- หน้าแรก
- ทำฟาร์มปลูกผักชิลๆ แต่ไหงกลายเป็นเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 51 ออกเดินทาง
บทที่ 51 ออกเดินทาง
บทที่ 51 ออกเดินทาง
บทที่ 51 ออกเดินทาง
ลู่หวั่นงั้นหรือ?
วันนี้เพิ่งจะเจอนางในตลาดสกุลเจิงอยู่หลัดๆ ไม่ใช่หรือไง มีอะไรทำไมถึงไม่พูดกันต่อหน้า ทำไมต้องฝากคนส่งจดหมายมาด้วย... จี้หยวนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขารับจดหมายมาจากมือของหลินหู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางกำชับว่า "เรื่องนี้จำไว้ว่าห้ามไปพูดให้ใครฟังเด็ดขาด"
"พี่จี้วางใจเถอะ ข้าเข้าใจดี ต่อให้อู๋ฉินข้าก็จะไม่บอก"
หลินหู่พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
"อืม"
หลังจากจี้หยวนส่งหลินหู่กลับไปแล้ว เขาจึงเดินกลับเข้าบ้านแล้วคลี่จดหมายออกดู
ลายมือในจดหมายนั้นดูงดงามอ่อนช้อย ซ้ำยังแฝงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกสาลี่
"ตอนนี้เฉิวเชียนไห่ซ่อนตัวอยู่แถวสระคลื่นใส ตระกูลฉินรู้ตำแหน่งของเขาแล้ว ทั้งยังส่งฉินเวยที่อยู่ระดับฝึกปราณขั้นที่หก พร้อมกับผู้คุ้มกันระดับฝึกปราณขั้นที่หกอีกสองคนออกไป"
"ดูเหมือนเขาจะมีเรื่องบาดหมางอื่นกับตระกูลฉินด้วย มันไม่ใช่แค่เรื่องของหลิวหลานจื่ออย่างที่คิดแน่"
"หากเจ้าจะไปที่นั่น ต้องระวังตัวให้จงหนัก"
ว่าแล้วเชียว
การที่ลู่หวั่นรู้ข่าวคราวของเฉิวเชียนไห่นั้นไม่ได้ทำให้จี้หยวนแปลกใจนัก เพราะตอนนี้นางถือเป็นคนของตระกูลฉินไปแล้ว ยิ่งด้วยพรสวรรค์ด้านการเขียนยันต์ของนาง ตระกูลฉินย่อมไม่มีทางปฏิบัติกับนางอย่างต้อยต่ำแน่นอน
แต่สิ่งที่ทำให้จี้หยวนประหลาดใจก็คือ ทำไมนางถึงเอาข่าวนี้มาบอกเขา?
จี้หยวนยังจำได้ดีว่าตอนที่เฉิวเชียนไห่เพิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมาที่บึงเมฆาพิรุณใหม่ๆ ตอนที่เขาเจอลู่หวั่นในตลาดสกุลเจิง นางยังกำชับให้เขาอยู่ห่างๆ เฉิวเชียนไห่เอาไว้เลย
ทว่าตอนนี้... กลับเป็นฝ่ายมาบอกตำแหน่งของเฉิวเชียนไห่เสียเอง ท่าทีหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้มันดูทะแม่งๆ พิกล
หลังจากลองไตร่ตรองดู จี้หยวนรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นการหยั่งเชิงของลู่หวั่น
นางคงอยากจะดูว่าเขาเป็นพวกมุ่งสู่มรรคาเพียงลำพังอย่างเลือดเย็น หรือยังมีเลือดมีเนื้อเห็นแก่สหายอยู่
นั่นคือการคาดเดาในแง่ดี แต่ถ้าเดาในแง่ร้าย... ก็คือนางสวามิภักดิ์และยอมจำนนต่อตระกูลฉินอย่างสุดหัวใจไปแล้ว
และเขาก็คือเครื่องบรรณาการที่นางเลือกใช้เพื่อแสดงความภักดี
นางอาจจะร่วมมือกับตระกูลฉินวางกับดัก เพื่อกวาดล้างทั้งเขาและเฉิวเชียนไห่ให้สิ้นซากในคราวเดียว
แน่นอนว่าความเป็นไปได้นี้มีน้อยมาก ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าลู่หวั่นไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น อีกอย่าง หากมองแค่ภายนอก เขากับตระกูลฉินก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรต่อกัน
ส่วนเรื่องการตายของหลิวหลานจื่อ ต่อให้ตอนนี้ตระกูลฉินจะรู้เรื่องแล้ว พวกเขาก็น่าจะแยกแยะออก และรู้ดีว่าควรชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอย่างไร
หรือว่า... นางจงใจเสี้ยมให้เขาผิดใจกับตระกูลฉิน เพื่อยืมมือเขาบั่นทอนกำลังของตระกูลฉินกันแน่?
หรือบางทีเรื่องมันอาจจะไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น นางก็แค่รู้ว่าเขากับเฉิวเชียนไห่สนิทกัน เลยเอาข่าวมาบอกก็แค่นั้น
ความเป็นไปได้มีร้อยแปดพันเก้า แต่ข้อดีก็คือ... ในที่สุดเขาก็รู้ตำแหน่งของเฉิวเชียนไห่เสียที
จะไปตามหาเฉิวเชียนไห่ที่สระคลื่นใสงั้นหรือ?
ไปน่ะต้องไปแน่ๆ
หากเขาทะลุมิติมาอยู่ที่นี่สักหลายสิบหรือร้อยปี สภาพจิตใจของจี้หยวนก็คงจะเปลี่ยนไป และกลายเป็นเหมือนผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่พร้อมจะทอดทิ้งสหายโดยไม่แยแส
แต่เขาเพิ่งทะลุมิติมาได้แค่ครึ่งปี จี้หยวนที่เป็นเด็กเติบโตมาใต้ร่มธงแดง ผ่านการศึกษาภาคบังคับเก้าปีมาอย่างดี ยังทำเรื่องพรรค์นั้นไม่ลงหรอก
เจ้าให้ผลท้อ ข้าตอบแทนด้วยหยกงาม นั่นแหละคือทัศนคติของจี้หยวนในตอนนี้
ตระกูลฉินส่งมาระดับฝึกปราณขั้นที่หกแค่สามคน... ภายใต้อำนาจของค่ายกลผีทมิฬ จี้หยวนมั่นใจว่าต่อให้ฆ่าพวกมันไม่ได้ทั้งหมด แต่เอาตัวรอดได้สบายๆ แน่นอน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเองก็เตรียมตัวจะไปสระคลื่นใสอยู่แล้ว เขาไม่เคยลืมเลยว่าที่นั่นมีของดีอย่างทรายเหล็กเย็นอยู่
ไม่แน่ว่าเงื่อนไขการอัปเกรดบ่อปลาของเขา อาจจะรออยู่ที่นั่นก็ได้!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จี้หยวนก็สะบัดมือเผาทำลายจดหมายทิ้งทันที
เขาจดจ่อสมาธิลงไปในถุงเก็บของ เพื่อเริ่มประเมินสถานการณ์และเสบียงกรังของตนเองในปัจจุบัน
ศิลาวิญญาณเก็บไว้ได้ไม่น้อย... จะพูดว่าเก็บก็คงไม่ได้ ต้องเรียกว่าเหลืออยู่ไม่น้อยต่างหาก ต่อให้เขานำศิลาวิญญาณมาใช้ฝึกตนอยู่ทุกวัน แต่มันก็ยังเหลืออยู่อีกตั้ง 79 ก้อน
ส่วนเรื่องยันต์ สำหรับจี้หยวนที่อยู่ระดับฝึกปราณขั้นที่หกแล้ว ยันต์ระดับกลางแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกต่อไป
ทำได้แค่เอาไว้ใช้ปาเล่นเป็นท่าโจมตีธรรมดาก็เท่านั้น
ยันต์ระดับสูงเขามีอยู่สองแผ่น ยังคงเป็นยันต์หลบหนีวารีเอาไว้ใช้หนีตายหนึ่งแผ่น กับยันต์ตราทองสำหรับโจมตีอีกหนึ่งแผ่น
ไอ้ยันต์ตราทองนี่ เขาเคยโดนมันกระแทกใส่หน้ามาแล้ว ซึ้งถึงอานุภาพของมันดี ก็เลยตัดสินใจซื้อเก็บไว้
