- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 76 ความจริงก็เป็นแค่ฉากบังหน้า
บทที่ 76 ความจริงก็เป็นแค่ฉากบังหน้า
บทที่ 76 ความจริงก็เป็นแค่ฉากบังหน้า
บทที่ 76 ความจริงก็เป็นแค่ฉากบังหน้า
พลบค่ำ วามสว่างในเมืองฉีเสียค่อยๆ หรี่ลง จนกลืนไปกับความมืดมิดของยามราตรีในที่สุด
แสงจากหินสุริยันภายในห้องริบหรี่ลงจนเกือบจะดับมอด ฉินหมิงนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้น ความมืดปกปิดใบหน้าของเขาจนมองไม่เห็น มีเพียงดวงตาคู่เดียวที่ยังคงทอประกายเรืองรอง
เขากำลังมองดูตัวเองในวัยสิบสี่ปีอีกครั้ง ในตอนนั้นเขาเป็นคนยึดมั่นในสายสัมพันธ์ ห่วงใยคนรอบข้าง ยามต้องเผชิญกับความเป็นความตายและการพลัดพราก เขาทั้งอาลัยอาวรณ์และทำใจปล่อยวางไม่ได้
ในวินาทีนั้น ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีตัวสั่นเทิ้มเล็กน้อย เขาอยากจะเหลียวกลับไปมองหน้าพ่อแม่และน้องชายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่า... การจากไปครั้งนี้ คงไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกแล้ว
แต่ทว่า เมื่อเขาหันกลับไป สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงแผ่นหลังของพ่อแม่ที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีขอบตาแดงก่ำ เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างสุดความสามารถ ก่อนจะรีบหันขวับกลับมา แล้วออกเดินทางไปพร้อมกับเหล่าผู้อาวุโสไม้ใกล้ฝั่งของตระกูล
และก็เป็นไปตามคาด พวกเขาถูกดักซุ่มโจมตี แม้จะพยายามหลบหนีสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ถูกตามเจอจนได้
ทว่าเหล่าคนแก่หง่อมของตระกูลชุยที่ใกล้จะลงโลงพวกนี้ กลับระเบิดพลังต่อสู้ออกมาได้อย่างน่าสะพรึงกลัว หนำซ้ำแต่ละคนยังสู้แบบถวายหัวไม่กลัวตาย เล่นเอาคนของตระกูลหลี่ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อไปพักใหญ่
“ตาแก่บางคนเป็นถึงยอดฝีมือของสายหลักตระกูลชุยเลยนะเว้ย ยิ่งแก่ยิ่งหนังเหนียวจริงๆ อืม... ข้าเห็นชุยชงเหอแล้ว ไอ้นี่แหละที่น่าจะเป็นว่าที่ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป”
ท่ามกลางความมืดมิด สายตาหลายคู่จากฝั่งตระกูลหลี่กำลังจับจ้องไปยังกลุ่มคนอพยพของตระกูลชุยอย่างไม่วางตา
“ถึงชุยชงเหอจะยังไม่ได้ผลัดกาย แต่มันน่าจะมีพรสวรรค์พิเศษจริงๆ อนาคตอาจจะเก่งกาจถึงขั้นใกล้เคียงกับเซียนเลยด้วยซ้ำ ข่าววงในที่เชื่อถือได้ยืนยันมาว่า มันถูกวางตัวไว้ตั้งแต่เด็กๆแล้ว ว่าเหมาะสมกับการเป็นพวกฟางไว่ที่สุด”
เหล่ายอดฝีมือของตระกูลหลี่ต่างพากันตั้งข้อสงสัย การที่พวกคนแก่ฝีมือดีของตระกูลชุยสู้ถวายหัวแบบนี้ คงกะจะพาชุยชงเหอตีฝ่าวงล้อมไปกบดานกับพวกฟางไว่ เพื่อไปพบกับ “ท่านผู้อาวุโส” ในตำนาน ซึ่งก็คือว่าที่อาจารย์ของชุยชงเหอนั่นเอง
