- หน้าแรก
- ทำฟาร์มปลูกผักชิลๆ แต่ไหงกลายเป็นเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 52 สังหารในพริบตา
บทที่ 52 สังหารในพริบตา
บทที่ 52 สังหารในพริบตา
บทที่ 52 สังหารในพริบตา
เฉิวเชียนไห่งั้นหรือ?!
หมอนั่นอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย ซ้ำยังกำลังปะทะกับใครบางคนอยู่... จี้หยวนบังคับนาวาวายุทมิฬให้ดำดิ่งลงใต้น้ำทันที ก่อนจะพุ่งตรงไปยังบริเวณที่เกาะเล็กๆ เหล่านั้นล้อมรอบอยู่
แม้จะมียันต์เลี่ยงวารีแปะติดตัวไว้ แต่จี้หยวนก็ยังสัมผัสได้ว่าน้ำในทะเลสาบตรงนี้มันเย็นเฉียบกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
นาวาวายุทมิฬแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ แม้จี้หยวนจะจงใจชะลอความเร็วลงแล้ว แต่ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงน่านน้ำที่มีการต่อสู้
เหนือน้ำขึ้นไป พลังปราณกำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าใต้ผิวน้ำกลับสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
นอกจากจะสัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนของพลังปราณที่แผ่ซ่านลงมา จี้หยวนก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดอีก
เขาเงยหน้าขึ้นมองจากใต้น้ำ แสงแดดเจิดจ้าตอนเที่ยงวันส่องกระทบผิวน้ำ ทำให้เขามองเห็นเพียงเงาของเรือนิติอาวุธสองลำที่ลอยอยู่ด้านบน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นมองเห็นไม่ชัดเจนเอาเสียเลย
มวลน้ำช่วยสกัดกั้นกลิ่นอาย เขามองไม่ออกด้วยซ้ำว่าคนไหนคือเฉิวเชียนไห่
หรือจะโผล่พรวดขึ้นไปลอบโจมตีเลยดี?
ในระดับฝึกปราณขั้นที่หกเท่ากัน หากจู่โจมทีเผลอ จี้หยวนมั่นใจว่าสามารถจัดการอีกฝ่ายให้สิ้นซากได้อย่างง่ายดาย
ในขณะที่เขากำลังคิดจะลงมือ ก็เห็นเรือนิติอาวุธลำหนึ่งพุ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงของชายแปลกหน้าที่ตะโกนก้อง
"หนีงั้นรึ? อย่างแกมันก็เก่งแต่เรื่องวิ่งหนีหางจุกตูดนี่แหละ เฉิวเชียนไห่"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ตาเฒ่าหลิน มารดามันเถอะ! แกกะจะเอาชีวิตข้าอยู่รอมร่อ แล้วจะให้ข้ายืนบื้ออยู่เฉยๆ หรือไงวะ?!"
แม้เสียงของเฉิวเชียนไห่จะฟังดูสะใจ แต่ก็แฝงความอ่อนล้าเอาไว้อย่างปิดไม่มิด... หมอนั่นบาดเจ็บ
เมื่อเห็นเรือนิติอาวุธลำที่เหลือเหนือน้ำกำลังจะพุ่งตามไป จี้หยวนก็ตัดสินใจลงมือในที่สุด เขารีดเร้นพลังปราณทั้งหมดส่งไปยังนาวาวายุทมิฬ ร่างของเขาพุ่งทะยานดุจลูกศรสีดำ
พริบตาเดียวก็ทะลวงฝ่าผิวน้ำขึ้นมา นาวาวายุทมิฬลอยคว้างอยู่กลางอากาศ อาภรณ์สีขาวของจี้หยวนสะบัดพลิ้ว
เขามือข้างหนึ่งประสานอิน พลางบริกรรมคาถาเสียงแผ่ว
"ไป!"
เสียงน้ำไหลรินดังแว่ว ม่านน้ำสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นทั้งเหนือน้ำและกลางอากาศ
ตอนนี้เขามองเห็นหน้าตาของคนที่ไล่ล่าเฉิวเชียนไห่ชัดเจนแล้ว เป็นชายวัยประมาณห้าหกสิบปี สวมชุดคลุมสีดำ ศีรษะล้านเลี่ยนเล็กน้อย ใบหน้าเหี้ยมเกรียม
มือซ้ายของมันถือโล่เหล็ก ส่วนมือขวากำกระบองหนามเตยไว้แน่น
พอมันเห็นจี้หยวนโผล่พรวดขึ้นมาจากใต้น้ำ มันก็หน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง
คลื่นวารีซ้อนทับกัน ถมทับร่างของมันให้จมดิ่งลงไปดุจตกอยู่ในปลักโคลนในชั่วพริบตา
นาวาวายุทมิฬพุ่งผ่านเหนือหัวมันไป จี้หยวนใช้วิชาดัชนีหยดวารีขั้นที่สอง "ทะลวงศิลา" ด้วยมือทั้งสองข้าง ปลดปล่อยเส้นปราณที่เรียวเล็กดุจเส้นผมหกสายพุ่งทะลวงออกไป
ทว่าตาเฒ่าหลินก็ตอบสนองได้ว่องไวไม่เบา มันสะบัดโล่เหล็กในมือซ้ายอย่างแรง ปัดป้องกระบี่วารีขาวของจี้หยวนจนกระเด็นออกไป
จากนั้นมือขวาก็ควงกระบองหนามเตยอย่างบ้าคลั่ง สร้างม่านกระบองสกัดกั้นดัชนีหยดวารีของจี้หยวนเอาไว้ได้ทั้งหมด
ในจังหวะที่มันคิดว่าสามารถรับมือกับการลอบโจมตีครั้งนี้ได้แล้วนั่นเอง มันก็พลันส่งเสียงครางฮือในลำคอ ดวงตาเบิกโพลงกว้าง กระบองหนามเตยในมือแม้จะยังหมุนควงอยู่ด้วยแรงเฉื่อย แต่โล่เหล็กกลับร่วงหลุดจากมือไปแล้ว
มันปัดกระบี่วารีขาวออกไปได้ก็จริง แต่เข็มปลิดชีพที่ซ่อนอยู่บนตัวกระบี่ กลับพุ่งเลื้อยตามด้ามกระบองหนามเตยขึ้นไป
เข็มเดียวทะลวงหว่างคิ้วอย่างแม่นยำ
เข็มปลิดชีพปลิดวิญญาณ ไม่เคยพลาดเป้า
กระบี่วารีขาวที่เดิมทีมีขนาดเพียงสองนิ้ว พลันขยายร่างเป็นกระบี่ยาวสามฉื่อ ตวัดฟาดฟันเพียงครั้งเดียว ก็บั่นคอของตาเฒ่าหลินจนขาดกระเด็น
"ปัง—"
นาวาวายุทมิฬร่อนลงจอดบนผิวน้ำอย่างนิ่มนวล จี้หยวนสะบัดนิ้วดีดน้ำยาละลายศพออกไปสองหยด
หยดหนึ่งตกลงบนศพไร้หัว อีกหยดตกลงบนหัวที่ตาเบิกโพลงตายตาไม่หลับ ภายใต้ฤทธิ์ของน้ำยาละลายศพ ทั้งสองส่วนก็ละลายหายไปจนหมดสิ้น
ตั้งแต่โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ จนกระทั่งลอบสังหารสำเร็จ กินเวลาไปเพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น
เฉิวเชียนไห่ที่รู้ตัวและหันขวับกลับมามองแต่ไกล เบิกตากว้างมองเรือสีดำที่ลอยลำอยู่บนผิวน้ำ บนเรือลำนั้นมีร่างของคนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตายืนตระหง่านอยู่
ชั่วขณะนั้น เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เขาไม่อยากเชื่อว่าจี้หยวนจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ และยิ่งไม่อยากเชื่อเข้าไปใหญ่ ว่าจี้หยวนจะมีฝีมือร้ายกาจถึงขั้นสังหารยอดฝีมือระดับฝึกปราณขั้นที่หกได้ในพริบตา
จี้หยวนเห็นเฉิวเชียนไห่ปลอดภัยดีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะที่เขากำลังเก็บเกี่ยวของที่ปล้นมาได้ และเตรียมจะเข้าไปสมทบนั้นเอง
หางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นว่า บนเกาะเล็กๆ ด้านข้าง มีผู้ฝึกตนอีกสองคนกำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่
เขาฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพลันตวาดก้อง "คนที่ตระกูลฉินของข้าหมายหัว พวกมดปลวกอย่างพวกเจ้ากล้าสอดมือเข้ามายุ่งเชียวรึ!"
"เฉิวเชียนไห่ แกจะหนีไปไหน?!"
พอได้ยินดังนั้น เฉิวเชียนไห่ที่อยู่ไกลออกไปก็เข้าใจเจตนาของจี้หยวนทันที เขาเลิกหนี แล้วชักดาบโค้งคู่ออกมาจากด้านหลังอีกครั้ง พลางแค่นเสียงเย็นชา
"ข้าเฉิวเชียนไห่ ฆ่าคนของตระกูลฉินพวกเจ้ามานักต่อนัก ง่ายดายราวกับเชือดหมา!"
พูดจบ เขาก็สะบัดมือขว้างดาบโค้งทั้งสองเล่มออกไป ดาบทั้งสองหมุนควงดุจจันทร์เสี้ยว พุ่งเข้าสับสังหารจี้หยวนอย่างดุดัน
ภาพที่เห็นดูอันตรายและดุเดือดเลือดพล่านสุดๆ
จี้หยวนเรียกโล่เกราะมังกรออกมาบังหน้า บังคับเรือพุ่งเข้าประชิด กระบี่วารีขาวรอบกายพุ่งทะยานออกไป พริบตาเดียวก็ปัดป้องดาบโค้งทั้งสองเล่มจนกระเด็น
ดูเหมือนเฉิวเชียนไห่จะยังไม่ทันตั้งตัว จี้หยวนก็บุกประชิดตัวเสียแล้ว
เห็นเพียงจี้หยวนชกเปรี้ยงเข้าที่ยอดอกของเฉิวเชียนไห่จนปลิวละลิ่ว ในจังหวะเดียวกัน นาวาวายุทมิฬก็พุ่งวูบมารับร่างของเฉิวเชียนไห่ให้ร่วงลงมาบนเรือพอดีเป๊ะ
เฉิวเชียนไห่ทำทีเหมือนจะลุกขึ้นสู้ต่อ แต่กระบี่วารีขาวก็มาจ่ออยู่ที่หว่างคิ้วเสียแล้ว
ขืนขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ปลายกระบี่ได้แทงทะลุกะโหลกแน่
จี้หยวนตวัดมือเก็บสมบัติของเฉิวเชียนไห่มาอย่างเนียนๆ จากนั้นก็สะบัดมือขวา โยนศิลาวิญญาณสองก้อนปลิวไปหาไอ้สองคนที่ยืนดูงิ้วอยู่บนเกาะ
จี้หยวนประสานมือคารวะส่งๆ ไปทางพวกมัน พลางหัวเราะร่วน
"ข้า ฉินเวย แห่งตระกูลฉิน ขอบใจพี่ชายทั้งสองมากที่ช่วยคุมเชิงให้"
รับเงินเขามาแล้ว ก็ต้องว่าตามน้ำ
นักพรตสองคนนั้นรับศิลาวิญญาณไป ก็รีบประสานมือคารวะตอบพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง "คุณชายฉินช่างมีน้ำใจกว้างขวาง"
"ยินดีด้วยที่คุณชายฉินจับโจรชั่วได้สำเร็จ"
แม้จี้หยวนจะไม่รู้ว่าทำไมคนของตระกูลฉินทั้งสามคนที่ออกเดินทางมาก่อน ถึงยังไม่โผล่หัวมา แต่ตอนนี้เขาได้ตัวเฉิวเชียนไห่มาแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
เขาประสานมือส่งท้ายอีกครั้ง ก่อนจะพาเฉิวเชียนไห่เหินทะยานหนีไปในทิศทางตรงกันข้าม
จนกระทั่งทิ้งห่างออกมาไกลพอสมควร เขาถึงได้กระซิบถาม "ไปไหนต่อ?"
