เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 เกือบจะศพกระตุก

บทที่ 72 เกือบจะศพกระตุก

บทที่ 72 เกือบจะศพกระตุก


บทที่ 72 เกือบจะศพกระตุก

ช่วงเวลานี้ แสงใต้ดินพวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง กลางป่าเขามีละอองแสงร่ายรำ สามารถมองเห็นเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน เสียงฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิเริ่มดังกระหึ่มมาจากที่ไกลๆ พร้อมกับประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

พรึ่บ! จู่ๆ ข้างกายฉินหมิงก็มีคนกลุ่มใหญ่ ทั้งชายและหญิง วิ่งกรูเข้ามาในวิหารโลหะอสนีบาตด้วยความตื่นตระหนก

“จะรีบร้อนไปทำไม เสียงฟ้าร้องเพิ่งจะเริ่มเอง กว่ามันจะ 'ฟาด' ลงมาจริงๆ ก็อีกตั้งนาน ดูทิศทางลมฟ้าอากาศน่ะ ต้องดูที่แสงใต้ดินเป็นหลัก” ตาเฒ่าจ้าววัยเจ็ดสิบสองปีมาจริงๆ ด้วย เขาเคยลั่นวาจาไว้ที่หอจุ้ยเซีย ว่าจะมาเสี่ยงตายที่นี่ หวังจะได้กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง

“พวกเจ้านี่น้า ยังอ่อนหัดนัก วันๆ ไม่เคยลงทุ่งนาเพลิง ไม่เคยสังเกตไอหมอก ไม่รู้จักแยกแยะฤดูกาล ละอองแสงจากบ่อน้ำพุเพลิงที่ซ่อนอยู่ใต้ดินระเหยขึ้นมาบนผิวดิน ถึงจะดึงดูดปรากฏการณ์บนฟ้าได้แล้ว แต่ก็ยังขาดความรุนแรงไปอีกหน่อย”

กลุ่มชายชราเดินเข้ามา แถมแต่ละคนดันใส่ชุดคลุมศพเตรียมพร้อมมาซะเสร็จสรรพ ทำเอาพวกหนุ่มสาวในวิหารโลหะอสนีบาตถึงกับห่อเหี่ยว รู้สึกอัปมงคลพิลึก

“ไม่ต้องรีบ ยังไงก็ต้องรออยู่แล้ว ทุกคนยังมีเวลาเขียนพินัยกรรม ถือโอกาสกินดื่มให้อิ่มหนำ ก่อนไปจะได้ไม่ขาดทุน หรือจะลองทบทวนดูอีกรอบก็ได้นะ ว่าตกลงอยากจะไปตายจริงๆหรือเปล่า”

กลุ่มตาเฒ่านับสิบคนที่มีตาเฒ่าจ้าวเป็นแกนนำ นอกจากจะสวมชุดคลุมศพและห้อยหยกงามแล้ว ตามตัวยังพกของรักของหวงและของชิ้นโปรดติดตัวมาด้วย กะจะ “เอาติดตัวไปโลกหน้า” ให้หมด

“พวกแกกะจะยืมวิหารโลหะอสนีบาตเป็นเตาเผาศพตัวเองหรือไงวะ?” ชายฉกรรจ์หนวดเคราเฟิ้มเอ่ยปาก นิสัยมันไม่ค่อยจะดีนัก รู้สึกเหมือนโดนคนแก่พวกนี้แช่งเอาเมื่อครู่

“พ่อหนุ่ม หัวเสียเหรอ? ข้าเฒ่าไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลายปีรอดมาได้สักคนก็บุญหัวแล้ว ข้าว่าพวกเราคงถูกกำหนดมาให้เป็นเพื่อนร่วมทางไปปรโลกด้วยกันนั่นแหละ เลยมาทำความรู้จัก ผูกมิตรกันไว้ล่วงหน้าไง”

พวกคนหนุ่มคนสาวโดนแกพูดแทงใจดำจนได้แต่ยืนตาปริบๆ เพราะถึงคำพูดมันจะระคายหู แต่มันก็คือความจริงล้วนๆ

“รู้งี้ข้าประโคมใส่ทองใส่เงินมาล่วงหน้าก็ดีหรอก ขืนตายที่นี่ขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง” ชายหนุ่มคนหนึ่งถอนหายใจ

จังหวะนี้เอง ชายชราที่ฟันแทบจะหลุดร่วงหมดปากก็ตะโกนถามคนที่อยู่หน้าวิหาร “โลงศพไม้หนานมู่สายทองคำของข้าแบกมาถึงหรือยัง?”

