- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 80 ความผิดปกติ
บทที่ 80 ความผิดปกติ
บทที่ 80 ความผิดปกติ
บทที่ 80 ความผิดปกติ
เบื้องหลังของฉินหมิงและสวีเซิ่ง คือเมืองฉีเสียที่สว่างไสวเจิดจ้าประดุจเวลากลางวัน ภายในกำแพงเมืองสูงใหญ่ที่ก่อด้วยหินสีน้ำเงินล้วนเต็มไปด้วยแสงสว่างสุกใส
ทว่าเบื้องหน้าของพวกเขา กลับเป็นป่าทึบที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกราตรี ภูเขาสูงตระหง่านเรียงรายสลับซับซ้อน เงาดำทะมึนของแมกไม้ชวนให้รู้สึกวังเวงและน่าสะพรึงกลัว
ราวกับว่าโลกเบื้องหน้าและเบื้องหลังของพวกเขา คือโลกสองใบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สวีเซิ่งเอ่ยขึ้น "หลังจากเสียงฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป ภูเขาก็จะกลับมามืดสลัวลงชั่วคราว แต่รออีกไม่กี่วัน พอบ่อน้ำพุเพลิงใต้ดินตื่นขึ้นและเริ่มปะทุเต็มที่ เมื่อนั้นป่าเขาลำเนาไพรก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ"
แต่ถึงจะเป็นตอนนี้ สภาพป่าก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว หิมะที่เคยปกคลุมละลายหายไปเกือบหมด กลิ่นดินชื้นๆ ลอยแตะจมูก และต้นไม้เก่าแก่บางต้นก็เริ่มผลิยอดอ่อนออกมาให้เห็น
"สงสัยดวงพวกเราจะพุ่งปรี๊ดแล้วล่ะมั้ง!" โจวหลินร้องด้วยความตื่นเต้น พลางชี้ปลายหอกไปข้างหน้า
ตอนนี้พวกเขาทะลวงเข้ามาถึงใจกลางหุบเขาแล้ว
"นั่นมันพืชกลายพันธุ์ไม่ใช่รึ? แม่จะรวยแล้วเว้ย!" โจวหลินเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ แต่ด้วยความห้าว นางถึงชอบแทนตัวเองว่า 'แม่'
"ดูเหมือนจะเป็นพืชวิเศษที่อัดแน่นไปด้วยสารพลังวิเศษจริงๆด้วย แถมเพิ่งจะงอกออกมาซะด้วย พวกเรามาทันเวลาพอดีเลย!" ขนาดสวีเซิ่งเองก็ยังตื่นเต้นจนตาโต
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ทั้งสามคนวิ่งหน้าตั้งพุ่งตรงไปยังจุดนั้นทันที
ท่ามกลางดงไม้ มีต้นไม้โบราณรูปร่างประหลาดต้นหนึ่งกำลังเบ่งบานดอกสีเงินยวง เปล่งประกายแสงสว่างจ้า ค่อยๆ ขับไล่ความมืดมิดในบริเวณนั้นออกไป
พืชกลายพันธุ์พวกนี้ สามารถทำให้สิงสาราสัตว์เกิดการกลายพันธุ์ได้ และถ้ามนุษย์กินเข้าไป ก็จะช่วยยกระดับร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น จนสามารถบรรลุการผลัดกายได้ทันทีหนึ่งระดับ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉินหมิงเห็นพืชกลายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ตอนที่เดินทางไปเมืองอิ๋นเถิงกับลุงสวี่ เขาเคยเห็นพืชกลายพันธุ์ที่ปล่อยละอองแสงสีแดงราวกับฝูงผีเสื้อบินว่อนมาแล้ว
เสียดายที่ตอนนั้นพวกเขาอยู่ไกลเกินไป กว่าจะไปถึง กลีบดอกไม้ก็ถูกพายุพัดปลิวหายไปในความมืดหมดแล้ว
"มาทันจริงๆด้วย!" สวีเซิ่งดีใจจนเนื้อเต้น
ในป่าทึบเบื้องหน้า ต้นไม้โบราณกำลังแตกยอดและผลิดอกอย่างรวดเร็ว แสงหลากสีสาดส่องไปทั่วทิศ กลิ่นหอมหวนชื่นใจโชยมาตามลม
พอลมพัดเอื่อยๆ กลีบดอกบางส่วนก็ร่วงหล่นลงมา ปลิวว่อนท่ามกลางความมืดราวกับฝูงหิ่งห้อยเรืองแสง
พืชกลายพันธุ์พวกนี้ไม่มีฤดูกาลที่แน่นอน นึกจะบานตอนไหนก็บาน การจะตั้งใจออกตามหานั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แถมหลังจากเบ่งบานจนถึงขีดสุดแล้ว มันก็จะเหี่ยวเฉาและตายไปในทันที
เพราะแบบนี้นี่แหละ โจวหลินกับสวีเซิ่งถึงได้ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ ถือว่าวันนี้โชคหล่นทับเต็มๆ
"เสี่ยวฉิน ไม่ต้องยั้งมือนะ กวาดให้เรียบอย่าให้เหลือแม้แต่กลีบเดียว!" สวีเซิ่งตะโกนบอก
"เดี๋ยวพวกสัตว์ประหลาดในป่าลึกก็ตามกลิ่นมาหรอก รีบโกยเถอะ" โจวหลินตวัดหอกแทงฉับเข้าใส่กิ่งไม้ขนาดใหญ่จนหักกระจุย
โฮก! เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสนั่น ปลุกให้สิ่งมีชีวิตในละแวกนั้นตื่นตัวกันถ้วนหน้า
ถึงฉินหมิงกับสวีเซิ่งจะอยากแบกต้นไม้ทั้งต้นหนีกลับบ้านแค่ไหน แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ บนท้องฟ้าเริ่มมีนกนักล่าขนาดยักษ์โฉบลงมาแล้ว
การปรากฏตัวของพืชกลายพันธุ์ย่อมนำมาซึ่งความโกลาหลวุ่นวาย ไม่มีใครหน้าไหนสามารถผูกขาดมันไว้ได้คนเดียวหรอก
"ถุย! ทำไมมันคาวเลือดนักล่ะ?" โจวหลินเพิ่งจะโยนดอกไม้เรืองแสงเข้าปาก ก็ต้องรีบบ้วนทิ้งทันที
"แหวะ!" สวีเซิ่งก็บ้วนทิ้งเหมือนกัน สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที เขารีบก้มลงไปสำรวจที่โคนต้นไม้ แล้วก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"กลิ่นคาวเลือดคลุ้งเลย!" ฉินหมิงสัมผัสได้เช่นกัน
สวีเซิ่งหน้าเครียด "นี่มันไม่ใช่พืชกลายพันธุ์ตามธรรมชาติแล้ว มีคนจงใจเร่งให้มันโต... อย่าบอกนะว่ามีพวกฟางไว่แอบมาใช้พืชต้นนี้เป็นเหยื่อล่อสัตว์ร้าย เพื่อเอาไปปรุงยา?"
ในฐานะอดีตพ่อค้าเร่ที่เจนจัด เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หันหน้าไปทางป่าลึกแล้วประสานมือคารวะ "ขออภัยผู้อาวุโสขอรับ พวกเราพลัดหลงเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกิน!"
"รีบเผ่นเร็ว!" โจวหลินกระซิบเสียงเครียด
บนท้องฟ้า กรงเล็บยักษ์โฉบลงมาหมายจะขย้ำพวกเขาทั้งสามคน
โจวหลินแทงหอกสวนกลับไป ปะทะกับกรงเล็บยักษ์จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ นกนักล่าตัวนั้นยาวเกือบสิบเมตร ปีกสีดำทมิฬของมันคมกริบดุจใบมีด บินโฉบต่ำจนตัดยอดไม้ขาดกระจุย ดวงตาของมันสาดประกายสีทองวาววับ
โฮก!
ท่ามกลางป่าทึบยามราตรี สัตว์ป่าจำนวนมหาศาลกำลังพุ่งทะยานเข้ามา เงาดำทะมึนนับไม่ถ้วนพากันแห่มาอย่างมืดฟ้ามัวดิน
"ผ่านไปแค่แป๊บเดียว พวกสิงสาราสัตว์ก็แห่กันมาจะเหยียบกันตายอยู่แล้ว รีบฝ่าวงล้อมออกไปเร็ว!"
สีหน้าของทั้งสามคนซีดเผือด
ตอนที่ฉินหมิงเจอพืชกลายพันธุ์ครั้งก่อน มันอยู่ตรงชายป่า ใกล้กับเมืองอิ๋นเถิง เลยไม่ค่อยมีสัตว์ประหลาดร้ายกาจเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ พวกเขาอยู่ลึกเข้ามาในใจกลางหุบเขา สถานการณ์จึงเข้าขั้นวิกฤต!
"งูพิษกลายพันธุ์รอบห้า! เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ผลิแท้ๆ ดันมุดขึ้นมาจากรูซะแล้ว!" หน้าของสวีเซิ่งถอดสี เขาเจอเข้ากับงูยักษ์ขนาดเท่าโอ่งน้ำ ที่กำลังเลื้อยปราดพุ่งตรงเข้ามาหาเขาพอดี
"ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิเศษไหมขอรับ?" ฉินหมิงเตรียมจะพุ่งเข้าไปบวก
"ไม่ใช่! แต่มันมีพิษร้ายแรง ระวังหมอกพิษของมันให้ดี!" สวีเซิ่งรีบร้องเตือน
งูยักษ์อ้าปากกว้าง พ่นลมพายุรุนแรงที่หอบเอาหมอกพิษหลากสีสันออกมาเป็นสาย
รอบตัวฉินหมิงมีแสงสวรรค์ปกคลุมเป็นเกราะป้องกัน เขารีบกระโดดหลบฉากออกไปทันที ในเมื่อไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิเศษ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปแลก
แต่งูยักษ์นั่นดุร้ายมาก มันสะบัดหางฟาดต้นไม้ขนาดเท่าต้นขาหักกระจุยกระจาย แล้วตวัดหางรัดพุ่งเป้าไปที่ฉินหมิง
ผัวะ!
ฉินหมิงฟาดค้อนลงไปเต็มแรง หางของงูยักษ์แหลกเละเป็นโจ๊ก ขาดกระเด็นไปท่อนหนึ่งทันที
อีกด้านหนึ่ง โจวหลินก็กำลังใช้หอกปะทะกับเสือดาวสีทองอย่างดุเดือด
ส่วนสวีเซิ่งดันไปจ๊ะเอ๋กับหมีดำตัวเบ้อเริ่มสูงตั้งสี่เมตร เขาตะคอกอย่างหัวเสีย "ช่วงนี้มันวันซวยอะไรนักหนาวะ เข้าป่าทีไรเป็นต้องมีเรื่องทุกที ไอ้หมีหน้าโง่ แกกล้าลองดีกับข้ารึ เดี๋ยวพ่อก็ควักดีหมีซะหรอก!"
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปซัดหมีดำตัวนั้นจนล้มคว่ำไม่เป็นท่า
"พี่สวี หนีเร็ว! มีหมีตัวเบ้อเริ่มอีกตัวอยู่ข้างหลัง!" ฉินหมิงตะโกนลั่น
ตอนแรกสวีเซิ่งยังงงๆ แต่พอหันไปมองก็หน้าถอดสี... ยังมีหมีตัวใหญ่กว่านี้อีกเรอะ?
โฮกกก! เสียงคำรามดังก้องป่า หมีดำขนาดยักษ์สูงหกเมตรโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง "ลูกหมี" ตัวสี่เมตรนั่น มันก้มมองสวีเซิ่งด้วยสายตาดุร้ายหมายหัว
"โฮก!" ไอ้หมีดำตัวสี่เมตรส่งเสียงร้อง ราวกับกำลังฟ้องแม่
"อย่าบอกนะว่าเป็นสัตว์กลายพันธุ์รอบหกรอบเจ็ดน่ะ?!" สวีเซิ่งขนลุกซู่ เงาดำทะมึนพุ่งโถมเข้ามาหา อุ้งตีนหมีขนาดมหึมาฟาดลงมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
เขารีบหันหลังกลับ วิ่งสับตีนแตกไม่คิดชีวิต
ถ้ามีแค่หมียักษ์ตัวเดียว ฉินหมิงอาจจะลองวัดฝีมือดูสักตั้ง แต่ตอนนี้รอบทิศทางเต็มไปด้วยนกนักล่าและสัตว์ร้าย การรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปมีแต่ตายกับตาย
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ไอ้วายร้ายพวกนี้มันมองพวกเขาสามคนเป็นโอสถมีชีวิต และกำลังจ้องมองมาอย่างหิวโหย
ตู้ม!
ท้ายที่สุด ฉินหมิงก็ต้องปะทะกับหมีขนาดยักษ์ตัวนั้นจนได้ เขาใช้ค้อนเหล็กนิลด้ามยาวฟาดเข้าที่อุ้งตีนหมีจนเนื้อเละกระจุย มันถึงยอมหยุดตามล่า
เหตุการณ์นี้ช่วยข่มขวัญสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ให้ชะงักไปได้บ้าง
ถึงอย่างนั้น สภาพของพวกเขาทั้งสามคนก็ทุลักทุเลสุดๆ เกือบจะโดนฝูงสัตว์ร้ายเหยียบตายคาป่าไปแล้ว
"ตอนแรกก็นึกว่าดวงดีเจอของหายาก ที่ไหนได้ ดวงซวยชัดๆ เกือบได้กลายเป็นอาหารสัตว์ไปแล้ว" โจวหลินบ่นอุบ รู้สึกว่าช่วงนี้ดวงตกสุดๆ
"มีพวกฟางไว่ซุ่มอยู่ที่นั่นจริงๆ หรือขอรับ?" ฉินหมิงถามขึ้น
สวีเซิ่งส่ายหน้า "ก็ไม่แน่หรอก อาจจะเป็นยาเลียนแบบกลิ่นเลือดจากดินแดนของพวกฟางไว่ ที่มีคนเอามาใช้ล่อสัตว์ร้ายก็ได้"
โจวหลินหันไปถาม "สวีเซิ่ง ตอนที่เจ้าเป็นพ่อค้าเร่ ไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้หรือเปล่าเนี่ย ทำไมข้ามากับเจ้าทีไร ถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้?"
"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ!"
หลังจากสู้รบตบมือมาอย่างเหน็ดเหนื่อย โจวหลินกับสวีเซิ่งก็หมดสภาพ พวกเขาตัดสินใจกลับไปพักเอาแรง แล้วค่อยเข้าป่าใหม่พรุ่งนี้
"พรุ่งนี้ขอแค่เราเจอหอยมุกวิเศษนั่นให้ได้ก็พอ ไม่ต้องไปสู้กับอะไรให้เหนื่อยหรอก พลังต่อสู้ของมันอ่อนแอจะตาย"
วันรุ่งขึ้น สวีเซิ่งกับโจวหลินเป็นคนนำทาง พาฉินหมิงมาที่บึงแห่งหนึ่ง เพื่อตามหาหอยมุกวิเศษที่หายากสุดๆ
บริเวณนี้มีต้นไม้ขึ้นห่างๆ มีแต่แอ่งน้ำและหนองโคลนกว้างใหญ่ไพศาล แถมยังมีหมอกสีดำจางๆ ลอยปกคลุมอยู่
"เห็นนั่นไหม คราบเมือกสีฟ้าเรืองแสงในโคลนนั่นแหละ ร่องรอยของหอยมุกวิเศษล่ะ" สวีเซิ่งชี้ให้ดู
"ระวังตัวด้วยล่ะ คราวก่อนก็โดนลอบกัดแถวๆ นี้นี่แหละ" โจวหลินเตือน
คราวนี้ พวกเขาไม่โดนดักซุ่มโจมตี
แต่พอผ่านไปได้สักชั่วโมง พวกเขาก็ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอีกครั้ง โดนฝูง "มังกรโคลน" วิ่งไล่กวดก้นมาติดๆ เหมือนหมาโดนเจ้าของไล่ตี ทำเอาบึงทั้งบึงปั่นป่วนไปหมด
ใครจะไปรู้ว่าบึงที่ดูสงบเงียบ จะมีรังมังกรโคลนฝูงใหญ่ซ่อนอยู่ พวกมันรูปร่างคล้ายจระเข้ แต่มีเขาเดียวอยู่บนหัว แถมขายังยาวกว่า วิ่งเร็วกว่าจระเข้ตั้งเยอะ
มังกรโคลนตัวเต็มวัยแต่ละตัวหนักเป็นพันๆ ชั่ง พวกมันตาแดงก่ำวิ่งไล่กวดทั้งสามคนอย่างเอาเป็นเอาตาย คงนึกว่าพวกเขาจะมาขโมยไข่ เพราะช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ มังกรโคลนบางตัวเริ่มวางไข่แล้ว
"อ๊ายยยย..." หลังจากหนีรอดจากหนองโคลนมาได้ โจวหลินก็กรี๊ดลั่นด้วยความโมโห เพราะตอนนี้ทั้งตัวนางมีแต่โคลนเหนอะหนะ ผมสลวยและใบหน้าสวยๆ เละเทะไปด้วยโคลนตม
จากสาวสวยสุดห้าว ตอนนี้กลายสภาพเป็นลิงคลุกโคลนไปแล้ว นางปรี๊ดแตก ชี้หน้าด่า "สวีเซิ่ง เจ้าตัวซวย! ช่วงนี้ข้าออกมากับเจ้าทีไร ซวยฉิบหายทุกที!"
"มาโทษข้าได้ยังไงล่ะ ใครจะไปรู้ว่ารอยเมือกของหอยมุกวิเศษ มันจะพาไปโผล่ที่รังมังกรโคลนได้น่ะะ!" สวีเซิ่งเองก็หัวเสียสุดๆ ชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่าต้องมีใครจงใจกลั่นแกล้งเขาแน่ๆ
ฉินหมิงเองก็เซ็งไม่แพ้กัน เขาเองก็กลิ้งคลุกโคลนไปหลายตลบ สภาพตอนนี้ทั้งสามคนดูไม่ได้พอกัน
ไม่ต้องเดาเลย โจวหลินองค์ลง สวมวิญญาณ 'ปากแจ๋ว' ด่ากราดสวีเซิ่งมาตลอดยันถึงในเมือง
สวีเซิ่งพยายามปลอบ "ใจเย็นๆ ก่อนน่า คืนนี้ข้าจะไปหาอาจารย์ของข้า ให้เขาช่วยดูให้หน่อยว่า ช่วงนี้มีสิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิเศษโผล่มาแถวไหนบ้าง ที่มันปลอดภัยๆหน่อยน่ะ"
ชาวเมืองหลายคนหันมามองลิงคลุกโคลนอย่างโจวหลิน ทำเอานางยิ่งปรี๊ดแตกหนักกว่าเดิม
"พี่สวี ข้าว่าให้ท่านอาจารย์ช่วยตรวจดวงท่านก่อนดีไหมขอรับ ว่าตกลงท่านมีตัวอะไรตามรังควานอยู่หรือเปล่า" ฉินหมิงปาดโคลนออกจากหน้าแล้วเอ่ยขึ้น
เอาจริงๆ สวีเซิ่งเองก็เริ่มสับสนในชีวิตตัวเองเหมือนกัน เขาพยักหน้า "เออ ก็ได้ คืนนี้ข้าจะให้เขาตรวจดูให้ละเอียดเลย"
รุ่งเช้า เมืองฉีเสียสว่างไสวสดใส ทั้งสามคนก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง
"อาจารย์ข้าบอกแล้ว ว่าตัวข้าปกติดี ไม่มีตัวอะไรสิงทั้งนั้น" สวีเซิ่งรีบแก้ตัวทันทีที่เจอหน้า ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นตัวซวยแน่นอน
"คราวนี้จะไปถ้ำหมอกแดงงั้นรึ? ที่นั่นมันรังค้างคาวเพลิงชัดๆ ฝูงใหญ่เบ้อเริ่มเลยนะ พวกเราสู้ไม่ไหวหรอก!" โจวหลินส่ายหน้ารัวๆ
สวีเซิ่งอธิบาย "เราไม่ได้จะไปยุ่งกับค้างคาวเพลิงซะหน่อย ที่นั่นมีสระน้ำเย็นเยียบเชื่อมต่อกับแม่น้ำใต้ดินอยู่ ได้ข่าวว่ามีปลาไหลวิเศษโผล่มาที่นั่น"
ถ้ำหมอกแดงตั้งอยู่กลางหุบเขา ทั้งสามคนเดินลัดเลาะลงไปตามรอยแยกของแผ่นดิน ภายในไม่ได้มืดมิดนัก เพราะมีแสงจากบ่อน้ำพุเพลิงใต้ภูเขาที่เริ่มปะทุ
"แน่ใจนะว่าจะไม่ไปปลุกพวกค้างคาวเพลิงในถ้ำน่ะ" ฉินหมิงถามด้วยความกังวล
สวีเซิ่งส่ายหน้า "ไม่ต้องห่วง ถ้ำนี้มันกว้างมาก พวกเรากำลังเดินสวนทางกับรังของพวกมันอยู่"
พวกเขาเดินมาถึงสระน้ำเย็นเฉียบภายในถ้ำ น้ำสีดำสนิทเย็นยะเยือกจนบาดกระดูก แต่กลับมีแสงหลากสีสว่างวาบขึ้นมาเป็นระยะๆ ชัดเจนเลยว่ามีปลาไหลวิเศษอยู่ข้างในจริงๆ
"ทั้งเหยื่อ เบ็ด ฉมวก ตาข่าย ข้าเตรียมมาพร้อมสรรพ งานนี้ได้เวลาโกยแล้วโว้ย!" สวีเซิ่งประกาศกร้าวด้วยความมั่นใจ
โจวหลินเบ้ปาก "เลิกพูดจาเป็นลางเถอะน่า ข้าออกมากับเจ้าทีไร หลอนจนเป็นโรคซึมเศร้าแล้วเนี่ย"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงกระพือปีกดังพรึ่บพรั่บไปทั่วทั้งถ้ำ ฝูงค้างคาวเพลิงจำนวนมหาศาลบินแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน โฉบข้ามพุ่งตรงมาหาพวกเขา
"ทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้เนี่ย?" ฉินหมิงขนลุกซู่ ฆ่าให้ตายก็ฆ่าไม่หมดหรอก
สวีเซิ่งตะโกนตอบ "ในป่ามันมีแมลงกลายพันธุ์เยอะไง จวนเจ้าเมืองเลยสั่งห้ามไม่ให้ใครไปยุ่งกับค้างคาวฝูงนี้เด็ดขาด กะจะให้พวกมันช่วยกำจัดแมลง แต่กลายเป็นว่าพวกมันแพร่พันธุ์จนเยอะยั้วเยี้ยไปหมด!"
ท้ายที่สุด ทั้งสามคนก็ต้องยอมจำนน กระโดดลงไปซ่อนตัวในสระน้ำเย็นเฉียบ แล้วว่ายหนีไปตามสายน้ำใต้ดิน
ตลอดทาง พวกเขาพยายามหาทางออกเพื่อโผล่ขึ้นไปบนผิวดิน แต่ก็เจอแค่ช่องอากาศเล็กๆ ให้พอโผล่ขึ้นมาหายใจได้บ้างเท่านั้น พวกเขาต้องว่ายน้ำหนีตายไปไกลกว่าสิบลี้ (ประมาณ 5 กิโลเมตร) กว่าจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาที่ทะเลสาบกลางหุบเขาได้
"อ๊ายยยย!" โจวหลินสติแตกอีกรอบ หันไปชี้หน้าคาดโทษสวีเซิ่ง คราวหน้าอย่าริอาจมาชวนนางเข้าป่าอีกเด็ดขาด
"เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับพี่สวีแล้วล่ะ เดี๋ยวข้าจะกลับไปสืบดูเอง!" ฉินหมิงเอ่ยขึ้น แววตาของเขาเย็นเยียบและแข็งกร้าว เขาไม่เชื่อหรอกว่ามันจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญซ้ำซากแบบนี้ มันเหมือนมีคนคอยชักใยและเล่นงานพวกเขาอยู่เบื้องหลังชัดๆ
ถึงแม้ทุกครั้งพวกเขาจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ แต่แค่ก้าวพลาดนิดเดียวก็หมายถึงความตายได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น จากเหตุการณ์เฉียดตายติดๆ กันหลายครั้งนี้ ถ้ามีคนอยู่เบื้องหลังจริงๆ เป้าหมายของพวกมันก็คงอยากจะให้พวกเขา... หรือพูดให้ถูกก็คือ อยากจะให้ฉินหมิง ตายไปแบบเนียนๆ ในป่านี่แหละ
"หรือว่าจะเป็นฝีมือของพวกคนใหญ่คนโตจากทางนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว?" ฉินหมิงคิดว่าไม่น่าใช่ เพราะถ้าเป็นคนพวกนั้นจริงๆ การลอบกัดมันคงจะดุดันและน่ากลัวกว่านี้เป็นสิบเท่า
"อย่าบอกนะว่าเป็นไอ้ขยะตัวไหนที่เคยโดนข้าสั่งสอนในอดีต แล้วตอนนี้แค้นฝังหุ่น เลยเล่นสกปรกใช้วิธีหมาหมู่มาลอบกัดข้า?" เขาแอบคาดเดาในใจ
"เจ้าว่าอะไรนะ! หมอนั่นทนรับแสงสวรรค์ได้ถึงหกเจ็ดระลอกเลยรึ?!" ภายในจวนเจ้าเมือง เมิ่งซิงไห่ถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินรายงานจากชายชุดดำ
วันนั้น เขามัวแต่นั่งจิบเหล้าสังสรรค์กับพวกชนชั้นสูงอยู่ที่ศาลเจ้าแห่งขุนเขา เพื่อชมปรากฏการณ์แปลกประหลาดเหนือวิหารโลหะอสนีบาต เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้นบ้าง
"ข่าวนี้แน่ใจใช่ไหม?"
ชายชุดดำตอบ "สวีไห่ คนเก็บศพคนนั้นเพิ่งจะกระอักเลือดตายไปเมื่อสองวันก่อน ก่อนตายมันสารภาพกับครอบครัวว่า เพราะความโลภของมันเองที่ทำให้ยอดอัจฉริยะสวรรค์ประทานคนหนึ่งต้องตาย มันจงใจปล่อยให้เด็กหนุ่มคนนั้นโดนแสงสวรรค์ฟาดใส่ตั้งหกเจ็ดระลอก สุดท้ายเวรกรรมก็เลยตามสนองมัน"
"ร้ายกาจจริงๆ! อืม... เรื่องนี้เหยียบไว้ให้มิดเลยนะ ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด!" เมิ่งซิงไห่กำชับลูกน้องคนสนิท
เขาโบกมือไล่ชายชุดดำออกไป
เมิ่งซิงไห่เดินไปยืนริมหน้าต่าง พึมพำกับตัวเอง "ทนรับแสงสวรรค์ได้หลายระลอกขนาดนั้นแล้วยังไม่ตาย... พรสวรรค์ระดับนี้... ตระกูลชุยจะต้องเสียใจที่ทิ้งมันไป"
เขายิ้มมุมปาก "ลูกศิษย์ระดับหัวกะทิของพวกฟางไว่กำลังจะลงแข่งแย่งชิงของวิเศษในตำนานชิ้นนั้น ซึ่งได้ยินมาว่ามันซ่อนอยู่ในถ้ำวิญญาณที่มีแสงสวรรค์เข้มข้นสุดๆ ถ้าแบบนี้... ถ้าชิงเยว่เปลี่ยนผู้พิทักษ์เกราะทอง เป็นเจ้าหนุ่มนี่ล่ะก็ บางทีนางอาจจะได้ของวิเศษชิ้นนั้นมาครอบครอง และเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดก็ได้"