ส่วนโอสถ โอสถรวมปราณสำหรับฝึกตนมีอยู่จำนวนหนึ่ง โอสถปราณโลหิตสำหรับช่วยชีวิตมี 5 เม็ด และโอสถฟื้นปราณที่ใช้สำหรับฟื้นฟูพลังวิญญาณระหว่างต่อสู้มีอยู่... 20 เม็ด
สรรพคุณของโอสถฟื้นปราณไม่ได้ออกฤทธิ์รุนแรงนัก แต่เพราะมันสามารถช่วยฟื้นฟูพลังปราณได้ด้วยตัวเอง ราคาขายของมันจึงไม่ถูกเลย
โอสถฟื้นปราณ 1 เม็ด ราคาตั้ง 5 ศิลาวิญญาณ
แต่ถึงอย่างนั้น จี้หยวนก็ยังคอยทยอยซื้อเก็บไว้ทีละเม็ดสองเม็ด จนตอนนี้สะสมไว้ได้ถึง 20 เม็ดแล้ว
ด้านนิติอาวุธก็ยังมีแต่ของเดิมๆ หากซื้อมาเพิ่มตอนนี้ จี้หยวนก็คงควบคุมมันไม่ไหวแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องแวะไปตลาดสกุลเจิงอีกสักรอบ ซื้อยันต์ระดับสูงตุนไว้อีกสักสองแผ่นน่าจะดี
ต่อให้ตอนนี้ท้องฟ้าจะมืดค่ำแล้ว จี้หยวนก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น
ตราบใดที่พวกระดับฝึกปราณขั้นปลายไม่ออกมาเพ่นพ่าน คนระดับฝึกปราณขั้นที่หกอย่างเขาก็สามารถเดินกร่างในตลาดสกุลเจิงได้โดยไม่มีอะไรต้องกลัว
เขาเดินมาที่ลานหลังบ้าน มองดูไก่เขียวเหลืองที่วิ่งกันพล่านไปทั่วลาน กับสุกรวิญญาณที่เพิ่งโตได้ครึ่งตัว ส่วนลานหน้าบ้านก็ยังมีปลากึ่งวิญญาณอยู่อีกเต็มบ่อ
ตอนที่ออกไปทำธุระข้างนอกก่อนหน้านี้ อย่างมากจี้หยวนก็เสียเวลาแค่ไม่กี่วัน พวกปลากึ่งวิญญาณกับไก่เขียวเหลืองพวกนี้ต่อให้ไม่ได้ให้อาหารก็ไม่เป็นไร
แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน
ไม่ว่าจะช่วยเฉิวเชียนไห่สำเร็จหรือไม่ แต่เวลาที่เสียไปต้องนานมากแน่ๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสิบกว่าวัน
ปล่อยทิ้งไว้ตั้งสิบกว่าวันโดยไม่มีใครคอยให้อาหาร แบบนั้นไม่รอดแหงๆ
ดังนั้นหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง จี้หยวนก็เตรียมจะจัดการเคลียร์ของพวกนี้ทิ้งให้หมด ไก่เขียวเหลืองล็อตนี้ก็ออกไข่มาตั้งนานแล้ว ถึงเวลาต้องโละทิ้งเปลี่ยนรุ่นใหม่เสียที ส่วนปลากึ่งวิญญาณยิ่งจัดการง่าย เอาไว้กลับมาค่อยซื้อมาเลี้ยงใหม่ก็สิ้นเรื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจจี้หยวนยังมีความคิดบางอย่าง สำหรับเล้าไก่นั้น เขาควรจะหาทางเลี้ยงสัตว์ปีกวิญญาณของแท้สักสองสามตัวมาคอยออกไข่ดีหรือไม่?