ฉินหมิงเห็นภาพเลือดและเศษกระดูกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด มีทั้งของคนแก่ตระกูลชุย และของยอดฝีมือตระกูลหลี่ ท้ายที่สุด พวกเขาก็ตีฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จ จัดการปลอมตัวด้วยเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง แล้วไปกบดานอยู่ในหมู่บ้านที่ตระกูลชุยแอบสร้างเตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้ว
อันที่จริง หลังจากปะทะกันอย่างดุเดือดมาหลายครั้ง ดูเหมือนตระกูลหลี่จะเริ่มระแคะระคายอะไรบางอย่าง การตามล่าของพวกมันในช่วงหลังจึงเริ่มแผ่วลง ไม่ได้กัดไม่ปล่อยเหมือนตอนแรก
“ตระกูลหลี่อาจจะรู้ตัวแล้วก็ได้ ว่าคนอีกกลุ่มของตระกูลชุยอพยพไปอีกทางหนึ่ง”
“หรืออาจจะมีอีกความเป็นไปได้นึง... บรรพบุรุษของเราที่หายสาบสูญไปกว่าสองร้อยปี ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว”
ภายในหมู่บ้าน เหล่าผู้อาวุโสตระกูลชุยกำลังปรึกษาหารือกันเสียงเครียด มาถึงจุดนี้ แต่ละคนล้วนบาดเจ็บสาหัสปางตาย ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะไปฟาดฟันกับใครได้อีกแล้ว
กลุ่มคนแก่ใกล้ลงโลงพวกนี้ สู้ยิบตาจนตอนนี้รอดชีวิตมาได้แค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ล้วนทิ้งร่างไว้ระหว่างทางกันหมด
เป็นเพราะความบ้าดีเดือดและไม่กลัวตายของพวกเขาแท้ๆ ที่ทำให้คนของตระกูลหลี่เกิดอาการขยาด ไม่กล้าบุกเข้ามาแลกหมัดตรงๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า แค่พวกมันออกแรงฮึดอีกนิดเดียว ก็สามารถกวาดล้างพวกเขาได้หมดแล้วแท้ๆ
ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีนั่งเงียบกริบ เพราะขนาดพวกคนแก่พวกนี้ยังพูดเองเลยว่า พวกเขาได้ใช้ “แสงสว่างเฮือกสุดท้าย” ของชีวิตไปจนคุ้มค่าแล้ว
ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ยามที่เขาคลี่ยิ้มท่ามกลางความมืดมิด ช่างดูน่าขนลุกขนพองยิ่งนัก เขามองมาที่ฉินหมิงแล้วถอนหายใจ “พรสวรรค์ของเจ้ามันล้ำเลิศมาก เหมาะกับการผลัดกายที่สุด น่าเสียดาย ที่ไปเสียเวลาฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมซะนาน สุดท้ายก็ฝึกไม่สำเร็จ”
ชายชราอีกคนมองฉินหมิงด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “รออีกหน่อยเถอะ ถ้าเจ้าเจ็ด(อาเจ็ด)รู้ข่าว คงจะรีบมาช่วยเจ้าแน่”
ในโรงเตี๊ยม ฉินหมิงจ้องมองภาพเหตุการณ์นั้นอย่างตั้งใจ
เห็นได้ชัดว่า คนทั้งตระกูลชุยต่างก็รู้ดีว่า อาเจ็ดชุยเฮ่าคือคนที่รักและหวังดีกับเขามากที่สุด ขนาดพวกคนแก่พวกนี้ยังพูดออกมาเต็มปากเต็มคำเลย
“ท่านคือ... ปู่แท้ๆ ของท่านอาเจ็ดหรือขอรับ?” ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีเอ่ยถาม สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาตลอดทาง ทำให้เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว และเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงอดีต เขาก็รู้สึกผิดหวังและเสียใจอย่างสุดซึ้ง
