- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 73 อาบแสงสวรรค์ ผลัดกายครั้งใหม่
บทที่ 73 อาบแสงสวรรค์ ผลัดกายครั้งใหม่
บทที่ 73 อาบแสงสวรรค์ ผลัดกายครั้งใหม่
บทที่ 73 อาบแสงสวรรค์ ผลัดกายครั้งใหม่
บนภูเขาฉีเสีย ณ วิหารโลหะอสนีบาต บนกระเบื้องหลังคาที่ส่องประกายเงางามมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านถักทอ ลูกไฟสายฟ้าม้วนตัวกลิ้งไปมา ปรากฏการณ์มหัศจรรย์นี้เรียกเสียงฮือฮาและความตื่นตาตื่นใจจากพวกชนชั้นสูงได้ไม่น้อย
ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับมีเสียงร้องห่มร้องไห้ระงม ญาติพี่น้องบางส่วนมารอรับศพคนของตนที่นี่ บนใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่อาจปิดบัง
“ไอ้หมอนี่ดูทรงแล้วไม่ใช่คนดีแน่ๆ มันจงใจปล่อยให้ศพแช่อยู่ข้างในนานๆ เพื่อให้ดูดซับแสงสวรรค์กับสารพลังวิเศษเข้าไปเยอะๆ”
ไม่ไกลออกไปนักมีชายสองคนกำลังกระซิบกระซาบ พลางปรายตามองไปทางคนเก็บศพของฉินหมิง ในฐานะคนสายอาชีพเดียวกัน พวกเขาย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางและเล่ห์เหลี่ยมพรรค์นี้ดี
“ทำแบบนี้มันจะเกินไปหน่อยแล้ว”
“เอ๊ะ… ไม่ใช่นะ เอ็งดูศพที่มันลากออกมาสิ สภาพแทบไม่บุบสลายเลย ศพสวยพอๆ กับพวกรอบแรกที่ถูกดึงออกมาเลยนี่หว่า”
ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบขยับเข้าไปชะโงกดูใกล้ๆ
บนท้องฟ้ามีเมฆดำทะมึนก่อตัวหนาเตอะ ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบดังกึกก้องกัมปนาท บนผืนดินมีไอหมอกเรืองแสงพวยพุ่ง ทั่วทั้งภูเขาจึงไม่มืดมิด หนำซ้ำยังสว่างไสวเป็นอย่างมาก จนสามารถมองเห็นสภาพศพตายอนาถของฉินหมิงได้อย่างชัดเจน ผิวหนังที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมานั้นดำเมี่ยมเป็นตอตะโก
แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นคราบเขม่าที่เขาเอามาละเลงทาตัวไว้เองต่างหาก สภาพตอนนี้ต่อให้เพ่งแทบตายก็จำเค้าโครงหน้าเดิมไม่ได้แล้ว
พอสวีไห่เห็นสภาพศพที่ครบสามสิบสองประการ ใจมันก็หล่นตุ้บ หรือว่าการที่มันมัวแต่อืดอาดชักช้าถ่วงเวลา จะเป็นการดับอนาคตของยอดอัจฉริยะสวรรค์ประทานคนหนึ่งไปเสียแล้ว?
แสงสวรรค์กระหน่ำลงมาตั้งหกระลอกแล้ว มันถึงค่อยขยับก้นไปดึงเชือก แถมแสงสวรรค์ระลอกที่เจ็ดยังแฉลบโดนร่างนี้เข้าให้อีกนิดหน่อยด้วย
“สวีไห่ นี่เอ็งดึงเชือกช้าไปหรือเปล่าวะ? ไอ้หมอนี่แม่งโคตรเก่งเลยนะเว้ย ถึงกับทนรับสายฟ้ากับแสงสวรรค์ได้ขนาดนี้” ใครคนหนึ่งเอ่ยปากทัก
สวีไห่ตีหน้าตายพลางตอบกลับ “คิดอะไรของเจ้าเนี่ย? ข้าดึงเขาออกมาตั้งนานแล้วโว้ย แค่พักศพไว้ตรงหน้าประตูวิหาร ยังไม่ได้ลากกลับมาก็แค่นั้นแหละ”
คนข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย “มันก็จริงของเอ็ง ดูทรงแล้วอายุยังน้อย โดนแสงสวรรค์ผ่าเข้าสักระลอกสองระลอกก็คงตัวระเบิดโพละไปแล้วล่ะ”
สวีไห่... ฉินหมิงสลักชื่อนี้ไว้ในใจ ไอ้เวรนี่มันตอแหลหน้าด้านๆ ขืนเป็นคนอื่นโดนมันลากไปลากมาในวิหารโลหะอสนีบาตแบบนี้ มีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลแน่นอน
เขาโคจรวิชาซ่อนประกายกลืนธุลีจนถึงขีดสุด สภาพของเขาในตอนนี้จึงไม่ต่างอะไรกับศพคนตายจริงๆ เลยสักนิด
ฉินหมิงลอบถอนหายใจ แถวนี้มีแต่ “คนสุกหน้าคุ้นตา” ทั้งนั้น อย่างตาเฒ่าจ้าววัยเจ็ดสิบสองปีนั่นก็ถูกย่างจนเกรียมสุกไปแปดส่วนแล้ว ป่านนี้ชิ้นส่วนศพยังเก็บมาต่อกันไม่ครบเลยกระมัง
นอกจากพวกตาเฒ่าหัวงูที่หวังจะฟื้นคืนความหนุ่มแน่นแล้ว คนอื่นๆ ที่ถ่อมาถึงที่นี่ต่างก็มีความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสเป็นของตัวเองทั้งนั้น
หากเลือกได้ คงไม่มีคนหนุ่มสาวคนไหนอยากจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่หรอก บางคนถูกศัตรูไล่ต้อนจนตรอกไร้ทางรอด บางคนถูกกดขี่ข่มเหงจนทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหว และบางคน... ก็เป็นแค่นักโทษประหารที่รอวันตายอยู่แล้ว
ไอหมอกพวยพุ่งจากผืนดิน สายฝนโปรยปรายละอองบางๆ เสียงปี่สั่วน่า*ดังกังวานบาดแก้วหู จากนั้นโลงศพหลายใบก็ถูกแบกหามขึ้นเขามา พร้อมกับเสียงร้องห่มร้องไห้ระงมดังก้องไปทั่วบริเวณ *เครื่องดนตรีเป่าลมไม้แบบลิ้นคู่ของจีน
คนเหล่านี้คือครอบครัวของบรรดาตาเฒ่าผู้มีอันจะกิน ที่มารอรับศพคนของตนกลับไปทำพิธี
สวีไห่หาผ้าห่อศพสีดำที่ดูสะอาดตาสักหน่อยมาพันร่างของฉินหมิงไว้หลวมๆ ก่อนจะแบกเขาขึ้นหลังแล้วเดินลงเขาไป
โชคดีที่เรื่องนี้ไอ้สวีไห่มันยังพอมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่บ้าง ไม่เอาศพข้าไปโยนทิ้งสุ่มสี่สุ่มห้า ฉินหมิงแอบคิดในใจ ไม่อย่างนั้นข้าคงได้ศพกระตุกรอบสองแน่
แต่แล้ว... ความคิดของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปในพริบตา!
“เฮ้ย พี่สวี เนื้อสายฟ้าร่างนี้ขายยังไงวะ? สภาพศพสวยซะด้วย โยนมาให้ข้าเถอะ เดี๋ยวข้าเป็นธุระเอาไปเร่ขายให้จวนชนชั้นสูงเอง”
นี่ยังเดินไม่ทันจะพ้นตีนเขาเลยด้วยซ้ำ ก็มีนายหน้ามาดักรอเจรจากับสวีไห่เสียแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกมันเคยแอบลักลอบค้าขายศพแบบนี้กันมานานแล้ว
สวีไห่สวนกลับ “นี่มันหนูทดลองยาชั้นยอดเลยนะเว้ย ข้าปล่อยให้มัน ‘บ่มเพาะ’ อยู่ข้างในนั้นตั้งนานสองนาน อย่างน้อยๆ ก็ดูดซับแสงสวรรค์กับสารพลังวิเศษหายากเข้าไปตั้งหกเจ็ดระลอก”
“เอ็งอย่ามาโกหกหน่อยเลย!”
“ไม่เชื่อก็เรื่องของเอ็ง อีกอย่าง เนื้อสายฟ้ารอบนี้ข้าไม่ได้กะจะขายเหมาทั้งตัวโว้ย ถ้าอยากได้เดี๋ยวข้าแล่แบ่งขายให้สักสองสามชั่ง(1-1.5 กิโลกรัม)ก็แล้วกัน ยังไงซะนายจ้างเขาก็จ่ายมาแพง ข้าจะปล่อยให้ศพหายไปทั้งร่างไม่ได้หรอก เอ้า... จะเอาไต หรือหัวใจ ก็เชิญเลือกเอาตามสบาย”
ฉินหมิงถึงกับอึ้งกิมกี่ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะต้องมาเจอกับพวกภูตผีปีศาจในคราบมนุษย์ที่จ้องจะแทะกินเนื้อคนด้วยกันเองแบบนี้
ระหว่างทางที่สวีไห่แบกศพฉินหมิงลงจากเขา มีนายหน้าแวะเวียนมาขอซื้อชิ้นส่วนศพไปต้มยำทำแกงถึงสี่เจ้า พวกมันถึงขั้นเริ่มยืนต่อรองราคากันอย่างออกรสออกชาติ
เจอแบบนี้เข้าไป ฉินหมิงก็หมดความอดทน ฝ่ามือโคลนเหลืองที่ไม่เคยเอาไปใช้ซัดใส่ใครหน้าไหนมาก่อน ถูกประทับลงบนแผ่นหลังของสวีไห่อย่างเงียบเชียบ ปราณสายอ่อนนุ่มนั้นซ่อนเร้นอำพรางอย่างแนบเนียน มันจะไม่ระเบิดทำลายอวัยวะภายในทันที แต่รอให้ผ่านไปสักสองสามวัน ไอ้เวรนี่ถึงจะได้กระอักเลือดจนตายไปเอง
ในขณะเดียวกัน ร่างกายของฉินหมิงก็เริ่มแผ่ไอร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ เขาชักจะสังหรณ์ใจว่าขืนปล่อยให้ยืดเยื้อกว่านี้ มีหวังความแตกแหงๆ
สายฟ้าและแสงสวรรค์หลอมรวมกันจนเกิดเป็นสารพลังวิเศษล้ำค่า และตอนนี้มันเริ่มออกฤทธิ์แล้ว กระบวนการผลัดกายครั้งที่สี่ของเขากำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
“ข้าจะบอกอะไรพวกเอ็งให้นะเว้ย รอบนี้ไม่ใช่ศพเหี่ยวๆ ของพวกตาเฒ่าหัวงูหรอก แต่เป็นเด็กหนุ่มวัยกระเตาะผิวพรรณเต่งตึงเชียวล่ะ ไม่เชื่อก็ลองมาคลำดูสิ ศพยังไม่ทันแข็งเลยด้วยซ้ำ แถมยังอุ่นๆ อยู่เลยเนี่ย!”
“ไอ้สวีไห่! เจ้าทำอะไรวะเนี่ย!” สวีเซิ่งปรากฏตัวขึ้นในชุดคลุมสีดำสนิทมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ โชคดีนะที่เขาไม่ได้รออยู่ตรงตีนเขา ไม่งั้นศพน้องชายคงโดนหั่นขายไปแล้วแน่ๆ
พลั่ก! เขาตวัดเท้าถีบสวีไห่จนกระเด็นกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น ก่อนจะรีบคว้าตัวฉินหมิงมาแบกขึ้นหลัง แล้วสับตีนแตกพุ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
พออู๋เจิงที่รออยู่ตรงตีนเขาเห็นเข้า ก็รีบโผเข้าไปแหกปากร้องไห้คร่ำครวญทันที “โธ่ พี่ฉิน! ขอให้พี่เดินทางไปสู่สุขคตินะขอรับ ชาติหน้าฉันใดก็ขอให้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ทางที่ดีไปเกิดเป็นคุณชายในตระกูลเก่าแก่พันปีเลยก็ดี พี่จะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงตายแบบนี้อีก!”
สวีเซิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เสี่ยวฉินนะเสี่ยวฉิน ห้ามก็ไม่ฟัง ต้องมาด่วนจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม น่าเสียดายจริงๆ!”
แต่ทว่า... ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ทำไมแผ่นหลังมันถึงได้ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆล่ะ? ซ้ำร้ายยังมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังแว่วมาเตะหูอีก “พี่สวี... หาที่ลับตาคนให้ข้าที”
สวีเซิ่งสะดุ้งโหยงจนมือไม้อ่อน เกือบจะเหวี่ยงศพบนหลังทิ้งซะแล้ว!
“ผีหลอกเรอะ?!” อู๋เจิงเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
ครู่ต่อมา ภายในป่าทึบลับตาคน ฉินหมิงก็เอาน้ำสะอาดมาล้างคราบเขม่าดำบนใบหน้าออกจนเกลี้ยงเกลา พร้อมกับผลัดเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เตรียมไว้
“เหลือเชื่อจริงๆ... ข้าเพิ่งจะเคยเห็นคนโดนแสงสวรรค์ฟาดแล้วไม่ตายนี่แหละ! รอดชีวิตออกมาจากวิหารโลหะอสนีบาตได้เฉยเลย” สวีเซิ่งอุทานด้วยความทึ่งสุดขีด
ส่วนอู๋เจิงนั้นอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ ก่อนจะละล่ำละลักด้วยความตื่นเต้น “พี่ฉิน! ท่านนี่มันเทพจริงๆ รอดชีวิตออกมาจากดงศพแบบนั้นได้ยังไงเนี่ย!”
“กลับไปคุยกันที่โรงเตี๊ยมเถอะ!” ฉินหมิงชิงตัดบทแล้วออกเดินนำไปก่อน ตอนนี้เนื้อตัวเขาร้อนจี๋ราวกับเหล็กเผาไฟจนควันแทบจะโขมงออกหูอยู่แล้ว ต้องรีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมให้เร็วที่สุด
หลังจากกลับมาถึง เขาก็จัดการชำระล้างร่างกายจนคราบขี้เถ้าหลุดร่วงไปจนหมดจด แต่เพียงไม่นาน ร่างกายของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอกสีขาวโพลนอีกครั้ง การลอกคราบผลัดเปลี่ยนในรอบนี้ช่างดุดันและรุนแรงเหลือคณา
นอกจากสารพลังวิเศษที่สวรรค์ประทานมาให้แล้ว ยังมีแสงสวรรค์ปริมาณมหาศาลทะลักเข้าไปสิงสู่อยู่ในร่าง มันกำลังอาละวาดปะทุเดือดพล่านไปทั่วทุกอณูเนื้อ ราวกับจะแผดเผาเขาให้ไหม้เป็นจุณ
วินาทีนี้ ไม่ว่าฉินหมิงจะงัดเคล็ดวิชาลับแขนงไหนมาสะกดข่มก็เอาไม่อยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจใช้วิชาผลัดกายจากคัมภีร์ผ้าไหมมาเป็นตัวนำทาง ค่อยๆจัดระเบียบลำแสงอันยุ่งเหยิงและบ้าคลั่งเหล่านั้น
ต้องยอมรับเลยว่า แสงสวรรค์จากโลกภายนอกนั้นเกรี้ยวกราดดุดันเกินบรรยาย มันร้อนลวกราวกับน้ำเหล็กหลอมเหลวเดือดปุดๆที่พร้อมจะเจาะทะลวงเครื่องในคนให้ทะลุเป็นรูโหว่ หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปรับรองว่าทนไม่ไหวจนตัวแตกตายไปแล้วแน่ๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉินหมิงถูกแสงสวรรค์กัดกร่อน ทว่าปริมาณของมันในรอบนี้มีมหาศาลมากเกินไป เล่นเอาเขาแทบจะกระอักเลือดรับมือไม่ไหวอยู่เหมือนกัน
เขาซดน้ำเย็นจัดเข้าไปอึกใหญ่รวดเดียวจนหมดถัง แต่ทั่วร่างก็ยังคงมีไอหมอกสีขาวพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย
อู๋เจิงที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถึงกับเอ่ยปาก “พี่ฉินกำลังจะสำเร็จเป็นเซียนแล้วมั้งเนี่ย ดูสิ เหมือนกำลังขี่เมฆเหาะเหินเดินอากาศเลย กลิ่นอายของพวกฟางไว่ก็คงประมาณนี้แหละมั้ง!”
“นั่นมันเป็นเพราะแสงสวรรค์กำลังปะทุเดือดอยู่ต่างหาก มันหล่อหลอมร่างกายเขาประหนึ่งได้กลับไปอยู่ในครรภ์มารดา อาบแสงสวรรค์เพื่อก่อกำเนิดชีวิตใหม่ กระบวนการผลัดกายของเขารุนแรงกว่าคนทั่วไปไม่รู้ตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า!” สวีเซิ่งสูดปากด้วยความทึ่ง
จากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็ล่าถอยออกจากลานเรือนที่ฉินหมิงอุตส่าห์เหมาปิดไว้เพื่อทำการผลัดกายโดยเฉพาะ เพราะรู้สึกว่าขืนยืนจ้องต่อไปคงดูไม่เข้าทีนัก
ข้าล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะขอบใจไอ้เวรสวีไห่ หรือด่าโคตรเหง้าศักราชมันดี ฉินหมิงบ่นอุบในใจ ขณะที่มวลแสงสวรรค์ภายในร่างกำลังเข้มข้นจนแทบจะระเบิดออก
เขากัดฟันทนความเจ็บปวดแสนสาหัส พยายามจัดระเบียบแสงสวรรค์จากโลกภายนอก ให้ค่อยๆหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงสวรรค์ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากเลือดเนื้อของตนเอง จนพวกมันแยกแยะไม่ออกว่าส่วนไหนเป็นของใคร ก่อตัวเป็นแสงสวรรค์สายใหม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง และกำลังยกระดับคุณภาพของมันให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
ฉินหมิงชักนำมวลแสงสวรรค์ทั้งหมดให้ไหลไปรวมศูนย์กันที่บริเวณช่องท้อง บีบอัดพวกมันอย่างบ้าคลั่งจนหดตัวเล็กลงคล้ายลูกบอลแสงดวงจ้อย ทุ่มสรรพกำลังหลอมรวมและบีบบังคับให้มันเกิดการผลัดเปลี่ยน บริเวณจุดตันเถียนของเขาจึงทอประกายเจิดจรัสสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้น เขาก็คลายการควบคุมลูกบอลแสงบาดตานั้น ปล่อยให้มันระเบิดพลังปะทุแตกซ่านอย่างไร้ทิศทางอีกครั้ง มวลแสงสวรรค์แตกตัวออกเป็นริ้วสายนับพันนับหมื่นเส้น พุ่งกระแทกแทรกซึมลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทุกชิ้น ราวกับถูกเปลวเพลิงนรกแผดเผาทั้งเป็น
นี่มันการระเบิดครั้งใหญ่ของแสงสวรรค์ชัดๆ!
การกระทำเช่นนี้ช่างอันตรายและบ้าบิ่นถึงขีดสุด พลาดพลั้งไปแม้แต่ก้าวเดียวก็มีสิทธิ์ตายได้ในพริบตา
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนวิชาผลัดกายที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ผ้าไหมมันระบุเอาไว้อย่างนี้จริงๆ ซึ่งก็พอจะเดาออกเลยว่า หลังจากนี้มันต้องมีกระบวนการที่โหดหินและเสี่ยงตายยิ่งกว่านี้รออยู่อีกแน่ๆ
สองหูของฉินหมิงอื้ออึงไปด้วยเสียงกึกก้องปานคลื่นยักษ์ถล่ม นั่นคือเสียงของแสงสวรรค์ที่กำลังขยายตัวและแผลงฤทธิ์ปะทุระเบิดอย่างเกรี้ยวกราด แรงกระแทกนั้นทำเอาสติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน คล้ายกับจิตวิญญาณกำลังจะถูกฉีกกระชากจนแหลกสลาย
ปากก็บอกว่านี่คือกระบวนการผลัดกาย แต่ดูทรงแล้วเหมือนส่งคนไปตายซะมากกว่า!
ฉินหมิงชักจะเริ่มตะหงิดใจแล้วว่า ไอ้ยอดฝีมือที่มันวิจัยและคิดค้นเคล็ดวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมขึ้นมา คงกะจะให้คนรุ่นหลังเดินไต่ลวดสลิงบนเส้นแบ่งความเป็นความตายชัดๆ เดาได้เลยว่ายอดวิชานี้คงสูบชีวิตผู้สืบทอดไปนับไม่ถ้วนแล้วแหงๆ
ไม่อย่างนั้น วิชาผลัดกายในคัมภีร์ผ้าไหมนี้คงไม่ถูกชนรุ่นหลังตราหน้าว่าเป็นวิชานอกรีต แล้วกวาดทิ้งลงหลุมฝังกลบไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แบบนี้หรอก
นี่มันผิดแผกไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้คิดค้นวิชาไปไกลลิบ พวกเขาเพียงต้องการแหกกฎเกณฑ์ ทำลายกรงขังแห่งขีดจำกัด แล้วเบิกเส้นทางสายใหม่ขึ้นมา ทว่าสุดท้ายกาลเวลากลับพิสูจน์แล้วว่า ทางลัดสายนี้มันเดินยากกว่าเส้นทางสายเก่าหลายขุมนัก
แต่ในที่สุด ดวงตาของฉินหมิงก็กลับมาทอประกายกระจ่างใสอีกครั้ง เขาทนกัดฟันผ่านมันมาได้แล้ว!
วิชาในคัมภีร์ผ้าไหมนี่มันอันตรายเกินไปจริงๆ แต่ขอแค่ทนรับความเจ็บปวดและฝ่าด่านเฉียดตายมาได้ พลังที่ได้รับกลับมาก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ พละกำลังและร่างกายแข็งแกร่งกว่าพวกผู้ผลัดกายทั่วไปแบบก้าวกระโดดเลยล่ะ
ฉินหมิงหลอมรวมมวลแสงสวรรค์ บีบอัด แล้วปล่อยให้มันระเบิดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าติดต่อกันถึงเก้าครั้ง
พอถึงครั้งที่เก้า ลูกบอลแสงภายในจุดตันเถียนของเขาก็หดตัวลงจนเหลือขนาดเพียงนิดเดียว หลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ แสงสวรรค์จากนอกโลกและแสงสวรรค์ในเลือดเนื้อถูกกลืนกินเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียว ยกระดับคุณภาพและพลังอำนาจขึ้นอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
หลังจากนั่งพักหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ฉินหมิงก็เริ่มฝึกเคล็ดวิชาปราณแสงสวรรค์ที่เพิ่งได้มาใหม่ทันที
เริ่มจากปราณสายอ่อนนุ่ม ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากคัมภีร์โบราณที่ได้จากสันเขาไก่ทอง มันคือวิชาปราณแบบผสมผสาน ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญอันดับหนึ่งของยอดวิชาฝ่ามือโคลนเหลือง
เขาเข้าใจหลักการและวิธีฝึกวิชานี้ทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว ขาดก็แต่ปริมาณแสงสวรรค์ที่ไม่พอเท่านั้นเอง
แต่วันนี้ เขาเพิ่งจะถูกแสงสวรรค์จากโลกภายนอก “รินรดกระหม่อม” มาหมาดๆ จากในวิหารโลหะอสนีบาต ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่รุนแรงและบ้าคลั่งกว่าการกลืนกินดอกไม้สามสีเข้าไปเสียอีก เมื่อนำมาใช้ฝึกปราณสายอ่อนนุ่ม ระดับความก้าวหน้าของวิชาจึงถูกผลักดันให้ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความรู้สึกตอนฝึกวิชานี้มันสุดยอดมากจริงๆ ฉินหมิงดำดิ่งลงไปกับการฝึกจนถอนตัวไม่ขึ้น ในที่สุดเขาก็ฝึก 'ปราณสายอ่อนนุ่ม' จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ทำให้วิชา 'ฝ่ามือโคลนเหลือง' ของเขาทรงพลังขึ้นอย่างมหาศาล
จากนั้น เขาก็หันไปฝึก 'ปราณทุบ' กับ 'ปราณแส้' ที่ได้มาจากคัมภีร์วิชาค้อนเล่มใหม่ การฝึกก็เป็นไปอย่างราบรื่นสุดๆ พลังแสงสวรรค์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เขาฝึกเคล็ดวิชาทั้งสองแบบนี้จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ทำให้ฉินหมิงประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ปราณระเบิดสุดลึกลับที่เขาแอบงมมาจากวิหารโลหะอสนีบาตนั้น กลับสามารถหลอมรวมและสอดประสานเข้ากับปราณทุบและปราณแส้ได้อย่างลงตัว ราวกับว่าพวกมันเคยเป็นเคล็ดวิชารากเหง้าเดียวกันมาก่อน!
เมื่อเคล็ดวิชาปราณทั้งสามสายถูกฝึกจนแตกฉาน พวกมันก็กลืนกินและหลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันโดยทันที และยามที่เขางัดกระบวนท่าวิชาค้อนออกมาใช้ อานุภาพทำลายล้างก็พุ่งทะลุปรอทไปอีกหลายเท่าตัว
เมื่อก่อน ตอนอยู่ภูเขาขาวดำ ข้าเคยใช้ค้อนเหล็กนิลด้ามยาวร่ายรำเป็นเพลงดาบ เรียกได้ว่าเป็น 'ค้อนดาบ'
แต่ตอนนี้พอฉินหมิงชักดาบหยกเหล็กมันแกะออกมาร่ายรำเป็นวิชาค้อน คงต้องเรียกว่า "ดาบค้อน" แล้วล่ะ!
ในที่สุด เขาก็หลอมรวมเคล็ดวิชาปราณที่เพิ่งได้มาใหม่ทั้งหมด เข้ากับเคล็ดวิชาปราณดั้งเดิมของเขาจนกลายเป็นวิชาใหม่ที่ทรงพลังสุดๆ!
เขายังคงสามารถแยกใช้ 'ปราณสายอ่อนนุ่ม', 'ปราณตัดขาด', 'ปราณระเบิด' และปราณอื่นๆ ได้เหมือนเดิม แต่เมื่อไหร่ที่เขาหลอมรวมพวกมันทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นก็คือเวลาที่เขาต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ พลังทำลายล้างมันจะมหาศาลชนิดที่กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองได้เลยล่ะ
ตัดภาพมาที่โรงเตี๊ยม สวีเซิ่งและอู๋เจิงที่นั่งล้อมวงกันอยู่ พอได้ยินเสียงกระหึ่มปานสายฟ้าฟาดดังกึกก้องมาจากทางลานเรือนของฉินหมิง ทั้งสองก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกตะลึง
“มิน่าล่ะ คราวนี้เสี่ยวฉินถึงได้ทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัว กะจะตบตาคนอื่น เพื่อหาโอกาสกลับไปที่วิหารโลหะอสนีบาตเป็นครั้งที่สอง ที่แท้เขาก็มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเกินคนธรรมดาไปไกลลิบเลยนี่เอง” สวีเซิ่งถอนหายใจด้วยความชื่นชม
ความเหนื่อยล้าและง่วงงุนจู่โจมเข้าใส่อย่างหนักหน่วง แต่ทว่าฉินหมิงกลับไม่ได้ล้มตัวลงนอนในทันที เขายังคงนั่งสมาธิอย่างสงบอยู่ภายในห้อง ด้วยรู้ดีอยู่เต็มอกว่า... หลังจากที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลในครานี้ โลกทั้งใบที่เขาเคยรู้จัก อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว