เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 85 โกรธจัด

บทที่ 85 โกรธจัด

บทที่ 85 โกรธจัด


บทที่ 85 โกรธจัด

ร่างของม้าอสนีม่วงสั่นเทิ้มเล็กน้อย นี่คืออาการของความโกรธจัด มันรู้สึกอับอายขายหน้าสุดๆ ที่ต้องมาเจอไอ้มนุษย์คนเดิม แล้วยังโดนขี่หลังเป็นครั้งที่สองอีก!

"อย่าเกร็งสิ ไม่ต้องกลัว เมื่อก่อนข้าก็เคยเจอม้าอัสนีม่วงตัวนึงเหมือนกันนะ ตัวนั้นใจกล้ากว่าเจ้าเยอะเลย แถมยังดื้อรั้นสุดๆ ขู่ฟ่อๆ ใส่ข้า แถมยังส่ายหัวดุ๊กดิ๊กอีกต่างหาก" ฉินหมิงลูบปลอบมัน

แต่เขากลับพบว่า เจ้าสัตว์พาหนะจำเป็นตัวนี้ ยิ่งสั่นหนักกว่าเดิมอีก นี่มันจะขี้ขลาดเกินไปแล้วมั้ง?

ม้าอสนีม่วงโกรธจนขนลุกชันไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนตัวจะระเบิดอยู่แล้ว!

ไอ้ศัตรูคู่อาฆาตนี่จำมันไม่ได้ก็ดีอยู่หรอก แต่ดันมาพูดจาดูถูกมันตอนนั้นลับหลังเนี่ยนะ

ส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก ขู่ฟ่อๆ? นี่มันคำพูดป่าเถื่อนอันใดกัน? สัตว์สูงศักดิ์อย่างมันจะไปทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นได้ยังไงกัน ม้าอัสนีม่วงอยากจะแหกปากร้องลั่น โกรธจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!

"ไปเร็ว ตามคนเมื่อครู่นี้ไป!" ฉินหมิงเร่งเร้า พร้อมกับบอกว่า พอวิ่งไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หายเกร็งเองแหละ

ม้าอัสนีม่วงไม่ใช่แค่จะระเบิดนะ แต่โกรธจนแทบจะเหาะขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ

ถ้ามันไม่รู้ว่าไอ้หมอนี่มี 'ปราณยึดติด' ที่เหนียวหนึบยังกะตังเม แกะยังไงก็ไม่ออกล่ะก็ มันคงสลัดไอ้หมอนี่ทิ้ง แล้วกระทืบหน้ามันให้แหลกไปตั้งนานแล้ว

มันพยายามอดทน ค่อยๆ ซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้า

ม้าอสนีม่วงรู้ดีว่ามนุษย์ผู้นี้วิปริตผิดมนุษย์มนา แค่ตัวคนเดียวก็กวาดล้างสันเขากระทิงป่า... เดี๋ยวก่อน กวาดล้างสันเขาไก่ทองจนสิ้นซาก

มันเฝ้ารอคอยโอกาสอย่างเงียบๆ อย่างไรเสีย ตอนนี้มันก็ผ่านการกลายพันธุ์รอบที่สี่มาแล้ว ไม่ใช่ม้าอัสนีม่วงตัวเดิมอีกต่อไป!

มันประเมินความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายอย่างจริงจัง ตราบใดที่อีกฝ่ายยอมลงจากหลังของมัน มันก็น่าจะเตะอัดมนุษย์ผู้นี้จนตัวแตกได้

"หยุด สถานการณ์ไม่ชอบมาพากล" ฉินหมิงตบหลังมันเบาๆ

ม้าอสนีม่วงรู้สึกขนลุกซู่ ลอบสบถด่าในใจ มนุษย์ผู้นี้เรื่องมากเสียจริง ประเดี๋ยวให้ตาม ประเดี๋ยวให้หยุด

สีหน้าของฉินหมิงเคร่งขรึมลง เขาตั้งสติรวบรวมสมาธิ ปล่อยให้สัญชาตญาณการรับรู้แผ่ขยายออกไป

ทะเลสาบแถบนี้มีต้นไม้ขึ้นหรอมแหรม เขาจึงสังเกตเห็นสภาพความผิดปกติในเงามืดได้อย่างง่ายดาย

เขาพบว่ามีนกพูดได้ตัวหนึ่งเกาะอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี มันแทบจะกลืนไปกับง่ามไม้ เห็นได้ชัดว่ากำลังลอบสังเกตการณ์เขาอยู่

ฉินหมิงพลันมีน้ำโห นี่มันขุมกำลังใหญ่ฝ่ายไหนส่งมาอีกล่ะเนี่ย?

หรือว่าต่อให้เขาเปลี่ยนโฉมหน้า กลายเป็นเจ้าอ้วนลงพุงแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นสายตาของพวกมันอีก?

ฉินหมิงตีหน้าตาย ลอบสังเกตอย่างเงียบเชียบ จนพบอีกาอีกตัวหนึ่ง ไม่เพียงแต่มันจะคอยจับจ้องเขา แต่มันดูเหมือนจะตื่นตระหนกสุดขีดอีกด้วย

เขาแค่เข้าป่ามาหนเดียว ก็มีคนส่งนกสายลับแสนรู้มาสะกดรอยตามเสียแล้ว

ตอนนี้ฉินหมิงไม่มีอารมณ์จะไปตามล่าชายชุดเทาอีกแล้ว ภัยมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ตรงหน้าทำให้เขาต้องให้ความสำคัญมากกว่า

ครั้งนี้ แม้เขาจะไม่ได้พกคันธนูหนักอึ้งสะดุดตาที่ยึดมาจากจ้าวจิ่งซั่วติดตัวมาด้วย แต่เขาก็ยังสะพายธนูและลูกศรที่เคยซื้อไว้ก่อนหน้านี้มา

ไม่ต้องสงสัยเลย นกทั้งสองตัวล้วนเป็นสัตว์ประหลาดที่มีความระแวดระวังสูงลิ่ว ทันทีที่เห็นฉินหมิงปลดคันธนูลง พวกมันก็ตีปีกพรึ่บพรั่บทะยานบินขึ้นฟ้าทันที

น่าเสียดายที่พวกมันดันมาเจอกับฉินหมิง ผู้ผสานสี่วิชาสุดยอดทั้งดาบ หอก ค้อน และเกาทัณฑ์ไว้ในร่างเดียว ฝีมือยิงธนูของเขาในระยะแค่นี้ รับรองว่ายิงไม่พลาดเป้าแน่นอน!

"อ๊าก ไว้ชีวิตด้วย อย่าฆ่าข้าเลย!" นกพูดได้สายพันธุ์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความกะล่อน ซึ่งหมายความว่าเป็นพวกไร้กระดูกสันหลัง ทันทีที่ปีกโดนศรเสียบทะลุ ร่วงหล่นกระแทกพื้น มันก็เริ่มร้องขอชีวิตทันที

ส่วนอีกาตัวนั้นกลับมีนิสัยทรหดอดทน แม้ปีกทั้งสองข้างจะถูกลูกศรปักทะลุ แต่มันกลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ ร่วงหล่นลงริมทะเลสาบ

ม้าอสนีม่วงร้องก้องในใจ ซวยแล้วไงล่ะ คราวนี้แม้แต่หูตายังโดนสอยร่วงลงมาหมด

นับตั้งแต่เกิดเรื่องคราวที่แล้ว แม้แต่ตอนอาบน้ำ มันก็ยังต้องมีลูกกระจ๊อกสองตัวคอยดูลาดเลาให้ ทว่าไอ้หน้าโง่สองตัวนี้กลับไม่ได้ทำประโยชน์อันใดเลย แถมยังโดนรวบหัวรวบหางจับตัวมาเป็นคู่ซะอีก

นกทั้งสองตัวรู้สึกอยุติธรรมอย่างยิ่ง ใครจะไปคิดว่ามนุษย์ผู้นี้จะรวดเร็วปานนี้ ขนาดม้าอสนีม่วงที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคมเหนือชั้นยังตอบสนองไม่ทัน แล้วประสาอะไรกับพวกมันที่จะไปทันสังเกตเห็น

อีกอย่าง พอนกทั้งสองตัวเห็นว่าท่านหญิงไม่ได้ขัดขืนอะไร พวกมันก็เลยแอบงง กะจะขอดูลาดเลาก่อน ว่าจำเป็นต้องไปรายงานใครรึเปล่า

"เจ้า ดึงศรเหล็กบนปีกออกซะ แล้วบินมานี่" ฉินหมิงออกคำสั่ง

นกพูดได้รู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว นี่มันไปเจอคนอำมหิตระดับไหนกันเนี่ย? ถึงได้มาจงเกลียดจงชังนกตัวเล็กๆ แบบนี้!

นกพูดได้ ลำตัวยาวประมาณฝ่ามือ ขนสีฟ้าอ่อนทั้งตัว ดวงตากลมโตดุจอัญมณีสีนิล มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนกหัวขโมยแสนรู้ มันกัดฟันข่มความเจ็บปวด ตีปีกกระพือ ดิ้นรนจนหลุดออกจากศรเหล็กดอกนั้น

"ไป ช่วยอีกาตัวนั้นหน่อย" ฉินหมิงสั่ง

วิหคทมิฬที่โดนศรเสียบทะลุสองดอกแอบกลอกตา ใครเป็นอีกากันวะ?!

"ใต้เท้าขอรับ มันคือนกเอี้ยง แค่ตัวใหญ่ไปหน่อย อีกามีจะงอยปากสีดำ คนทั่วไปเลยมักจะด่าพวกมันว่าไอ้ปากมอม ส่วนนกเอี้ยงจะมีจะงอยปากสีเหลือง อืม... ตัวนี้มีจะงอยปากสีทองขอรับ" นกพูดได้ใช้จะงอยปากช่วยดึงลูกศรให้นกเอี้ยงพลางเจื้อยแจ้วอธิบายไปพลาง

ฉินหมิงแยกแยะไม่ออก ก็เลยแอบเสียหน้านิดหน่อย "ใครใช้ให้เจ้าอธิบายฮะ? ไอ้นกปากพล่อย!"

นกพูดได้สีฟ้าครามพลันหุบปากฉับ การประจบสอพลอครั้งนี้ช่างเหมือนเอาหน้าไปซุกกีบลาชัดๆ!

"พวกเจ้าทั้งสองตัว เข้ามานี่" ฉินหมิงถือธนูแกว่งข่มขู่

ท้ายที่สุด นกทั้งสองก็กระพือปีก บินโซซัดโซเซมาเกาะลงบนไหล่ของฉินหมิง

พวกมันรู้สึกเหมือนตัวโดนทากาวติดหนึบ ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด นี่มันต้องเป็นปราณแสงสวรรค์แบบพิเศษสุดๆ แน่ๆ

ชั่วพริบตา นกสอดแนมสองตัวของม้าอัสนีม่วงก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ หรือว่าไอ้หมอนี่... จะเป็นไอ้โรคจิตที่ทำตัวเหมือน "ปลิงดูดเลือด" จนทำให้ท่านหญิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กัดฟันกรอดๆคนนั้น?

นี่คือ... บังเอิญมาเจอกันอีกแล้วงั้นรึ? นกทั้งสองตัวล้วนรู้สึกว่าเรื่องนี้หลุดโลกเกินไป ไม่น่าเชื่อเลยว่านายเหนือหัวจะดวงซวยบัดซบขนาดนี้ คงได้โมโหจนอกแตกตายแน่!

ม้าอสนีม่วงและนกทั้งสองต่างพากันสาปแช่งในใจ อารมณ์ขุ่นมัวจนแทบคลั่ง

ฉินหมิงเองก็รู้สึกอึดอัดไม่ต่างกัน ตลอดการเดินทางครั้งนี้มีแต่อุปสรรคขวากหนาม ความกดดันของเขาหนักหน่วงเกินไปแล้ว

เขาถอนหายใจแผ่วเบา "ศัตรูมุ่งหวังให้ข้าตาย ไม่เคยยอมรามือเลย"

จากนั้น เขาก็จ้องเขม็งไปที่นกทั้งสองราวกับยมทูตทวงวิญญาณ "พูดมา พวกเจ้าเป็นคนของใคร ส่งมาสะกดรอยตามข้าตั้งแต่เมื่อไหร่?"

สถานการณ์บ้าอันใดกันเนี่ย? นกทั้งสองอ้าปากค้าง ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ มึนงงไปตามๆ กัน

"ดูสายตาซื่อบริสุทธิ์ของพวกเจ้าสิ ยังจะมาแกล้งโง่ใส่ข้าอีกรึ? รีบคายออกมา ไม่งั้นข้าจะตบให้แบนเป็นเนื้อบดทีละตัวเลย!" ฉินหมิงประกาศกร้าว

ขาดคำ เขาก็ตบลงบนหลังของม้าอสนีม่วงฉาดใหญ่ เสียงดังเพียะฟาดเข้าเต็มเปา

ผลลัพธ์ช่างชัดเจนยิ่งนัก นกทั้งสองตัวตกใจกลัวจนสั่นเทิ้ม เพราะนายเหนือหัวของตนดันโดนตบเสียอย่างนั้น!

ม้าอสนีม่วงพ่นไอหมอกออกมาจากปาก ขนทั่วร่างไหลเวียนไปด้วยละอองแสงสีม่วง มันชักจะเหลืออดแล้วจริงๆ โดนรังแกขนาดนี้ เกิดมามันเคยต้องกล้ำกลืนฝืนทนปานนี้ที่ไหนกัน

แต่ในห้วงวินาทีสุดท้าย มันพลันสัมผัสได้อย่างน่าสะพรึงว่า ปราณแสงสวรรค์ที่มนุษย์ผู้นี้แผ่ออกมาตามธรรมชาตินั้น ทรงพลังกว่าคราวก่อนอยู่หลายขุม นี่เขา... ยกระดับแล้วงั้นรึ?

ความคิดที่อยากจะแลกชีวิตกับอีกฝ่ายพลันเจือจางหายไปชั่วขณะ เอาไว้ก่อน... ต้องทน!

"อีกา เริ่มจากเจ้าก่อน หากกล้าพูดผิดแม้แต่คำเดียว ข้าจะถอนขนเจ้าสักร้อยเส้น!" ฉินหมิงข่มขู่ เขารู้สึกว่าไอ้พวกนกพูดได้นั้นกะล่อนเกินไป จึงเลือกที่จะจัดการกับไอ้ตัวดำเมี่ยมก่อน

"ใต้เท้า ข้าขอสาบานว่าจะไม่โกหก แต่ข้าไม่กล้ารับประกันว่าทุกคำจะมีความหมายแม่นยำ อย่างไรเสียข้าก็ไม่ใช่มนุษย์ พรสวรรค์ด้านภาษาจึงไม่ได้สูงส่งนัก อีกอย่าง... ข้าคือนกเอี้ยง" ประโยคหลังเสียงของมันเบาหวิว เพราะเห็นว่ามนุษย์ผู้นั้นกำลังถลึงตาใส่มัน

"หรือเจ้าอยากให้ข้าเรียกเจ้าว่าพี่เอี้ยง? ตอนนี้เจ้าคืออีกา เลิกพล่ามเรื่องไร้สาระได้แล้ว"

"ก็ได้ ข้าคืออีกา แต่นี่ถือว่าข้าไม่ได้โกหกนะ" นกเอี้ยงจริงจังและเคร่งครัดมาก

จากนั้นมันก็สาบานว่าไม่ได้จับตาดูฉินหมิงจริงๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบเจอเขามาก่อน และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาเลย

"ใต้เท้า พวกข้าจะไปหาเรื่องท่านโดยไร้เหตุผลได้อย่างไร พวกข้าอาศัยอยู่ในภูเขาใหญ่..." นกพูดได้ก็ร่วมสาบานด้วย ว่าไม่เคยเห็นหน้าฉินหมิงมาก่อน หากพูดปดขอให้ตายตกยกเผ่าพันธุ์

ฉินหมิงเหลือบมองมันแวบหนึ่ง วิหคหัวขโมยตัวนี้กล้าสาบานโหดเหี้ยมปานนี้เชียวหรือ?

เขาลองนึกทบหอกดู ตลอดทางที่ผ่านมาก็ไม่น่าจะมีใครสะกดรอยตามมาได้

"แล้วพวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?" ฉินหมิงเค้นถามเสียงแข็ง

นกพูดได้ตอบ "ใต้เท้า ท่านเคยได้ยินเรื่องตลาดมืดในหมอกราตรีหรือไม่? หนึ่งเดือนจะปรากฏขึ้นในภูเขาใหญ่สักครั้ง พวกข้าอยากติดตามใต้เท้าม้าอสนีม่วงผู้สูงส่ง เผื่อว่าจะแฝงตัวเข้าไปได้"

ใจของฉินหมิงกระตุกวาบ เขาเคยฟังสวีเซิ่งเล่าว่า นั่นคือเขตแดนพิเศษสำหรับการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ ต้องมีคนรู้จักคอยชักชวนถึงจะเข้าไปได้ และจะจัดขึ้นเดือนละครั้ง

ว่ากันว่า ตลาดมืดในหมอกราตรีก็มีการแบ่งระดับ ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องบุกเข้าไปในส่วนลึกของภูเขาใหญ่ แม้ที่นี่จะไม่มีเจ้าแห่งขุนเขา แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ที่อันตรายอยู่มากมาย ซึ่งล้วนยึดครองพื้นที่อยู่ชั้นในสุดของเทือกเขา

"ตลาดมืดนี่อยู่ระดับไหน?" ฉินหมิงถาม เขาเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะถ้าหากมีแต่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ เขาก็ไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย

สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ก็เหมือนกับมนุษย์ การกลายพันธุ์ถึงเก้าครั้งนับเป็นตัวแปรผ่าเหล่าที่แทบจะไม่มีโอกาสได้พบเจอ

ฉินหมิงเพิ่งจะเอาเก่อเชียนสวิน ผู้ผลัดกายครั้งที่เจ็ด มาเป็นหนูทดลองพลังหลังจากหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ทุกแบบเข้าด้วยกัน เขามั่นใจเลยว่าตัวเองสามารถไปเดินเล่นในตลาดมืดนี่ได้สบายๆ

เขาไม่กลัวเลยสักนิดว่าจะถูกพวกตัวประหลาดหมายหัว หากมีสัตว์ประหลาดที่มีพลังวิเศษแอบตามเขามา อาจจะกลายเป็นว่ามันนั่นแหละที่จะกลายมาเป็นสารวิเศษให้เขาซะเอง

"ข้าขอตามเจ้าเข้าไปด้วยได้ไหม?" ฉินหมิงเอ่ยถามม้าอสนีม่วงที่ตนนั่งทับอยู่

ม้าอสนีม่วงกระทืบกีบเท้าลงบนพื้นหินจนแหลกละเอียด หากต้องแบกไอ้ปลิงเกาะติดหนึบนี่เข้าไป ชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของมันจะเอาไปไว้ที่ไหน? ชาตินี้คงไม่มีหน้าไปสู้ใครได้อีก

นกพูดได้เอ่ยขึ้น "ใต้เท้า ท่านเข้าไปสภาพนี้ไม่ได้เด็ดขาดขอรับ หากสิ่งมีชีวิตอื่นเห็นท่านควบขี่ม้าอสนีม่วงผู้สูงส่งเช่นนี้ จะต้องมีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์คอยจับจ้องท่านในมุมมืดแน่นอน มันสะดุดตาเกินไป โดดเด่นดุจกระเรียนในฝูงไก่ ไม้ใหญ่ล้ำหน้าป่ามักโดนลมโค่นพังทลายนะขอรับ"

ฉินหมิงรับฟังคำแนะนำอย่างว่าง่าย กระโจนลงจากหลังม้า เพราะเห็นว่าสิ่งที่นกพูดได้กล่าวนั้นมีเหตุผลจริงๆ

แต่มือเขาก็ยังจับตัวม้าอัสนีม่วงไว้ไม่ปล่อย ปราณยึดติดพร้อมทำงานทุกเมื่อ

เขาเอ่ยปาก "พี่ชายม่วง หรือพี่สาวม่วงล่ะเนี่ย? ข้าขี่หลังเจ้าแบบนี้ เจ้าคงไม่ผูกใจเจ็บหรอกกระมัง? คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าว่าเจ้าออกจะนิสัยดี ดีกว่าเจ้าม้าอสนีม่วงจอมเกรี้ยวกราดตัวก่อนเป็นร้อยเท่า ข้าแค่จะไปเปิดหูเปิดตา ขอร่วมทางไปกับเจ้าได้หรือไม่?"

สาเหตุหลักเป็นเพราะฉินหมิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ฝีมือของเขาแข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดในสถานที่พรรค์นั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว ต่อให้ไปก่อเรื่องจริงก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใด

"ข้างหน้าคงไม่ใช่รังของพวกเจ้าหรอกนะ? ข้าขอบอกไว้ก่อน หากข้าเป็นอะไรไป พวกเจ้าต้องตัวแตกตายก่อนข้าแน่นอน" พูดจบ ฉินหมิงก็รวบรวมปราณแสงสวรรค์ที่ผสานจนสมบูรณ์แบบ ไหลเวียนเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ในมือขวา เขาปัดมือเบาๆ หินยักษ์ก้อนหนึ่งริมทางก็แหลกสลายไปอย่างไร้สุ้มเสียง

การทำลายล้างที่ไร้เสียงย่อมน่าสะพรึงกลัวกว่าการทุบตีจนระเบิดตูมตามเสียอีก

ม้าอัสนีม่วงตัวเกร็งไปหมด มันรู้สึกได้เลยว่าไอ้โรคจิตคนนี้มันน่ากลัวกว่าคราวก่อนตั้งเยอะ แต่พอถอดหน้ากาก ถอดชุดเกราะออก ทำไมหมอนี่ถึงได้ดูอ้วนตุ๊ต๊ะแบบนี้ล่ะ? มันแอบด่าในใจว่า: ไอ้หมูตอน!

"พี่ชายม่วง พี่สาวม่วง นกทั้งสองตัวบอกว่าเจ้าสูงส่งนัก บ้านเจ้าอยู่ที่ใด ซุกหัวนอนอยู่ที่เทือกเขาไหนล่ะ?" ฉินหมิงพยายามลดทอนความตึงเครียด

ม้าอัสนีม่วงคิดในใจว่า ถ้าขืนหลุดคำว่า 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์' ออกไป มีหวังแกตกใจตายแน่ แต่ก็คงจะฆ่าพวกข้าปิดปากไปด้วยแหงๆ

"เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่าพี่ชายม่วงหรือพี่สาวม่วงสูงส่งนัก มันดูตรงไหนล่ะ?" ฉินหมิงหันไปถามนกทั้งสองตัวที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วได้

"ลวดลายเทวะแต่กำเนิดขอรับ" นกพูดได้อยากจะเยินยอให้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยความลับมากเกินไป จึงจำต้องตอบปัดไปแค่สี่พยางค์

"อืม ขอดูหน่อยสิ เหมือนจะมีลวดลายลึกลับอะไรสักอย่างอยู่ตรงคอจริงๆ ด้วยแฮะ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ นี่เจ้าติดแผงคอปลอมด้วยเรอะ? บ้าน่า นี่เจ้าถึงขั้นใส่ขนปลอมเลยเหรอ อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นขี้เรื้อนน่ะ?" ฉินหมิงอุทานด้วยความประหลาดใจ ใต้คอของม้าอสนีม่วงตัวนี้ดูเหมือนจะมีผิวหนังเพิ่มมาอีกชั้น

เจ้านั่นแหละที่เป็นขี้เรื้อน นั่นมันเสื้อผ้าของข้าโว้ย! ม้าอสนีม่วงลอบสบถด่า แทบจะพ่นภาษามนุษย์ด่ากราดออกมาอยู่รอมร่อ

"นั่นก็เพื่อไม่ให้โดดเด่นสะดุดตา ลวดลายเทวะทั้งร่างมันแสบตาเกินไปน่ะขอรับ" นกพูดได้อธิบาย

ตลาดมืดในหมอกราตรีครั้งนี้จัดขึ้นภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง หมอกลงจัดจนขาวโพลน โดยมีสัตว์ประหลาดภูเขาที่ผ่านการกลายพันธุ์มาแล้วหกครั้งคอยเฝ้าปากทางเข้า

ก่อนจะเข้าไปใกล้ ฉินหมิงได้เอ่ยเตือน "เดี๋ยวพวกเจ้าทั้งสามตัวจงทำหน้าตาให้มันเป็นธรรมชาติหน่อย หากใครกล้าแสดงพิรุธจนข้าจับได้ ข้ารับรองว่าจะสับพวกเจ้าให้เละเป็นโจ๊กตรงนั้นเลย ทางที่ดีควรปั้นหน้ายิ้มแย้มเข้าไว้"

เขาประเมินดูแล้ว ไม่แน่อาจจะบังเอิญไปเจอสัตว์คนรู้จักของม้าอสนีม่วงในภูเขาแห่งนี้เข้าก็ได้

ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก บางทีอาจจะได้ของวิเศษติดไม้ติดมือที่ช่วยให้เขาผลัดกายรอบที่ห้าได้

ภายในหุบเขาคึกคักเป็นอย่างยิ่ง มีสิ่งมีชีวิตทุกสารทิศมารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า หมียักษ์เขาเดียวที่เดินเตาะแตะ นกนักล่าร่างสีเงินยวงทั้งตัว และสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์อีกมากมายที่เรียกชื่อไม่ถูก

ฉินหมิงเพิ่งจะเดินตระเวนได้ไม่นานก็รู้สึกว่าชักจะทะแม่งๆแล้ว เพราะม้าอสนีม่วงดึงดูดสายตาให้คนหันมามองได้ไม่ใช่น้อย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ที่มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดาทั้งนั้น

"งานเข้าแล้ว!" เขาตระหนักได้ว่า ตนประเมินฐานะของม้าอสนีม่วงต่ำเกินไปมาก

"อืม ไม่เป็นไร พวกตัวประหลาดที่มีอยู่ตอนนี้ยังพอรับมือไหว รีบดูดีกว่าว่ามีของล้ำค่าอะไรบ้าง ถ้าไม่มีก็เผ่นทันที" ฉินหมิงประเมินสถานการณ์อย่างคร่าวๆ

ไม่นานเขาก็ต้องตกตะลึง เพราะพลังแสงสวรรค์ในกายเขาเกิดปฏิกิริยา มันมีการสั่นพ้องอย่างประหลาดกับหินสีเหลืองหม่นก้อนหนึ่งบนแผงลอย ราวกับว่ามันอยากจะ... กลืนกินเข้าไป

นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? เขาไม่เคยประสบพบเจอเรื่องพรรค์นี้มาก่อนเลย

จากนั้นเขาก็พบความผิดปกติบางอย่าง ทันทีที่เอื้อมมือไปสัมผัสหินขนาดเท่าฝ่ามือก้อนนั้น ฝ่ามือโคลนเหลืองก็แทบจะปลดปล่อยอานุภาพออกมา

"หินก้อนนี้ขายอย่างไร?" ฉินหมิงเอ่ยถาม

"ไม่มีราคาค่างวดอันใดหรอก เอาไว้ทับผ้าปูแผงเฉยๆ หากเจ้าชอบ ข้ายกให้เลยก็ได้" สัตว์ประหลาดภูเขารูปร่างคล้ายมนุษย์เอ่ยปาก ร่างกายของมันเต็มไปด้วยขนสีเขียว มันแสยะยิ้มแสดงเขี้ยวสีเขียวน่าเกลียดน่ากลัวพูดขึ้นมา

มันพูดจากับฉินหมิงอย่างสุภาพ ทว่าสายตากลับจ้องมองม้าอสนีม่วงอย่างเป็นประกาย

ฉินหมิงเดาว่ามันคงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหินก้อนนี้คือสิ่งใด และที่สำคัญคือมันอยากจะประจบประแจงม้าอสนีม่วง จึงได้ใจป้ำถึงเพียงนี้

"เอ้านี่ ทองทิวาหนึ่งเหรียญ" ฉินหมิงรีบคว้าหินมายัดใส่กระเป๋าทันที ขณะเดียวกันเขาก็คิดจะชิ่งหนีแล้ว ม้าอสนีม่วงข้างกายตัวนี้ดูไม่ชอบมาพากลอย่างแรง

"อืม แล้วหนังสือเล่มนี้ขายเท่าไหร่?" เขายังไม่ทันก้าวขาออกไป ก็ชำเลืองเห็นคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งบนแผงลอยข้างๆ จิตวิญญาณของเขาเกิดการสั่นพ้องขึ้นมา เขาจึงหยุดชะงักทันที

"สิบเหรียญทองทิวาก็พอแล้ว ไม่ใช่วิชาระดับสูงอะไรหรอก" สัตว์ประหลาดภูเขาตนนี้ก็กระตือรือร้นไม่แพ้กัน

ม้าอสนีม่วงโกรธจนอกแทบแตก ลอบด่าทอในใจ พวกเจ้าคิดว่านี่เป็นสหายร่วมทางของข้ารึไง? ถึงได้ยอมแจกให้ชุบมือเปิบแบบนี้ ข้าโดนมันลักพาตัวมาต่างหากเล่า!

มันรู้ตัวแล้วว่าฉินหมิงกำลังใช้มันเป็นเครื่องมือหาของดีราคาถูก มันทั้งโกรธทั้งแค้น แต่ก็ไม่กล้าแสดงออก กลัวจะโดนมือมหาประลัยของอีกฝ่ายที่แตะตัวมันอยู่ซัดกระเด็นไปเกิดใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือ แถวนี้ไม่มีสัตว์ประหลาดระดับสูงพอจะช่วยมันได้เลยด้วยซ้ำ

จบบทที่ บทที่ 85 โกรธจัด

คัดลอกลิงก์แล้ว