พวกคนหนุ่มสาวในวิหารโลหะอสนีบาตถึงกับพูดไม่ออกไปตามๆ กัน ดูท่าตาแก่พวกนี้คงเตรียมของเซ่นไหว้กับฮวงซุ้ยไว้พร้อมหมดแล้วแหงๆ

“ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ มาๆ มากินเหล้ากินกับแกล้มด้วยกันเถอะ พวกเรามัน ‘สหายร่วมตาย’ คนกันเองทั้งนั้น” ชายชราอีกคนกวักมือเรียก เขาถึงขั้นสั่งให้คนยกสุราอาหารเลิศรสเข้ามาเพียบ

คนหนุ่มสาวต่างพากันเงียบกริบ รู้สึกว่าตัวเองปลงตกสู้พวกตาเฒ่าพวกนี้ไม่ได้เลย นี่มันมองชีวิตเป็นดั่งความฝันตื่นหนึ่ง เตรียมตัวเดินทางไกลอย่างสง่าผ่าเผย ยอมรับจุดจบของชาตินี้อย่างหน้าชื่นตาบานชัดๆ

“พวกท่านเล่นเตรียมพร้อมยันชุดคลุมศพกับโลงศพขนาดนี้ รู้อยู่แก่ใจว่าแทบไม่มีหวัง แล้วจะถ่อมาหาเรื่องทรมานตัวเองทำไม? ไม่โดนฟ้าผ่า ปล่อยให้ศพมีสภาพสมบูรณ์หน่อย ไม่ดีกว่าหรือไง?”

“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไง เผื่อบังเอิญสำเร็จขึ้นมาล่ะ? บนโลกนี้ ทำอะไรมันก็ไม่มีคำว่าแน่นอนหรอก ใครบ้างไม่อยากจะเป็น ‘หนึ่งเดียว’ ที่รอดไปได้ล่ะ?”

ฝูงชนพากันนั่งลง ลองนับดูคร่าวๆ มีทั้งหมดหกสิบเก้าคน จำนวนไล่เลี่ยกับปีก่อนๆ กลุ่มสหายร่วมตายถือว่าปลดแอกตัวเองแล้ว ไม่ว่าหญิงชายวัยรุ่นหรือคนแก่ก็เริ่มกินดื่ม บางคนถึงกับเริ่มพล่ามเรื่องราวในอดีตของตัวเองให้ฟัง

ฉินหมิงชะเง้อคอมองออกไปนอกวิหารทองแดงอยู่ตลอด ไอ้คนเก็บศพที่สวีเซิ่งหามาให้มันหายหัวไปไหนเนี่ย? อย่ามาทำเสียเรื่องนะเว้ย ชักจะรู้สึกไม่ค่อยน่าไว้ใจซะแล้วสิ

“น้องชาย ข้าดูแล้วเจ้ายังเด็กอยู่เลยนี่ ทำไมถึงรีบเอาชีวิตมาทิ้งเร็วขนาดนี้ล่ะ?” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยถาม

ตอนนี้ ผมยาวสีดำของฉินหมิงสยายปรกหน้าปรกตาไปค่อนครึ่ง แถมใบหน้ายังมอมแมมซอมซ่อ แต่ชายชราก็ยังดูออกว่าเขายังหนุ่มมาก

ฉินหมิงถอนหายใจ “ช่วยไม่ได้นี่ขอรับ ที่แสนไกลโน้นมีสัตว์ร้ายพันปีจ้องมองข้าด้วยสายตาเย็นชา ไม่รู้ว่ามันคิดจะทำอะไรกับข้ากันแน่ ขืนไม่รีบยกระดับพลังชีวิตให้สูงขึ้น ข้าคงกุมชะตาชีวิตตัวเองไว้ไม่ได้หรอก”

ยังไงเดี๋ยวทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันไปยมโลกแล้ว ตอนนี้เขาจะพล่ามอะไรก็ไม่มีใครถือสาหรอก

“ไอ้หนู เจ้าเพิ่งจะสิบห้าสิบหกเองมั้ง อายุน้อยกว่าเขาอีก ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ?” ตาเฒ่าจ้าวหันไปถามเด็กหนุ่มท่าทางซื่อบื้อที่นั่งอยู่ข้างๆ

เด็กหนุ่มที่ชื่อเฉียนเฉิงตอบกลับด้วยใบหน้าเหม่อลอย “พวกมันหาว่าข้าโง่ ชอบรังแกตบตีข้า บังคับให้ข้าเป็นทาสรับใช้ ข้าไม่อยากโดนเท้าถีบหน้า โดนตบกระโหลกอีกแล้ว ยังไงท่านย่าก็ตายไปแล้ว ข้าเหลือตัวคนเดียว เลยกะมาเสี่ยงดวงที่นี่แหละ”

“นี่มัน... เฮ้อ! ไอ้หนู เอ็งออกไปจากที่นี่เถอะ ไปอยู่บ้านข้าก็ได้ เดี๋ยวข้าจัดแจงงานเลี้ยงม้าให้ทำ” ตาเฒ่าจ้าวกล่าว

“ไม่เอาหรอก โดนคนอื่นสมเพชเวทนา นานวันเข้าน้ำใจมันก็เหือดแห้งไปตามกาลเวลาอยู่ดี” เด็กหนุ่มหน้าซื่อเฉียนเฉิงตอบกลับ

ฉินหมิงเลิกคิ้วประหลาดใจ รู้สึกว่าไอ้เด็กนี่มันไม่ได้โง่เลยสักนิด

“ฟ้าร้องดังตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่ผ่าลงมาสักทีวะ โคตรทรมานใจเลยโว้ย!” ชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันคนหนึ่งสบถ บนหน้ามันมีรอยสัก ดูทรงแล้วเหมือนพวกนักโทษอุกฉกรรจ์

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ ที่มองมา มันก็โพล่งขึ้น “ไม่ต้องมองหรอก ข้ามันก็แค่นักโทษประหาร ที่โดนส่งมาเป็นสายล่อฟ้านั่นแหละ ถ้ารอดไปได้ ก็รอดตายไม่ต้องโดนกุดหัว”

“อ๋อ... เป็นหนูทดลองยา เป็นเหยื่อล่อสายฟ้านี่เอง!” ชายชราคนหนึ่งพึมพำเสียงเบา

“แกว่าไงนะ?” ชายฉกรรจ์หันขวับ

“ทุกปีก็มีพวกชนชั้นสูงทำแบบนี้แหละ ส่งนักโทษประหารเข้ามา ตายไปยังไงก็คงหลงเหลือแสงสวรรค์อยู่ในร่างบ้าง เดี๋ยวพวกมันก็เอาศพไปเป็นอาหารให้พวกสัตว์ประหลาดกินต่อ”

“ก็ไม่แน่ว่าจะเอาไปโยนให้สัตว์ประหลาดกินหรอกนะ พวกเฒ่าหัวงูที่ฟันฟางยังดี พลังยังล้นเหลือ เผลอๆ อาจจะเอาไปแทะกินเองด้วยซ้ำ”

พอไอ้โจรหน้าเหี้ยมได้ยินแบบนั้น อาการก็ออกทันที มันทิ้งตัวลงนั่งจ้ำเบ้ากับพื้น ขืนเป็นแบบนี้ สู้ไปนั่งรอโดนกุดหัวยังจะดีซะกว่า!

ซวยแล้วสิทีนี้ ตอนแรกก็ต้องโดนฟ้าผ่าเกรียมเป็นตอตะโก จากนั้นถ้าไม่โดนเอาไปโยนให้สัตว์ประหลาดกิน ก็ต้องไปอยู่ในท้องพวกชนชั้นสูงเฒ่า โคตรจะบัดซบเลย!

“ไม่เอาแล้วโว้ย ข้าไม่ทำแล้ว ข้าจะออกไปจากวิหารโลหะอสนีบาต!” มันกระโดดลุกขึ้นยืนแหกปากโวยวาย

“แหกปากหาพระแสงอะไรวะ ครอบครัวแกรับเงินไปหมดแล้ว ลูกชายแกก็ได้เข้าเรียนในสำนักแล้ว แกคิดจะมาเปลี่ยนใจเอาป่านนี้รึไง?” คนผู้หนึ่งเดินตรงมาจากที่ไกลๆ

ชายฉกรรจ์ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น นิ่งอึ้งไม่พูดไม่จาอีกเลย

เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่แค่กรณีเดียว ในวิหารโลหะอสนีบาตยังมีอีกนับสิบคนที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มเหมือนมัน พวกนี้ล้วนถูกพวกชนชั้นสูงหรือเศรษฐีส่งเข้ามาเป็นหนูทดลองทั้งนั้น

หลังจากฉินหมิงสวาปามจนอิ่มหนำ เขาก็กลับไปดำน้ำงมสมบัติในทะเลอารมณ์สีดำทมิฬนั่นอีกรอบ ถึงจะหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร เพราะเขาค้นพบว่าการได้โต้คลื่นใน "ทะเลคลั่ง" แบบนี้ มันช่วยฝึกฝนพลังจิตได้เป็นอย่างดี

“หืม?” พอเขาเริ่มปล่อยวาง แล้วมองการสั่นพ้องทางจิตวิญญาณนี้เป็นการฝึกตนแทน เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขาปะทะเข้ากับคลื่นพลังที่รุนแรงมากสายหนึ่ง

ท่ามกลางทะเลอารมณ์มืดมิด มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังแผดเสียงคำราม ทั่วร่างระเบิดประกายแสงสีเงินจางๆ ออกมา

“ข้าไม่ยอม! ข้าอุตส่าห์รอดตายจากสายฟ้าฤดูใบไม้ผลิมาได้ถึงสองครั้ง พอปีที่สามนี้ข้าเก่งขึ้นตั้งเยอะ ทำไมข้าถึงต้องมาตายที่นี่ด้วย? ทำไมคราวนี้แสงสวรรค์ที่ลงมาพร้อมกับสายฟ้าถึงได้รุนแรงขนาดนี้?!”

ภาพนิมิตเบื้องหน้า ชายหนุ่มผู้นั้นผมเผ้าชี้ฟูไปทั้งหัว เขากำลังโคจรเคล็ดวิชาปราณแปลกๆ เพื่อต่อต้านการกัดกร่อนของแสงสวรรค์

รอบตัวเขาเต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกลาด บ้างก็ถูกย่างเกรียมเป็นตอตะโกสีดำเมี่ยม บ้างก็แดงเถือกราวกับถูกนึ่งสุก บางศพถึงกับถูกแสงสวรรค์ฉีกทึ้งจนเละเทะ สภาพราวกับขุมนรกก็ไม่ปาน

น่าเสียดาย ข้าเพิ่งจะฝึก'ปราณระเบิด'สำเร็จ ยังไม่ถือว่าเป็น'ปราณสายฟ้า'ที่แท้จริงเลย ข้าเจ็บใจนัก! สำนักกำลังจะมอบสุดยอดวิชาลับให้ข้าอยู่แล้วเชียว แต่ข้าดันใจร้อนอยากจะเก่งเร็วๆ ก็เลยต้องมาจบอนาคตอันรุ่งโรจน์ของตัวเองแบบนี้

ทั้งหมดนี้คือความคิดเฮือกสุดท้ายของเขา ในตอนนั้นร่างของเขาขยับไม่ได้แล้ว จะหนีก็หนีไม่พ้น

ชายหนุ่มทั้งสำนึกเสียใจ ทั้งก่นด่าตัวเอง แต่ในวาระสุดท้าย เขาก็สลัดทิ้งซึ่งอารมณ์ด้านลบไปจนสิ้น รูขุมขนทั่วร่างปะทุพลังปราณระเบิดที่ดูคล้ายกับกระแสไฟฟ้าออกมา ทุ่มสุดตัวเพื่อต่อต้านแสงสวรรค์

“ข้าต้องทนให้ได้!”

แล้วจากนั้น... ตัวเขาก็ระเบิดตู้ม ตายอย่างอนาถสุดๆ

ฉินหมิงรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ขนลุกซู่ไปหมด มันทั้งสยองขวัญและน่าเวทนาสุดๆ

จากนั้น เขาก็เริ่มฝึก 'ปราณระเบิด' นั้นในวิหารทองแดงเลย เคล็ดวิชาปราณนี้ร้ายกาจมาก และยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนาไปสู่ 'ปราณสายฟ้า' อันเลื่องชื่อด้วย

ฉินหมิงประหลาดใจมาก 'ปราณระเบิด' นี่มันเป็นปราณแบบผสมผสาน มันเกิดจากการหลอมรวมปราณแสงสวรรค์หลายชนิดเข้าด้วยกัน อานุภาพร้ายกาจสุดเปรียบ หากซัดเข้าไปในร่างของสัตว์ยักษ์ พอพลังระเบิดออก เนื้อหนังตรงนั้นก็คงเละเป็นโจ๊กกระจุยกระจายแน่ๆ

“น้องฉิน ตอนนี้จะเปลี่ยนใจก็ยังทันนะ” สวีเซิ่งโผล่มาแล้ว หมอนี่ปลอมตัวซะมิดชิด ดูแปลกตากว่าปกติลิบลับ แถมยังลากคอไอ้คนเก็บศพที่เกือบจะนอนตื่นสายมาด้วย

ฉินหมิงส่ายหน้า กระซิบตอบกลับไปว่าตอนนี้สภาพร่างกายเขาสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แถมเพิ่งจะฝึก 'ปราณทุบ' กับ 'ปราณแส้' ของตระกูลซุนได้สำเร็จขั้นต้นแล้วด้วย

ก่อนหน้านี้เขาได้ตกลงเปิดอกคุยกับสวีเซิ่งไว้แล้ว ยังไงก็ต้องกำชับไอ้คนเก็บศพไว้ก่อน ว่าพอเขารับแสงสวรรค์ครบสี่ระลอกเมื่อไหร่ ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือตาย ก็ต้องรีบกระชากตัวเขาออกมาจากวิหารทองแดงทันที

ฟ้าร้องฤดูใบไม้ผลิดังกึกก้อง ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น

นั่งรอกันอีกสองวัน ประกายอสนีบาตของจริงถึงได้เริ่มแลบแปลบปลาบอยู่เหนือท้องฟ้าบริเวณนี้ ฝนตกพรำๆ ไอหมอกพวยพุ่งจากผืนดินรอบทิศ ทั่วทั้งฟ้าดินสว่างไสวเจิดจ้า ราวกับเป็นเวลากลางวันก็ไม่ปาน

บนภูเขาฉีเสียมีผู้คนแห่กันมาไม่ใช่น้อย ใครๆ ก็รู้ว่าพอถึงเวลานี้ของทุกปี หลังจากฟ้าร้องฤดูใบไม้ผลิปะทุขึ้น จะมีคนมาเข้าแถวรอความตายกันที่นี่

หลายคนถ่อมาเพื่อดู "สิ่งมหัศจรรย์" แบบนี้ ส่วนใหญ่ก็แค่อยากมามุงดูเรื่องสนุก แต่แน่นอนว่าก็มีพวกชนชั้นสูงบางคนมารอรับ "เนื้อสายฟ้า" ของตัวเองถูกหามออกมาด้วย

ในศาลเจ้าแห่งขุนเขา คนแน่นขนัดเบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋องอีกครั้ง ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่สายฟ้าบนภูเขาฉีเสีย

ในที่สุด ฟ้าร้องฤดูใบไม้ผลิก็ผ่าเปรี้ยงลงมา ดังกึกก้องกัมปนาทเหนือวิหารโลหะอสนีบาต บนกระเบื้องโลหะส่องประกาย มีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านถักทอเข้าด้วยกัน สว่างวาบจนแสบตา หนำซ้ำยังมีลูกสายฟ้ากลิ้งไปมา ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือแสงสวรรค์จากโลกภายนอกต่างหากล่ะ มันพุ่งลงมาพร้อมกับสายฟ้า สว่างเจิดจ้าบาดตา สามารถทะลวงผ่านสิ่งก่อสร้างลงไปถึงใต้ภูเขาได้เลย

โครงสร้างของวิหารโลหะอสนีบาตนั้นสลับซับซ้อนและประณีตมาก มันสามารถเป็นสื่อนำไฟฟ้าและลดทอนความรุนแรงของสายฟ้าได้ แต่มันแทบจะไม่อาจต้านทานแสงสวรรค์จากโลกภายนอกได้เลย

แสงสวรรค์กับสายฟ้าหลอมรวมกัน ก่อให้เกิดสารวิเศษหายากสุดๆ ตกลงมาในวิหารทองแดง

ฉินหมิงเห็นกับตาตัวเองว่า หลังจากสายฟ้าและแสงสวรรค์ระลอกแรกผ่านพ้นไป คนกว่าครึ่งก็ล้มพับลงไปกองกับพื้น บางคนหน้าดำปี๋ นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง บางคนผิวแดงเถือก ราวกับถูกต้มจนสุกได้ที่แล้ว

ฉินหมิงใจหายวาบ เขาสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดของแสงสวรรค์จริงๆ พอมันทะลวงเข้าสู่ร่างกาย ก็ร้อนระอุราวกับน้ำเดือดพล่านปุดๆ กะจะต้มเขาให้สุกคาร่าง

ตู้มมม! เมื่อแสงสวรรค์ระลอกที่สองกระหน่ำลงมา ในวิหารทองแดงก็แทบไม่มีใครยืนหยัดอยู่ได้อีกแล้ว ฉินหมิงเห็นตาเฒ่าจ้าววัยเจ็ดสิบสองปีตัวระเบิดโพละ ดับอนาถไปต่อหน้าต่อตา

พอแสงสวรรค์ระลอกที่สามตามมาติดๆ ฉินหมิงก็ปวดร้าวไปทั้งตัว เขาเลยเนียนทิ้งตัวลงไปนอนกองกับพื้น ไม่อยากจะทำตัวเด่นเกินไปนัก เพราะคนอื่นเขาล้มกันหมดแล้ว อีกอย่าง นอนอยู่บนพื้นก็รับแสงสวรรค์และสารพลังวิเศษได้เหมือนกันนี่นา

ด้านนอกห่างออกไปไกลลิบ เริ่มมีคนดึงเชือกกันบ้างแล้ว แถมยังมีเสียงร้องห่มร้องไห้ระงม คงจะรู้ตัวแล้วว่าญาติพี่น้องในวิหารทนรับไม่ไหว ม่องเท่งไปแล้วเรียบร้อย

ตอนที่แสงสวรรค์ระลอกที่สี่กระหน่ำลงมา วิหารทองแดงก็กลายสภาพเป็นขุมนรกดีๆ นี่เอง ศพบางศพที่ยังดึงออกไปไม่ทันก็โดนแสงสวรรค์ฉีกทึ้งกระจุยกระจาย ตรงหน้าฉินหมิงมีท่อนขาของตาเฒ่าจ้าวกลิ้งหลุนๆ อยู่ แถมยังมีท่อนแขนของตาเฒ่าอีกคนตกอยู่ข้างๆ ชุดคลุมศพขาดวิ่นถูกเผาจนเกรียมดำจำสภาพเดิมแทบไม่ได้

แสงสวรรค์จากโลกภายนอกมันน่าสะพรึงกลัวจริงๆ ขนาดฉินหมิงยังรู้สึกได้ถึงอันตรายคุกคามชีวิต ในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ว่ามีสารพลังวิเศษเข้มข้นกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย

เขาโคจรวิชาจากคัมภีร์ผ้าไหม เพื่อปรับสมดุลร่างกาย และชักนำแสงสวรรค์มาใช้ประโยชน์ แสงสวรรค์จากโลกภายนอกชนิดนี้ สามารถนำมาหลอมรวมเข้ากับแสงสวรรค์ที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างของเขาเองได้

แต่จู่ๆ ฉินหมิงก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ นี่แสงสวรรค์ระลอกที่ห้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาแล้ว ไอ้คนเก็บศพนั่นทำไมยังไม่ยอมดึงเชือกอีกล่ะเนี่ย? เขามองเห็นครึ่งท่อนบนของตาเฒ่าจ้าวที่เป็นผู้ผลัดกายรอบสามเหมือนกันโดนลากออกไปแล้ว แต่ตัวเขายังนอนแอ้งแม้งอยู่ที่นี่อยู่เลย

ไอ้คนเก็บศพเวรนั่นมันมัวทำซากอะไรอยู่? ฉินหมิงชักจะอยากด่ากราดแล้ว!

ต่อมา สายฟ้าและแสงสวรรค์ระลอกที่หกก็ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับสารพลังวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง ฉินหมิงหัวเสียสุดๆ ไอ้เวรนั่นมันกะจะส่งเขาไปเฝ้ายมบาลจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?!

เขาทนไม่ไหวแล้ว เตรียมจะลุกขึ้นวิ่งหนี

คนเป็นๆ อย่างเขาทั้งคน จะมายอมตายโง่ๆ เพราะไอ้คนเก็บศพไม่เอาไหนคนนึงได้ยังไง อย่างมากก็แค่ความแตก ไม่ต้องทำตัวเนียนอีกต่อไปแล้วก็แค่นั้นแหละ

ไกลออกไป มีคนทักไอ้คนเก็บศพของฉินหมิงว่า “นี่พี่ชาย พวกเราลากศพนายจ้างออกมากันหมดแล้วนะ ไม่ว่าจะศพสวยหรือศพเละ พวกเราก็ทำเต็มที่แล้ว แล้วทำไมเจ้ายังไม่ยอมขยับตัวอีกล่ะเนี่ย?”

“โถ่เอ๊ย ยังไงก็ตายอยู่แล้ว จะลากออกมาช้าหรือเร็วก็มีค่าเท่ากันแหละ แต่ก็ลากออกมาซะหน่อยละกัน ขืนปล่อยให้โดนฟ้าผ่าจนศพแหลกละเอียด เดี๋ยวพวกญาติๆ จะมาโวยวายหักค่าจ้างข้าเอา” ในที่สุดไอ้คนเก็บศพก็ยอมขยับตัวลงมือซะที

ตอนนี้ฉินหมิงแทบจะลุกพรวดขึ้นมานั่งแล้ว กะจะแกล้งเป็นผีดิบกระตุกซะหน่อย พอออกไปได้เมื่อไหร่ เขาจะสับไอ้คนเก็บศพนี่ให้เป็นชิ้นๆเลย!

แต่จังหวะที่เขากำลังจะลุกขึ้น จู่ๆ เชือกพิเศษที่มัดเอวเขาไว้ก็ตึงเปรี๊ยะ แล้วก็เริ่มลากเขาออกไปข้างนอก เขากัดฟันกรอด ทนไว้… ทนไว้ก่อน!

แต่แล้ว เขาก็แทบจะสบถด่าบรรพบุรุษมันอีกรอบ ทำไมตอนดึงเชือกมันถึงได้อืดอาดชักช้าปานหอยทากตะคริวกินแบบนี้ ไม่ได้กินข้าวมาหรือไง? เขาอยากจะกระโดดไปบีบคอไอ้คนเก็บศพนั่นให้ตายคามือจริงๆ

ตอนที่สายฟ้าและแสงสวรรค์ระลอกที่เจ็ดฟาดเปรี้ยงลงมา ฉินหมิงก็โดน "หางเลข" ถากๆ ไปนิดหน่อย แต่ในที่สุดก็โดนลากพ้นประตูวิหารออกมาจนได้

เขารีบใช้วิชาซ่อนประกายกลืนธุลี แล้วก็แกล้งตายทันที

ฉินหมิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ได้สารพลังวิเศษเข้มข้นขนาดนี้ทะลักเข้าสู่ร่างกาย การผลัดกายครั้งที่สี่ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว และเขาก็กำลังจะได้ความทรงจำที่ขาดหายไปกลับคืนมาเสียที

จบบทที่ บทที่ 72 เกือบจะศพกระตุก

คัดลอกลิงก์แล้ว