- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 78 ตัวคนเดียว
บทที่ 78 ตัวคนเดียว
บทที่ 78 ตัวคนเดียว
บทที่ 78 ตัวคนเดียว
ฉินหมิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต มันช่างดูเลื่อนลอยราวกับความฝันที่จับต้องไม่ได้
แต่นั่นคือเรื่องจริงที่เขาต้องเผชิญ เขารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ความคิดมากมายตีรวนอยู่ในหัว เขาต้องกำดาบหยกเหล็กมันแกะไว้แน่นเพื่อสงบสติอารมณ์
“ใจเย็นไว้” เขากลับมานั่งลงอีกครั้งและพยายามตั้งสติ ตั้งแต่เด็กจนโต แม้จะยังอายุไม่ถึงยี่สิบปี แต่ชีวิตเขาก็ต้องผ่านความยากลำบากและเรื่องราวซับซ้อนมาไม่น้อยเลย
ถ้าเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป คงสติแตกเป็นบ้าไปตั้งนานแล้ว
ฉินหมิงทบทวนรายละเอียดของอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคต เขาต้องศึกษาและทำความเข้าใจนิสัยรวมถึงเล่ห์เหลี่ยมของคนพวกนั้นให้ถ่องแท้
เพราะเรื่องบัดซบพวกนี้ยังไม่จบ ไม่นานมานี้ ท่านพ่อกับท่านแม่กำมะลอของเขายังคิดจะกักขังเขาไว้ในถิ่นทุรกันดารอยู่เลย
“ปู่ห้าตระกูลชุยที่เอาแต่ยิ้มแย้มตลอดเวลา นั่นแหละตัวดีเลย เป็นคนยุยงให้ข้ายึดติดกับการฝึกคัมภีร์ผ้าไหม และห้ามไม่ให้ข้าไปยุ่งกับวิชาผลัดกายอื่นๆ มาคิดดูตอนนี้ มันอาจจะเป็นผลดีกับข้าก็จริง แต่ในตอนนั้น เจตนาของตาแก่นั่นคือต้องการจะตัดอนาคตข้าชัดๆ”
ฉินหมิงจำได้ว่า เขาเคยไปปรึกษาและขอความเห็นจากท่านพ่อท่านแม่กำมะลอ ซึ่งทั้งคู่ก็เห็นดีเห็นงามกับคำแนะนำของปู่ห้า
แต่พอชุยชงเสวียนเกิดอยากจะฝึกคัมภีร์ผ้าไหมขึ้นมาบ้าง ท่านพ่อกลับดุและบอกว่ามีคนฝึกวิชานี้แค่คนเดียวก็พอแล้ว แถมยังรับปากว่าจะไปหาสุดยอดวิชาอย่าง ‘คัมภีร์ใจหกวิถี’ มาให้ชุยชงเสวียนแทน
ตอนที่ฉินหมิงบอกว่าอยากจะลองดูคัมภีร์ใจหกวิถีบ้าง ท่านพ่อกลับจ้องมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วย้อนถามว่า หรือเจ้าหมดความมั่นใจในตัวเองและคัมภีร์ผ้าไหมไปแล้วล่ะ?
“ตอนชุยชงเสวียนอายุใกล้จะสิบสาม ก็โดนพวกผู้ใหญ่ดันหลังให้ผ่านการผลัดกายไปแล้วถึงสามครั้ง แถมยังได้กินดอกไม้สามสี และหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ไปแล้วตั้งสี่ชนิด”
ฉินหมิงมองย้อนกลับไป จริงๆ แล้วตอนนั้นเขาก็เริ่มระแคะระคายถึงความผิดปกติหลายๆ อย่างแล้ว เพียงแต่ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน เขาจึงไม่อยากจะมองญาติพี่น้องในแง่ร้าย
ทุกอย่างมันมีเค้าลางบอกเหตุมาตั้งแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต ตระกูลชุยไม่เคยหวงคำชมเลย พวกเขาคอยป่าวประกาศความเก่งกาจของเขาให้คนนอกรับรู้ จนเป็นเหตุให้เขาโดนลอบสังหารอยู่บ่อยๆ
ฉินหมิงจำได้แม่นว่า ทุกครั้งที่ตระกูลชุยจัดการกับยอดฝีมือที่พยายามจะลอบฆ่าเขาได้ ปฏิกิริยาแรกของพวกเขากลับไม่ใช่ความเป็นห่วงเขา แต่กลับเป็นความดีใจจนเนื้อเต้น
ท่านพ่อกับท่านแม่สงบนิ่งมาก ไม่เคยแสดงอาการตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวกับเหตุการณ์เฉียดตายของเขาเลยสักครั้ง หลังจบเรื่อง พวกเขามักจะชื่นชมและให้รางวัลกับยอดฝีมือที่ช่วยจัดการปัญหา และหวังให้คนพวกนั้นช่วยกำจัดเสี้ยนหนามของตระกูลชุยให้สิ้นซาก
.…..
