- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 69 คาดหวังอย่างยิ่ง
บทที่ 69 คาดหวังอย่างยิ่ง
บทที่ 69 คาดหวังอย่างยิ่ง
บทที่ 69 คาดหวังอย่างยิ่ง
"ข้าไม่ใช่ชุยชงเหออีกต่อไป เรื่องพวกนั้นมันจบไปแล้ว!"
ฉินหมิงดึงสติกลับมาจากภาพความทรงจำที่แตกสลาย แววตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าดุจเปลวเพลิง ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยพลังชีวิตเปี่ยมล้น
ตอนนี้เขาคือฉินหมิง ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนในอดีตได้อีกแล้ว อะไรที่ควรตัดก็ต้องตัด อะไรที่ควรทิ้งก็ต้องทิ้ง ไม่จำเป็นต้องไปคาดหวังว่าคนที่เคยรู้จักกัน จะมาทักทายปราศรัยด้วย
ในอดีต แสงสว่างที่สาดส่องมาที่ชุยชงเหอนั้น มันมาจากบารมีและรากฐานอันน่าสะพรึงกลัวของตระกูลเก่าแก่พันปี
แต่ตอนนี้ เขาต้องพึ่งพาสองเท้าของตัวเอง ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ความสำเร็จที่เขาจะไขว่คว้ามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองต่างหาก ถึงจะเป็นแสงสว่างที่แท้จริงของเขา
"มิน่าล่ะ ถึงเลือกที่นี่เป็นทำเลสร้างเมือง มันมีดีแบบนี้นี่เอง" ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า หิมะในป่าแถวนี้สูงแค่ระดับเข่าเท่านั้น ถือว่า 'ปรานี' มากแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า พายุหิมะที่ภูเขาขาวดำช่วงสองปีมานี้ ตกทีไรก็สูงท่วมเอวเป็นอย่างต่ำ
เบื้องหลังเมืองฉีเสีย มีเทือกเขาสูงตระหง่านทอดยาวสลับซับซ้อน ในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์สุดอันตรายเพียบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ไม่ขาดแคลนเนื้อของสัตว์วิเศษแน่นอน
ส่วนด้านหน้าเมืองเป็นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล มีทุ่งนาเพลิงอยู่เต็มไปหมด แถมยังมีแม่น้ำสายใหญ่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา พอถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่น้ำแข็งละลาย ก็จะมีเรือสำเภาขนาดใหญ่สัญจรไปมามากมาย การคมนาคมขนส่งถือว่ายอดเยี่ยมสุดๆ
กำแพงเมืองสร้างจากหินสีน้ำเงิน ทั้งสูงตระหง่านและหนาเตอะ ประตูเมืองใหญ่โตโอ่อ่าตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทหารยามที่สวมชุดเกราะยืนเฝ้าอยู่บนกำแพงล้วนถือทวนยาวเงาวับน่าเกรงขาม ผู้คนเดินเข้าออกประตูเมืองกันขวักไขว่ รถลากม้าลากวิ่งกันให้วุ่น
ตอนที่ฉินหมิงเดินเข้าเมือง ก็ไม่ได้โดนตรวจค้นอะไรมากมาย ที่นี่เปิดกว้างต้อนรับทุกคน มีพ่อค้าแม่ค้าจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาทำมาค้าขายกันคึกคัก ถนนหนทางปูด้วยหินสีน้ำเงิน ไม่มีหิมะเกาะอยู่เลยสักนิด ถูกกวาดทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา
พอเหยียบย่างเข้าสู่เมืองฉีเสีย หูของเขาก็ได้ยินเสียงจอแจสารพัดรูปแบบ บรรยากาศคึกคักกว่าที่เมืองอิ๋นเถิงแบบเทียบไม่ติด ผู้คนเดินเบียดเสียดกันจนแทบจะเหยียบเท้ากันอยู่แล้ว
ฉินหมิงเดินทอดน่องไปตามถนนสายหลักที่แสนจะคึกคัก มองดูสินค้าหลากหลายละลานตาที่วางขายอยู่ตามร้านรวงสองข้างทาง บางครั้งเขาก็หยุดยืนดูด้วยความสนใจ
"ไอ้หนู โตขึ้นอยากเป็นยอดฝีมือที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วผืนแผ่นดินมืดมิดนี่ไหมล่ะ? อืมมม เป้าหมายนี้มันอาจจะดูไกลตัวไปหน่อยงั้นรึ งั้นอยากเข้าสำนักใหญ่ๆ ไหมล่ะ อยากเป็นสมาชิกลัทธิลี้ลับไหม หรืออยากให้พวกฟางไว่รับไปเป็นศิษย์ หรืออยากจะสอบเข้าสำนักศึกษาระดับสูงในเมืองใหญ่ๆ ไหมล่ะ? เส้นทางสู่อนาคตอันสดใสรอเจ้าอยู่ข้างหน้านี่แล้ว แต่เจ้าต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้นะ มาๆ รีบเข้ามาร้านนี้ ให้แม่เจ้าช่วยเลือกซื้อคัมภีร์วิชาดีๆ ไปฝึกสักเล่มสิ!"