ไม่ใช่เอาแต่เลี้ยงไก่เขียวเหลืองครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้
พลังปราณอันน้อยนิดที่ได้จากไข่วิญญาณ มันไม่พอยาไส้สำหรับการฝึกตนของเขาอีกต่อไปแล้ว
คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทันที ประกายกระบี่วารีขาวตวัดวูบเดียว ปลากึ่งวิญญาณและไก่เขียวเหลืองก็กลายสภาพเป็นซากศพเกลื่อนกลาด แม้แต่สุกรวิญญาณที่เพิ่งเลี้ยงมาได้ไม่กี่วัน ก็ถูกจี้หยวนสับทิ้งด้วยกระบี่เดียว
ตัวไม่อยู่ ก็ไม่มีใครดูแล
ดูท่าคงต้องรีบหาวิชาหลอมหุ่นเชิดมาใช้บ้างแล้วกระมัง แต่ได้ยินมาว่าวิถีหุ่นเชิดมันก็มีความเกี่ยวข้องกับวิถีการหลอมนิติอาวุธอยู่บ้างเหมือนกัน
บัดซบเอ๊ย ร่างกายมีร่างเดียว แบ่งร่างไปทำทุกอย่างไม่ได้โว้ย!
จากนั้นจี้หยวนก็เดินทางฝ่าความมืดไปยังตลาดสกุลเจิง เริ่มจากเอาปลากึ่งวิญญาณไปขายที่แผงปลา แล้วก็ไปจ่ายค่าพำนักเซียนของเดือนหน้าล่วงหน้า ก่อนจะแวะไปหานักพรตไก่เพื่อขายซากไก่เขียวเหลือง
พอนักพรตไก่เห็นจี้หยวนเชือดไก่เขียวเหลืองทิ้งรวดเดียวหมดเล้า เขาก็ปวดใจสุดขีด สีหน้าประหนึ่งเห็นลูกชายสุดที่รักถูกจับเชือดก็ไม่ปาน
จนกระทั่งจี้หยวนบอกว่าคราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่ อารมณ์ของหมอนั่นถึงได้ค่อยๆ ดีขึ้นมาบ้าง
จัดการธุระพวกนี้เสร็จสิ้น จี้หยวนก็มุ่งหน้าไปที่หอร้อยสมบัติ เพื่อซื้อยันต์สยบมารระดับสูงหนึ่งแผ่น และยันต์กำแพงเหล็กระดับสูงอีกหนึ่งแผ่น
มียันต์ระดับสูงอยู่ในมือถึงสี่แผ่น ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับฝึกปราณขั้นปลายจริงๆ จี้หยวนก็มั่นใจว่าพอจะงัดกันได้สักตั้ง
เบ็ดเสร็จเขาผลาญไปถึง 58 ศิลาวิญญาณ ส่วนที่เหลือเก็บไว้นั้น เตรียมไว้ใช้สำหรับค่ายกลผีทมิฬและฟื้นฟูพลังปราณของตัวเอง
หลังจากออกจากตลาดสกุลเจิง จี้หยวนก็ไม่ได้แวะกลับบ้านอีก เขาขับเรือไปตามแผนที่เส้นทางน้ำ มุ่งหน้าตรงไปยังสระคลื่นใสทันที
ภายใต้ความเร็วสูงสุดของนาวาวายุทมิฬ กว่าเขาจะเดินทางมาถึงผืนน้ำรูปร่างประหลาดในส่วนลึกของบึงเมฆาพิรุณ ก็ปาเข้าไปช่วงเที่ยงของวันรุ่งขึ้นแล้ว
น้ำในบึงเมฆาพิรุณโดยปกติแล้วจะเป็นสีเขียว ทว่าผืนน้ำที่จี้หยวนกำลังมองเห็นอยู่ในตอนนี้ กลับเป็นสีฟ้าอ่อนดูผิดแผกจากปกติ
รอบนอกเป็นสีฟ้าอ่อน แต่พอลึกเข้าไปอีกหลายลี้ ก็จะพบกับหมู่เกาะน้อยใหญ่เรียงรายอยู่หนาแน่น และผืนน้ำด้านในก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม
เพียงแค่ขยับเข้าใกล้ จี้หยวนก็สัมผัสได้ทันทีว่าอุณหภูมิแถวนี้มันลดฮวบลงไปหลายองศา
นี่แหละคือสระคลื่นใส ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำจากสระเหมันต์ ยิ่งเข้าไปลึกอุณหภูมิก็ยิ่งต่ำ ว่ากันว่าในเขตน้ำลึกที่เป็นใจกลางสระ สามารถแช่แข็งผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นกลางจนแข็งตายได้สบายๆ
นอกจากที่นี่จะมีของขึ้นชื่ออย่างทรายเหล็กเย็นแล้ว ก็ยังมีพวกปลาวิญญาณและสัตว์อสูรที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำเย็นจัดรวมตัวกันอยู่อีกด้วย
ระดับความแข็งแกร่งของพวกมันยังร้ายกาจกว่าปลาวิญญาณระดับเดียวกันที่อยู่ด้านนอกตั้งหลายขุม
นอกจากเรื่องพวกนั้นแล้ว ก็ยังมีเหล่าคนจับปลาที่เดินทางมาขุดทรายที่นี่ เนื่องจากช่วงสองปีที่ผ่านมา สำนักวารีมังกรกว้านซื้อทรายเหล็กเย็นขนานใหญ่ จำนวนคนจับปลาที่มาเสี่ยงโชคขุดทรายก็เลยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะก่อตัวเป็นตลาดย่อมๆ อยู่รอมร่อ
อีกทั้งจี้หยวนยังได้ยินมาว่า พวกที่มาขุดทรายแถวนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกเดนตายที่หนีหัวซุกหัวซุนมาจากย่านการค้าต่างๆ ในบึงเมฆาพิรุณทั้งนั้น
อืม... อย่างเช่นเฉิวเชียนไห่เป็นต้น
เพราะฉะนั้นการที่หมอนั่นมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ มันก็สมเหตุสมผลดี
เมื่อเข้าสู่เขตอันตราย จี้หยวนก็ชะลอความเร็วเรือลง แม้จะยังไม่เรียกโล่เกราะมังกรออกมา แต่ในมือซ้ายของเขาก็กำยันต์สายฟ้าฟาดไว้แน่น ส่วนมือขวาก็คีบยันต์เกราะทองเตรียมพร้อม โดยซ่อนมือทั้งสองข้างเอาไว้ในแขนเสื้ออย่างมิดชิด
เขาไม่ได้บุ่มบ่ามบุกเข้าไปในส่วนลึกของสระคลื่นใสในทันที แต่เลือกที่จะขับเรือตระเวนสำรวจลาดเลาอยู่รอบนอกก่อน
ทว่าไปได้ไม่ถึงกี่ลี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ที่ตรงกลางวงล้อมของเกาะเล็กๆ ด้านหน้า ดูเหมือนกำลังมีคนปะทะวิชาอาคมกันอยู่ และจากความผันผวนของพลังปราณที่แผ่ซ่านมา คาดว่าน่าจะเป็นยอดฝีมือระดับฝึกปราณขั้นกลางสองคน
จี้หยวนคิดจะบังคับเรือหลบเลี่ยงไปให้พ้นทาง ทว่าในจังหวะที่กำลังจะถอยฉากนั้นเอง เขากลับได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหูดังแว่วมา
เสียงของคนผู้นั้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"ตาเฒ่าหลิน ดูท่าระดับฝึกปราณขั้นที่หกของเจ้า มันก็เป็นแค่เสือกระดาษดีๆ นี่เอง!"