- หน้าแรก
- ทำฟาร์มปลูกผักชิลๆ แต่ไหงกลายเป็นเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 50 สหายนักพรต
บทที่ 50 สหายนักพรต
บทที่ 50 สหายนักพรต
บทที่ 50 สหายนักพรต
จี้หยวนไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับเฉิวเชียนไห่
ในตอนนั้นที่เฉิวเชียนไห่ยอมแบกรับความผิดและจากเกาะพิรุณสารทไป ทั้งคู่ได้นัดแนะกันไว้ว่า หากเขากลับมาเมื่อไหร่ จะวางเปลือกหอยไว้ที่หน้าบ้านของจี้หยวนเป็นสัญญาณ
เมื่อถึงตอนนั้น ทั้งสองจะไปพบกันที่เกาะพิรุณสารท
นับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่จี้หยวนกลับบ้าน เขาจะต้องกวาดสายตามองหาเปลือกหอยที่หน้าประตูเป็นอันดับแรกเสมอ
ทว่าเขากลับไม่เคยพบมันเลย
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยจากฤดูใบไม้ร่วงมาจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ในที่สุดเขาก็ได้เห็นเปลือกหอยวางอยู่ที่หน้าบ้าน... เฉิวเชียนไห่กลับมาแล้ว
จี้หยวนลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ไม่ว่าอย่างไร กลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว
จี้หยวนผลักประตูเข้าบ้านเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นลำดับแรก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาก็เก็บรวบรวมไข่วิญญาณและดินวิญญาณที่สะสมไว้ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ก่อนจะเตรียมตัวออกเดินทาง
ส่วนผลลัพธ์ของ "คอกหมู" นั้น เขาตัดสินใจสั่งปิดการใช้งานชั่วคราว
ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะผลึกโลหิตที่ผลิตออกมานั้นมันล้ำค่าเกินไป หากเขาไม่อยู่เฝ้าบ้าน จี้หยวนก็ไม่กล้าเปิดใช้งานสิ่งก่อสร้างนี้ทิ้งไว้สุ่มสี่สุ่มห้า แต่สำหรับ "เล้าไก่" นั้นยังพอวางใจได้มากกว่า
นาวาวายุทมิฬพุ่งทะยานตัดผิวน้ำจากไป
ตำแหน่งของเกาะพิรุณสารทนั้น จี้หยวนจำได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นปัญหา ขอเพียงมุ่งหน้าไปแถวนั้นย่อมหาเจอแน่นอน
ครึ่งวันต่อมา หลังจากขับเรือวนหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดจี้หยวนก็มองเห็นเกาะที่คุ้นตา เขาบังคับเรือเข้าเทียบฝั่ง และทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบพื้นดิน เขาก็เก็บนาวาวายุทมิฬเข้าถุงเก็บของทันที
เท้าเหยียบลงบนผืนทรายอันอ่อนนุ่มริมชายหาด จี้หยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง
เพราะว่า... เขาไม่พบวี่แววของเฉิวเชียนไห่เลย
มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หากหมอนั่นอยู่ที่นี่จริงๆ ควรจะรีบออกมาปรากฏตัวให้เขาเห็นตั้งนานแล้ว
จี้หยวนใช้นิ้วร่ายมนตร์เรียกโล่เกราะมังกรออกมา
กระดองเต่าหมุนวนรอบกายช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้จี้หยวนได้ชั่วครู่ เขาค่อยๆ ก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของเกาะ
ดงต้นอ้อโดยรอบเริ่มแตกยอดอ่อน หากคิดจะซ่อนตัวสักคนก็นับว่าไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อเดินเข้าไปในดงต้นอ้อ เขาก็ร้องเรียกเบาๆ "อาไห่?"
หากเรียกชื่อเต็มอย่างเฉิวเชียนไห่มันจะดูโจ่งแจ้งเกินไป หากมีใครแอบฟังอยู่จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเอาได้
"อาไห่?"
เกาะพิรุณสารทไม่ได้กว้างใหญ่นัก หลังจากจี้หยวนร้องเรียกอยู่หลายครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาก็รู้ทันทีว่าเฉิวเชียนไห่ไม่ได้อยู่บนเกาะนี้แล้ว... หรือว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น?
จี้หยวนเร่งฝีเท้าวิ่งสำรวจจากฟากหนึ่งของเกาะไปยังอีกฟากหนึ่ง
และก็เป็นไปตามคาด บนผืนทรายริมชายหาดมีร่องรอยของการขุดเจาะเป็นทางลึกหลายสาย ซึ่งตอนนี้มีน้ำในบึงไหลเข้ามาขังจนเต็ม
ไม่เพียงเท่านั้น ต้นอ้อที่อยู่ใกล้ๆ กันยังมีร่องรอยของการถูกไฟเผาไหม้อยู่ด้วย
มีการต่อสู้เกิดขึ้นที่นี่!
จี้หยวนพินิจดูร่องรอยโดยรอบอย่างละเอียด รอยจากการต่อสู้นี้ยังดูใหม่อยู่มาก แสดงว่าเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก
เฉิวเชียนไห่มารอเขาอยู่ที่นี่ แต่กลับถูกใครบางคนมาพบเข้าแล้วลงมือสู้กันรึ?
