เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 77 เป่าม่านหมอกให้สลายไป

บทที่ 77 เป่าม่านหมอกให้สลายไป

บทที่ 77 เป่าม่านหมอกให้สลายไป


บทที่ 77 เป่าม่านหมอกให้สลายไป

ฉินหมิงทอดสายตามองดูม่านราตรี พลางขบคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ

ความทรงจำส่วนใหญ่ของเขากลับมาแล้ว เหลือแค่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังคงเลือนลางอยู่บ้าง

“ถ้าที่ข้าเดาไว้เป็นความจริง ต่อให้ไม่มีข้าฉินหมิง ก็ต้องมีจางหมิง จ้าวหมิง หรือใครสักคนมาทำหน้าที่นี้อยู่ดี ตระกูลชุยแค่ต้องการ 'ตัวตน' หนึ่งไว้บังหน้าเท่านั้น”

ฉินหมิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

“การที่ตระกูลหลี่ผงาดขึ้นมา แล้วจู่ๆก็เปิดศึกกับตระกูลเก่าแก่พันปี คงไม่เกี่ยวอะไรกับข้าหรอก ตระกูลชุยไม่มีทางหยั่งรู้ล่วงหน้าได้เป็นสิบๆปีแน่ ว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”

เขาครุ่นคิด บทบาทของเขาในตระกูลชุยน่าจะมาถึงทางตัน และสมควรจะปิดฉากลงตั้งนานแล้ว บังเอิญว่าในช่วงโค้งสุดท้าย ตระกูลหลี่ดันบุกมาพอดี เขาก็เลยถูกจับยัดเยียดให้เข้าไปมีเอี่ยวด้วยแบบเนียนๆ

เห็นได้ชัดเลยว่า ในศึกช้างชนช้างระดับมหึมาระหว่างสองตระกูลนี้ เดิมทีมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด แต่เพราะความซวยบังเกิด เขาเลยโดนลากเข้าไปเป็นเครื่องสังเวย เพื่อให้ได้ใช้ “แสงสว่างเฮือกสุดท้าย” ให้เป็นประโยชน์

เขาถูกกำหนดให้ต้องตายตกไปตามกัน พร้อมกับพวกตาแก่ใกล้ลงโลงเหล่านั้น

แต่ทว่า พวกคนแก่ของตระกูลชุยน่ะ เขาสมัครใจที่จะเดินบนเส้นทางสายมรณะนั้นเอง พวกเขารู้อยู่เต็มอกว่าไปแล้วไม่มีทางรอด เพราะยังไงก็ต้องตายเพราะหมดอายุขัยอยู่แล้ว เลยยินดีที่จะตายอย่างมีค่าเพื่อตระกูล

ฉินหมิงรู้สึกขมขื่นใจอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนตีรวนไปหมด

“ทุกปีในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ พ่อแม่จะได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่ง…” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉินหมิงเริ่มเอะใจ

มันเป็นแบบนี้ทุกปี ตอนที่อ่านจดหมายฉบับนั้น คือช่วงเวลาที่พ่อกับแม่มีความสุขที่สุด ขนาดคนเจ้าระเบียบและหัวโบราณอย่างพ่อ ก็ยังยิ้มหน้าบานจนหุบไม่ลง

“มีอยู่ปีนึง เหมือนข้าจะได้ยินอะไรแว่วๆ แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าอะไร ตอนนั้นข้าคงไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นเท่าไหร่นัก” ฉินหมิงขมวดคิ้ว

แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้เขากำลังอยู่ระหว่างการผลัดกายครั้งที่สี่ ซึ่งยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ดี ยังมีหวังที่จะรื้อฟื้นความทรงจำในส่วนที่ขาดหายไปได้อยู่

“การผลัดกายครั้งที่สี่ เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้งห้า จิตใต้สำนึก และสัญชาตญาณ” ฉินหมิงมั่นใจว่า เขาจะสามารถกระชากหน้ากากที่บิดเบือนอดีตของเขาออกได้อย่างแน่นอน

เขาสังเกตเห็นแล้วว่า การผลัดกายรอบนี้ผลาญสารพลังวิเศษไปเยอะมากผิดปกติ

“ถ้าไม่ได้เข้าไปในวิหารโลหะอสนีบาต แล้วทนรับแรงกระแทกจากแสงสวรรค์ตั้งหกเจ็ดระลอก จนได้สารพลังวิเศษหายากมาตุนไว้เพียบขนาดนี้ การผลัดกายครั้งนี้คงทุลักทุเลน่าดู”

ฉินหมิงตระหนักได้ว่า อาการบาดเจ็บที่สมองของเขามันสาหัสกว่าที่คิดไว้มาก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รอดตายปาฏิหาริย์ แถมยังความจำเสื่อมสนิทแบบนี้หรอก โชคดีที่การผลัดกายครั้งนี้ จะช่วยจัดการปัญหาทุกอย่างให้จบสิ้นเสียที

“ทั้งรักษารากเหง้าของบาดแผลเก่า ทั้งผลัดกาย... นี่มันผลาญสารพลังวิเศษแบบคูณสองเลยนี่” เขาสังหรณ์ใจว่า การผลัดกายรอบนี้คงจะดุดันและรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ

“พรุ่งนี้พอตื่นขึ้นมา เรื่องราวคลุมเครือในใจข้าคงกระจ่างแจ้งหมดทุกอย่าง” จู่ๆ ฉินหมิงก็นึกขึ้นได้ว่า เขายังไม่ได้กินอะไรเลย หมกตัวอยู่ในห้องมาทั้งวันแล้ว

เขาลุกขึ้นเดินออกไปหาอะไรกินรองท้องแบบลวกๆ

คืนนั้น เมื่อฉินหมิงหลับสนิท เข็มทองก็เริ่มถักทอร้อยเรียงไปทั่วร่าง ราวกับกำลังเย็บปะซ่อมแซมร่างกายให้เขา ในขณะเดียวกัน โคลนเงินก็เคลือบปิดทับตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับเป็นการชโลมโอสถขนานเอกเป็นครั้งสุดท้าย

บริเวณกะโหลกศีรษะที่เคยแหลกละเอียด ไม่ได้ถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษอีกต่อไป แสดงว่าบาดแผลฉกรรจ์นั้นได้รับการรักษาจนหายขาด ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ แล้ว

ฉินหมิงก้าวเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการผลัดกายครั้งที่สี่

กลางดึก เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่กเต็มตัว พลางละเมอพึมพำอย่างลืมตัว “ข้าคือฉินหมิง ข้ามีท่านปู่ ข้าไม่ใช่คนตระกูลชุย”

เขาตั้งสติ พยายามสงบสติอารมณ์ลง เหตุการณ์นี้มันช่างคุ้นเคย เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน

ฉินหมิงลุกขึ้นมานั่งสมาธิ แล้วก็นึกขึ้นได้ ตอนที่เขาอยู่บ้านชาวบ้านในเมืองอิ๋นเถิง เขาก็เคยสะดุ้งตื่นมาแบบนี้เป๊ะ ตอนนั้นเขาวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไปท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ แหกปากร้องโวยวายราวกับคนบ้า

“ข้าโดนหลี่ชิงซวีทุบหัวจนปางตาย สลบเหมือดไปตั้งนาน ชุยหงกับผู้หญิงมีไฝแดงคนนั้นพาข้าไปทิ้งไว้ที่เมืองอิ๋นเถิง ข้าเอาชีวิตรอดจากฤดูหนาวอันโหดร้ายนั้นมาได้ แต่ก็เกือบจะเสียสติไปแล้ว…”

เขาครุ่นคิดอย่างเงียบๆ เมื่อสองปีก่อน ตอนที่เขายังสะลึมสะลือไม่ได้สติ เขามักจะฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝันเห็นตัวเองตอนเด็กๆกับท่านปู่ เขาถึงได้รู้ว่าตัวเองชื่อฉินหมิง หรือว่าตอนนั้นวิชาผลัดกายในคัมภีร์ผ้าไหมมันเริ่มแผลงฤทธิ์แล้ว?

