสัตว์กลับมาอีกหลายเล่มด้วย แต่ละเล่มมันไม่สามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณได้หรอก แต่ด้วยความที่เขาหัวไว เขาก็เลยกะจะลองฝึกเองดู
แต่ทว่า ไม่นานเขาก็ต้องขมวดคิ้ว คัมภีร์ที่ซื้อมาจากข้างนอกนี่มันฝึกส่งเดชไม่ได้จริงๆ ข้างในมีกับดักซ่อนอยู่ สิบหน้าแรกยังพอทน พอฝึกไปเรื่อยๆ เลือดลมก็ตีกลับจนอึดอัดไปหมดเลย
เขารีบใช้เคล็ดวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมมาปรับสมดุล ค่อยๆ พ่นลมขุ่นมัวออกจากปาก แล้วโยนคัมภีร์มั่วๆ พวกนั้นทิ้งไปไว้มุมห้อง
เข้าป่าครั้งเดียว ได้ทั้ง เหาะเหินบนยอดหญ้า, หลอมกายา, เกราะแสงทอง มาสามวิชาก็คุ้มเกินพอแล้ว บวกกับ เกราะเพชรคงกระพัน ของเก่อเชียนสวิน แล้วก็ คัมภีร์หลีหั่ว วิชาประหลาดล้ำค่าที่หนิงซือฉีให้มาอีก แค่นี้ก็มีของให้เขาเอาไปหมกมุ่นฝึกได้อีกพักใหญ่แล้ว
ถ้าเขาย่อยคัมภีร์ลับพวกนี้ได้หมด ฝีมือต้องก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้นแน่!
จากนั้น ฉินหมิงก็หยิบหินสีเหลืองหม่นขึ้นมาวางบนมือ สังเกตดูให้ดี มันมีขนาดแค่ฝ่ามือ บนนั้นมีลวดลายลึกลับสลักอยู่
แค่ปลายนิ้วสัมผัส แสงสวรรค์ในกายเขาก็พลุ่งพล่าน พอเขางัดฝ่ามือโคลนเหลืองออกมาใช้ คุณสมบัติของแสงสวรรค์ก็เปลี่ยนตาม ไม่ใช่ปราณสายอ่อนนุ่ม และไม่ใช่ปราณสายแข็งกร้าวที่พัฒนามาจากสายอ่อน แต่เป็นปราณแสงสวรรค์สีเหลืองหม่นที่หนักอึ้งและทรงพลังสุดๆ
นี่แหละคือความสุดยอดของวิชาในคัมภีร์ผ้าไหม มันสามารถหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ชนิดต่างๆเข้าด้วยกันได้ แถมยังเปลี่ยนให้กลายเป็นปราณรูปแบบเดียว หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับแนวทางของสุดยอดวิชาอื่นๆ เพื่อให้ได้ปราณแสงสวรรค์ที่เหมาะสมที่สุดได้อีกด้วย
"ปราณบริสุทธิ์จากชีพจรปฐพีที่ควบแน่นกลายเป็นหิน!" ฉินหมิงรู้แล้วว่ามันคืออะไร ในคัมภีร์ลับวิชาฝ่ามือโคลนเหลืองไม่ได้จดบันทึกไว้ แต่ตอนที่เกิดการสั่นพ้องทางจิตวิญญาณ ชายชราผู้นั้นเคยพึมพำถึงหินประหลาดชนิดนี้
เขาตื่นเต้นจนเนื้อเต้นเลยล่ะ การจะฝึกฝ่ามือโคลนเหลืองให้ถึงขั้นสูงสุดนั้นยากมาก อย่างน้อยต้องรอให้ถึงระดับที่แผ่ปราณแสงสวรรค์ออกมานอกร่างได้ก่อน ถึงจะยกระดับขึ้นไปได้ เพราะตอนนั้นจะสามารถดึงดูดสารพลังวิเศษจากภายนอกมาใช้ได้ อย่างเช่นพลังบริสุทธิ์จากปฐพีได้
ตอนนี้ฉินหมิงได้หินวิเศษที่ควบแน่นจากปราณบริสุทธิ์ของชีพจรปฐพีมาแล้ว มันช่วยเร่งกระบวนการนี้ได้สบายๆ
เขารู้ซึ้งดีว่า ถ้าฝึกฝ่ามือโคลนเหลืองจนถึงขั้นสุดยอด มันจะน่ากลัวขนาดไหน แค่ตบสัตว์ประหลาดยักษ์เท่าภูเขาเบาๆ มันก็แหลกเป็นผุยผงได้ง่ายๆ ปราณสายอ่อนนุ่มสามารถเปลี่ยนเป็นปราณแข็งแกร่งได้ แถมยังดูดซับพลังบริสุทธิ์จากปฐพีมาใช้ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้อีกต่างหาก
ถึงหินก้อนนี้จะไม่ได้ช่วยให้เขาไปถึงจุดนั้นได้ แต่มันต้องช่วยยกระดับฝีมือเขาขึ้นไปได้อีกมากแน่ๆ ทำให้เขามีวิชาฝ่ามือที่มีพลังทำลายล้างมหาศาลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งกระบวนท่า
ในช่วงหลายวันถัดมา ฉินหมิงตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอย่างหนักหน่วง นอกจาก คัมภีร์หลีหั่ว ที่ยากสุดๆและยังไม่ได้แตะต้องแล้ว วิชาอื่นๆ ล้วนก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถรีดเร้นปราณแสงสวรรค์ของวิชานั้นๆ ออกมาได้ในระดับพื้นฐาน
โดยเฉพาะฝ่ามือโคลนเหลือง พอเขาสูบแก่นแท้จากหินวิเศษก้อนนั้นจนหมดเกลี้ยง เวลาซัดฝ่ามือออกไป ระหว่างนิ้วก็จะมีหมอกสีเหลืองจางๆ ลอยคลุ้งอยู่
ตอนที่เขาเอาไปลองวิชา หินประดับก้อนเขื่องกลางลานบ้านก็แหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา แถมภูเขาจำลองก็พังครืนลงมาด้วย
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมไม่ยอมความ ดึงคอเสื้อเขาจะให้ชดใช้ให้ได้ ฉินหมิงไม่อยากให้เรื่องบานปลาย รีบควักทองทิวาจ่ายให้ พร้อมโบ้ยว่าชายชุดดำจากจวนเจ้าเมืองที่ชอบมาหาเขาบ่อยๆ เป็นคนทำ อย่าไปปากโป้งบอกใครล่ะ
"งั้นข้าไม่เอาค่าเสียหายแล้วก็ได้"
"อย่าเลย รับไปเถอะ ข้าต้องชดใช้ให้สิ นี่มันเรื่องสมควรอยู่แล้ว"
……
สองวันต่อมา เมิ่งซิงไห่ให้คนมาตามฉินหมิงไปพบ
จวนเจ้าเมือง ในห้องรับแขก ควันจากกำยานสงบใจในกระถางธูปลอยกรุ่น
เมิ่งซิงไห่ยื่นกระดาษให้เขาสี่แผ่น สีหน้าจริงจัง สั่งให้เขาลองทำความเข้าใจตรงนั้นเลย
ฉินหมิงไม่เข้าใจ แต่ก็รับมาดู ใช้เวลาไม่นานก็วางกระดาษลง แล้วเดินออกไปลองร่ายรำวิชาที่กลางลาน
"รู้สึกยังไงบ้าง?" ไม่นานนัก เมิ่งซิงไห่ก็เดินตามออกมาถาม
"ข้าว่าข้าใกล้จะรีดเร้นปราณแสงสวรรค์สายแรกออกมาได้แล้วขอรับ" ฉินหมิงตอบตามตรง
"เร็วขนาดนี้เชียวรึ?!" เมิ่งซิงไห่ตกใจอีกแล้ว ไอ้เด็กนี่มันสร้างเรื่องประหลาดใจให้เขาได้ตลอดจริงๆ พรสวรรค์สูงปรี๊ดจนเขาเก็บอาการตีหน้าขรึมแทบไม่อยู่
"ข้าเป็นคนเรียนรู้อะไรเร็วมาแต่ไหนแต่ไรแล้วขอรับ ตอนอยู่ตระกูลชุย ใครๆก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น" ฉินหมิงตอบหน้าตาย
เมิ่งซิงไห่พยายามดึงสติ กลับมาทำมาดผู้หลักผู้ใหญ่และเจ้าเมืองผู้สุขุมอีกครั้ง พยักหน้าเอ่ยว่า "อืม นี่เป็นแค่บทนำของเคล็ดวิชาลึกลับที่หลุดรอดออกมาน่ะ ถ้าเจ้าสามารถฝึกขั้นต้นได้สำเร็จ ก็แปลว่าเจ้าสามารถฝึกเคล็ดวิชาฉบับเต็มที่หายากสุดๆ เล่มนั้นได้แล้ว ในเมื่อวิชานี้มันเข้ากับเจ้าได้ดีขนาดนี้ งั้นข้าก็จะยอมแบกหน้าแก่ๆไปขอร้องเพื่อนสนิทสองคน ให้ช่วยหาเคล็ดวิชานี้มาให้เจ้าก็แล้วกัน"
ฉินหมิงเอ่ย "ท่านเพิ่งจะสามสิบต้นๆ ยังหนุ่มแน่น เป็นช่วงเวลาที่กำลังพุ่งทะยาน จะมาบอกว่าหน้าแก่ได้ยังไงกันขอรับ? เด็กหนุ่มวัยกำลังห้าวอย่างข้าต่างหากที่ยังไม่รู้ประสีประสา ต้องพึ่งใบบุญท่านอาเมิ่งอีกเยอะขอรับ"
เมิ่งซิงไห่หัวเราะลั่น "ไอ้เด็กนี่ ปากหวานจริงนะเนี่ย เอางี้ไหม... ข้ารับเจ้าเป็นลูกบุญธรรมซะเลยดีกว่า"
"ท่านอา ท่านไม่ได้แก่กว่าข้าขนาดนั้นซะหน่อยนะขอรับ" ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า เมิ่งซิงไห่ดูจะยุ่งมาก แค่ชั่วพริบตาเดียวก็มีคนมาขอเข้าพบตั้งหลายคน
ไม่นาน เขาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากเมิ่งซิงไห่สืบสวนอย่างละเอียด บวกกับข่าวกรองที่ได้จากเก่อเชียนสวิน ก็พบว่ากลุ่มโจรทองคำดันมีธุรกิจมืดซุกซ่อนอยู่ในเมืองฉีเสียเพียบ
เห็นได้ชัดว่า กลุ่มโจรทองคำเริ่มได้กลิ่นตุๆ มาสักพักแล้ว คิดจะรีบถอนตัวจากกิจการพวกนั้น แล้วหอบสมบัติหนีไปให้หมด
เมิ่งซิงไห่รู้ว่ารอช้าไม่ได้อีกแล้ว ต้องลงมือเดี๋ยวนี้ จะปล่อยให้พวกมันหอบเงินหนีไปไม่ได้เด็ดขาด
เขาเข้าใจดีว่า ถ้าลงมือปุ๊บ กลุ่มโจรทองคำต้องแห่กันมาแก้แค้นและเอาคืนแน่ๆ พวกมันคงไม่กล้าแหยมกับเมิ่งซิงไห่หรือเมืองฉีเสียตรงๆ แต่อาจจะไประรานสร้างความวุ่นวายตามเขตแดนรอบนอกแทน
"ท่านอาเมิ่ง ข้าต้องขอตัวกลับไปภูเขาขาวดำชั่วคราวขอรับ!" ฉินหมิงผุดลุกขึ้นพรวด เขารู้เต็มอกว่า ถ้ากลุ่มโจรทองคำคิดจะแก้แค้นการกระทำของเมิ่งซิงไห่ล่ะก็ มันต้องลามไปถึงเขตภูเขาขาวดำแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเคยลงมือล้างบางสันเขาไก่ทองมากับมือ ความแค้นตรงนั้นคงถูกกลุ่มโจรทองคำจดบัญชีดำไว้เป็นอันดับต้นๆแน่
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วิถีของผู้ผลัดกาย ฉินหมิงก็ทะลวงด่านมาได้ตลอดรอดฝั่ง ถือว่าราบรื่นทีเดียว เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้การต่อสู้จริงมาทดสอบฝีมือตัวเอง เขาอยากจะไปลุยแหลก เพื่อปกป้องดินแดนห่างไกลที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ ให้รอดพ้นจากการโจมตีของพวกโจรทองคำ!