“ใช่ เสี่ยวชี(อาเจ็ด)คือหลานรักของข้าเองแหละ แต่มันมีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่อย่างนึง คือเป็นคนขี้สงสารและยึดติดกับสายสัมพันธ์มากเกินไป มานี่สิ มานั่งข้างๆข้านี่ ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องเจ้าได้แม้แต่ปลายก้อย” ชายชราตบที่นั่งข้างๆตัวเบาๆ
การให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์มันคือจุดอ่อนร้ายแรงงั้นหรือ? ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีนั่งลงพลางครุ่นคิดในใจ... ข้าเองก็เป็นคนแบบนั้นเหมือนกันนี่นา
“พวกเจ้าตาแก่ทั้งหลาย ถอยไปไกลๆข้าหน่อยสิ!” ปู่ของอาเจ็ดเงยหน้าขึ้นตวาดใส่พวกคนแก่ร่างโชกเลือดที่เหลือด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
ชายชราคนหนึ่งโต้กลับ “ยังไงพวกเราทุกคนก็ต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอก อย่างน้อยๆ ก็ลากคอพวกตระกูลหลี่ไปลงนรกด้วยกันได้ตั้งเยอะ ตระกูลหลี่อยากจะผงาดขึ้นมาทาบรัศมีตระกูลชุย เพื่อสร้างบารมีและดันตัวเองขึ้นเป็นตระกูลเก่าแก่พันปี มันก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม งานนี้พวกมันต้องหลั่งเลือดชโลมแผ่นดินแน่ ต่อให้ตระกูลหลี่จะโดนใครเชิดหุ่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ก็ตาม พวกมันก็ไม่มีทางได้เป็นผู้ชนะที่แท้จริงหรอก”
“แต่เด็กคนนี้ยังเด็กนัก เขายังมีอนาคตอีกยาวไกล ไม่สมควรต้องมาตายอนาถอยู่ที่นี่ พวกเจ้าถอยไปนั่งตรงโน้นเลยไป” ปู่ของอาเจ็ดไล่ตะเพิด
พวกคนแก่พากันลุกขึ้น แล้วเดินถอยห่างออกไป
ในโรงเตี๊ยม ฉินหมิงครุ่นคิด มองตามหลังพวกตาแก่เหล่านั้นไป
ปู่ของอาเจ็ดพาฉินหมิงเข้าไปในบ้านร้างซอมซ่อหลังหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “ด้วยนิสัยของเสี่ยวชี ถ้ารู้เรื่องนี้เข้า ต้องบุกน้ำลุยไฟมาช่วยเจ้าแน่ๆ แต่ร้อยทั้งร้อยคงโดนคนในตระกูลสกัดกั้นเอาไว้ พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้มันมาเสี่ยงตายหรอก เพราะพรสวรรค์ของมันถอดแบบมาจากข้าเป๊ะๆ มันคือหนึ่งในกำลังรบระดับสูงของตระกูลชุยในอนาคต ข้าเดาว่าเสี่ยวชีคงไม่ยอมรามือง่ายๆ หรอก น่าจะหาทางส่งยอดฝีมือที่ไว้ใจได้มาช่วยเจ้าแทน หวังว่าพวกนั้นจะมาถึงไวๆ นะ จะได้ไม่เสียการ อืม... สบายใจได้ ตระกูลหลี่ไม่ได้โง่ ป่านนี้คงรู้ไต๋หมดแล้ว พวกตัวเป้งๆ คงไม่มาเสียเวลาตามรังควานพวกเราที่นี่แล้วล่ะ แถมยัง...”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ไอค่อกแค่ก เลือดสีแดงสดทะลักออกจากปากไม่หยุด ฉินหมิงรีบถลันเข้าไปหา แต่ก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะช่วยยังไงดี
ชายชราโบกมือห้ามพลางหอบหายใจ “ร่างกายข้าไม่ไหวแล้ว... ฟังข้าพูดให้จบเถอะ ข้าเชื่อว่าบรรพบุรุษของเราน่าจะออกโรงแล้วล่ะ ป่านนี้ทั้งสองฝ่ายคงถอยทัพกันคนละก้าวแล้ว คงไม่มีการปะทะกันครั้งใหญ่อีกแล้ว โอกาสรอดของเจ้ายังมีอยู่”
