เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 วิหารโลหะอสนีบาต

บทที่ 71 วิหารโลหะอสนีบาต

บทที่ 71 วิหารโลหะอสนีบาต


บทที่ 71 วิหารโลหะอสนีบาต

ภายในวิหารโลหะอสนีบาต ร่างของฉินหมิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกคลื่นยักษ์ถาโถมใส่ ส่วนตัวเองเป็นเพียงเรือพายลำน้อยกลางมหาสมุทร หากไม่ใช่เพราะที่นี่คนเบียดเป็นปลากระป๋อง เขาคงล้มพับลงไปกองกับพื้นแล้วจริงๆ

ภายในวิหารทองแดงที่สลักเสลาไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา อารมณ์ความรู้สึกอันเชี่ยวกรากนั้นรุนแรงเสียจนเขาแทบจะรับไม่ไหว ถูกกระแทกจนหน้ามืดตาลาย

“ไม่ ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ข้าจะตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!”

“อาหลาน รอข้ากลับไปแต่งงานกับเจ้านะ ข้าต้องทนรับการกัดกร่อนของแสงสวรรค์ได้แน่!”

“ข้าอายุตั้งร้อยยี่สิบปีแล้ว ชีวิตมาถึงจุดสิ้นสุด อยากจะได้แสงสวรรค์มาชำระล้าง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดไปต่ออายุขัย แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จสินะ...”

.…..

เพียงชั่วพริบตา ฉินหมิงก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกนับสิบๆ รูปแบบ ล้วนรุนแรงและเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจและความคับแค้นใจก่อนตาย พุ่งทะลักเข้ามาหาเขาพร้อมๆ กัน

ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังยังมีอารมณ์ความรู้สึกอีกมากมายที่กำลังปะทุเดือด ราวกับคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ถาโถมเข้าใส่เขา

หากเป็นอารมณ์เพียงสายเดียว เขายังพอส่องดูชีวิตของอีกฝ่ายแล้วค่อยๆ ซึมซับได้ แต่นี่มาทีเป็นพายุแบบนี้ เขารับมือไม่ไหวจริงๆ

ฉินหมิงรีบดึงตัวเองออกจากสภาวะเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณทันที ขืนปล่อยไว้แบบนี้ เขาเกรงว่าจิตใจตัวเองคงถูกกระแทกจนแหลกสลายเป็นแน่

เขารู้ดีว่านี่มันคืออะไร วิหารโลหะอสนีบาตตั้งตระหง่านมาเป็นพันปี มีคนมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ทุกคนก่อนตายล้วนต้องเผชิญกับความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด และความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างที่สุด พออารมณ์พวกนี้มารวมตัวกัน มันก็เลยน่ากลัวแบบนี้นี่แหละ

ฉินหมิงนวดขมับเบาๆ พยายามปรับตัวให้หายจากอาการวิงเวียน ในใจเขายังคงเต้นแรง ไม่สงบลงเลย

นอกเหนือจากคัมภีร์ลับที่บันทึกหยาดเหงื่อแรงกายของคนรุ่นก่อน สถานที่อย่างวิหารโลหะอสนีบาตกลับสามารถทำให้เกิดสภาวะเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณได้ด้วย ชั่วขณะนั้น ความคิดของฉินหมิงแล่นพล่าน นึกถึงเรื่องราวมากมาย

จากนั้นเขาก็จ้องมองวิหารโบราณพันปีแห่งนี้ ตลอดหลายยุคสมัยที่ผ่านมา จะมีผู้ผลัดกายคนไหนที่คลื่นพลังจิตก่อนตายไปเชื่อมโยงกับวิชาลับบางอย่างบ้างไหมนะ?