"ตรงไปเรื่อยๆ พอถึงเกาะรูปตัวเหรินก็เลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ"
"..."
"ออกมาตั้งไกลขนาดนี้แล้ว เอากระบี่บินของเจ้าออกไปได้หรือยัง?" เฉิวเชียนไห่เหล่ตองมองจี้หยวนที่เหมือนจะจงใจแกล้งเขา พลางบ่นอุบ
"อ้อ" จี้หยวนทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ "ลืมไปเลย ข้ามีกระบี่บินระดับกลางด้วยนี่หว่า"
"พอๆ รู้แล้วเว้ยว่าเอ็งเก่ง"
เฉิวเชียนไห่รับเรือนิติอาวุธกับดาบโค้งจันทร์เสี้ยวคู่ใจคืนมาจากจี้หยวน จากนั้นก็ล้วงเอาโอสถร้อยสมุนไพรออกมาจากถุงเก็บของ
แต่ใครจะไปคิดว่าจี้หยวนจะโยนผลึกโลหิตก้อนเล็กๆ มาให้เขาแทน
"กินของเจ้านั่นมันฟื้นตัวช้าไป กินของข้านี่"
เฉิวเชียนไห่ก้มลงมองผลึกโลหิตในมือ สลับกับมองหน้าจี้หยวน
"เดี๋ยวนะ เอ็งแอบไปขายตัวมาหรือไงวะ? มารดามันเถอะ ทำไมถึงรวยอู้ฟู่ขนาดนี้ รวยกว่าโจรดักปล้นอย่างข้าอีก!"
"เหอะ เป็นโจรมันจะได้สักกี่แดงเชียว"
จี้หยวนหัวเราะเบาๆ แต่ไม่นานก็หุบยิ้ม "เลิกพล่ามได้แล้ว รีบฟื้นฟูพลังปราณซะ ทางตระกูลฉินส่งระดับฝึกปราณขั้นที่หกมาตั้งสามคน ถ้าดวงซวยเจอพวกมันเข้า ขั้นที่ห้าอย่างเจ้าก็ต้องช่วยออกแรงด้วย"
"อืม"
พอพูดถึงเรื่องคอขาดบาดตาย เฉิวเชียนไห่ก็รีบโยนผลึกโลหิตเข้าปากทันที สองมือก็กำศิลาวิญญาณไว้แน่น เริ่มโคจรพลังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างช้าๆ
หนึ่งชั่วยามให้หลัง ในที่สุดจี้หยวนก็มองเห็นเกาะรูปตัวเหรินอยู่ลิบๆ เขาขับเรืออ้อมเกาะไปครึ่งรอบ ก่อนจะเบนหัวเรือไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ทว่าพอเอาเข้าจริง เขากลับรู้สึกตงิดๆ ในใจ
ไอ้สามหน่อตระกูลฉินนั่น ออกเดินทางล่วงหน้าเขามาตั้งนานสองนาน เป็นไปได้ยังไงที่เขาจะเจอเฉิวเชียนไห่ก่อนพวกมัน?
ส่วนไอ้เรื่องบุพเพสันนิวาสบ้าบออะไรนั่น จี้หยวนไม่เชื่อน้ำหน้าหรอก
เขาชะลอความเร็วเรือลงเล็กน้อย หันไปถามคนเจ็บ "ที่ซ่อนของเจ้า มีใครรู้อีกบ้างไหม?"
เฉิวเชียนไห่ส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ "ไม่มี..."
แต่พูดยังไม่ทันจบ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "มีอยู่คนนึง เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายที่อยู่ย่านจิ่งเต๋อข้างๆ นี่เอง ชื่อสยงโหย่วฝู"
"เมื่อหลายวันก่อนข้าบาดเจ็บสาหัส ก็เลยวานให้เขาช่วยซื้อยารักษาแผลกับเสบียงมาให้ เขาก็เลยรู้ที่ซ่อนของข้า"
"เจ้ากำลังจะบอกว่า..."
จี้หยวนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ที่ซ่อนของเจ้าตอนนี้คงกลับไปไม่ได้แล้วล่ะ เราเปลี่ยนที่กันก่อนเถอะ"