ชายชราปรายตามองออกไปนอกบ้าน ก่อนจะใช้วิชาลับส่งเสียงกระซิบเข้าหูฉินหมิงโดยตรง “ข้ากำลังจะตายแล้ว ห้ามเจ้าออกไปจากห้องนี้เด็ดขาด ใครถามก็บอกว่าข้ากำลังเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ ห้ามใครเข้ามารบกวน”
ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีพยักหน้ารับคำทั้งน้ำตา มองดูชายชราหลับตาลง และแน่นิ่งไปตลอดกาล
ในโรงเตี๊ยม หินสุริยันดับสนิทแล้ว ฉินหมิงนั่งจมอยู่ในความมืด พึมพำแผ่วเบา “ก่อนที่ความทรงจำจะหายไป ข้าในตอนนั้น... ความจริงแล้วก็รู้เรื่องราวตั้งหลายอย่างนี่นา”
ภายในบ้านร้างซอมซ่อหลังนั้น ฉินหมิงวัยสิบสี่ปีใช้เลือดเขียนคำว่า "ทิ้ง" ลงไปแค่คำเดียว จากนั้นเขาก็ไม่พูดไม่จาอะไรอีกเลย นั่งเงียบกริบ
เพราะความทรงจำที่หวนคืนมา ทำให้ฉินหมิงในตอนนี้ได้กลับไปสัมผัสกับความรู้สึกในวินาทีนั้นอีกครั้ง รสชาติของมันช่างขมขื่นทรมานแสนสาหัส ยิ่งกว่าตอนที่โดนทุบหัวกะโหลกจนแหลกละเอียด หรือโดนเอามีดกรีดอกควักหัวใจออกมาเสียอีก ตอนที่เขานั่งจมปลักอยู่ตรงนั้น มันทรมานจนแทบจะขาดใจตาย
ในโรงเตี๊ยม ฉินหมิงสะบัดหัวแรงๆ เพื่อสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป แล้วดึงสติกลับมาพิจารณาอดีตอีกครั้ง ราวกับกำลังพูดคุยกับตัวเองเมื่อสองปีก่อน “เจ้าคิดว่าการที่ได้เห็นและได้ยินเรื่องราวต่างๆ มาตลอดทาง แล้วเอามาประมวลผลดู จะทำให้ได้รู้ความจริงที่ถูกปิดบังไว้สินะ? แต่เปล่าเลย ความจริงนั่นมันก็เป็นแค่ฉากบังหน้าอีกชั้นนึงต่างหาก”
หนังสือความทรงจำหน้าสีเหลืองกรอบถูกพลิกไปอีกหน้า ฝุ่นผงปลิวว่อน ฉินหมิงจ้องมองภาพเหตุการณ์ในอดีต เขาเห็นเด็กหนุ่มชุดขนนกหลี่ชิงซวีอีกครั้ง กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามเหนือโลกีย์ ก่อนจะลงมือจู่โจมเขาอย่างอำมหิต
ปู่ของชุยเฮ่าพูดถูก ตระกูลหลี่ไม่ได้ยกโขยงยอดฝีมือชุดใหญ่มาตามล่าพวกเขา แต่แค่ส่งยอดฝีมือกลุ่มเล็กๆ มาเป็นแกนนำ แล้วเกณฑ์พวกสมุนจากเมืองละแวกใกล้เคียงมาสมทบ แค่นี้ก็เหลือเฟือที่จะกวาดล้างหมู่บ้านแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองแล้ว
ในโรงเตี๊ยม ฉินหมิงไม่ได้กดข้ามความทรงจำท่อนนี้ไป เขายอมทนดูภาพตัวเองโดนหักแขนและทุบหัวกะโหลกจนแหลกละเอียดอีกครั้งอย่างสงบนิ่ง เพื่อพิจารณาทุกรายละเอียดในอดีต เพราะเขาต้องการจะกระชากหน้ากากที่เรียกว่า “ความจริง” ให้หลุดลุ่ย
อาเจ็ดชุยเฮ่าไม่ได้โผล่มาช่วยเขาจริงๆ คำทำนายของชายชราแม่นราวกับตาเห็น ชายร่างโย่งแขนยาวอย่างชุยหง กับหญิงสาวที่มีไฝแดงตรงคิ้วขวา โผล่มาคว้าตัวเขาหลบหนีไปในความมืด พวกเขาจงใจเดินอ้อมเมืองลั่วเยว่ แล้วมุ่งหน้าออกเดินทางไกล
“จะไปที่ไหนมันไม่สำคัญหรอก ขอแค่เป็นที่กันดารห่างไกลก็พอ” ฉินหมิงในโรงเตี๊ยมพึมพำกับตัวเอง เขามองดูชุยหงกับหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ และตอนนี้เขาก็รู้เหตุผลแล้วว่าทำไมพวกนั้นถึงพาเขาไปทิ้งไว้ที่ภูเขาขาวดำ