อย่าว่าแต่พวกเด็กๆ เลย ขนาดฉินหมิงได้ยินสรรพคุณยังหูผึ่ง อยากจะแวะเข้าไปดูในร้านขายหนังสือเก่าๆ แห่งนี้เลย
เขาถูกดึงดูดด้วยคัมภีร์ที่ชื่อว่า 'เคล็ดวิชาเพ่งสุริยัน' แค่ชื่อก็ฟังดูขลังแล้ว
"ต้องขออภัยด้วยนะนายท่าน คัมภีร์เล่มนี้เป็นฉบับหายากสุดๆ มีค่ามากกว่าเคล็ดวิชาปราณระดับสูงซะอีก ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามันฝึกยากมหาโหดเลยล่ะ ถ้าอยากจะฝึกวิชานี้ เงื่อนไขแรกคือต้องฝึก 'วิชาทำสมาธิสะเก็ดดาวลามทุ่ง' ให้สำเร็จซะก่อน เชิญทางนี้เลยขอรับ ต้องเริ่มฝึกจากบทแรกของวิชาสะเก็ดดาวลามทุ่งก่อน..."
พอได้ยินแบบนั้น ฉินหมิงก็รีบโบกมือปฏิเสธ แล้วเดินออกจากร้านไปทันที หนังสือที่ขายอยู่ที่นี่ล้วนเป็นหนังสือตีพิมพ์ใหม่เอี่ยม กลิ่นหมึกยังหึ่งอยู่เลย เป็นแค่วิชาผลัดกายระดับพื้นๆ ทั้งนั้น ไม่มีทางที่จะมีคัมภีร์โบราณที่รวบรวมหยาดเหงื่อแรงกายของคนรุ่นก่อนๆ ขายหรอก
เขาคิดว่าตัวเองคงมาผิดที่แล้วล่ะ น่าจะมีร้านหนังสือเก่าแก่ที่ขายพวกคัมภีร์หายากอยู่บ้างแหละน่า
แต่ก็นะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้หรอก สิ่งที่เขาอยากได้ที่สุดคือของวิเศษต่างหาก เขาแทบจะอดใจรอผลัดกายครั้งที่สี่ไม่ไหวแล้ว จะได้ฟื้นความทรงจำให้ครบ แล้วสะสางเรื่องราวในอดีตให้กระจ่างซะที
ฉินหมิงเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนเจอกับร้านขายของวิเศษเข้าจริงๆ ร้านนี้ดูหรูหราอลังการมาก ตั้งตระหง่านอยู่บนทำเลทองกลางย่านการค้า มีความสูงถึงห้าชั้น
แต่พอเดินเข้าไปได้แป๊บเดียว เขาก็ต้องรีบเดินคอตกออกมา เพราะแค่ลองถามราคาของวิเศษสำหรับผลัดกายครั้งแรก ก็ทำเอาเขาแทบเป็นลม ราคาของมันแพงหูฉี่ ต้องจ่ายด้วยทองทิวากว่าครึ่งที่เขาอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาเลยทีเดียว
ส่วนของวิเศษสำหรับผลัดกายครั้งที่สี่น่ะเหรอ เลิกฝันไปได้เลย แถมดูจากท่าทีของผู้จัดการร้านนี้แล้ว ของวิเศษระดับสูงๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะขาดตลาด ต่อให้มีทองทิวามากแค่ไหนก็ใช่ว่าจะซื้อได้หรอก
ฉินหมิงเดินสำรวจเมืองฉีเสียไปทั่ว เพื่อทำความคุ้นเคยกับที่นี่ เมืองนี้มีบ่อน้ำพุเพลิงระดับสี่อยู่บ่อหนึ่ง ของเหลวสีแดงเพลิงที่ส่องประกายสว่างจ้าในบ่อนั้น ไม่เคยเหือดแห้งเลยแม้แต่ในฤดูหนาว มันพุ่งพล่านและไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทุกซอกทุกมุมของเมือง
นอกจากนี้ ในเมืองยังมีบ่อน้ำพุเพลิงระดับหนึ่งและระดับสองกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ อีกหลายบ่อ ช่วยเพิ่มความสว่างไสวให้กับเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี
ฉินหมิงจงใจเดินไปตามแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน ชอบไปมุงดูเรื่องสนุกๆ เพราะถ้าอยากจะรู้เรื่องราวความเป็นไปของเมืองนี้ให้ลึกซึ้งล่ะก็ การไปคลุกคลีในที่แบบนี้แหละดีที่สุด
"คุณชาย เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ คราวหน้ามาหาข้าไวๆนะ"
"คุณชาย เชิญขึ้นไปข้างบนเลยเจ้าค่ะ"
……
ฉินหมิงชะงักกึก นี่เขาหลงเข้ามาในดงอะไรเนี่ย?
ถนนเส้นนี้มีแต่ผู้ชายเดินขวักไขว่ แถมยังมีเสียงดนตรีไพเราะแว่วมาจากหอคอยแต่ละหลังด้วย
"พี่ฉิน! ไม่นึกเลยว่าจะมาบังเอิญเจอท่านที่นี่!" มีเสียงคนร้องตะโกนขึ้นมาดังลั่น
ชั่วพริบตา คนทั้งถนนก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว ฉินหมิงรู้สึกอับอายขายขี้หน้าเป็นครั้งแรกในชีวิต แทบอยากจะเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นๆ
เขารู้แล้วล่ะว่าที่นี่คือที่ไหน ต้องเป็นแหล่งผลาญเงินที่ตาเฒ่าอู๋เคยมาเที่ยวเล่นแหงๆ!
แถมเสียงนั่นยังเป็นเสียงของอู๋เจิง หลานชายของตาเฒ่าอู๋อีกต่างหาก ดันมาแหกปากเรียกเขาซะดังลั่นถนนเลย
"พี่ฉิน บังเอิญเจอคนกันเองในต่างถิ่นแบบนี้ ถือเป็นบุญของข้าจริงๆ โชคดีจังที่ท่านปลอดภัยและเดินทางมาถึงเมืองฉีเสียได้" อู๋เจิง เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีวิ่งหน้าบานเข้ามาหา ท่าทางดี๊ด๊าสุดๆ
"ข้าจะไปมีเรื่องอะไรได้ล่ะ คนวันนั้นเขาเป็นคนรู้จักเก่าของข้าน่ะ" ฉินหมิงตอบหน้าตาย พลางมองอู๋เจิงด้วยสายตาแปลกๆ เขาชักจะเชื่อแล้วสิ ว่าพันธุกรรมความเจ้าชู้ของตระกูลอู๋นี่มันส่งต่อกันทางสายเลือดจริงๆ
เขาไม่รู้หรอกนะว่าอู๋เจิงจะสามารถสืบทอดฉายา 'ยอดฝีมือคู่หอกและเกาทัณฑ์' มาได้ไหม แต่เรื่องความเจ้าชู้เนี่ย สงสัยจะไม่น้อยหน้าปู่อู๋แหงๆ เพิ่งจะเหยียบเข้าเมืองฉีเสียได้ไม่เท่าไหร่ ก็เดินเตาะแตะมารู้จักแหล่งอโคจรแบบนี้ซะแล้ว
"ไหนเจ้าบอกว่าจะมาเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ไงล่ะ เงินทองมันหายากนะ ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์สิ เอาไปพัฒนาฝีมือตัวเองดีกว่า" ฉินหมิงอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนไปประโยคหนึ่ง
อู๋เจิงส่ายหน้า "พี่ฉิน ท่านคิดไปถึงไหนเนี่ย ข้าก็แค่มารับฟังเสียงดนตรีขับกล่อมเท่านั้นแหละ ไม่ได้มาหาความสำราญเรื่องพรรค์นั้นซะหน่อย"
พอเห็นฉินหมิงทำหน้าไม่เชื่อ อู๋เจิงก็รีบร้อนรนอธิบาย "ข้าไม่ได้โกหกท่านนะ! คือว่า พวกยอดฝีมือที่ออกไปล่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์นอกเมืองน่ะ พอเสร็จงานก็ชอบมานั่งดื่มเหล้าฟังเพลงกันที่นี่ พวกเขามักจะเอาเรื่องสัตว์ประหลาดดุร้ายในป่าลึกมาคุยโอ้อวดกัน แถมยังแบ่งปันวิธีการล่าและวิธีหาของวิเศษด้วย ข้าก็เลยมานั่งฟังเก็บข้อมูลไงล่ะ!"
"ที่พูดมานี่จริงรึ?" ฉินหมิงหูผึ่งขึ้นมาทันที
อู๋เจิงพยักหน้า "ถ้าท่านไม่เชื่อ เดี๋ยวลองไปถามพี่สวีดูสิ พี่สวีเซิ่ง พ่อค้าเร่ที่นำขบวนพวกเรามาไง เขาลาออกจากอาชีพนั้นแล้วนะ ตอนนี้ผันตัวมาเป็นนักล่าของวิเศษอิสระแทน เขาบอกว่าตอนเดินทางโดนอีผีสางในขบวนหลอกจนเกือบตาย ก็เลยเข็ดเลยล่ะ"
เมื่อกี้นี้ ฉินหมิงยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้อู๋เจิงเลิกมาเดินเตร็ดเตร่แถวนี้อยู่เลย แต่ผ่านไปแค่ไม่กี่อึดใจ เขากลับเดินตามอู๋เจิงขึ้นไปบนหอจุ้ยเซียซะงั้น (เมฆาเมามาย)
ที่นี่เป็นแค่สถานที่สำหรับนั่งจิบสุราฟังเพลงจริงๆ มีควันกำยานลอยอวลอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังม่านไข่มุก มีหญิงสาวรูปงามกำลังดีดพิณบรรเลงเพลงอยู่ เสียงดนตรีดังไพเราะเสนาะหู
ห้องโถงกว้างขวางมีโต๊ะจัดเรียงไว้มากมาย เต็มไปด้วยพวกผู้ผลัดกายที่กำลังนั่งดื่มเหล้าและจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่นี่กลายเป็นศูนย์รวมข่าวสารของพวกจอมยุทธ์ไปซะแล้ว ทำเอาเถ้าแก่หอจุ้ยเซียถึงกับกุมขมับ แต่ก็นะ ขอแค่ค้าขายได้กำไรก็พอแล้ว
ฉินหมิงกับอู๋เจิงหาโต๊ะว่างนั่งลงปุ๊บ ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันเจื้อยแจ้วดังมาจากทุกทิศทุกทาง
"ได้ข่าวหรือเปล่า ที่ภูเขาชีเสียมีสัตว์ประหลาดที่กลายพันธุ์ถึงหกรอบโผล่มาด้วยนะ ไม่รู้หรอกว่าร่างจริงมันคือตัวอะไร แต่ฝีมือมันเหนือกว่าสัตว์ประหลาดระดับเดียวกันเยอะเลย น่าจะเป็นพวกสัตว์ประหลาดที่มีพลังวิเศษแหงๆ มีใครสนใจจะจัดกลุ่มไปล่ามันกับข้าไหม?"
"เอ็งไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม! สัตว์ประหลาดที่มีพลังวิเศษน่ะ ปกติฝีมือมันจะเก่งกว่าระดับการกลายพันธุ์ของมันไปอีกขั้นนึงเลยนะ เผลอๆ ฝีมือมันอาจจะสูสีกับสัตว์ที่กลายพันธุ์รอบเจ็ดเลยก็ได้!"
……
ฉินหมิงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ รู้สึกว่าคุ้มค่าที่มาที่นี่ การได้ฟังคนพวกนี้คุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ช่วยให้เขารู้เรื่องราวในเทือกเขาได้รวดเร็วทันใจมาก
"น้องฉิน เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว นี่ก็แปลว่าขบวนที่ข้านำมาคราวนี้ ไม่มีใครตายไปเลยสักคน ทุกคนมาถึงเมืองฉีเสียอย่างปลอดภัย ฮ่าๆๆ!" สวีเซิ่งเดินเข้ามาหา ทักทายฉินหมิงอย่างเป็นกันเอง
"พี่สวี แผลที่คอท่าน..." ฉินหมิงมองไปที่คอของเขา ซึ่งเคยถูกข่วนจนเลือดอาบ แต่ผ่านมาสิบกว่าวัน แผลก็หายสนิทแล้ว
สวีเซิ่งยกจอกเหล้าขึ้นซดรวดเดียวหมด "อย่าให้พูดเลย! ลูกหลานพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ระดับสูงที่ออกมาหาประสบการณ์น่ะ พวกระดับสูงของเมืองฉีเสียอนุญาตให้เข้ามาในเมืองได้ แต่ดันขี้ขลาดตาขาวเป็นบ้า แค่ลมพัดใบไม้ไหวหน่อยเดียว ก็กระโดดเกาะคอคนอื่นแล้วบีบซะแน่นเชียว แถมมันยังผลัดกายมาตั้งหลายรอบ ข้าจะไปสู้แรงมันได้ยังไง โดนมันบีบคอจนสลบเหมือดไปรอบนึงเลยนะเว้ย ข้าไม่เอาแล้วอาชีพพ่อค้าเร่ ข้าจะเปลี่ยนสายงาน!"
ฉินหมิงชนแก้วกับเขา "เปลี่ยนอาชีพก็ดีแล้วล่ะ ไม่งั้นขืนต้องเดินป่ากลางคืนบ่อยๆ สักวันคงซวยเข้าจริงๆ"
สวีเซิ่งพยักหน้าหงึกๆ "ถูกของเจ้า! ข้าจะบอกอะไรให้นะ พวกพ่อค้าเร่เฒ่าบางคนน่ะ เผลอๆ อาจจะไม่ใช่มนุษย์แล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้โดนตัวอะไรสวมรอยไปหรือยัง วงการนี้มันมีเรื่องเล่าสยองขวัญเยอะแยะไปหมด ข้าล่ะอยากจะเลิกทำมาตั้งนานแล้ว!"
อู๋เจิงก็ยกจอกเหล้าขึ้นมาร่วมด้วย "มา ดื่มฉลองให้กับการเปลี่ยนสายงานของพี่สวีหน่อย ต่อไปนี้ ข้าน้องเล็กก็คงต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ในเมืองฉีเสียด้วยนะ ท่านเป็นถึงยอดฝีมือ ต้องช่วยชี้แนะข้าบ้างนะ!"
ตอนนั้นเอง โต๊ะข้างๆ ก็เริ่มคุยกันเรื่อง 'วิหารโลหะอสนีบาต' อย่างเมามันส์ ทำเอาหลายคนในหอหันไปร่วมวงสนทนาด้วย
ฉินหมิงหูผึ่งขึ้นมาทันที ดูเหมือนพวกนั้นกำลังพูดถึงของวิเศษหายากอยู่
"อีกครึ่งเดือน หิมะก็จะเริ่มละลายแล้ว ถึงตอนนั้นเสียงฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิก็จะดังสนั่น ปลุกทุกสรรพสิ่งให้ตื่นจากการหลับใหล ไม่รู้เลยแฮะว่าปีนี้วิหารโลหะอสนีบาตบนภูเขาฉีเสียจะเป็นยังไงบ้าง จะมีคนใจกล้าบ้าบิ่นกี่คนที่ยอมเสี่ยงตายไปดึงเอาพลังสายฟ้าเข้าตัว"
"ทุกปีก็มีคนตายเป็นเบือตลอดแหละ คนที่รอดมาได้ถือว่าโชคดีสุดๆแล้ว!"
……
ฉินหมิงสนใจเรื่องนี้มาก เลยรีบหันไปกระซิบถามสวีเซิ่งที่เป็นคนพื้นที่
"พี่สวี วิหารโลหะอสนีบาตนี่มันคืออะไรเหรอ?"
สวีเซิ่งอายุสามสิบต้นๆ เป็นคนรอบคอบ เขารีบปรามฉินหมิงทันที "เสี่ยวฉิน เจ้าสนใจงั้นรึ? ที่นั่นมันมีของดีก็จริง แต่มันอันตรายสุดๆ ไปเลยนะ ทุกปีจะมีพวกผู้ผลัดกายตายที่นั่นตลอด ข้าขอเตือนให้เจ้าใจเย็นๆ ก่อน"
เขาเล่าให้ฟังว่า คนที่สามารถรับของวิเศษจากที่นั่นได้สำเร็จมีน้อยมากๆ ต้องพึ่งดวงล้วนๆ หลายปีถึงจะมีโผล่มาสักคน
ฉินหมิงพยักหน้ารับ "วันนี้ข้าเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ก็เลยอยากรู้อยากเห็นน่ะ ถ้ามันอันตรายขนาดนั้น ข้าก็คงไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนหรอก"
"พี่สวี รีบเล่าให้ฟังหน่อยสิ" อู๋เจิงก็เร่งเร้าอยากฟังเหมือนกัน
"งั้นข้าจะเล่ารายละเอียดให้ฟังละกัน วิหารโลหะอสนีบาตตั้งอยู่บนภูเขาฉีเสียนอกเมือง ว่ากันว่ามีอายุเก่าแก่เป็นพันๆ ปี มันเป็นวิหารที่สร้างแปลกมาก หลังคามุงด้วยทองแดงบริสุทธิ์ แถมยังผสมโลหะหายากลงไปด้วย..."
ในวันที่ฝนฟ้าคะนอง จะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นที่วิหารทองแดงแห่งนั้น ลูกไฟสายฟ้าจะพุ่งม้วนตัวไปมา ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ สว่างไสวบาดตาบาดใจสุดๆ
"เวลาสายฟ้าฟาดลงมา มันจะดึงเอาพลังแสงสวรรค์บางส่วนติดลงมาด้วย โดยเฉพาะเสียงฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิที่พิเศษกว่า เพราะมันแฝงไปด้วยพลังแห่งการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง พอสายฟ้ากับแสงสวรรค์มารวมตัวกัน ก็จะให้กำเนิดของวิเศษสุดๆขึ้นมา ดังนั้น ทุกๆ ปีพอถึงช่วงที่มีฟ้าร้องแรกของฤดูใบไม้ผลิ ก็จะมีผู้ผลัดกายจำนวนมากแห่กันไปที่วิหารโลหะอสนีบาต เพื่อลองรับเอาของวิเศษที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างสายฟ้าและแสงสวรรค์ หวังจะใช้มันทะลวงขีดจำกัด ยกระดับร่างกายให้แข็งแกร่ง และก้าวเข้าสู่การผลัดกายครั้งใหม่"
ฉินหมิงตั้งใจฟังจนตาค้าง ความสนใจพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
สวีเซิ่งเตือน "จริงๆ แล้ว พอสายฟ้าฟาดผ่านวิหารทองแดง พลังทำลายล้างของมันก็ถูกลดทอนลงไปเยอะมากแล้วล่ะ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือพลังแสงสวรรค์ต่างหาก จะมีสักกี่คนที่ทนรับพลังแสงสวรรค์จากเบื้องบนได้โดยไม่ตาย? มันรุนแรงกว่าแสงสวรรค์ที่ตกลงมาบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซะอีกนะ ขอบอกเลยว่าอย่าไปลองดีเด็ดขาด!"
แต่ฉินหมิงกลับคิดว่า ที่นี่แหละคือที่ที่เขาต้องไป! สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือสายฟ้า เพราะพลังธรรมชาติระดับนั้น ตอนนี้เขาไม่มีทางต้านทานได้เลย ขืนไปแตะต้องมีหวังโดนย่างเกรียมเป็นตอตะโกแน่ๆ
แต่ถ้ามีวิหารโลหะอสนีบาตช่วย 'กรอง' พลังสายฟ้าให้แล้ว เขายังจะต้องกลัวอะไรอีก? เขาสามารถทนรับการชำระล้างจากแสงสวรรค์ได้สบายๆ ต่อให้มันจะรุนแรงกว่าแสงสวรรค์ในจุดลับของภูเขาขาวดำหลายเท่า เขาก็มั่นใจว่าเอาอยู่!
คนอื่นไปที่นั่นต้องพึ่งดวงเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เขาไปภูเขาฉีเสียคราวนี้ จะใช้ความสามารถล้วนๆ เพื่อคว้าโอกาสในการผลัดกายครั้งยิ่งใหญ่มาให้ได้!
"ลองนับวันดูแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะมีสายฟ้าแรกของต้นฤดูใบไม้ผลิแล้วสินะ พักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อย ก็คงถึงเวลาพอดี" ฉินหมิงตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