เห็นได้ชัดว่า ในสายตาของฉินหมิงตอนนี้ ตระกูลชุยคือภูเขายักษ์สูงตระหง่านที่บดบังอนาคตของเขา
“คัมภีร์ผ้าไหมของข้ายังอยู่ที่นั่น” ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น คัมภีร์เล่มนี้เขาต้องเอาคืนมาให้ได้
มันไม่ใช่แค่ของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่ปู่แท้ๆของเขาทิ้งไว้ให้ แต่มันยังเป็นกุญแจสำคัญสู่เส้นทางในอนาคตของเขาด้วย
คัมภีร์ผ้าไหมมีสภาพขาดวิ่นและเคยถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่ง แต่มันต้องมีพลังหรืออารมณ์บางอย่างหลงเหลืออยู่แน่ เพราะมันเป็นแหล่งรวมหยาดเหงื่อแรงกายของเหล่ายอดฝีมือรุ่นก่อน
ฉินหมิงสามารถใช้การสั่นพ้องทางจิตวิญญาณ เพื่อดึงเนื้อหาที่สมบูรณ์ของคัมภีร์ผ้าไหมกลับมาได้
ตระกูลชุยคือปัญหาที่เขาหนีไม่พ้น เขาต้องเดินทางไปเมืองชิงเหออย่างแน่นอน ถึงแม้เป้าหมายหลักคือการเอาคัมภีร์ผ้าไหมคืน แต่เขาก็ไม่รู้เลยว่าการไปครั้งนี้จะสร้างความวุ่นวายอะไรตามมาอีกบ้าง
“เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ตระกูลชุยกับตระกูลหลี่ซัดกันนัว ตระกูลชุยคงจะบอบช้ำไปไม่น้อย แต่น่าจะฟื้นตัวได้ในเร็วๆ นี้แหละ”
เห็นได้ชัดว่าตระกูลหลี่ต่างหากที่เสียหายหนักกว่า
เพราะว่ากองกำลังหลักที่ตระกูลชุยส่งไปรับหน้านั้น คือพวกตาแก่ที่ใกล้จะลงโลงอยู่แล้ว พวกนี้ไม่กลัวตายกันสักคน เอาแต่เล็งเป้าไปที่พวกหนุ่มสาวดาวรุ่งของตระกูลหลี่ กะจะแลกชีวิตเพื่อตัดอนาคตของตระกูลหลี่ให้สิ้นซาก
ฉินหมิงเคยเห็นความบ้าบิ่นของตาแก่พวกนี้กับตาตัวเอง ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อตระกูลชุย
เขาอดถอนหายใจไม่ได้ นี่สินะรากฐานที่แท้จริงของตระกูลเก่าแก่พันปี ยากที่จะโค่นล้มได้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือหลายคนในดินแดนของพวกฟางไว่ ก็เป็นคนจากตระกูลเก่าแก่พันปีนี่แหละ
ถึงแม้ตระกูลเก่าแก่พันปีจะตกต่ำลง แต่มันก็ยากที่จะล่มสลายไปอย่างถาวร เว้นเสียแต่ว่าคนของพวกเขาในดินแดนพวกฟางไว่จะถูกล้างบางจนหมดสิ้น
“ในอดีต เคยมีเหตุการณ์นองเลือดที่ทำให้ทุกราชวงศ์ต้องหวาดผวามาแล้ว” หลังจากฉินหมิงได้ความทรงจำกลับคืนมา เขาก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของตระกูลเก่าแก่เหล่านี้เป็นอย่างดี
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยมีตระกูลเก่าแก่พันปีถูกราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่กวาดล้างจนสิ้นซาก แต่สุดท้ายก็มีคนของตระกูลนั้นที่กบดานอยู่กับพวกฟางไว่ออกมาฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาใหม่ แถมราชวงศ์นั้นก็ค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงอย่างปริศนา จนล่มสลายไปในที่สุด
ฉินหมิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ไม่ใช่แค่ตระกูลชุยที่อันตรายสำหรับเขา แต่ยังมีตระกูลหลี่ที่แข็งแกร่งจนสามารถท้าทายอำนาจของตระกูลเก่าแก่พันปีได้อีกด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกจุกอกขึ้นมาอีกระลอก ไอ้ตระกูลหลี่นี่มันศัตรูของตระกูลชุยแท้ๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แต่เขาดันต้องมารับเคราะห์ไปด้วย
เด็กหนุ่มชุดขนนก หลี่ชิงซวี เกือบจะฆ่าเขาตาย เรื่องนี้มันยอมกันไม่ได้ง่ายๆ หรอก
อันที่จริง จากที่ฉินหมิงรู้จักนิสัยของหลี่ชิงซวี ไอ้หมอนั่นก็คงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เหมือนกัน
“หมอนั่นแค้นข้าฝังหุ่นขนาดนั้น ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ?” ฉินหมิงขมวดคิ้วทบทวนความหลัง
หลังจากคิดทบทวนอย่างละเอียด เขาก็เดาว่ามันน่าจะเกี่ยวกับการหมั้นหมายระหว่างเขากับลูกสาวตระกูลหวัง เพราะดูเหมือนหลี่ชิงซวีจะรู้จักกับคุณหนูคนนั้นมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
“ชีวิตสิบกว่าปีของข้าเนี่ย... มันจะซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรขนาดนี้? ชีวิตก็มีแต่เรื่องจอมปลอม โดนทิ้ง โดนทำร้ายจนเกือบตาย โดนโยนความผิดให้ แล้วสุดท้ายยังโดนเนรเทศไปอยู่ป่าเขา ไม่ยอมให้ฝึกวิชาผลัดกายอีก...”
ฉินหมิงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจระบายความหงุดหงิดออกมาอย่างแรง
การหมั้นหมายกับลูกสาวตระกูลหวัง มันเกี่ยวอะไรกับเขา? นั่นมันเป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ระหว่างตระกูลชุยกับตระกูลหวังต่างหาก ความทรงจำเดียวที่เขามีต่อแม่นางคนนั้นคือ นางสวยมากและยิ้มเก่ง เขาไม่เคยทำความรู้จักกับนางแบบลึกซึ้งเลยด้วยซ้ำ
ต้องยอมรับว่าลูกสาวตระกูลหวังเป็นคนฉลาดและเอาใจเก่ง นั่นคือสิ่งที่ฉินหมิงสัมผัสได้จากการไปเที่ยวด้วยกันเพียงครั้งเดียว
แต่หลังจากนั้น เขาก็โดนท่านพ่อสวดยับ และสั่งห้ามไม่ให้ไปพบปะกับนางตามลำพังอีก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สาเหตุที่หลี่ชิงซวีแค้นเขาจนอยากจะฆ่าให้ตาย นอกจากเรื่องบาดหมางระหว่างสองตระกูลแล้ว ก็คงเป็นเพราะเรื่อง "รักสามเส้า" นี่แหละ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะอยากจะกำจัดคู่แข่งในอนาคต หากเขาได้ไปเข้าร่วมกับพวกฟางไว่
“ถ้าจะแค้น ก็ไปลงที่ชุยชงเหอตัวจริงสิวะ!” วินาทีนี้ ฉินหมิงอยากจะสวมวิญญาณโจวหลิน เพื่อนสาวสุดห้าวของสวีเซิ่ง แล้วด่ากราดออกมาดังๆ สักที
หลังจากปล่อยให้เวลาผ่านไปพักใหญ่ เขาก็เริ่มใจเย็นลง สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดในตอนนี้คือท่านปู่ของเขา ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว ท่านปู่จะเป็นยังไงบ้างนะ?
ฉินหมิงขมวดคิ้ว ตอนที่ตระกูลชุยควานหาตัว "ชุยชงเหอ" ตัวปลอม พวกเขาคงคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน และคิดว่าเขาเหมาะสมที่สุด เพราะในจวนก็มีคนบอกว่าเขากับหมอนั่นหน้าตาคล้ายกัน
ปู่ของเขาเป็นแค่คนธรรมดาๆ ถ้าตระกูลชุยหมายตาเขาแล้ว ปู่ก็คงไม่มีปัญญาขัดขืนอะไรได้
ตอนนี้ตระกูลชุยสั่งห้ามไม่ให้เขาเหยียบย่างเข้าไปในเมืองชิงเหอ และห้ามกลับไปยุ่งเกี่ยวกับสังคมเดิมอีก
ถ้าเขาอยากจะสืบเรื่องปู่ การไปถามตระกูลชุยตรงๆ คงเป็นไปไม่ได้ เขาต้องหาทางอื่น
ฉินหมิงลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยม เดิมทีเขาไม่ได้ตั้งใจจะไปที่จวนเจ้าเมือง แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
เมิ่งซิงไห่ เจ้าเมืองคนใหม่ เคยบอกไว้ว่า ถ้ามาที่เมืองฉีเสีย ให้ไปหาเขาได้
เช้าตรู่ ทั่วทั้งเมืองสว่างไสว แสงสีแดงจากบ่อน้ำพุเพลิงสาดส่องปัดเป่าหมอกดำให้จางหายไป ตามถนนหนทางและตรอกซอกซอยราวกับมีแสงอรุณรุ่งสาดส่อง ให้ความรู้สึกอบอุ่น สว่างไสว และเปี่ยมไปด้วยความหวัง
เวลานี้ยังเช้าอยู่ ฉินหมิงจึงแวะหาร้านอาหารกินมื้อเช้าก่อน
“หืม?!” ระหว่างที่เขากำลังจ่ายเงินเตรียมตัวออกจากร้าน เขาก็เห็นภาพที่ทำให้ใจกระตุก
หญิงชราตระกูลซุนค่อยๆ ล้วงเงินออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง เพื่อซื้อเกี๊ยวเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้หลานชายวัยสามขวบ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ความเศร้าหมองที่เคยมีดูเหมือนจะจางหายไป
แต่แล้ว ชายฉกรรจ์สองคนก็เดินตรงเข้ามาหา หนึ่งในนั้นตะคอกเสียงดุ “มีเงินซื้อเกี๊ยวเนื้อกิน แต่ไม่มีเงินใช้หนี้หรือไงหะยายแก่?”
หญิงชราตกใจ “ข้าไปเป็นหนี้พวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“ยายแก่นี่สงสัยจะเลอะเลือนจริงๆ เคยยืมเงินไปแล้วยังคิดจะเบี้ยวหนี้อีกเรอะ?” ชายคนหนึ่งผลักร่างของหญิงชราอย่างแรง จนร่างผอมบางนั้นเสียหลักเซถลาแทบจะล้มคะมำ
ชายอีกคนรีบคว้าตัวนางไว้ ไม่ยอมให้ล้ม แต่ไม่ใช่เพราะหวังดีหรอกนะ มันตั้งใจจะล้วงกระเป๋านางต่างหาก
“แหม่ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเยอะเลยนี่หว่า ถึงกับมีเงินติดตัวซะด้วย!” มันฉกเหรียญทองแดงที่เหลืออยู่ในกระเป๋าของหญิงชราไปจนเกลี้ยง
“อย่ามารังแกท่านย่าของข้านะ ปล่อยท่านย่าเดี๋ยวนี้!” เด็กน้อยตะโกนลั่น
“ไปให้พ้นเลยไอ้เด็กเปรต!” ชายคนหนึ่งเงื้อมือขึ้นกะจะตบเด็กน้อยให้กระเด็น แรงของผู้ใหญ่ถ้าฟาดโดนเด็กตัวแค่นี้ มีหวังได้หน้าทิ่มพื้น ฟันหักแน่ๆ
แต่ทว่า มือของมันยังไม่ทันได้แตะตัวเด็ก จู่ๆ ฉินหมิงก็โผล่มาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของมัน บีบแน่นจนมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“เวรกรรมจริงๆ ทำไมพวกมันถึงได้ตามจองล้างจองผลาญตระกูลซุนไม่เลิกรานะ เฮ้อ ยายแก่ตัวคนเดียวต้องเลี้ยงหลานชายก็ลำบากพออยู่แล้ว”
“เด็กหนุ่มนั่นใครกันน่ะ กล้าดียังไงไปขวางทางพวกพรรคซิ่นอี้”
ชาวบ้านแถวนั้นได้แต่ซุบซิบนินทา ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง
“แกเป็นใครวะ? มาแส่เรื่องของพวกข้าทำไม?” พวกพรรคซิ่นอี้ถามเสียงแข็ง
“สองย่าหลานนี่ชีวิตก็รันทดพออยู่แล้ว พวกเจ้าอย่ามารังแกกันให้มันเกินไปหน่อยเลย” ฉินหมิงเอ่ยขึ้น เขาได้ยินจากเสียงซุบซิบของชาวบ้านแล้วว่าพวกนี้มาจากไหน... ก็ไอ้พรรคซิ่นอี้ที่ปล้นคัมภีร์ลับของตระกูลซุนไปไงล่ะ ป่านนี้แล้วยังตามมารังควานเขาอีก
ฉินหมิงรู้สึกกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะครอบครัวเขาก็เคยมีคัมภีร์ผ้าไหม ซึ่งแสดงว่าบรรพบุรุษก็คงเคยยิ่งใหญ่มาก่อน แต่ตอนนี้กลับตกต่ำถึงขีดสุด ไม่เหลือเค้าความรุ่งเรืองอีกเลย
คิดไปคิดมา ชีวิตเขาก็รันทดไม่แพ้อู๋เจิงเลย เผลอๆ จะหัวอกเดียวกันกับตระกูลซุนด้วยซ้ำ
ความจริงแล้วฉินหมิงตั้งใจจะไปจวนเจ้าเมืองเพื่อสืบเรื่องท่านปู่ แต่พอมาเจอเรื่องแบบนี้เข้า มันก็อดไม่ได้จริงๆ เขาซัดฝ่ามือโคลนเหลืองออกไปเป็นครั้งที่สอง และตามด้วยครั้งที่สามติดๆ
ชายสองคนนั้นแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย แค่กระเด็นถอยหลังไปนิดหน่อย แต่เชื่อเถอะว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกมันจะได้กระอักเลือดจนตายอย่างทรมานแน่
“พ่อหนุ่ม รีบหนีไปเถอะ...” หญิงชราตระกูลซุนพยายามจะเตือนด้วยความเป็นห่วง อยากให้เขารีบหนีไปให้พ้นๆ
ฉินหมิงตอบกลับหน้าตาเฉย “ไม่เป็นไรหรอก ท่านยายไม่รู้เหรอว่าเราได้เจ้าเมืองคนใหม่แล้วน่ะ? เขาเป็นคนนำทัพไปกวาดล้างสันเขาไก่ทองจนราบคาบมาแล้ว ตอนนี้เขากำลังกวาดล้างพวกอันธพาลในเมืองอยู่ ถ้าใครมันยังไม่รู้จักเจียมตัว จุดจบมันก็ไม่สวยหรอก”
เขาอุ้มเด็กน้อยที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตา แต่ในมือยังกำเกี๊ยวเนื้อไว้แน่น ส่งคืนให้หญิงชรา
“แกอย่ามาขู่พวกข้าให้ยากเลย!” สองคนจากพรรคซิ่นอี้ปากดี แต่หน้าเริ่มซีด
“ไม่เชื่อก็ลองตามข้าไปที่จวนเจ้าเมืองดูสิ ไปให้ท่านเจ้าเมืองตัดสินชี้ขาดกันไปเลย ว่าพวกเจ้าจะรักษาหัวตัวเองไว้ได้ไหม!” ฉินหมิงตวาดเสียงกร้าว
“แก...” ทั้งสองถอยกรูดด้วยความกลัว
ฉินหมิงหันไปบอกหญิงชรา “ท่านยายพาหลานกลับบ้านไปเถอะ ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก ข้ายังมีธุระต้องไปจวนเจ้าเมืองต่อ”