เมื่อสองปีก่อน จู่ๆ ก็มีแสงสวรรค์แหวกม่านราตรีพุ่งตกลงมาตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภูเขาขาวดำ สองคนนั้นก็ได้รับคำสั่งให้ไปสำรวจที่นั่นพอดี แถมที่นั่นก็ยังเป็น "ที่กันดารห่างไกล" ตรงตามเงื่อนไขเป๊ะ สุดท้ายฉินหมิงก็เลยโดนเอาไปทิ้งไว้ที่นั่นไงล่ะ
“ตัวข้าเมื่อสองปีก่อน จริงๆ แล้วก็หูไวตาไวและฉลาดหลักแหลมไม่เบาเลยนะ เริ่มระแคะระคายอะไรบ้างแล้ว แต่ดันมาตกม้าตายเพราะยึดติดกับสายสัมพันธ์มากเกินไป... นั่นมันคือจุดอ่อนจริงๆ รึเปล่านะ? คงจะจริงล่ะมั้ง!” ฉินหมิงรำพึงเสียงแผ่ว
เขาพึมพำต่อไป “ตัวข้าในตอนนั้นยังเด็กเกินไป ประสบการณ์ยังน้อยนิด ความจริงที่รู้ก็มีเพียงหางอึ่ง เทียบไม่ได้กับตัวข้าในตอนนี้เลยสักนิด”
และจุดที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่ฉินหมิงสามารถฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมจนสำเร็จ ใช้มันเป็นรากฐานในการผลัดกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนเบิกเนตรเห็นความจริงในอดีตบางส่วนได้
คัมภีร์ผ้าไหมนี่มันมหัศจรรย์จริงๆ ตั้งแต่ผลัดกายสำเร็จ มันก็ทำให้จิตใต้สำนึกของเขาตื่นตัวสุดๆ จนทำให้เขาได้เห็นตัวเองในวัยเด็กตอนที่กำลังสะลึมสะลือ ตอนนั้นเขาน่าจะอายุแค่สามขวบเองมั้ง และนี่ไม่ใช่ความทรงจำที่หายไปเพราะโดนเด็กหนุ่มชุดขนนกตีหัวร้าวหรอกนะ!
แต่มันเป็นความทรงจำวัยเด็กที่เลือนหายไปตามกาลเวลาต่างหาก คนปกติโตขึ้นก็จำเรื่องตอนอายุไม่ถึงสามขวบไม่ได้อยู่แล้ว
“คัมภีร์ผ้าไหมเอ๋ย ไม่เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตาฝึกมาตั้งแต่เด็ก พอถึงจังหวะสำคัญ เจ้าก็ทำให้ข้าได้เห็นตัวตนดั้งเดิมของตัวเอง บางทีอาจจะเป็นเพราะข้าอดทนฝึกมาตั้งสิบกว่าปีนี่แหละ สุดท้ายมันก็เลยช่วยชีวิตข้าไว้ได้”
เริ่มสงสัยแล้วว่า การที่เขาฝึกคัมภีร์ผ้าไหมมาตลอด มันไม่ได้สูญเปล่าเลย บางทีมันอาจจะค่อยๆ สะสมพลังอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ ก็ได้ เพราะตอนที่เขาโดนหลี่ชิงซวีตีหัวกะโหลกร้าวไปตั้งสามจุด สภาพนั้นมันสมควรตายไปแล้วชัดๆ คนปกติไม่มีทางรอดมาได้หรอก
“ตอนเด็กๆ ข้าลำบากมากเลยนะ ใส่เสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ มีแต่รอยปะชุนเต็มไปหมด รองเท้าก็ทะลุเป็นรู สภาพดูแย่กว่าลูกชาวบ้านธรรมดาๆซะอีก ส่วนตาแก่ที่สอนข้าอ่านหนังสือ และให้ข้าดูคัมภีร์ผ้าไหม ก็ดูเป็นแค่คนธรรมดาๆ มือหยาบกร้าน ใส่เสื้อผ้าซอมซ่อพอกับข้าเลย”
แต่พอมาอยู่ตระกูลชุย ปู่ห้ากับปู่เจ็ดกลับเล่าเป็นตุเป็นตะว่า ตาแก่ในความทรงจำของเขา "ตัดขาดทางโลก" แล้ว และออกเดินทางไปตามหาเส้นทางของตัวเอง ถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าอวี๋นู่น
ตาแก่ที่เลี้ยงดูเขามาอย่างยากลำบาก เป็นแค่คนธรรมดาแท้ๆ แต่พวกเขากลับหลอกเขาว่าเป็นยอดฝีมือ ถ้าเก่งขนาดนั้นจริง แล้วทำไมสองปู่หลานถึงต้องทนลำบากยากแค้นขนาดนั้นล่ะ?
ฉินหมิงรู้สึกสงสารตัวเองในอดีตจับใจ เขามองทะลุหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบของหนังสือความทรงจำ ย้อนกลับไปสัมผัสถึงความรู้สึกในวันวานอีกครั้ง
ช่วงเวลาที่อยู่ในตระกูลชุย เมื่อฉินหมิงค่อยๆ เติบโตขึ้น ความทรงจำวัยเด็กก็เริ่มเลือนรางไปตามกาลเวลา แต่เขาก็ยังจำได้ลางๆ ว่าตัวเองน่าจะมีท่านปู่ที่รักเขามากๆ อยู่อีกคนหนึ่ง
“ข้าคิดถึงเขาจัง คิดถึงท่านปู่คนนั้น” นั่นคือคำพูดจากก้นบึ้งของหัวใจในวัยเด็ก ตอนนั้นเขาตาแดงก่ำ ร้องไห้กระจองอแงจะเอาคัมภีร์ผ้าไหมเล่มนั้นคืนมาให้ได้
แต่พวกผู้ใหญ่ในตระกูลชุยกลับปฏิเสธ อ้างว่าคัมภีร์ผ้าไหมเป็นของเก่าแก่ล้ำค่า ขาดง่าย ให้เขาฝึกวิชาผลัดกายบทแรกๆ ในคัมภีร์ให้สำเร็จก่อน แล้วค่อยเอาส่วนที่เหลือไปดู
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฉินหมิงตัวน้อยก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก ก็ไม่เคยอู้เลยสักวัน
ทั้งหมดนี้ก็เพราะ... เขาอยากได้คัมภีร์ผ้าไหมคืน เขาคิดถึงท่านปู่ในความทรงจำ นั่นคือแรงผลักดันที่ฝังลึกที่สุดในส่วนลึกของจิตใจ
แม้เวลาจะผ่านไปจนความทรงจำเกี่ยวกับท่านปู่คนนั้นเลือนหายไปหมดสิ้น จนจำอะไรไม่ได้เลยก็ตาม แต่การฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมมันได้ฝังรากลึกกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว เป็นความหมกมุ่นที่มองไม่เห็นตัวตน คอยผลักดันให้เขายืนหยัดสู้ต่อไป
เห็นได้ชัดเลยว่า ในช่วงแรกๆ ที่เขามาอยู่ตระกูลชุย มีคนจงใจเป่าหูเขา หลอกล่อว่าถ้าอยากเจอท่านปู่ในความทรงจำ ก็ต้องฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมเล่มนี้ให้สำเร็จ!
พอฉินหมิงในตอนนี้มองย้อนกลับไป หลายๆ อย่างมันก็มีเงื่อนงำให้จับผิดได้ทั้งนั้น
ปู่รองเมาแล้วหลุดปากพูดจริงๆ รึ? คำชี้แนะที่มาถูกจังหวะพอดีของปู่ห้าล่ะ? พวกเขาเล่นละครเนียนเกินไปรึเปล่า? ยังมีรายละเอียดน่าสงสัยอีกตั้งเยอะแยะ
“พวกท่านรวมหัวกันปั่นหัวเด็กตัวแค่นี้เนี่ยนะ? มันไม่หน้าด้านไปหน่อยรึไง?”
ฉินหมิงพึมพำอยู่ในห้องสลัวๆ เขาลองคิดทบทวนดูดีๆ ก็พบว่ามีเรื่องไม่สมเหตุสมผลอีกเยอะแยะเลย
“ถ้าลองเพิ่มตัวละครเข้าไปอีกสักคนนึง เรื่องราวทั้งหมดมันก็จะสมเหตุสมผลขึ้นมาทันทีเลยล่ะ” เขาผลักหน้าต่างออก ทอดสายตามองดูความมืดมิดยามราตรีกาล ถ้าเรื่องมันเป็นอย่างที่คิดจริงๆล่ะก็ ชีวิตของเขาก็น่าสมเพชและน่าเวทนาสิ้นดี