เขาล้มตัวลงนอน แล้วก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว แถมยังฝันเห็นเรื่องราวเมื่อสองปีก่อนอีกต่างหาก

“มันไม่ใช่ความฝันหรอก แต่มันคือเรื่องจริงในวัยเด็กของข้าต่างหาก” จิตใต้สำนึกของฉินหมิงยังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในความฝันเหล่านั้น เขามั่นใจแล้วว่าตาแก่คนนั้นคือปู่แท้ๆของเขา และชื่อจริงของเขาก็คือ ฉินหมิง

“หลานเอ๋ย วิชาในคัมภีร์ผ้าไหมนี่มันทางตันชัดๆ ปู่ฝึกมาทั้งชีวิตยังไม่สำเร็จเลย” ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยังอุตส่าห์กางคัมภีร์ผ้าไหมออก แล้วคอยอธิบายเนื้อหาให้เขาฟังทีละหน้าๆ อย่างอดทน

สายเลือดที่แท้จริงเพียงคนเดียวของเขา รู้ดีว่าคัมภีร์เล่มนี้มีปัญหา แม้จะอธิบายเนื้อหาให้ฟัง แต่ก็คอยเตือนสติอยู่เสมอว่า ขืนดันทุรังฝึกต่อไป มีแต่จะเสียเวลาเปล่า

ชายชราเอ่ยขึ้น “ปู่ฝึกมันมาทั้งชีวิต งมเข็มในมหาสมุทรมาทั้งชีวิต ปู่ชักจะสงสัยแล้วล่ะว่า ถ้าอยากจะฝึกวิชานี้ให้สำเร็จ อาจจะต้องยอมตายไปสักรอบนึงก่อน แต่ก็ห้ามตายจริงๆนะ ซึ่งไอ้เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเป็นกับความตายนี่แหละ ที่มันกะเกณฑ์ไม่ได้เลย”

ปู่ของฉินหมิงพึมพำ “อะไรคือการผลัดกายกันแน่ล่ะ? บางที... การตายแล้วเกิดใหม่ อาจจะเป็นแค่ก้าวแรกของวิชานี้ก็ได้นะ”

ฉินหมิงเมื่อสิบกว่าปีก่อนยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่ปู่พูดมานั้นมันอันตรายและยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน

จากนั้นชายชราก็ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดตัวเอง “ปู่ก็แค่คนแก่เลอะเลือนที่คิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ ขนาดบรรพบุรุษเก่งๆ ที่เคยได้คัมภีร์เล่มนี้ไปครอบครอง ยังไม่มีใครฝึกสำเร็จเลย ยิ่งไปกว่านั้นนะ... พวกผู้ให้กำเนิดวิชานี้ รวมถึงลูกศิษย์ลูกหาของพวกเขาก็ตายกันหมดแล้ว จนปล่อยให้คัมภีร์ผ้าไหมเล่มนี้ฝุ่นเขรอะ ไม่มีใครเอาไปฝึกต่อได้อีก”

“ท่านปู่ รอข้าฝึกวิชานี้สำเร็จเมื่อไหร่ ท่านก็จะไม่ต้องทนลำบากอีกต่อไปแล้ว ข้าจะดูแลท่านเอง” ฉินหมิงน้อยพูดเจื้อยแจ้วด้วยความไร้เดียงสา

“ดีมาก ถ้างั้นเจ้าก็ต้องรีบโตไวๆนะ คนเราอายุยืนถึงเจ็ดสิบปีก็ถือว่าหายากแล้ว ปู่อายุห้าสิบกว่าแล้ว ด้วยสภาพความเป็นอยู่แบบนี้ ปู่คงอยู่ได้อีกไม่เกินสิบปีหรอก” ชายชราลูบหัวหลานชายด้วยความรักใคร่เอ็นดูและห่วงใย “ปู่เป็นห่วงเจ้าที่สุดเลยรู้ไหม ถ้าปู่ตายไป เจ้าจะอยู่ยังไง? ตัวแค่นี้ จะหาเลี้ยงตัวเองได้ยังไง”

ชายชราถอนหายใจด้วยความเศร้าสลด “ปู่เสียเวลาไปทั้งชีวิตเพราะไอ้คัมภีร์ผ้าไหมนี่แหละ ทุ่มเทให้มันหมดทุกอย่าง สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ตอนนี้ยังดีที่มีปู่อยู่ ถึงเจ้าจะใส่เสื้อผ้าซอมซ่อไปหน่อย แต่อย่างน้อยๆก็ยังมีข้าวกินอิ่มท้อง ถ้าปู่รู้ตัวว่าไม่ไหวเมื่อไหร่ จะรีบหาครอบครัวดีๆ ให้เจ้าไปอยู่ด้วยนะ”

“ท่านปู่... ท่านจะอยู่ได้อีกแค่สิบปีเองหรือ? ข้าไม่ยอมหรอก ท่านต้องอายุยืนเป็นร้อยปีสิ ข้าจะรีบโตไวๆ นะ” ฉินหมิงกุมมือหยาบกร้านของปู่ไว้แน่น ก่อนจะถามคำถามสุดท้าย “แล้วท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าไปไหนล่ะ? ให้พวกเขากลับมาดูแลท่านปู่สิ”

ชายชราฟังแล้วก็หน้าเศร้าลงไปถนัดตา “พวกเขาก็ชีวิตพังเพราะคัมภีร์ผ้าไหมนี่เหมือนกันแหละ ออกเดินทางไปฝึกวิชานี้ที่อื่นแล้ว ถ้าลองนับเวลาดู พวกเขาคงตายไปแล้วล่ะมั้ง เผลอๆ อาจจะตายก่อนปู่ซะอีก ปู่ไม่อยากปิดบังหลานหรอกนะ เพราะเวลาของปู่ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว หลานต้องรีบเป็นผู้ใหญ่ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ วันข้างหน้าเวลาไม่มีปู่ หลานจะได้เอาชีวิตรอดได้ไงล่ะ”

“ท่านปู่ โตขึ้นข้าจะเลี้ยงดูท่านเอง ท่านชอบอะไร มีความฝันอะไรไหม? รีบบอกข้ามาสิ” ฉินหมิงวัยเด็กเร่งเร้าขอบตาแดงก่ำ

“เมื่อก่อนปู่อยากฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมให้สำเร็จ แต่ตอนนี้... ขอแค่เจ้าโตขึ้นมาอย่างปลอดภัย แค่นี้ปู่ก็พอใจแล้ว อย่างอื่นปู่ไม่สนหรอก”

.…..

รุ่งเช้า ฉินหมิงลืมตาตื่นขึ้น เขาพึมพำกับตัวเอง “ท่านปู่ ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนขอรับ?”

เวลาล่วงเลยมากว่าสิบปีแล้ว เขานั่งนิ่งเงียบอยู่นานแสนนาน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมา “ญาติคนสุดท้ายของข้า ก็ไม่อยู่บนโลกนี้แล้วงั้นรึ?”

“ท่านปู่ ท่านเดาถูกแล้วล่ะ คนเราต้องตายก่อนครั้งนึง ถึงจะฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมสำเร็จได้ ทุกความปรารถนาของท่าน ข้าทำได้หมดแล้วนะ ข้า... อยากเจอท่านอีกสักครั้งจัง” ฉินหมิงกระซิบเสียงแผ่ว

เขาลุกขึ้น ใช้น้ำเย็นจัดราดรดชำระล้างร่างกาย การผลัดกายครั้งที่สี่เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว ไม่เพียงแต่ความทรงจำจะกลับมาแจ่มชัดเหมือนเดิม แถมยังจำรายละเอียดปลีกย่อยในอดีตได้หมดเปลือก แต่เขายังรู้สึกได้เลยว่า สภาพร่างกายของเขาก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วย

“ตอนนี้ข้าน่าจะมีพละกำลังเกือบๆ ห้าพันชั่ง(2,500 กิโลกรัม) แล้วมั้ง อาการบาดเจ็บที่สมองมันส่งผลกระทบกับข้าหนักหนาสาหัสเอาการ การที่ข้าต้องผลาญสารพลังวิเศษไปเยอะขนาดนี้ ไม่ใช่แค่รักษารากเหง้าของบาดแผลเก่าเท่านั้น แต่มันยังช่วยชดเชยการผลัดกายในครั้งก่อนๆ ที่ทำได้ไม่เต็มร้อยเพราะอาการบาดเจ็บด้วย”

ฉินหมิงลองประเมินดู หากเขาไม่มีแผลที่สมองคอยถ่วงความเจริญ ตอนผลัดกายครั้งแรก เขาน่าจะมีพละกำลังมหาศาลทะลุหนึ่งพันสองร้อยชั่ง(600 กิโลกรัม) สบายๆ

พอสะสางปัญหาคาใจได้หมดจด เขาก็รู้สึกเบาสบายปลอดโปร่งตั้งแต่หัวจรดเท้า ร่างกายผ่อนคลายสุดๆ และที่สำคัญ... เขาแกร่งขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก

ทว่า พอหวนนึกถึงท่านปู่ และเรื่องบัดซบในตระกูลชุย เขาก็ยิ้มไม่ออก

“ตอนข้าก้าวเท้าเข้าตระกูลชุย พวกผู้หลักผู้ใหญ่ในสายหลักจับมือข้าเขียนชื่อ 'ชุยชงเหอ' แล้วยัดเยียดให้ข้าจำใส่กะโหลกไว้ให้ขึ้นใจ แถมยังกีดกันไม่ให้ข้าออกไปเจอโลกภายนอกตั้งนานสองนาน”

ฉินหมิงนึกย้อนไปถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในอดีต เขาเคยได้ยินบ่าวไพร่ในจวนแอบซุบซิบกันว่า “เหมือนมากจริงๆ”

ความจริงก็คือ คนทั้งตระกูลชุยไม่เคยปริปากบอกใครเลยว่า ชุยชงเหอเคยพลัดหลงหายตัวไป ตอนเด็กๆ เขาเองก็ยังแอบสงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เขาน่าจะเป็น "ตัวแทน" มากกว่า พอคนเก่าไป เขาก็เข้ามาเสียบแทนที่พอดีเลย

มิน่าล่ะ พี่ใหญ่ที่ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่อย่างชุยชงเซียว ถึงได้ทำหน้าประหลาดใจตอนเห็นหน้าเขาครั้งแรก แถมยังจ้องหน้าเขาเขม็ง ทุกอย่างมันมีเค้าลางบอกเหตุมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

จากนั้น ฉินหมิงก็นึกถึง "รายละเอียด" ตอนที่พ่อกับแม่ได้รับจดหมายลับฉบับนั้น

ตอนนี้เขาผ่านการผลัดกายครั้งที่สี่มาแล้ว ม่านหมอกที่เคยบดบังถูกเป่ากระจุยจนหมดสิ้น เขามองเห็นภาพเหตุการณ์ผิดปกติในวันนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พ่อกับแม่ดีใจจนเนื้อเต้น ถือจดหมายในมือพลางพึมพำว่า “ชงเหอช่างฉลาดปราดเปรื่อง พรสวรรค์ล้ำเลิศดั่งสวรรค์ประทาน…”

พอลองคิดวิเคราะห์ดูดีๆแล้ว มันก็น่าขนลุกไม่เบา เพราะบนโลกใบนี้... มี "ชุยชงเหอ" ตัวจริงที่มีชีวิตอยู่จริงๆ!

ดูอย่างอัจฉริยะดาวรุ่งอย่าง หลี่ชิงซวี, หลีชิงเยว่ หรือลูกสาวตระกูลหวัง พวกนี้ก็ปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้ว ถึงจะโดนพวกฟางไว่ดึงตัวไปเป็นลูกศิษย์

แต่ชุยชงเหอตัวจริง ดันถูกส่งตัวไปตั้งแต่ตอนอายุแค่สามสี่ขวบเนี่ยนะ!

“พรสวรรค์ของหมอนั่นมันจะน่ากลัวขนาดไหนกันเนี่ย? บางทีที่ปู่รองเมาแล้วหลุดปากพูดออกมา อาจจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็ได้นะ แต่ประโยคพวกนั้นมันไม่ได้หมายถึงข้าหรอก แต่มันหมายถึง ชุยชงเหอ ตัวจริงต่างหากล่ะ อนาคตคงได้เป็นเซียนจริงๆ แหละมั้ง”

ฉินหมิงเชื่อสนิทใจเลยว่า ผู้อาวุโสชื่อดังก้องโลกที่พ่อพูดถึงน่ะ มีตัวตนอยู่จริง และชุยชงเหอก็คงกราบเป็นอาจารย์ไปเรียบร้อยแล้ว

“พ่อกับแม่เป็นคนระวังตัวแจ ขนาดพี่ใหญ่หลายปีจะโผล่หน้ามาให้เห็นสักครั้ง พวกเขายังสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนในตระกูลปริปากพูดว่าพี่ใหญ่กราบอาจารย์อยู่สำนักไหน เพราะกลัวจะมีภัยมาถึงตัว”

ชุยชงเหอมีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า จึงได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาขึ้นไปอีก ไม่แปลกเลยที่จะไม่มีข่าวหลุดรอดออกมาแม้แต่แอะเดียว

อันที่จริง เรื่องพวกนี้ก็พอจะเข้าใจได้อยู่

เพราะแต่ละตระกูลใหญ่ต่างก็พากันส่งลูกหลานหัวกะทิไปเรียนวิชากับพวกฟางไว่กันทั้งนั้น อย่างตระกูลชุยเองก็มีทายาทสายตรงที่ถูกรับไปเป็นศิษย์ทุกปี

แถมยังมีพวกตาแก่ของตระกูลชุยบางคนที่เป็นพวกฟางไว่อยู่แล้ว และปักหลักอยู่ที่นั่นเป็นประจำ เดาว่าตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นๆ ก็คงมีคนใหญ่คนโตไปรวมตัวกันอยู่ที่โลกนอกวิถีนั่นเยอะเหมือนกันแหละ

พูดง่ายๆ คือ ดินแดนของพวกฟางไว่ไม่ใช่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สงบสุขอะไรหรอก แต่อำนาจและอิทธิพลของแต่ละตระกูลมันฝังรากลึกและเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิงไปหมด แยกกันไม่ออกเลยล่ะว่าใครเป็นใคร

ท่านพ่อกับท่านแม่คงกลัวว่า ถ้ามีคนรู้ตัวตนที่แท้จริงของชุยชงเหอเข้า จะโดนพวกผู้ไม่หวังดี "จ้องเล่นงาน" และเป็นอันตรายอยู่ที่นั่น

พวกเขาเลยจัดการหา "ชุยชงเหอตัวสำรอง" มาเลี้ยงไว้ที่นี่ซะเลย

“คงจะคัดสรรมาอย่างดีเลยสิท่า เผลอๆ หน้าตาข้าอาจจะละม้ายคล้ายคลึงกับหมอนั่นอยู่บ้างก็ได้”

ฉินหมิงคิดว่า ด้วยความรอบคอบและขี้ระแวงของพ่อกับแม่ ถ้าไม่หาทางป้องกันและคุ้มครองชุยชงเหอตัวจริงไว้แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าแปลก

“เมื่อสองปีก่อน ชุยชงเหอตัวจริงอาจจะความแตกแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเก่งกล้าสามารถจนไม่กลัวใครแล้ว กำลังจะเปิดตัวให้คนอื่นรู้ ข้าก็เลยหมดประโยชน์ และถึงเวลาต้องลงจากเวทีไปซะที”

ฉินหมิงนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต แววตาของเขาลึกล้ำยากจะหยั่งถึง

“ศึกระหว่างตระกูลชุยกับตระกูลหลี่ ข้ามันก็แค่หมากตัวนึงที่โดนหลอกให้ไปเป็นเป้านิ่งตายแทนก็แค่นั้นแหละ” เขานึกถึงปู่ของชุยเฮ่าขึ้นมา

“ถ้าปู่ของอาเจ็ดไม่ได้บังเอิญอยู่ในหมู่บ้านนั้นด้วย ข้าคงโดนตาแก่พวกนั้นลากไปลงนรกด้วยกัน ก่อนที่หลี่ชิงซวีจะโผล่มาซะอีก”

ฉินหมิงจำได้แม่นยำเลยว่า ปู่ของอาเจ็ดตะเพิดไล่พวกคนแก่พวกนั้นให้ออกไปไกลๆ ถึงสองครั้งสองครา ห้ามไม่ให้เข้ามาใกล้เด็ดขาด

และถ้าไม่ได้อาเจ็ดชุยเฮ่า ชุยหงกับผู้หญิงคนนั้นก็คงไม่โผล่หัวมาช่วยเขาเอาไว้หรอก

“ถึงจะยังมีบางเรื่องที่ข้ายังสงสัยอยู่บ้าง แต่ภาพรวมก็น่าจะเป็นแบบนี้นี่แหละ ทั้งหมดนี้ก็เพราะข้า 'หมดประโยชน์' แล้ว ได้เวลาต้องไสหัวไป เพื่อเปิดทางให้ชุยชงเหอตัวจริงที่เก่งกาจระดับว่าที่เทพเซียน ได้ก้าวขึ้นมาเฉิดฉายอยู่เบื้องหน้าแทน”

โห ถ้าเป็นแบบนี้นี่น่าแค้นอยู่นะ

จบบทที่ บทที่ 77 เป่าม่านหมอกให้สลายไป

คัดลอกลิงก์แล้ว