เขาไม่ได้แค่ขู่เล่นๆ หรือแอบอ้างบารมีส่งเดชหรอกนะ ถ้าเขาได้เจอเมิ่งซิงไห่ เขาตั้งใจจะเล่าเรื่องความอยุติธรรมในเมืองให้ฟังแน่นอน เจ้าเมืองคนใหม่เพิ่งจะรับตำแหน่ง คงอยากจะสร้างผลงานอยู่แล้วล่ะ
ชายสองคนจากพรรคซิ่นอี้ยังไม่ค่อยเชื่อนัก แอบสะกดรอยตามฉินหมิงไปห่างๆ แต่พอเห็นเขาเดินเข้าจวนเจ้าเมืองไปจริงๆ พวกมันก็หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้มทันที
ตอนแรก ทหารยามที่หน้าจวนก็ยังลังเลอยู่บ้าง แต่พอเห็นท่าทางเยือกเย็นและบุคลิกที่ไม่ธรรมดาของฉินหมิง ก็ไม่กล้าชักช้า รีบเข้าไปรายงานท่านเจ้าเมืองให้ทันที
หลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบเดือน ฉินหมิงก็ได้พบกับท่านเจ้าเมืองเมิ่งอีกครั้ง
“ข้าก็นึกว่าเจ้าเดินทางไปเมืองอื่นแล้วซะอีกนะเนี่ย... ดูดีขึ้นนี่ ไม่เจอกันพักเดียว ถึงเจ้าจะพยายามซ่อนประกายพลังเอาไว้ แต่ข้าก็ดูออกว่า พลังปราณของเจ้าตอนนี้มันล้นทะลักยิ่งกว่าแต่ก่อนซะอีกนะ” เมิ่งซิงไห่กวาดตามองฉินหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า
“คารวะท่านอาเมิ่งขอรับ เมื่อก่อนข้ามีแผลเก่าติดตัวน่ะขอรับ แต่เพิ่งจะรักษาหายดีเมื่อไม่นานนี้เอง ก็เลยดูสดชื่นขึ้นบ้างน่ะขอรับ” ฉินหมิงประสานมือคารวะผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม
ห้องรับแขกของจวนนั้นโอ่โถงกว้างขวาง แต่ไม่ได้ตกแต่งหรูหราอลังการอะไร เน้นความเรียบง่ายย้อนยุคเสียมากกว่า มีพวกเครื่องกระเบื้องและเครื่องสำริดโบราณประดับประดาอยู่บ้าง บนผนังก็มีภาพเขียนพู่กันแขวนไว้ประปราย
เมิ่งซิงไห่ในชุดเสื้อคลุมสีเขียว ดูเหมือนบัณฑิตวัยสามสิบปลายๆ แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจและดุดันมาก โดยเฉพาะเพลงดาบของเขานั้นร้ายกาจสุดๆ
“เจ้าเด็กนี่ร้ายไม่เบาเลยนะ โผล่มาปุ๊บก็สร้างผลงานชิ้นโบแดงให้ข้าปั๊บ บุกไปถล่มรังโจรที่สันเขาไก่ทองซะราบคาบด้วยตัวคนเดียวเลย”
ฉินหมิงเถียงไม่ออก เพราะคืนนั้นหลีชิงเยว่เห็นเขาเข้าพอดี
“ข้าต้องขออภัยที่สร้างความวุ่นวายให้ท่านอาเมิ่งนะขอรับ”
“นั่งลงก่อนเถอะ ไม่เป็นไรหรอก อันที่จริง ข้ากับท่านหลิงซวี เจ้าเมืองคนก่อน ก็เล็งๆ จะกวาดล้างที่นั่นอยู่แล้ว แค่กะจะรอให้กลุ่มโจรทองคำมันโผล่หัวออกมาก่อนเท่านั้นเอง”
ฉินหมิงนั่งลงแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าใจร้อนวู่วามไปหน่อย ทำแผนของท่านอาเมิ่งพังหมดเลย”
เมิ่งซิงไห่หัวเราะเบาๆ “วัยรุ่นเลือดร้อนมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ดีแล้วล่ะที่เจ้ามีน้ำใจรักความยุติธรรมแบบนี้ ส่วนเรื่องจะล่อกลุ่มโจรทองคำออกมาน่ะ มันมีวิธีอื่นอีกเยอะแยะ ข้าอยากให้เจ้ารักษาความดีนี้ไว้ อย่าไปทำตัวเหมือนพวกลูกหลานตระกูลใหญ่บางคน ที่เก่งกาจก็จริง แต่กลับ... เฮ้อ!”
“ในเมื่อท่านอาเมิ่งกล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนขอรับ อืม... เมื่อสักครู่นี้ตอนที่ข้าเดินทางมาที่นี่...” ฉินหมิงก็ถือโอกาสเล่าเรื่องที่เขาไปเจอมาเมื่อครู่ให้ฟังทันที
เมิ่งซิงไห่ไม่นึกเลยว่าไอ้เด็กนี่มันจะเถรตรงและจริงใจขนาดนี้ พูดปุ๊บก็ทำปั๊บ แต่พอมาคิดดูดีๆ ถึงเด็กนี่จะเป็นแค่ "ตัวตายตัวแทน" ที่โดนเขี่ยทิ้ง แต่การที่มันเติบโตมาในดงเสือสิงห์กระทิงแรดอย่างตระกูลชุยได้ ก็แสดงว่ามันต้องไม่ธรรมดาแล้วแหละ จะมาใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนเด็กทั่วไปได้ยังไง
เขาสัมผัสได้เลยว่าไอ้เด็กนี่มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ไม่เหมือนพวกเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มเลยสักนิด
“ถ้าเจ้าตั้งใจอยากจะช่วยจริงๆ งั้นก็รับงานนี้ไปทำสิ ลองไปสืบเรื่องพวกนี้ดู ถ้าจำเป็นต้องใช้กำลังก็จัดการได้เลย ข้าอนุญาต” เมิ่งซิงไห่โยนป้ายคำสั่งให้ฉินหมิงอย่างไม่ลังเล
แล้วเขาก็ถามต่อ “ว่ามาเถอะ วันนี้เจ้ามาหาข้า มีเรื่องอะไรให้ช่วยรึ?”
“ประการแรก ข้าอยากมาขอบคุณท่านอาเมิ่ง ที่กรุณายื่นมือเข้าช่วยเหลือข้าที่ชายป่าทะเลทรายคราวก่อนขอรับ” ฉินหมิงตอบ
“จะขอบคุณแค่ข้าคนเดียวงั้นรึ?”
“และต้องขอบคุณชิงเยว่ด้วย ข้าเดาว่านางคงช่วยพูดแทนข้าไปเยอะเลยล่ะขอรับ” ฉินหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“อืม เจ้าเดาถูกแล้วล่ะ” เมิ่งซิงไห่พยักหน้า
ฉินหมิงเอ่ยต่อ “ประการที่สอง ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนให้ท่านอาเมิ่งช่วยสืบข่าวให้หน่อยขอรับ”
เมิ่งซิงไห่ตั้งใจฟัง แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ไอ้เด็กนี่อยากรู้ ไม่ใช่เรื่องราวของตระกูลชุย แต่กลับเป็นเบาะแสเกี่ยวกับปู่ของเขาที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน
เมิ่งซิงไห่ถอนหายใจ “เจ้านี่หาเรื่องปวดหัวมาให้ข้าจริงๆ ถึงข้าจะไปถามให้ พวกตระกูลชุยก็คงไม่ยอมปริปากบอกความจริงหรอก นอกเสียจากจะได้ไปคุยกับชุยเฮ่าโดยตรง แต่ตอนนี้หมอนั่นก็คงติดต่อไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเขาไปอยู่กับพวกฟางไว่แล้ว”
“แล้ว... เจ้าไม่สงสัยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองตอนอยู่ตระกูลชุยบ้างเลยหรือ?” เมิ่งซิงไห่อดถามไม่ได้
ฉินหมิงถอนหายใจ “เมื่อก่อนก็เคยสงสัยอยู่ขอรับ แต่ตอนนี้ข้ากระจ่างแล้ว คงมี ‘ชุยชงเหอ’ ตัวจริงอยู่ และเขาก็คงพร้อมจะเปิดตัวให้คนอื่นรู้แล้วล่ะขอรับ”
เมิ่งซิงไห่ตะลึง “มิน่าล่ะ คนในตระกูลชุยบางคนถึงได้หวาดระแวงเจ้านัก กลัวว่าถ้าเจ้าเก่งกาจขึ้นมา แล้วรู้ความจริงทั้งหมดเข้า จะกลับมาแก้แค้นและสร้างความวุ่นวายให้พวกเขา พวกเขาคงไม่ได้ประเมินเจ้าต่ำไปหรอกนะ”
เขามองฉินหมิงด้วยแววตาชื่นชม “เจ้าเป็นแค่หมากในกระดาน ข้อมูลก็มีน้อยนิด แถมยังโดนปิดหูปิดตามาตลอด แต่กลับมองทะลุปรุโปร่งไปถึงความจริงส่วนใหญ่ได้ ขอยอมรับเลยว่าเจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ”
“แสดงว่า... มีบางอย่างที่ข้าเดาผิดไปงั้นหรือขอรับ?” ฉินหมิงถามกลับ
“ก็ไม่เชิงว่าผิดหรอก แค่มีบางเรื่องที่เจ้ายังไม่รู้หมดเท่านั้นเอง” เมิ่งซิงไห่ไม่คิดจะปิดบัง เขายกน้ำชาขึ้นจิบ แล้วเริ่มเล่าความจริงให้ฟัง
ความจริงแล้ว ชุยชงเหอตัวจริงไม่ได้คิดอยากจะเปิดตัวอะไรหรอก แต่ดันมีคนในดินแดนของพวกฟางไว่สังเกตเห็นความผิดปกติเข้าให้ เพราะยิ่งโต หมอนั่นก็ยิ่งหน้าตาเหมือนนายท่านชุยเข้าไปทุกวัน
และที่สำคัญที่สุดคือ มีคนจับได้ว่าหมอนั่นแอบส่งจดหมายติดต่อกับตระกูลชุยอย่างลับๆ
“ถ้าอย่างนั้น พอโตขึ้น หน้าตาของข้ากับเขาก็คงจะแตกต่างกันมากสินะ แค่มีความคล้ายคลึงกันตอนเด็กๆ เท่านั้นเอง” ฉินหมิงคิดในใจ
“อีกอย่าง อาจารย์ของชุยชงเหอเพิ่งจะออกจากที่เก็บตัวฝึกวิชา ต่อให้เครือข่ายอำนาจของตระกูลใหญ่ในโลกของพวกฟางไว่มันจะซับซ้อนยุ่งเหยิงแค่ไหน ก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องลูกศิษย์สุดรักสุดหวงคนนี้หรอก”
“อาจารย์ของเขา... เก่งกาจขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?” ฉินหมิงอดถามไม่ได้
“อืม ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ ศิษย์พี่ใหญ่ของชุยชงเหอเป็นคนคอยถ่ายทอดวิชาให้แทนอาจารย์ เพราะท่านผู้อาวุโสเอาแต่เก็บตัวฝึกวิชา แต่ตอนนี้ท่านบรรลุวิชาไปอีกขั้นแล้ว พลังยุทธ์ลึกล้ำสุดหยั่งถึง แถมท่านยังประกาศรับชุยชงเหอเป็นศิษย์คนสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้วด้วย คงไม่รับใครเป็นศิษย์อีกแล้วล่ะ คงจะรักและหวงแหนยิ่งกว่าไข่ในหินซะอีก”
ฉินหมิงฟังแล้วก็นิ่งเงียบไป ชีวิตคนเรานี่มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
“ที่ตระกูลชุยห้ามไม่ให้เจ้ากลับไปเมืองชิงเหอ ห้ามไปเมืองเชียนซิง แล้วก็กะจะตัดอนาคตการฝึกวิชาของเจ้า ก็เป็นเพราะชุยชงเหอตัวจริงความแตกนั่นแหละ”
เมิ่งซิงไห่เล่าต่อว่า ทางตระกูลหวังแห่งเมืองเชียนซิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมาก ไม่พอใจสุดๆ ที่ชุยชงเหอที่เคยเจอกันมาตลอดดันเป็นตัวปลอม พวกเขาก็โดนหลอกมาตลอดเหมือนกัน
ฉินหมิงยิ้มขื่นๆ ตระกูลหวังคงไม่มาพาลโกรธข้าด้วยหรอกนะ?
“ชุยชงเหอตัวจริงเองก็ไม่พอใจอยู่เหมือนกันนะ ที่รู้ว่าเจ้าเคยไปเดินเที่ยวกับลูกสาวตระกูลหวังสองต่อสองน่ะ อืม... มีคนในดินแดนของพวกฟางไว่บอกว่า ช่วงนั้นเขาอาละวาดหนักเลยล่ะ”
ถึงตรงนี้ ฉินหมิงชักอยากจะชักดาบออกไปฟาดหน้าคนแล้วสิ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย? พอทุกคนตกลงปลองดองกันได้ สุดท้ายข้าก็กลายเป็นหมาหัวเน่า ต้องมารับเคราะห์อยู่คนเดียวเนี่ยนะ!