- หน้าแรก
- ยอดปรมาจารย์งานคราฟต์สารพัดนึก
- บทที่ 15 - การหารือส่วนตัว
บทที่ 15 - การหารือส่วนตัว
บทที่ 15 - การหารือส่วนตัว
บทที่ 15 - การหารือส่วนตัว
༺༻
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา หลินลี่มีงานล้นมือ
เกเรียนได้จัดการให้เควินคอยช่วยอำนวยความสะดวก แต่เขาก็ยังต้องทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเอง เช่น การคัดลอกคาถาในห้องสมุด
เมื่อมองดูกองหนังสือเวทมนตร์ที่สุมกันเป็นภูเขาเลากาตรงหน้า ในที่สุดหลินลี่ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตาแก่แอนดอยน์คนนั้นถึงชอบบอกว่าโลกแห่งเวทมนตร์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยจำนวนหนังสือมากมายขนาดนี้ แค่จะอ่านสารบัญเขาก็คงต้องใช้เวลาหลายปีแล้ว นับประสาอะไรกับการศึกษาคาถาที่บันทึกอยู่ในนั้น
หลินลี่นั่งอยู่ในห้องสมุดมาสองวันแล้ว มีคาถาประมาณยี่สิบถึงสามสิบคาถาที่เขาบันทึกไว้ในตำราเวทมนตร์ ซึ่งเขามองว่าพวกมันล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น
เขามีเกณฑ์เพียงสองอย่างในการเลือกตำราเวทมนตร์ ข้อแรก คาถาต้องสั้น ข้อสอง ธาตุเวทมนตร์ต้องเรียบง่าย
จอมเวทส่วนใหญ่คงจะหัวเราะเยาะเกณฑ์เหล่านี้
ในบรรดาเวทมนตร์ระดับเดียวกัน ยิ่งคาถายาวและมีโครงสร้างซับซ้อนเท่าไหร่ พลังทำลายล้างก็ยิ่งมหาศาลเท่านั้น ในเมื่อมันใช้พลังเวทเท่ากัน ใครบ้างล่ะจะไม่เลือกคาถาที่มีพลังมากกว่า? มันก็เหมือนกับการเล่นไพ่นกกระจอก ถ้ามีไพ่ดีๆ ในมือ ใครบ้างจะไม่ขอลุ้นทำแต้มสูงๆ?
แต่สำหรับหลินลี่แล้ว ความรุนแรงของพลังไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยสักนิด
“ข้าไม่ได้ต้องการบทที่แรงที่สุด แต่ข้าต้องการปริมาณมากที่สุด!” ด้วยการสนับสนุนจากพลังจิตตานุภาพอันมหาศาล หลินลี่จึงไม่ต้องกังวลว่าพลังเวทจะหมดลง และยิ่งไม่ต้องกังวลว่าพลังจิตตานุภาพของเขาจะทนไม่ไหว
ในทางกลับกัน การร่ายคาถาที่ยาวนานอาจทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายมากกว่า ในเมื่อเขาไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความเร็วในการร่ายได้ในช่วงเวลาสั้นๆ หลินลี่จึงเลือกเรียนเวทมนตร์ที่ง่ายกว่าแทน ยังไงพลังของเขาก็ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว ถ้าบทเดียวเอาไม่อยู่ เขาก็แค่ร่ายมันออกมาหลายๆ บทแทน ด้วยพลังเวทนับสิบบทที่ระดมยิงลงมา มีอะไรบ้างที่จะไม่พังพินาศ?
เกเรียนปลีกเวลามาดูสิ่งที่หลินลี่กำลังทำอยู่ หลังจากได้เห็นเกณฑ์การเลือกที่แปลกประหลาดของเขา ตาแก่เจ้าเนื้อก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง...
ดูสิว่าไอ้คาถายี่สิบสามสิบบทนั้นมันเกี่ยวกับอะไรบ้าง
ควบคุมจิตใจ, เนตรวอร์ล็อค, กระสุนอาร์เคน, ความเปราะบาง, อัมพาต, โล่พลังงาน, ขยายพลัง, อาการคลุ้มคลั่ง, เพ้อคลั่ง, กลายเป็นหิน...
นอกจากคาถาโจมตีล้วนๆ อย่างกระสุนอาร์เคนเพียงไม่กี่บทแล้ว ที่เหลือทั้งหมดคือคาถาควบคุมที่โหดร้ายทั้งสิ้น
เกเรียนไม่ได้พูดอะไร เขาแตะจมูกตัวเองแล้วย่องหนีออกไป พอลับตาคน เขาก็พึมพำกับตัวเองว่า “ไอ้หนูนี่เป็นลูกศิษย์ของแอนดอยน์จริงๆ เหรอ?” เขาไม่ยักษ์รู้เลยว่าแอนดอยน์จะมีความรสนิยมแบบนี้...
การคัดลอกคาถาเป็นงานที่หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะกับคนมือสมัครเล่นอย่างหลินลี่ที่ความรู้ด้านภาษาท้องถิ่นยังไม่ค่อยแข็งแรง นอกจากภาษากลางของโลกนี้แล้ว ภาษาอื่นๆ สำหรับเขามันก็เหมือนภาษาต่างดาว ดังนั้นเขาจึงต้องเปิดคู่มือภาษาต่างๆ ไปด้วยขณะที่จดบันทึกคาถาลงในตำราเวทมนตร์
เขาใช้เวลาเกือบสองวันเต็มไปกับคาถายี่สิบสามสิบบทเหล่านั้น
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาจากกองหนังสือในวันถัดมา มันก็เป็นเวลาเย็นแล้ว
หลินลี่บิดขี้เกียจยาวๆ และเอาหนังสือกลับไปวางที่เดิม เขากำลังจะเดินออกจากห้องสมุดตอนที่เห็นเควินเดินเข้ามาพอดี
“เฟลิค คัดลอกคาถาเสร็จแล้วเหรอ?” เควินเห็นหลินลี่กำลังเก็บหนังสืออยู่ตอนที่เขาเข้ามา “จริงสิ ท่านประธานเกเรียนให้ข้ามาบอกว่า เขารอเจ้าอยู่ที่ห้องโถงชั้นล่างน่ะ และอยากให้เจ้าไปหาทันทีที่คัดลอกคาถาเสร็จ ดูเหมือนว่าเขามีอะไรจะบอกเจ้านะ”
“มีเรื่องอะไรด่วนเหรอครับ?” หลินลี่ตั้งใจฟัง ตาแก่เจ้าเนื้อเพิ่งมาที่ห้องสมุดเมื่อเช้านี้เอง ทำไมตอนนั้นถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ?
“เขาไม่ได้บอกว่าเรื่องอะไร แค่บอกให้เจ้าไปพบเฉยๆ”
“อ้อ... รบกวนคุณแล้วครับ”
หลินลี่เดินออกจากห้องสมุด ไม่นานนักเขาก็พบเกเรียนอยู่ที่ห้องโถงชั้นล่าง
ตาแก่พุงพลุ้ยซึ่งวันนี้อารมณ์ดูจะดีเป็นพิเศษ กำลังสั่งสอนจอมเวทหนุ่มสองคนอยู่
“ไอ้พวกโง่! พวกเจ้าจะบื้อไปกว่านี้อีกได้ไหม? แค่การจัดลำดับธาตุนายๆ แบบนี้ยังทำไม่สำเร็จ ในหัวพวกเจ้าคิดอะไรอยู่ทั้งวัน?” แน่นอนว่าวิธีการสอนของเขานั้นไม่ธรรมดาเหมือนเคย
จอมเวทหนุ่มทั้งสองคนถูกด่าจนหน้าเสีย แต่พวกเขาก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเถียงได้เลย ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับความผิดและตั้งใจฟังการสั่งสอนของตาแก่เจ้าเนื้อ พวกเขาดูเหมือนจะได้พบผู้มาช่วยชีวิตเมื่อเห็นหลินลี่เดินลงมา จึงรีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ทันที
“ท่านประธานเกเรียน ได้ยินว่าท่านกำลังตามหาผมอยู่เหรอครับ?” หลินลี่ส่ายหัวเมื่อเห็นสภาพที่น่าสงสารของทั้งสองคน แต่เขาก็เริ่มทักทายตาแก่เจ้าเนื้อก่อน
“เฟลิค เจ้ามาแล้ว” มันช่วยให้จอมเวททั้งสองรอดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากได้จริงๆ เกเรียนไม่มีเวลาสั่งสอนพวกเขาต่อเมื่อเห็นหลินลี่มาถึง “มาๆ ข้ามีเรื่องจะปรึกษาเจ้าหน่อย”
“พวกเจ้าสองคน...” ระหว่างที่กำลังเดินเกเรียนดูเหมือนจะนึกอะไรออก แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็โบกมือไล่จอมเวทผู้น่าสงสารทั้งสองคน “ช่างเถอะ ไสหัวไปให้ไกลๆ เลย...”
ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร เกเรียนถึงดูระมัดระวังตัวเป็นพิเศษตลอดทาง เขาพาหลินลี่ไปยังห้องรับรองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครมารบกวนได้
หากจะถามว่าสถานที่ใดปลอดภัยที่สุดในสมาคมเวทมนตร์จาร์โรซัสทั้งหมด แน่นอนว่าต้องเป็นห้องรับรองแห่งนี้ ที่หน้าประตูมีเนตรวอร์ล็อคถึงเจ็ดดวง คอยเฝ้าสังเกตการณ์ทุกความเคลื่อนไหวรอบด้านแบบรอบทิศทาง หลังประตูที่ปิดสนิทมีวงเวทตรวจจับพลังเวท ซึ่งแผ่คลื่นพลังจางๆ ออกมา ภายใต้อิทธิพลของวงเวทนี้ กิจกรรมการสอดแนมด้วยเวทมนตร์ใดๆ จะไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเกเรียนไปได้
หลินลี่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางเคร่งขรึมของเกเรียน เขาลากเก้าอี้มานั่งลงและรอให้เกเรียนเริ่มพูดเงียบๆ
วันนี้เกเรียนดูระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้แต่ในห้องรับรองที่ปลอดภัยที่สุด เขาก็ยังดูไม่ค่อยวางใจ เขาร่ายคาถาตรวจจับสิ่งมีชีวิตอีกบท และหลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ แล้ว เขาก็เริ่มกระซิบว่า “บอกข้ามาสิ เจ้าไปล่วงเกินตระกูลเมอร์ลินตอนไหน?”
“ตระกูลเมอร์ลิน?” นี่เป็นครั้งที่สองที่หลินลี่ได้ยินเกเรียนเอ่ยชื่อนี้ ครั้งแรกคือเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่เขาไปทดสอบระดับ เขาจำได้ว่าตาแก่เจ้าเนื้ออาละวาดอย่างหนัก ข่มขู่ว่าจะทำอะไรบางอย่างกับตระกูลเมอร์ลิน...
หลินลี่ยังคงมึนงงจนกระทั่งเขานึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้
ครอมเวลล์! ใช่แล้ว ครอมเวลล์นี่เอง! ตอนที่พวกเขามาถึงเมืองจาร์โรซัสครั้งแรก จอมเวทที่ดูมีน้ำใจคนนั้นได้เอ่ยชื่อเดียวกันนี้ออกมา ถ้าหลินลี่จำไม่ผิด คำพูดของเขาคือ... “ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ก็บอกข้าได้เลยนะ ตระกูลเมอร์ลินมีสิทธิมีเสียงในสมาคมเวทมนตร์จาร์โรซัสพอสมควร”
“ท่านหมายถึง... ครอมเวลล์เหรอครับ?”
“ใช่แล้ว เขาคนนั้นแหละ” เกเรียนพยักหน้า “เจ้ายังจำวันที่เจ้ามาถึงได้ไหม?”
“จำได้ครับ”
“วันนั้น หลังจากที่เจ้าไปกับเควินเพื่อจัดการเรื่องเอกสาร คนของครอมเวลล์ก็ได้มาหาข้า หึ ไอ้โง่นั่นยื่นคำขอให้ข้าไล่เจ้าออกจากสมาคม มันต้องตาถั่วแน่ๆ!”
“ข้าไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องนั้น เลยส่งโคลินไปเตือนพวกมันว่าอย่าได้มาสร้างปัญหาให้เจ้าจะดีกว่า” เมื่อพูดถึงตรงนี้ เกเรียนก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ “แต่ไอ้โง่นี่ไม่รู้จักหยุด เมื่อเช้านี้เขาส่งคนอื่นมาที่นี่อีกครั้ง และครั้งนี้เขากล้าขู่ข้าด้วย โดยบอกว่าถ้าข้าไม่ทำตามความต้องการของเขา เขาจะเกลี้ยกล่อมให้ตระกูลของเขายุติสัญญากับทางสมาคมทั้งหมด”
หลินลี่ไม่ได้พูดอะไร เขาจ้องมองเกเรียนด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
เกเรียนดูแลสมาคมเวทมนตร์มาหลายทศวรรษ เขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เขาคงจะถูกกลืนกินไปนานแล้วถ้าเขาไม่สามารถจัดการกับคนอย่างครอมเวลล์ได้
ในเมื่อเขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เขาต้องมีแผนในใจอยู่แล้ว
จากสิ่งที่หลินลี่เห็น โทสะของตาแก่เจ้าเนื้อเป็นเพียงการแสดงจุดยืนอย่างหนึ่ง เป็นจุดยืนที่แสดงการสนับสนุนตัวเขา
ดังนั้นหลินลี่จึงไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว และรอให้เกเรียนพูดต่อ
“หึ! มันต้องตาบอดแน่ๆ ไม่ดูเลยว่ากำลังขู่ใครอยู่” แน่นอนว่าเกเรียนประกาศออกมาด้วยโทสะที่พุ่งพล่านต่อ “แม้ว่าสมาคมเวทมนตร์จาร์โรซัสจะประสบปัญหาอยู่บ้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่เราก็ไม่ได้ตกต่ำถึงขนาดจะให้ใครมาขู่ได้! ในเมื่อข้าเป็นคนดึงเจ้าเข้าสมาคม ข้าก็จะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ใครหน้าไหนที่กล้าแตะต้องเจ้า ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”
“ขอบคุณครับ ท่านประธาน!”
༺༻