นั่นคือสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของจี้หยวน
แล้วตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนเสียล่ะ?
เมื่อไม่พบใครบนเกาะ จี้หยวนจึงเรียกนาวาวายุทมิฬออกมาอีกครั้ง ขับเรือวนรอบเกาะพิรุณสารทอยู่อีกหลายรอบแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ เขาจึงตัดสินใจดำดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำ
เขาค้นหาอย่างละเอียดอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่พบร่องรอยใดๆ เลย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
ในบรรดาคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย มีฝ่ายหนึ่งหนีตายไป และอีกฝ่ายก็ตามล่าไป
แต่หนีไปทางไหนล่ะ?
การจะตามหาคนเพียงคนเดียวในบึงเมฆาพิรุณอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร
เมื่อหาคนไม่พบ จี้หยวนก็ไม่ได้จากไปในทันที เขาเลือกที่จะกบดานอยู่ที่เกาะเล็กๆ แถวนั้นเพื่อเฝ้ารอดูสถานการณ์ตลอดทั้งคืน ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงว่างเปล่า
เฉิวเชียนไห่ไม่ได้กลับมา และก็ไม่มีใครย่างกรายมาที่เกาะพิรุณสารทแห่งนี้อีกเลย
จี้หยวนจนปัญญา ทำได้เพียงเดินทางกลับตลาดสกุลเจิงไปก่อน
ชื่อเสียงของเฉิวเชียนไห่ในตลาดสกุลเจิงนั้นนับว่าเป็นที่รู้จักไม่น้อย ถึงขั้นมีคนขนานนามเขาว่าเป็น "หานเฟยอวี่คนที่สอง" เลยทีเดียว
หากเขากลับมาแล้วมีคนพบเห็น ย่อมต้องมีข่าวลือหนาหูในตลาดสกุลเจิงเป็นแน่
จี้หยวนกลับมาครั้งนี้ถึงขนาดไม่แวะเข้าบ้าน แต่ตรงดิ่งเข้าไปในย่านการค้าทันที
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงแผงลอยที่วางขายทั้งยันต์ โอสถ และของเบ็ดเตล็ดสารพัดอย่าง เหล่าคนจับปลาที่เดินขวักไขว่ไปมาก็มีจำนวนไม่น้อย
จี้หยวนจงใจชะลอฝีเท้าลงเพื่อแอบฟังบทสนทนาของคนเหล่านั้น
ทว่าน่าเสียดาย หลังจากเดินผ่านไปสองถนน เขาก็ยังไม่ได้ยินข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับเฉิวเชียนไห่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อไร้ลู่ทาง เขาจึงเดินเลาะเลี้ยวไปจนถึงหน้าบ้านที่เงียบสงบหลังหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปเคาะประตู
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก—"
รออยู่ครู่หนึ่ง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านในประตู พร้อมกับเสียง "เอี๊ยด—" ชายวัยกลางคนผมเริ่มหงอกขาวผู้มีดวงตาโตข้างเล็กข้างหนึ่งชะโงกหน้าออกมา
"เจ้ามาหา... เข้ามาข้างในก่อนเถอะ"
ไอ้เตี้ยหลี่ตั้งท่าจะถามตามความเคยชินว่ามาหาใคร ก่อนจะไล่ส่งไปเหมือนทุกที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของจี้หยวนชัดๆ เขาก็รีบเชื้อเชิญเข้าบ้านพร้อมกับรินน้ำชาให้ทันที
ตอนที่จี้หยวนมาหาครั้งก่อน ไอ้เตี้ยหลี่มองออกว่าเขามีระดับพลังเพียงฝึกปราณขั้นที่สี่เท่านั้น
ทว่าวันนี้ที่มาหา เขากลับบรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หกเท่ากับตนเองเสียแล้ว
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งปี ระดับพลังกลับก้าวกระโดดได้ถึงเพียงนี้... ไอ้เตี้ยหลี่จึงไม่อาจทำตัวเหิมเกริมได้เหมือนก่อน
"เขากลับมาแล้วขอรับ"
จี้หยวนไม่ได้แตะต้องน้ำชา แต่เลือกที่จะบอกความจริงออกไปตรงๆ
ไอ้เตี้ยหลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบถามด้วยความร้อนรน "แล้วเขาอยู่ที่ไหนล่ะ? เป็นอย่างไรบ้าง ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
อย่างไรเสียความเป็นน้าหลานก็ตัดกันไม่ขาด ทันทีที่ได้ยินข่าวว่าเฉิวเชียนไห่กลับมา ไอ้เตี้ยหลี่ก็สลัดความใจเย็นทิ้งไปทันที
"ผู้น้อยยังไม่พบเขาขอรับ"
จี้หยวนส่ายหน้าพลางนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "เมื่อปีที่แล้วผู้น้อยกับเขานัดแนะสถานที่พบกันไว้หากเขากลับมา ผู้น้อยไปตามนัดแล้วแต่ไม่พบตัวเขา พบเพียงร่องรอยของการต่อสู้ทิ้งไว้เท่านั้นขอรับ"
ไอ้เตี้ยหลี่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจสถานการณ์ทันที เขารีบลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวว่า "ข้าจะออกไปสืบข่าวดูหน่อย"
"ผู้น้อยไปด้วยขอรับ"
"เจ้าไม่ต้องไป ข้าเป็นน้าของเขา ตระกูลฉินเองก็รู้เรื่องนี้ดี หากข้าไปสืบข่าวย่อมไม่มีใครสงสัย แต่ถ้าเจ้าไปสืบข่าวอาจจะถูกพวกที่มีเจตนาร้ายจับตามองเอาได้ เจ้าดักรอข้าอยู่ที่นี่แหละ"
ไอ้เตี้ยหลี่วิเคราะห์สถานการณ์ด้วยความเยือกเย็น
พูดจบเขาก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางการเดินของเขานั้นกระฉับกระเฉงว่องไวเสียจนไม่เหลือร่องรอยของคนขาพิการเหมือนที่ผ่านๆ มาเลยแม้แต่น้อย
ดูท่าหมอนี่จะเป็นพวกเสือซ่อนเล็บอีกคนสินะ... จี้หยวนไม่ได้ออกไปไหน เขาหยิบตำราพื้นฐานชื่อ "ความลับแห่งมรรคาโอสถ" ออกมาเปิดอ่านอย่างละเอียด
การอยู่ข้างนอกนั้น ยิ่งมีความสามารถติดตัวไว้มากเท่าไหร่ย่อมยิ่งดี
โดยเฉพาะในยามที่เขามีสิ่งก่อสร้างที่สามารถอัปเกรดได้เช่นนี้
จนกระทั่งถึงยามเที่ยง ไอ้เตี้ยหลี่จึงกลับมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก "ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย คาดว่าไม่เขาสังหารคู่ต่อสู้ทิ้งไปแล้ว ก็คงกำลังหลบหนีการตามล่าอยู่"
"เจ้ากลับไปรอที่บ้านก่อนเถอะ หากเขากลับมาได้จริงๆ เขาคงไม่มาหาข้าหรอก แต่เขาต้องไปหาเจ้าแน่นอน"
"ตกลงขอรับ"
มาถึงขั้นนี้ จี้หยวนก็ไม่มีลู่ทางอื่นแล้ว ทำได้เพียงต้องรอต่อไปเท่านั้น
"ท่านน้าหลี่ หากมีข่าวคราวอะไร รบกวนแจ้งให้ผู้น้อยทราบด้วยนะขอรับ"
จากนั้นจี้หยวนจึงบอกตำแหน่งที่พักของตนเองให้ไอ้เตี้ยหลี่รับทราบก่อนจะขอตัวลาจากมา
อาจเป็นเพราะความเป็นห่วงที่มีต่อเฉิวเชียนไห่ หลังจากจี้หยวนกลับถึงบ้าน เขาก็ไม่อาจสงบจิตใจเพื่อฝึกตนได้เลย สุดท้ายเขาจึงต้องเข้าไปใน "ห้องบรรลุธรรม" เพื่อพยายามทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่คลื่นสมุทรขั้นที่สอง
อย่างไรเสีย ผลลัพธ์ดั้งเดิมของห้องบรรลุธรรมก็คือการช่วยให้จิตใจสงบและรวบรวมสมาธิอยู่แล้ว
เวลาล่วงเลยผ่านไปติดต่อกันถึงสามวัน ในที่สุดจี้หยวนก็ได้รับยันต์สื่อสารจากไอ้เตี้ยหลี่ เนื้อความระบุว่ามีคนเห็นเฉิวเชียนไห่ในบึงเมฆาพิรุณ แต่พิกัดที่แน่นอนหรือรายละเอียดอื่นๆ นั้นกลับไม่มีระบุไว้เลย
จี้หยวนจนใจ ทำได้เพียงต้องออกไปสืบข่าวด้วยตนเองในย่านการค้า
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้ต่างจากที่ไอ้เตี้ยหลี่บอกมาสักเท่าไหร่
ในขณะที่จี้หยวนกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน เขาก็บังเอิญได้พบกับลู่หวั่นเข้าโดยบังเอิญ
เมื่อเทียบกับความร่าเริงสดใสในแต่ก่อน ลู่หวั่นในตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นคนเฉยชาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่านางจะพบเจอใคร นางก็จะทำเพียงปรายตามองด้วยสายตาเรียบเฉยเท่านั้น
จี้หยวนนึกถึงคำพูดที่นางเคยทิ้งไว้ครั้งก่อน จึงไม่ได้เดินเข้าไปทักทาย
ทั้งคู่ทำเพียงพยักหน้าให้กันจากระยะไกล ถือเป็นการทักทายกันตามมารยาทเท่านั้น
ในคืนนั้นเอง
หลินหู่ที่เพิ่งกลับมาจากขายปลาที่ท่าปลาได้มาเคาะประตูบ้านของจี้หยวน หลังจากเดินเข้าบ้านมา เขาก็ล้วงเอาซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"พี่จี้ นี่คือจดหมายที่ลู่หวั่นฝากมาให้พี่ขอรับ"