เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 รำลึกความหลัง

บทที่ 75 รำลึกความหลัง

บทที่ 75 รำลึกความหลัง


บทที่ 75 รำลึกความหลัง

แสงสว่างยามกลางวันเลือนหาย ความมืดมิดสลัวๆ เข้าปกคลุมเมืองฉีเสีย ฉินหมิงนั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้อง สายตาจับจ้องภาพความทรงจำที่แตกสลายกำลังประกอบรวมกันเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“ที่แท้เจ้าก็คือ หลี่ชิงซวี” ฉินหมิงเอ่ยเมื่อรู้ชื่อของเด็กหนุ่มชุดขนนกในภาพความทรงจำ

พวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อถึงขั้นเรียกว่าสหาย เป็นแค่คนคุ้นหน้าที่เคยทักทายกันเท่านั้น

“ทายาทสายตรงของตระกูลหลี่ ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเกินคนทั่วไป ในขณะที่คนอื่นแทบจะพลิกแผ่นดินหาโอกาสกราบไหว้พวกฟางไว่เป็นอาจารย์ เขากลับเหมาะสมกับเส้นทางนั้นราวกับฟ้าประทาน จนถูกผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกมืดมิดยอมแหกกฎรับเป็นศิษย์คนสุดท้าย”

ฉินหมิงขมวดคิ้ว ผู้อาวุโสจากสำนักลึกลับท่านนั้นดูท่าจะไม่ใช่คนธรรมดา ขนาดตระกูลเก่าแก่พันปียังต้องให้ความเคารพยำเกรง

เงาร่างของหลี่ชิงซวีปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง อาภรณ์ชุดขนนกพลิ้วไหวราวกับเซียนลงมาจุติ กลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกีย์ แม้แต่ไม้ไผ่สีม่วงในมือก็ยังไม่ธรรมดา มันคือไผ่วิเศษจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เคยอาบแสงสวรรค์มาก่อน

ไม่นาน ร่างของคนผู้นั้นก็เลือนหายไป ภาพเหตุการณ์อื่นๆ ทยอยผุดขึ้นมาแทนที่ เศษซากความทรงจำทั้งหมดประกอบกันเสร็จสมบูรณ์ และพุ่งทะลักเข้าใส่เขาราวกับเขื่อนแตก

แม้จะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังคลุมเครืออยู่บ้าง แต่ความทรงจำหลักๆ ในอดีตได้หวนคืนมาจนหมดสิ้น เล่นเอาฉินหมิงต้องนวดขมับบรรเทาอาการปวดหัวตุบๆ อย่างต่อเนื่อง

ภาพเหตุการณ์มากมาย ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกจนโตเป็นวัยรุ่น ประสบการณ์ในอดีตถาโถมเข้าใส่เขาราวกับเกลียวคลื่นลูกแล้วลูกเล่า

ฉินหมิงรีบซึมซับและย่อยสลายข้อมูลเหล่านั้น ความรู้สึกในใจมันปนเปกันไปหมด อารมณ์ความรู้สึกต่างๆในอดีตส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาในตอนนี้ ราวกับทะเลหมอกที่พร้อมจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น

เขาโคจรวิชาจากคัมภีร์ผ้าไหม เพื่อสงบจิตสงบใจ ทำลายกรงขังแห่งความทรงจำ แล้วดึงตัวเองออกมามองดูอดีตจากมุมมองของคนนอก

เขาต้องการเปลี่ยนมุมมอง เพื่อพิจารณาตัวเองในอดีตอย่างถี่ถ้วน มีหลายเรื่องที่เขายังคาใจ และอยากจะวิเคราะห์ประสบการณ์เหล่านั้นด้วยสายตาที่เป็นกลาง

“ข้าคือ ชุยชงเหอ ทายาทสายตรงของตระกูลเก่าแก่พันปี” ฉินหมิงยืนยันตัวตนของตัวเองผ่านความทรงจำในอดีตได้เป็นอันดับแรก

เรื่องราวต่างๆ ในอดีต ราวกับกลายเป็นหนังสือเก่ากระดาษเหลืองกรอบ ที่เขาไปค้นเจอจากห้องเก็บของฝุ่นเขรอะ และตอนนี้เขากำลังเปิดมันอ่านอีกครั้ง

ฉินหมิงพลิกหน้าแรก ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“เด็กน้อยผู้น่าสงสาร ไปตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกซะนาน จำไว้นะ ข้าคืออาเจ็ดของเจ้า” ชายหนุ่มคิ้วดกตาเป็นประกายคนหนึ่งลูบหัวเขาพลางเอ่ยขึ้น รอยยิ้มนั้นช่างอ่อนโยน ฟันขาวสะอาดราวกับเปล่งประกายได้

ฉินหมิงคุ้นเคยกับชายคนนี้เป็นอย่างดี นี่คือ ชุยเฮ่า หนึ่งในคนที่เขาสนิทที่สุด เขาโตมากับอาเจ็ดคนนี้

เขาจ้องมองภาพเบื้องหน้า นี่คือความทรงจำแรกสุดในวัยเด็กของเขา

“ข้าเคยพลัดหลงมาก่อนงั้นรึ?” ฉินหมิงพึมพำ ในภาพนั้น เขาอายุเต็มที่ก็แค่สามสี่ขวบ ใส่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง เขาอยากจะนึกให้ออกมากกว่านี้ แต่มันก็ทำไม่ได้แล้ว

สำหรับคนปกติ ความทรงจำวัยเด็กก็มักจะเริ่มจำความได้ตอนอายุสามสี่ขวบนี่แหละ

มีคนพาเขาไปอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน ห้อยหยกงามประจำตระกูล ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้จะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ด้วยความดื้อรั้น เขาจึงไม่อยากแสดงความหวาดกลัวออกมาให้ใครเห็น ร่างเล็กๆ ยืนตัวตรงแหน่วเงียบๆอยู่ตรงนั้น

ภาพความทรงจำเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาย้ายเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลชุย มีคนมาสอนหนังสือ สอนกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งเขาก็ตั้งใจจดจำมันอย่างดี

ระหว่างนั้น เขาแอบไปร้องไห้คนเดียวอยู่บ่อยๆ แต่ไม่อยากให้ใครเห็น

“ชงเหอ จำชื่อของตัวเองไว้ให้ดี อย่าลืมมันอีกล่ะ มาสิ เดี๋ยวข้าจะสอนเจ้าเขียนอักษรพวกนี้เอง” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งลงมือสอนเขาเขียนหนังสือด้วยตัวเอง

“ชงเหอ มานี่สิลูก นี่คือ ชุยชงเสวียน น้องชายแท้ๆ ของเจ้า โตขึ้นเจ้าต้องปกป้องเขานะ เขาคือหนึ่งในสายเลือดที่ใกล้ชิดเจ้าที่สุด” แม่ของเขาปรากฏตัวขึ้น

นางดูยังสาวและสวยสง่า รูปร่างหน้าตางดงามหมดจด บนเรือนผมปักปิ่นขนนกที่เปล่งประกายสีทองเรืองรอง ดูยังไงก็ไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ

เด็กน้อยที่นางจูงมือมาด้วยนั้นยังเล็กนัก น่าจะเพิ่งอายุสองขวบกว่าๆ แต่ดูฉลาดหลักแหลมไม่เบา ดวงตากลมโตดำขลับกำลังจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เขาอายุน้อยกว่าเจ้าปีครึ่ง ต่อไปพวกเจ้าต้องรักใคร่กลมเกลียวกันนะ เจ้าเป็นพี่ ต้องคอยดูแลน้องให้ดีล่ะ” แม่ของเขากล่าว

“ขอรับ!” ฉินหมิงในวัยเกือบสี่ขวบพยักหน้ารับคำ

เขาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลชุย และเริ่มคุ้นชินกับชีวิตที่นี่อย่างสมบูรณ์