เขาส่ายหน้า เกรงว่าคงยากที่จะมีพวกจิตใจเด็ดเดี่ยวปานนั้น ขนาดใกล้ตายยังใช้วิชาพิเศษต่อต้าน คาดว่าร้อยละเก้าสิบในวาระสุดท้ายคงหมดไปกับความหวาดกลัว ทรมาน และสิ้นหวังเสียมากกว่า

ฉินหมิงทดลองอย่างระมัดระวังอีกครั้ง เขาสัมผัสกับอารมณ์รุนแรงกว่ายี่สิบสายอย่างรวดเร็ว และก็เป็นไปตามคาด ทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยพลังลบ

ในความรู้สึกของเขา อารมณ์ที่สับสนวุ่นวายเหล่านั้นราวกับทะเลสีดำทมิฬ เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก อยากจะงมเอาของล้ำค่าสักสองสามชิ้นขึ้นมาจากทะเลแห่งนี้

“คราวหน้าค่อยลองดูใหม่ก็แล้วกัน”

ตอนนี้คงไม่ไหวแน่ เพราะในวิหารโลหะอสนีบาตเต็มไปด้วยผู้คน ฉินหมิงถูกดันให้เดินหน้าไปตามฝูงชน และกำลังจะออกจากวิหารโบราณแห่งนี้แล้ว

“ข้าจะไม่ไปมุงดูอะไรอีกแล้ว” เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม อู๋เจิงก็ทำหน้ามุ่ยบ่นกระปอดกระแปด รองเท้าอีกข้างก็รักษาไว้ไม่ได้ เขาต้องเดินเท้าเปล่าเหยียบหิมะกลับมา

ต่อให้เขาเพิ่งผ่านการผลัดกายครั้งแรกมาและมีร่างกายแข็งแกร่ง แต่ก็ยังทนแทบไม่ไหว สุดท้ายต้องถอดเสื้อตัวนอกมาพันเท้าเอาไว้

“ข้ายังไม่ทันเห็นเลย ว่าภูเขาฉีเสียกับวิหารโลหะอสนีบาตหน้าตาเป็นยังไง!” อู๋เจิงรู้สึกอยุติธรรมอย่างยิ่ง

สวีเซิ่งหัวเราะ “อีกสักพัก ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเดินเล่นกัน เจ้าจะไม่ไปจริงๆ หรือ? ถึงตอนนั้นคุณหนูตระกูลต่างๆ จะออกมาเที่ยวชม ไม่อยากไปดูสักหน่อยหรือไง?”

อู๋เจิงอึกอัก “เรื่องนั้น... ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน”

ฉินหมิงเอ่ยถาม “พี่สวี ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว อีกไม่กี่วันก็น่าจะมีเสียงฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิแล้วใช่ไหมขอรับ? ถ้าอยากจะรับการชำระล้างจากแสงสวรรค์ ก็ต้องขึ้นไปรอบนภูเขาล่วงหน้าใช่ไหม ไม่งั้นคงพลาดโอกาสแน่ๆ”

สวีเซิ่งเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “เจ้าอยากไปจริงๆ หรือ? คำว่ารอดตายหวุดหวิดยังอธิบายความอันตรายของที่นั่นไม่ได้เลย เจ้ายังอายุน้อย อย่าเอาชีวิตไปทิ้งเพราะความวู่วามชั่ววูบเลย”

อู๋เจิงก็ช่วยเกลี้ยกล่อม “พี่ฉิน อย่าใจร้อนไปเลย พวกเรายังอายุไม่ถึงยี่สิบ อีกอย่างท่านก็ผลัดกายสำเร็จในช่วงเวลาทอง จะรีบร้อนไปทำไมล่ะ?”

แน่นอนว่าสวีเซิ่งคัดค้านหัวชนฝา ไม่ยอมให้เขาไปเสี่ยงอันตราย

ฉินหมิงจนใจ จำต้องเผยข้อมูลบางอย่าง “ตอนข้าอยู่ที่ภูเขาขาวดำ ข้าเคยเผลอตกลงไปในจุดเชื่อมต่อพิเศษที่มีแสงสวรรค์ และข้าก็รอดมาได้”

เขารู้สึกว่า หากใครคิดจะสืบประวัติเขา เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไรเลย เพราะชาวบ้านแถวนั้นรู้กันทั่ว

อู๋เจิงร้องอ๋อ “อ้อ จริงด้วย ตอนท่านไปอ่านหนังสือที่บ้านข้า ท่านปู่ก็เหมือนจะเคยพูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าท่านดวงแข็งมาก”

“ตอนนั้นเจ้ายังเป็นแค่คนธรรมดา รอดมาได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว แต่ความเข้มข้นของแสงสวรรค์ในวิหารโลหะอสนีบาตมันมากกว่าเดิมไม่รู้ตั้งกี่เท่า เจ้าทนไม่ไหวหรอก”

ฉินหมิงมองออกว่า สวีเซิ่งเป็นคนดีจริงๆ กลัวเขาจะเป็นอันตราย ถึงได้พยายามห้ามปรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่ฉินหมิงไม่อาจจะบอกรายละเอียดได้จริงๆ ว่าตัวเองสามารถทนรับการกัดกร่อนของแสงสวรรค์ได้

“พี่สวี ท่านเป็นคนดี แต่ต่อให้ท่านห้ามข้า ข้าก็จะไปอยู่ดี”

สวีเซิ่งถอนหายใจ สุดท้ายก็บอกเรื่องที่ต้องขึ้นเขาไปรอล่วงหน้า “เดี๋ยวถึงวันนั้น ข้าจะไปรออยู่ข้างนอก ใช้เชือกดึงตัวเจ้าออกมาก็แล้วกัน”

นี่มันก็คือการบอกอ้อมๆ ว่าจะไปช่วย "เก็บศพ" ให้นั่นแหละ

ฉินหมิงกล่าว “พี่สวี ท่านจ้างคนไปดึงข้าออกมาเถอะนะ ทำเนียนๆ ว่าแบกศพออกไปก็ได้ อ้อ เดี๋ยวข้าจะพยายามทำตัวให้ดูซอมซ่อหน่อย จะได้ไม่มีใครจำหน้าได้”

สวีเซิ่งหน้าเหวอ ถามกลับ “เจ้ากำลังจะทำอะไร?”

ฉินหมิงตอบ “ก็เผื่อว่าข้าจะไปครั้งที่สอง จะได้ไม่มีใครจำได้ไง พี่สวีก็อย่าออกหน้าเองเลย จ้างคนอื่นไปแบกข้าออกมาเถอะ พี่เคยเป็นพ่อค้าเร่ รู้จักคนเยอะ ขืนพี่ไปปรากฏตัว เดี๋ยวพวกนั้นจะมาจับตาดูข้าเอาได้”

สวีเซิ่งแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ไอ้เด็กนี่มันพูดอะไรวะเนี่ย ขนาดเรื่องครั้งที่สองยังคิดเผื่อไว้แล้ว นี่มันใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว หรือว่าแค่ไม่รู้ประสีประสาถึงความน่ากลัวของที่นั่นกันแน่?

“พี่สวี ข้าไม่ได้พูดเล่นนะ” ฉินหมิงเห็นว่าสวีเซิ่งนิสัยดีใช้ได้ เลยกะจะรบกวนให้เขาช่วยเสียเลย

พอเห็นเขาดูมั่นใจขนาดนี้ สวีเซิ่งก็ชักจะเริ่มเชื่อแล้วสิ ว่าเขาอาจจะรอดชีวิตกลับมาได้จริงๆ

พอกลับมาคิดทบทวนดูอีกที เขาก็รู้สึกว่าตัวเองสงสัยจะบ้าตามไอ้เด็กนี่ไปแล้วแน่ๆ ถึงได้ยอมตกลงไปจ้างคนมาช่วย "เก็บศพ" ให้แบบนี้

วันรุ่งขึ้น ฉินหมิงเลี้ยงข้าวสวีเซิ่งที่ภัตตาคารที่หรูที่สุดในเมืองเพื่อเป็นการขอบคุณ ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับพูดไม่ออก อู๋เจิงเองก็ใบ้กินไปตามๆ กัน

เพราะทั้งคู่ต่างรู้สึกว่า ครั้งนี้ฉินหมิงมีโอกาสตายบนภูเขาฉีเสียถึงร้อยละเก้าสิบ ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง แต่เจ้าตัวดันเลี้ยงข้าวคนอื่นด้วยความระรื่นซะอย่างนั้น

ฉินหมิงเอ่ยปาก “ความจริง ข้าอยากจะรบกวนพี่สวีให้ช่วยเป็นธุระให้อีกเรื่องนึง ช่วยสืบดูหน่อยได้ไหมขอรับว่า แถวนี้พอจะมีตระกูลไหนที่เคยรุ่งเรืองแต่ตอนนี้ตกอับบ้าง ข้าอยากจะขอจ่ายเงินเพื่อขอยืมอ่านคัมภีร์ลับของพวกเขาสักหน่อย เรื่องราคาก็คุยกันได้ขอรับ”

อู๋เจิงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ รู้สึกเหมือนโดนด่ากระทบกระเทียบยังไงชอบกล โดนพี่ฉินแทงใจดำเข้าให้แล้วสิ

สวีเซิ่งกล่าว “เจ้าช่างมั่นใจเสียจริง คิดว่าจะรอดจากวิหารโลหะอสนีบาตได้ เลยกะจะฝึกวิชาปราณล่วงหน้า เพื่อเตรียมหลอมรวมเข้ากับปราณแสงสวรรค์ของตัวเองในวันนั้นล่ะสิ”

ฉินหมิงคิดแบบนั้นจริงๆ เขารู้มาว่า ตอนที่สายฟ้าแรกของฤดูใบไม้ผลิรวมตัวกับแสงสวรรค์จากโลกภายนอก นอกจากจะให้กำเนิดสสารวิเศษที่ช่วยให้ผลัดกายได้แล้ว มันยังมาพร้อมกับแสงสวรรค์ที่เข้มข้นสุดๆ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าดอกไม้สามสีซะอีก

ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ จะสามารถยกระดับปริมาณและคุณภาพของแสงสวรรค์ในร่างได้ ถึงตอนนั้นการหลอมรวมกับวิชาปราณต่างๆ จึงเหมาะสมที่สุด

สวีเซิ่งรับปาก “ได้ เดี๋ยวข้าจะไปลองสืบดูให้ อ้อ แล้วเจ้าอยากได้ปราณแสงสวรรค์แบบไหนล่ะ? เรื่องนี้มันสำคัญมากนะ จะหลอมรวมมั่วซั่วไม่ได้หรอก”

ฉินหมิงอยากจะบอกว่า วิชาปราณอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่คิดไปคิดมา เอาแบบไม่เตะตาจะดีกว่า “ขอเป็นปราณสายแข็งกร้าวดุดันหน่อยก็ดีขอรับ แต่ถ้าไม่มี อย่างอื่นก็พอถูไถไปได้เหมือนกัน”

ช่วงนี้เขาฝึกฝ่ามือโคลนเหลืองมาตลอด จนเชี่ยวชาญปราณสายอ่อนนุ่มแล้ว เห็นได้ชัดว่าวิชาปราณนี้ยอดเยี่ยมมาก น่าจะผ่านการหลอมรวมปราณแสงสวรรค์มาหลายชนิด ตอนนี้แค่เรียนเพิ่มอีกสักสองสามวิชาก็พอแล้ว ไม่ถือว่าเสียเที่ยวที่ได้เข้าไปในวิหารโลหะอสนีบาตหรอก

วันรุ่งขึ้น สวีเซิ่งก็นำข่าวมาบอก ว่าไปสืบเจอตระกูลตกอับบ้านหนึ่ง ที่ยังมีวิชาตกทอดจากบรรพบุรุษเหลืออยู่บ้าง แต่สภาพความเป็นอยู่ในตอนนี้นั้น ช่างอเนจอนาถจนยากจะบรรยาย

ฉินหมิงรีบตามเขาไปทันที เมื่อเห็นกำแพงเรือนที่ผุพัง และตัวบ้านที่เก่าคร่ำคร่าจนแทบจะพังแหล่มิพังแหล่ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าตระกูลนี้ล่มสลายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

สวีเซิ่งถอนหายใจ “เมื่อก่อนตระกูลซุนเคยมีคฤหาสน์หลังใหญ่ เฮ้อ เหตุไม่คาดฝันเกิดได้เสมอ สิบกว่าปีก่อน ตาเฒ่าตระกูลซุนถูกคนทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ไม่นานก็ตาย ลูกชายของเขาก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน ส่วนลูกสะใภ้ก็หนีตามผู้ชายไป ตอนนี้ตระกูลซุนเหลือแค่ยายแก่ๆ คนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูหลานชายวัยสามขวบ ช่างยากลำบากเหลือเกิน”

เมื่อฉินหมิงเห็นหญิงชราตระกูลซุนและเด็กน้อยคนนั้น เขาก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาทันที หญิงชรามีใบหน้าเหี่ยวย่น ความโหดร้ายของชีวิตได้บดขยี้ความเย่อหยิ่งของนางไปจนหมดสิ้น แววตาเลื่อนลอยไร้ประกายชีวิต จะมีแสงสว่างวาบขึ้นมาก็ต่อเมื่อได้มองหน้าหลานชายตัวน้อยเท่านั้น

ว่ากันว่าเมื่อก่อนนางเคยเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดี ตอนแต่งงานเข้าตระกูลซุนอันใหญ่โตนั้นช่างโอ่อ่าสมเกียรติ ทว่าตอนนี้ทั้งสามีและลูกชายต่างพากันตายจากไปอย่างมีเงื่อนงำ ทรัพย์สมบัติก็สูญสิ้น เหลือแค่หลานชายตัวน้อยคนเดียวให้คอยเป็นที่พึ่งพิง

ฉินหมิงคิดว่า ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้มีคนจงใจบงการอยู่เบื้องหลังจริงๆ เด็กน้อยคนนี้ก็คงไม่แคล้วต้องตกเป็นเหยื่อในสักวันแน่นอน

ยามที่ได้มองเด็กคนนี้ ภายในใจเขาก็สั่นไหว ราวกับได้เห็นตัวเองในวัยเด็ก

เด็กน้อยวัยสามขวบ ในชุดเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด กำลังฝึกฝนวิชาบางอย่างอยู่เงียบๆ ท่าทางดื้อดึงไม่เบา

ฉินหมิงเคยเห็นภาพในความทรงจำอันเลือนราง ว่าในวัยเด็กของตนนั้นใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและยากจนข้นแค้น ถูกชายชราที่น่าจะเป็นปู่ของตนเลี้ยงดูมาเพียงลำพัง และสอนวิชาจากคัมภีร์ผ้าไหมให้

“เอาไปดูเถอะ มันไม่มีค่าอะไรแล้ว โดนแย่งไปแย่งมาจนขาดวิ่นไปหมด ปกติข้าก็ให้พวกเด็กๆ ที่อยากเรียนยืมดูอยู่แล้วล่ะ” หญิงชรากล่าวพลางหยิบคัมภีร์ลับเล่มหนึ่งออกมา

นางกับหลานชายใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ปกติก็มักจะมีเพื่อนบ้านคอยจุนเจือ นางจึงให้คนอื่นยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่านเพื่อเป็นการตอบแทน

ฉินหมิงรับมาและพบว่ามีเพียงปกหน้าเท่านั้นที่ดูเก่าแก่ กระดาษสิบกว่าหน้าข้างในไม่น่าจะใช่ของโบราณ เคล็ดวิชาผลัดกายก็ขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน คำอธิบายวิชาปราณก็ไม่ละเอียดพอ ซ้ำลายมือยังหวัดจนแทบอ่านไม่ออก

ไม่ว่าจะเป็นปกหนังสัตว์หรือหน้ากระดาษ กลับมีคลื่นอารมณ์ที่รุนแรงแผ่ซ่านออกมา

หลังจากรับมาไว้ในมือ ฉินหมิงก็กล่าวขอบคุณหญิงชรา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ผุพัง เริ่มตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง เพ่งสมาธิจดจ่ออย่างเต็มที่

พริบตาเดียว เขาก็มองเห็นความจริงบางอย่าง

พรรคซิ่นอี้(คุณธรรมและความซื่อสัตย์) พวกแกมันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! ถึงตระกูลซุนของข้าจะตกอับ พอตกทอดมาถึงรุ่นข้าแล้วจะไม่ได้เรื่องจริงๆก็เถอะ แต่พวกแกถึงกับมาปล้นคัมภีร์ลับประจำตระกูลข้าเลยงั้นรึ! เก่อเชียนสวิน ข้าอุตส่าห์เห็นแกเป็นพี่เป็นน้อง แต่แกกลับลงมือเหี้ยมโหดกับข้าขนาดนี้!”

ชายชราผู้หนึ่งกระอักเลือดไม่หยุด ถูกคนของพรรคซิ่นอี้ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและแย่งชิงคัมภีร์ลับไป เขาคว้าไว้ได้เพียงปกหน้าแผ่นเดียวเท่านั้น

เวลานี้เขาฟุบอยู่บนโต๊ะ พยายามจะเขียนเนื้อหาในคัมภีร์ลับที่สูญหายไปขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไร้เรี่ยวแรง เขียนไปได้เพียงยี่สิบกว่าหน้าก็ทนไม่ไหว สุดท้ายกระอักเลือดจนตายไปในที่สุด

เห็นได้ชัดว่า หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นอีก คัมภีร์ที่แหว่งวิ่นเล่มนี้สุดท้ายจึงเหลือเพียงสิบกว่าหน้าเท่านั้น

“นี่สินะ ความจริงเบื้องหลังคดีนองเลือดเมื่อสิบกว่าปีก่อน” ฉินหมิงถอนหายใจ เขาคิดว่าการตายของลูกชายหญิงชราก็คงหนีไม่พ้นฝีมือของพรรคซิ่นอี้เช่นกัน

จากนั้น เขาก็ตั้งสมาธิอีกครั้ง เชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกในหน้าปกหนังสัตว์ เพื่อดึงเอาเนื้อหาทั้งหมดของคัมภีร์ลับกลับมา

นี่เป็นคัมภีร์วิชาค้อนที่ไม่ธรรมดาเลยล่ะ ข้างในมีเคล็ดวิชาปราณอยู่สองแบบ คือ "ปราณทุบ" และ "ปราณแส้" ต้องฝึกให้สำเร็จทั้งสองแบบ ถึงจะดึงเอาพลังที่แท้จริงของวิชาค้อนเล่มนี้ออกมาได้

แม้หนังสือเล่มนี้จะเทียบไม่ได้กับวิชาชั้นยอดอย่างฝ่ามือโคลนเหลืองและรังสีดาบตัดฟ้า แต่ฉินหมิงก็ยังพอใจอยู่ดี การมีวิชาปราณเพิ่มขึ้นมาอีกสองอย่างในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมหาศาล

เขามองดูสองคนย่าหลานที่น่าสงสาร ราวกับได้เห็นชีวิตในอดีตของตนเองกับท่านปู่ เขาหยิบทองทิวาออกมาสามสิบเหรียญ ดีดลงไปฝังในพื้นดินทีละเหรียญต่อหน้าหญิงชรา พลางกล่าว “ท่านยาย ข้าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่นะขอรับ แต่ข้ากลัวว่าจะมีคนเลวมาหาเรื่องรังแกพวกท่าน เวลาที่ท่านจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ค่อยๆ ขุดขึ้นมาใช้ทีละเหรียญก็แล้วกันนะขอรับ วันข้างหน้า ถ้าข้าฝึกวิชาค้อนนี้จนสำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะเขียนคัมภีร์เล่มใหม่ที่สมบูรณ์กว่าเดิมมามอบให้พวกท่านนะขอรับ”

จากนั้นเขาก็หยิบเหรียญเงินออกมาอีกเล็กน้อย ยัดใส่มือของนาง แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใด

สวีเซิ่งที่รออยู่ในลานบ้านเอ่ยถาม “อ่านจบเร็วขนาดนั้นเลยรึ?”

“อืม จำได้หมดแล้วขอรับ ไปกันเถอะ” ฉินหมิงพยักหน้า

หญิงชราวิ่งตามออกมา แต่พบว่าทั้งสองคนเดินไปไกลแล้ว วิ่งตามอย่างไรก็คงไม่ทัน สุดท้ายดวงตาอันฝ้าฟางของนางก็มีหยาดน้ำตาเอ่อล้น น้ำตาขุ่นมัวไหลรินลงมาเงียบๆ

.…..

ไอหมอกพวยพุ่งจากผืนดิน อากาศอบอุ่นขึ้นทุกวัน ละอองแสงร่ายรำอยู่กลางป่าเขา หิมะที่ทับถมกำลังละลายอย่างรวดเร็ว ฉินหมิงขึ้นมาบนภูเขาฉีเสียแล้ว ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในที่สุดที่นี่ก็สงบลงไปมาก ไม่ได้เบียดเป็นปลากระป๋องอีกต่อไป

บนภูเขาฉีเสียมีศาลเจ้าแห่งขุนเขาที่ควันธูปพวยพุ่งไม่ขาดสาย มีผู้มาแสวงบุญเห็นว่ามีคนไม่น้อยที่ขึ้นมาพักบนเขาเพื่อเตรียมรับการชำระล้างจากแสงสวรรค์ล่วงหน้า จึงอดปากไม่ได้ “ยุคนี้สมัยนี้ ขนาดจะไปตายยังต้องต่อแถวกันอีกหรือนี่?”

ฉินหมิงได้ยินคำพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้โกรธเคือง กลับอดหัวเราะออกมาไม่ได้

ครั้งนี้เขามีโอกาสได้ชื่นชมทิวทัศน์ของภูเขาฉีเสียเสียที

หากเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่นและดอกไม้ผลิบาน ทั่วทั้งภูเขาและทุ่งหญ้าแห่งนี้จะกลายเป็นสีแดงเพลิง ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นสีแดงเป็นหลัก แต่ตอนนี้ยังทำได้เพียงชื่นชมความงามของหน้าผาสูงชันและโขดหินรูปทรงประหลาดเท่านั้น

ในช่วงหลายวันต่อมา เขาเข้าไปในวิหารโลหะอสนีบาตที่มีกระเบื้องหลังคาส่องประกายเงางามทุกวัน อดทนรับแรงกระแทกจากความแค้นและอารมณ์ด้านลบต่างๆ พยายามค้นหาอะไรบางอย่างอย่างละเอียด

เขาอยากจะงมของล้ำค่าขึ้นมาจากทะเลสีดำทมิฬที่เต็มไปด้วยอารมณ์สับสนวุ่นวายนี้ ยังคงไม่ยอมตัดใจ

เปรี้ยง!

และแล้ววันหนึ่ง เสียงฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิก็ดังกระหึ่มมาจากที่ไกลๆ

ฉินหมิงเงยหน้าขึ้นมองทันที ในที่สุดก็มาถึงแล้วสินะ?

จบบทที่ บทที่ 71 วิหารโลหะอสนีบาต

คัดลอกลิงก์แล้ว