พ่อของเขาเป็นคนเข้มงวดมาก และเป็นที่เคารพยำเกรงของทุกคนในจวน ตอนเด็กๆ เวลาฉินหมิงเจอหน้าท่าน ก็มักจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เสมอ

อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง เขาถึงได้สนิทกับชุยเฮ่าเป็นพิเศษ เพราะอาเจ็ดคนนี้ไม่มีมาดผู้ใหญ่ที่คอยข่มขู่เด็ก บางครั้งก็พาเขาไปเดินเล่นตามตลาดคึกคัก พาขี่สัตว์กลายพันธุ์ควบตะบึงไปนอกเมือง หรือแม้กระทั่งพาไปล่องเรือสำราญบนแม่น้ำโม่ยวิ่นในยามค่ำคืน

และเพราะเรื่องนี้ อาเจ็ดชุยเฮ่าก็เลยโดนพ่อของเขาด่าเปิงไปตามระเบียบ

หนังสือแห่งกาลเวลาที่เต็มไปด้วยฝุ่นถูกพลิกหน้าต่อไป ฉินหมิงมองดูอดีต และได้เห็นพี่ชายคนโตอย่าง ชุยชงเซียว ผู้ซึ่งอายุห่างจากเขาถึงแปดปีเต็ม แม้พี่ใหญ่จะยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่น แต่กลับมีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมเยือกเย็น และดูคล้ายกับพ่อของเขาเอามากๆ

จะมีก็แต่ตอนที่อยู่กับฉินหมิงวัยเด็กเท่านั้นแหละ ที่ดวงตาของชุยชงเซียวจะทอประกายสดใส เผยให้เห็นความเป็นเด็กหนุ่มสมวัย เดินยิ้มร่าเข้ามาหา แล้วพิจารณาดูเขาอย่างละเอียด

ว่ากันว่า ชุยชงเซียวได้กราบยอดฝีมือท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ แต่จะไปเรียนอยู่ที่ไหนนั้น พ่อของเขาสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครพูดถึงหรือแพร่งพรายออกไป รู้แค่ว่าพี่ใหญ่คนนี้หลายๆ ปีถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง

จากจุดนี้ก็พอจะมองออกว่า พ่อของเขากับแม่ของเขาเป็นคนระมัดระวังตัวแค่ไหน พวกเขาไม่อยากให้คนนอกรู้ว่าลูกชายคนโตได้กราบยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่ปานนั้นเป็นอาจารย์

ส่วนฉินหมิงเองก็บังเอิญไปได้ยินพวกท่านกระซิบกระซาบกัน ถึงได้รู้ว่าพี่ใหญ่น่าจะไปกราบอาจารย์ในสำนักเก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สำนักที่สอนให้เคารพกราบไหว้ หรือทำสมาธิเพ่งกสิณถึงเทพเจ้าแต่อย่างใด ลัทธินี้ทะเยอทะยานมาก พวกเขาต้องการสยบ "ปรากฏการณ์" และ "ดินแดนต้องห้าม" อันแปลกประหลาดเหล่านั้นมาเป็นพลังของตน เพื่อยกตนขึ้นเป็นเทพเจ้าเสียเอง

ทุกปีในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ พ่อแม่จะได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่ง ซึ่งต้องใช้คัมภีร์โบราณหลายเล่มมาช่วยถอดรหัส ดูท่าทางจะระมัดระวังกันสุดๆ เหมือนถูกเข้ารหัสไว้หลายชั้นเลย

และทุกครั้งที่ได้รับจดหมายนี้ แม้แต่พ่อที่เข้มงวดสุดๆก็ยังยิ้มออก ดูอ่อนโยนและมีความสุขมาก

ฉินหมิงกับน้องชายชุยชงเสวียนต่างก็สงสัยว่า นั่นต้องเป็นจดหมายจากพี่ใหญ่แน่ๆ ถึงได้ทำให้พวกท่านดีใจขนาดนั้น

ชุยชงเสวียนถึงขั้นเคยแอบไปขโมยจดหมายมาดูเนื้อหาข้างใน แต่สุดท้ายก็อ่านรหัสลับพวกนั้นไม่ออก หนำซ้ำยังโดนพ่อของเขาตีจนก้นลาย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่กล้าไปกระตุกหนวดเสืออีกเลย

ในสายหลักของตระกูลชุยมีผู้อาวุโสผมขาวโพลนอยู่หลายท่าน แต่ละคนล้วนมีฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด บางท่านก็เป็นพวกฟางไว่ที่หลุดพ้นจากทางโลก มักจะไม่อยู่จวนเป็นประจำ ส่วนผู้อาวุโสคนนึงที่เดินสายผลัดกาย เคยแสดงพลังสูดลมหายใจเฮือกเดียว ดูดเอานกสี่สีที่เกาะอยู่บนต้นไม้ให้ปลิวมาเข้ามือ เพื่อเอามาหยอกล้อกับพวกลูกหลาน

ผู้อาวุโสเหล่านี้บ้างก็ใจดี บ้างก็เข้มงวด แต่ทุกคนล้วนให้ความสำคัญกับการปั้นลูกหลานตระกูลเป็นอย่างมาก

ทุกครั้งที่ผู้อาวุโสพวกนี้ยิ้มทักทาย แล้วบอกให้ฉินหมิงเรียกพวกเขาว่า ปู่ห้า ปู่เจ็ด เขาก็จะนึกถึงเงาร่างลางๆ ของชายชราคนนึง ซึ่งน่าจะเป็นปู่ในความทรงจำวัยเด็กอันลางเลือนของเขา ฉินหมิงเคยร้องไห้กระจองอแงจะไปหาท่านปู่คนนั้นให้ได้

“เขาออกเดินทางไกลไปแล้ว ไปถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าอวี๋โน่นแน่ะ เมื่อก่อนเขาฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมจนเกือบจะเสียสติไปแล้ว ตอนนี้เขา 'ตัดขาดจากทุกสิ่ง' และกำลังออกตามหาเส้นทางของตัวเองอยู่”

“ข้าคิดถึงท่านปู่คนนั้น” แม้จะปรับตัวเข้ากับชีวิตในจวนตระกูลชุยได้แล้ว แต่ฉินหมิงก็ยังอดตาแดงไม่ได้ จากนั้นเขาก็ขอคัมภีร์ผ้าไหมม้วนนั้นคืน

“ไม่ได้หรอก คัมภีร์ผ้าไหมเป็นของโบราณ จะเอามาเปิดอ่านพร่ำเพรื่อไม่ได้ มันจะขาดเอาได้ง่ายๆ เจ้าเอาไปฝึกเฉพาะสองสามหน้าแรกให้สำเร็จก่อนเถอะ... แต่วิชาในคัมภีร์เล่มนี้มันฝึกยากบรรลัยเลยล่ะ”

นับตั้งแต่นั้นมา ฉินหมิงก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมอย่างเอาเป็นเอาตาย มุ่งมั่นปณิธานแน่วแน่ ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก เขาก็ไม่เคยละทิ้งการฝึกเลยแม้แต่วันเดียว

เขามีลูกพี่ลูกน้องอยู่เยอะมาก ในช่วงเวลานี้ มีไม่กี่คนที่ถูกพวกฟางไว่เลือกตัวไป และได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

บางคนก็เข้าร่วมลัทธิลี้ลับ บางคนก็เข้าสำนักชื่อดัง ส่วนบางคนก็เลือกอยู่ที่จวน มุ่งมั่นกับเส้นทางผลัดกายกันต่อไป

“คัมภีร์ผ้าไหมนี่มันเจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอ? เห็นว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดคัมภีร์โบราณเลยนี่นา?” ชุยชงเสวียนที่เริ่มโตเป็นหนุ่ม พอรู้ว่าพี่ชายกำลังฝึกอะไรอยู่ ก็ชักอยากจะลองของบ้าง

พ่อของเขาดุเสียงแข็ง “วิชาในคัมภีร์ผ้าไหมมันฝึกยากมาก มีคนเดินเส้นทางนี้แค่คนเดียวก็พอแล้ว เจ้าไปเลือกฝึกคัมภีร์เล่มอื่นเถอะ”

ด้วยเหตุนี้ ชุยชงเสวียนที่เริ่มตัวสูงขึ้นจึงเกิดอาการอิจฉาตาร้อน โวยวายว่าทำไมตัวเองถึงฝึกไม่ได้? จนถึงขั้นแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์กับพี่ชายอยู่ช่วงหนึ่ง

“ข้าอยากรู้ว่า วิชาในคัมภีร์ผ้าไหมนี่มันคือสุดยอดวิชาผลัดกายเลยใช่ไหม?” ชุยชงเสวียนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเถียงพ่อ ถึงกับกล้าตั้งคำถามเพื่อความกระจ่าง

สีหน้าพ่อของเขาอ่อนลงมาก “ใครจะกล้ายกหางตัวเองว่าเป็นที่หนึ่ง? ในใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่คัมภีร์ผ้าไหมเล่มเดียวนะ ยังมียอดวิชาแขนงอื่นที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน อย่างเช่น คัมภีร์ใจหกวิถี, วิชาตถาคต, คัมภีร์ตัดฟ้า เจ้าตั้งใจฝึกวิชาในคัมภีร์ประจำตระกูลเรา ปูพื้นฐานให้แน่นๆ ไปก่อนเถอะ วันข้างหน้าถ้ามีโอกาส พ่ออาจจะไปขอคัมภีร์ใจหกวิถีมาให้เจ้าสักเล่ม ถ้าเจ้าเก่งพอ การจะได้กราบผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นอาจารย์จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกนะ”

ฉินหมิงพูดแทรกขึ้นมา “ท่านพ่อ วันข้างหน้าข้าเองก็อยากจะขอยืมคัมภีร์ใจหกวิถีมาลองศึกษาเทียบเคียงกับคัมภีร์ผ้าไหมดูบ้างขอรับ วิชาผลัดกายช่วงท้ายๆ ของคัมภีร์เล่มนี้มันยากเกินไป ดูเหมือนจะไปต่อไม่รอดแล้ว”

“ทำไม เจ้าเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองแล้วรึ?” พ่อจ้องมองเขา ดวงตาคู่นั้นราวกับจะมองทะลุจิตใจคนได้เลย

“มั่นใจขอรับ!” ฉินหมิงตอบกลับด้วยความหงุดหงิดใจ แล้วหันหลังเดินจากไป หลังจากนั้นเขาก็ไปขอยืมคัมภีร์ลับจากพวกลูกพี่ลูกน้องมาอ่านดู เพื่อเปรียบเทียบดูว่าวิชาผลัดกายแขนงอื่นๆ มันเป็นยังไง

ปู่ห้าแห่งสายหลักมองเขาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางเอ่ย “การเลือกวิชาผลัดกายเพื่อปูรากฐานนั้น ส่งผลกระทบต่ออนาคตอย่างมหาศาลเลยเชียวนะ จุดสูงสุดที่เจ้าจะไปถึงได้มันต่างกันลิบลับ หากเจ้าหันไปฝึกวิชาดาดๆ พวกนั้น พอเจ้าผลัดกายสำเร็จแล้ว แล้วค่อยกลับมาฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมต่อ ผลลัพธ์ที่ได้มันเทียบไม่ได้กับการยืนหยัดในเส้นทางเดิมตั้งแต่ต้นหรอกนะ”

หลังจากได้ฟังคำแนะนำนี้ ฉินหมิงก็ไปถามพ่อของเขากับแม่ของเขาอีกครั้ง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ไปในทิศทางเดียวกัน พอเขาลองศึกษาวิชาทำสมาธิและเคล็ดวิชาพลังปราณของพวกลูกพี่ลูกน้องจนจบ เขาก็โยนมันทิ้งไป ไม่คิดจะเปลี่ยนใจจากการฝึกวิชาผลัดกายในคัมภีร์ผ้าไหมอีกเลย

ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมอันเงียบสงบ ฉินหมิงในฐานะคนนอก กำลังเฝ้ามองอดีตของตนเอง เขาพลิกหน้าต่อไป

คนทั้งตระกูลชุยต่างให้การยอมรับในตัวเขาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่คนในบ้าน แต่เวลาออกไปพบปะผู้คนภายนอก พวกเขาก็ไม่หวงคำชมเลยแม้แต่น้อย ใครๆ ก็ดูออกว่าเขาคือหัวแก้วหัวแหวนของสายหลัก

เป็นที่รู้กันดีในแวดวงตั้งแต่เนิ่นๆแล้วว่า ชุยชงเหอน่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลสายหลักในอนาคต และกำลังถูกฟูมฟักอย่างหนัก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ปู่รองแห่งตระกูลชุยเมาปลิ้น แล้วเผลอหลุดปากไปว่า ชุยชงเหอมีพรสวรรค์พิเศษ เหมาะสมกับการเป็นพวกฟางไว่สุดๆ จะฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมสำเร็จหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะยังไงอนาคตเขาก็ต้องกลายเป็นบุคคลที่ใกล้เคียงกับเซียนอยู่แล้ว

ปู่รองแห่งตระกูลชุยยังหลุดปากอีกว่า ที่ชุยชงเหอยังไม่ถูกส่งตัวไปไหน ก็เพราะกำลังรอให้ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกแห่งหมอกราตรีออกจากช่วงเก็บตัวฝึกวิชาเสียก่อน เพราะได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะรับเขาเป็นศิษย์

พอสร่างเมา พ่อของเขารู้เรื่องเข้าก็หน้าดำเป็นผีก้นหม้อ ปู่รองรู้ตัวว่าทำผิด ก็ละอายใจจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เลยลงโทษตัวเองด้วยการไปเก็บตัวฝึกวิชาซะเลย

แม้ปู่รองจะเมาแล้วหลุดปากแค่ในตระกูล แต่ความลับก็ไม่มีในโลก ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปจนได้ ส่งผลให้ความปลอดภัยของฉินหมิงถูกคุกคามอย่างหนัก มีคนพยายามจะลอบสังหารเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ตระกูลชุยก็รู้ทันและรับมือได้เสมอ

ฉินหมิงได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมในตระกูลชุย พอเริ่มโตเป็นหนุ่ม สัตว์พาหนะที่จัดมาให้ก็ไม่ธรรมดาเลย เล่นจัดสัตว์กลายพันธุ์รอบสี่มาให้ควบเลยทีเดียว

แม้ว่าการกลายพันธุ์รอบสี่จะเป็นขีดสุดของสัตว์ประหลาดตัวนั้นแล้ว แต่การให้เด็กที่ยังไม่ทันได้ผลัดกายเลยด้วยซ้ำมาขี่ขย่ม มันก็ดูหรูหราเกินหน้าเกินตาชาวบ้านไปหน่อย ถือว่าเป็นของเล่นระดับสูงสุดเลยล่ะ

ตระกูลชุยคุ้มกันเขาอย่างแน่นหนา แม้จะมีพวกสอดรู้สอดเห็นมาด้อมๆมองๆอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่เคยเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นเลย

มิหนำซ้ำ ตอนที่ฉินหมิงยังเด็กๆ พ่อของเขาก็เคยไปตกลงเป็นมั่นเป็นเหมาะกับตระกูลหวังแห่งเมืองเชียนซิงไว้แล้ว ว่าจะให้ลูกสาวสายตรงของตระกูลหวังแต่งงานกับชุยชงเหอ เพื่อดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน

ฉินหมิงเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย นางหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา และยิ้มเก่งเอามากๆ

แต่ทว่า พอเขาเริ่มโตเป็นหนุ่ม เวลาที่ทั้งสองตระกูลมานัดเจอกัน พ่อของเขากับแม่ของเขากลับคอยเตือนให้เขารักษาระยะห่าง ไม่ให้ไปทำตัวสนิทสนมเกินงาม

มีอยู่ครั้งนึง เขาไปเดินเที่ยวกับลูกสาวตระกูลหวังที่เมืองชิงเหอ พ่อของเขารู้เข้าก็โมโหควันออกหู แล้วก็เรียกเขาไปตำหนิชุดใหญ่

พอฉินหมิงโตขึ้น แม้ตระกูลชุยจะยังให้ความสำคัญ และเอาเขาไปอวดอ้างกับแขกเหรื่อว่าเป็นดั่งลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่กลับไม่ค่อยยอมให้เขาออกไปเจอหน้าผู้คนพวกนั้นสักเท่าไหร่ อ้างว่ากลัวจะเสียสมาธิ ให้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมไปจะดีกว่า

หลังจากอายุสิบกว่าขวบ เขาก็รู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย ตั้งแต่บุคคลสำคัญในตระกูลต่างๆ ทายาทสายตรงของตระกูลเก่าแก่พันปี ไปจนถึงลูกศิษย์ของพวกฟางไว่

ต้องยอมรับเลยว่า ตระกูลเก่าแก่พันปีนั้นมีรากฐานมั่นคงหยั่งรากลึกจริงๆ แม้แต่สำนักเก่าแก่ สำนักทรงอิทธิพล หรือกระทั่งพวกฟางไว่ ก็ยังอยากจะผูกมิตรด้วย

ช่วงหลายปีนั้นมีข่าวลือหนาหูว่า ตัวบิ๊กๆ พวกคนใหญ่คนโตจากโลกของพวกฟางไว่กำลังจะเปิดรับสมัครลูกศิษย์ จะมีหลายคนออกจากที่เก็บตัว มาคัดเลือกคนมีแววในโลกโลกีย์ไปเป็นศิษย์ โดยจัดงานคัดเลือกกันที่เมืองชิงเหอ

ข่าวลือที่ว่าดันเป็นความจริงซะด้วยสิ แต่ละตระกูลต่างก็คึกคักกันใหญ่ หลี่ชิงซวี, หลีชิงเยว่, ลูกสาวตระกูลหวัง และคนอื่นๆ อีกเพียบ ต่างก็ตบเท้าเข้าเมืองชิงเหอกันให้ควั่ก หวังจะได้กราบยอดฝีมือเหล่านั้นเป็นอาจารย์

และก็ในช่วงเวลานี้เอง ที่ฉินหมิงสัมผัสได้ถึงความเป็นศัตรูจากหลี่ชิงซวี

ในท้ายที่สุด ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่ลือชื่อก็ปรากฏตัวขึ้นจริงๆ และมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่เข้าตาและถูกเลือกตัวไป

ผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนนึงถูกใจหลี่ชิงซวีมาก พอเจอกันปุ๊บก็มอบไม้ไผ่สีม่วงที่เคยอาบแสงสวรรค์มาแล้วให้เป็นของขวัญเลย

หลังจากนั้น ฉินหมิงก็งงเป็นไก่ตาแตก อ้าว ไหนบอกว่ามีผู้อาวุโสชื่อดังระดับโลกมืดมิดจะมารับข้าไปไง? แล้วทำไมถึงไปเลือกหลี่ชิงซวีแทนล่ะ?

“ใจเย็นๆ ผู้อาวุโสที่หมายตาเจ้าไว้ ยังไม่ออกจากที่เก็บตัวเลย” พ่อของเขาอธิบาย

หลังจากนั้น ฉินหมิงก็โดนลอบสังหารอยู่หลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง

ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ตระกูลหลี่ที่กำลังผงาดขึ้นมาเงียบๆ จู่ๆ จะประกาศศึกกับตระกูลชุยซะงั้น

บางทีฉินหมิงในตอนนั้นอาจจะไม่รู้ตัว แต่พวกผู้ใหญ่ในตระกูลชุยก็น่าจะรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวรับมือไว้แล้วล่ะ

“ตระกูลหลี่มีตาเฒ่าคนนึงบรรลุขั้นสุดยอดแล้วล่ะสิ อีกไม่นานคงใกล้จะสำเร็จเป็นเซียนแล้วมั้ง ในขณะที่บรรพบุรุษของตระกูลชุยเราไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นตั้งสองร้อยกว่าปีแล้ว ตระกูลหลี่คงกะจะใช้ตระกูลชุยเป็นบันไดเหยียบย่ำ เพื่อแสดงแสนยานุภาพ และยกระดับตัวเองขึ้นเป็นตระกูลเก่าแก่นับพันปีอย่างเต็มตัว พวกมันต้องการสงครามครั้งนี้เพื่อเป็นใบเบิกทาง”

“ที่น่ากลัวที่สุดคือ มีคนหนุนหลังพวกมันอยู่ด้วย บางทีพวกมันอาจจะถูกบีบให้ต้องทำแบบนี้ก็ได้”

.…..

ช่วงที่สองขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่เตรียมจะฟาดฟันกัน คนในตระกูลชุยก็ซุบซิบนินทากันให้แซด พอฉินหมิงได้ยินแบบนั้นก็อดเป็นห่วงตระกูลไม่ได้

“บรรพบุรุษของเราก็ยังไม่โผล่มาเลย สถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่สุดๆ คงจะต้านไม่อยู่แล้วล่ะ เราต้องรักษาฐานที่มั่นไว้ให้ได้ก่อน รีบถอยกันเถอะ แล้วก็ต้องส่งคนไปตามหาบรรพบุรุษที่สถานที่ปิดด่านอีกรอบ ข้าเชื่อว่าท่านยังไม่ตาย ต้องรีบตามท่านกลับมาให้เร็วที่สุด”

กลางดึกคืนหนึ่ง ตระกูลชุยแอบส่งคนสำคัญกลุ่มนึงหนีไป ส่วนอีกกลุ่มต้องแยกไปอีกทาง ซึ่งกลุ่มหลังนี้น่าจะต้องเจอกับการดักซุ่มโจมตีจากยอดฝีมือของตระกูลหลี่เป็นแน่

“ชงเหอ ลูกคือสายเลือดของพ่อ สายหลักอย่างพวกเราต้องมีความรับผิดชอบ พ่อต้องอยู่ควบคุมสถานการณ์ที่นี่ ไปทางนั้นด้วยไม่ได้ น้องของลูกก็ยังเด็กเกินไป ยังไม่ค่อยมีความเป็นผู้ใหญ่ ลูกต้องเป็นตัวแทนของพ่อ ไปกับพวกผู้อาวุโสในเส้นทางที่สองนะลูก” พ่อของเขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ในค่ำคืนนั้น สีหน้าของพ่อเขาดูสับสนและเจ็บปวด ท่านตบไหล่ลูกชายคนรองเบาๆ

ฉินหมิงมองหน้าพ่อกับแม่ เขารู้ดีว่าเส้นทางที่เขาต้องไปนั้นอันตรายถึงชีวิต โอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์ เพราะหน้าที่หลักคือการเป็นเหยื่อล่อพวกยอดฝีมือของตระกูลหลี่ให้ตามไป คนที่ไปกับเขาก็มีแต่พวกตาแก่ตระกูลชุยที่แก่หง่อม ใกล้จะลงโลงกันเต็มทีแล้ว

“ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องพี่!” ฉินหมิงน้ำตาคลอเบ้า พยักหน้ารับคำสั่งและกล่าวลาพวกเขา เขาก้าวขึ้นรถม้าทองสัมฤทธิ์ แล้วหันกลับไปมองท่ามกลางความมืดมิด เห็นเพียงแผ่นหลังของพ่อแม่ที่กำลังเดินจากไป

ในห้องพักที่โรงเตี๊ยม ฉินหมิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ถ้าความจริงเป็นแบบนี้ ก็เข้าใจฝั่งครอบครัวพระเอกอยู่นะ

จบบทที่ บทที่ 75 รำลึกความหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว