- หน้าแรก
- ทำฟาร์มปลูกผักชิลๆ แต่ไหงกลายเป็นเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 49 เปลือกหอย
บทที่ 49 เปลือกหอย
บทที่ 49 เปลือกหอย
บทที่ 49 เปลือกหอย
จี้หยวนมองดูธงผีทมิฬในมือที่ได้รับการซ่อมแซมจนสมบูรณ์แล้ว พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ไม่ว่าเขาจะมีพรสวรรค์ด้านค่ายกลจริงๆ หรือจะเป็นเพียงเพราะความช่วยเหลือจากห้องบรรลุธรรม... แต่นี่ก็นับเป็นความพยายามของข้าไม่ใช่รึ?
ในเมื่อค่ายกลสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับระดับฝึกปราณขั้นปลาย เขาก็พอจะถ่วงเวลาและรับมือได้บ้างแล้วล่ะ
จี้หยวนตั้งใจจะออกเรือเพื่อหาเกาะร้างไร้ผู้คนสักแห่ง ลองทดสอบอานุภาพของค่ายกลผีทมิฬที่ปรับปรุงใหม่นี้ดู
เขาเดินออกมาจากตัวบ้านมายังลานหน้าบ้าน ต้นท้อสองต้นทางขวามือเริ่มผลิดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกท้ออบอวลไปทั่วบริเวณ ดึงดูดเหล่าผึ้งและผีเสื้อให้พากันมาตอมไต่
เมื่อมองดูต้นท้อ จี้หยวนก็นึกถึงเรื่องเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนที่เหวินหลิงเอ๋อร์มาวิ่งเล่นแล้วเขาเผลอปากรับคำนางไปว่า หากปีนี้ต้นท้อออกผลจะเก็บให้นางกิน
แต่พอมองดูต้นไม้เล็กๆ ที่สูงยังไม่พ้นศีรษะคนแบบนี้ ปีนี้จะออกลูกรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
เขาเดินออกจากบ้านไปโดยไม่พบเจอใคร จึงเรียกนาวาวายุทมิฬออกมาแล้วทะยานจากไปอย่างเงียบเชียบ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ณ เกาะร้างไร้ชื่อแห่งหนึ่งในบึงเมฆาพิรุณ พลันปรากฏหมอกสีดำหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจนทำให้ฝูงปลาที่ว่ายอยู่แถวนั้นพากันแตกฮือหนีไปคนละทิศละทาง
ใจกลางเกาะ จี้หยวนก้าวย่างไปมาท่ามกลางหมอกดำ โดยมีผีทมิฬสองตนที่ระดับพลังเพิ่งเลื่อนขึ้นสู่ระดับฝึกปราณขั้นที่ห้าคอยติดตามอยู่ข้างกาย
ยามที่ไม่ได้ใช้พลังปราณของตนเองในการควบคุมค่ายกลโดยตรง จี้หยวนรู้สึกราวกับปลาได้น้ำ ทุกอย่างช่างลื่นไหลและควบคุมง่ายขึ้นมาก
มีค่ายกลนี้บวกกับผีทมิฬอีกสองตน ต่อให้ข้าไม่ต้องลงมือเอง ก็น่าจะสังหารพวกระดับฝึกปราณขั้นที่หกทั่วไปได้สบายๆ
หากอีกฝ่ายไม่ได้เตรียมของที่มีพลังหยางร้อนแรงอย่างเลือดหงอนแดงมาล่วงหน้า การจะทำลายค่ายกลผีทมิฬนี้ก็นับว่ายากแสนยาก
ไม่ว่าอย่างไร ค่ายกลนี้ก็นับว่าก้าวข้ามธรณีประตูของค่ายกลระดับหนึ่งมาได้แล้ว
โดยเฉพาะในบึงเมฆาพิรุณแห่งนี้ จี้หยวนคาดว่าคนที่มีค่ายกลในครอบครองคงจะมีเพียงหยิบมือเท่านั้น
เมื่อทดสอบจนแน่ใจว่าค่ายกลไม่มีปัญหาอะไรแล้ว จี้หยวนก็สะบัดมือเก็บพวกมันกลับมา หากปล่อยทิ้งไว้นานกว่านี้ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองศิลาวิญญาณโดยใช่เหตุ
ทว่าในจังหวะที่เขาเพิ่งจะเก็บค่ายกลเสร็จสิ้น สัญชาตญาณพลันสัมผัสได้ถึงอันตรายที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
โล่เกราะมังกรพลันปรากฏขึ้นที่ด้านหลังในชั่วพริบตา ตามมาด้วยเสียง "เคร้ง—" อันแหลมคมที่ดังสะท้านไปทั่วเกาะ
จี้หยวนสะบัดมือปักธงผีทมิฬลงบนพื้นทันที ค่ายกลสำแดงฤทธิ์ออกมาพร้อมกับกระบี่วารีขาวที่ถูกเรียกขาน แม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยันต์กายทองแผ่นหนึ่งก็ถูกแปะลงบนตัวเรียบร้อยแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น มือซ้ายและขวาของเขายังคีบยันต์สายฟ้าฟาดเตรียมพร้อมไว้อีกด้วย
ในจังหวะที่หมอกดำพุ่งพล่าน ร่างของจี้หยวนก็แวบหายเข้าไปในม่านหมอกทันที
ในขณะเดียวกัน เขาก็อาศัยอำนาจของค่ายกลจ้องมองโฉมหน้าของผู้ลอบโจมตีได้อย่างชัดเจน
นั่นคือยอดคนหญิงผู้หนึ่งที่สะพายกระบี่เหล็กไว้ที่หลัง ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกนางน่าจะมีอายุประมาณสี่สิบปี และกลิ่นอายพลังของนางได้ก้าวเข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นปลายแล้ว
ทว่าจี้หยวนกลับไม่รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลนัก คาดว่านางน่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นที่เจ็ด
ประเด็นสำคัญคือ จี้หยวนไม่เคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้มาก่อน
ในเมื่อไม่รู้จักกัน แล้วเหตุใดถึงได้มาลงมือกับเขาอย่างกะทันหันเช่นนี้?
หรือว่าจะเป็นพวกโจรดักชิงทรัพย์อีกคน?
เมื่อก้าวเข้ามาในอาณาเขตของค่ายกล นักพรตหญิงผู้นั้นก็รับรู้ถึงความผิดปกติ นางรีบใช้นิ้วร่ายเวทย์เรียกกระบี่เหล็กที่สะพายอยู่เบื้องหลังออกมา กระบี่เล่มนั้นลอยวนเวียนอยู่ข้างกาย พร้อมกับมีผืนผ้าสีเขียวผืนหนึ่งลอยหมุนวนรอบตัวเพื่อป้องกัน
ดูเหมือนนางจะยังประเมินสถานการณ์ไม่ถูก จึงไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้าลงมือ เพียงแต่ยืนระแวดระวังอยู่กับที่
จี้หยวนมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวภายในค่ายกลอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อเห็นว่านางไม่ได้บุ่มบ่ามโจมตี เขาจึงฉวยโอกาสเอ่ยถามออกไปว่า
"ข้ากับสหายนักพรตไม่มีความแค้นต่อกัน เหตุใดการพบกันครั้งแรกถึงได้ลงมือรุนแรงเช่นนี้?"
นักพรตหญิงได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "หึ พวกโจรสายมารอย่างพวกเจ้า ทุกคนมีสิทธิ์สังหารได้โดยไม่ต้องไต่สวน หากต้องรอให้มีหนี้แค้นกันก่อน แล้วนักพรตผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพวกเจ้าเข่นฆ่าไปมากมายนั่นจะอธิบายอย่างไร?!"
ที่แท้ก็เป็นพวกฝ่ายธรรมะที่หาได้ยากยิ่งในบึงเมฆาพิรุณนี่เอง... จี้หยวนพอจะเดาเรื่องราวออกได้ทันที
คาดว่านางคงจะบังเอิญผ่านมาแถวนี้ แล้วสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของค่ายกลผีทมิฬ จึงเหมาเอาเองว่าเขาเป็นพวกผู้ฝึกตนสายมาร
ก็จริงอยู่ พอค่ายกลผีทมิฬนี้สำแดงเดช กลิ่นอายอัปมงคลมันก็รุนแรงเกินไปจริงๆ
หากเป็นจี้หยวนเอง ก็คงจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพวกสายมารเหมือนกันนั่นแหละ
"สหายนักพรตเข้าใจผิดแล้ว"
ในเมื่อไม่มีหนี้แค้นต่อกัน จี้หยวนจึงเลือกที่จะอธิบาย "ค่ายกลนี้ข้าได้มาจากชิงทรัพย์นักพรตสายมารคนหนึ่งมาได้ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเป็นคนสร้างขึ้นมาเองหรอกนะขอรับ"
"ไม่ใช่ของเจ้ารึ?"
น้ำเสียงของนักพรตหญิงยังคงแฝงไปด้วยความระแวง "พวกโจรน่ะไม่มีทางยอมรับหรอกว่าตัวเองเป็นโจร"
จี้หยวนกล่าวต่อ "สหายนักพรตน่าจะเห็นข้าเมื่อครู่แล้ว มีนักพรตสายมารที่ไหนจะทำตัวเปิดเผยและดูสง่างามเช่นข้าบ้าง? อีกอย่าง หากข้าเป็นสายมารจริงๆ ป่านนี้ข้าคงลงมือสังหารท่านไปนานแล้ว ไม่มาเสียเวลาพูดจาอยู่อย่างนี้หรอก"
นักพรตหญิงตั้งท่าจะโต้ตอบ แต่จี้หยวนชิงพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
ไม่ยอมเปิดโอกาสให้นางได้เอ่ยปาก
"ข้าเองก็เกลียดชังพวกสายมารไม่ต่างจากท่าน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงได้สังหารเจ้าหมอนั่นทิ้งเสีย หากท่านจะลงมือกับข้าเพียงเพราะข้าใช้ค่ายกลของพวกมันล่ะก็ เกรงว่าจะทำให้นักพรตฝ่ายธรรมะทั่วหล้าต้องเสียความรู้สึกนะขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักพรตหญิงก็เริ่มมีท่าทีลังเล
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงกล่าวว่า "เจ้าออกมาให้ข้าเห็นตัว แล้วข้าจะเชื่อเจ้า"
"ได้"
จี้หยวนไม่ได้อยู่ห่างจากนางเลย อันที่จริงเขายืนอยู่ตรงหน้าของนางนั่นแหละ เขาขยับจิตเพียงนิดเพื่อสั่งให้หมอกดำรอบตัวสลายไป เผยให้เห็นร่างที่แท้จริง
นักพรตหญิงถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ นางคาดไม่ถึงว่าจี้หยวนจะยืนอยู่ใกล้กับนางถึงเพียงนี้
หากเมื่อครู่เขาลงมือโจมตีอย่างกะทันหัน นางคงไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่
และเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ของจี้หยวนชัดๆ นางก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ
อย่างแรกคือประหลาดใจในความหล่อเหลา อย่างที่สองคืออายุที่ยังน้อยมากของเขา
"ดูท่าข้าจะเข้าใจสหายนักพรตผิดไปจริงๆ ต้องขออภัยด้วย"
จะเป็นฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายมาร นักพรตหญิงย่อมมองออกได้ในแวบเดียว นางจึงเก็บอาคมแล้วประสานมือคารวะ "หูฟาง แห่งย่านจิ่งเต๋อ คารวะสหายนักพรต"
จี้หยวนคำนับตอบ "จี้หยวน แห่งตลาดสกุลเจิง"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สหายนักพรตโปรดเก็บค่ายกลนี้ไปเถิด ถือเสียว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน" หูฟางกวาดสายตามองไปรอบๆ ค่ายกลด้วยความหวาดหวั่นปนอิจฉา
นี่มันคือค่ายกลเชียวนะ นางยังไม่เคยได้ยินว่านักพรตคนไหนในบึงเมฆาพิรุณจะมีของแบบนี้ในครอบครองเลย
ทันทีที่จี้หยวนเก็บค่ายกลผีทมิฬเสร็จ นางก็หันไปมองยังผิวน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วตะโกนเรียก "พี่ตู้ นี่เป็นคนของตลาดสกุลเจิงของท่าน ไม่ใช่พวกสายมารหรอก เขาเป็นเหมือนพวกเราที่เน้นสังหารพวกสายมารน่ะ"
ยังมีคนอยู่อีกรึ!
จี้หยวนใจหายวาบ รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะเมื่อเห็นเรือนิติอาวุธที่พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้น้ำ เขายิ่งรู้สึกขนลุกซู่
ระดับฝึกปราณขั้นปลายสองคน... มารดามันเถอะ หากพวกนี้รวมหัวกันจะเอาชีวิตเขาจริงๆ จี้หยวนก็ไม่มั่นใจนักว่าจะหนีพ้น
แต่ยังดีที่ความเข้าใจผิดคลี่คลายลงแล้ว ดูท่าวันหน้าหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ เขาคงไม่กล้าหยิบธงผีทมิฬออกมาใช้พร่ำเพรื่อแบบนี้อีกแล้วล่ะ
"ท่านคือ... ผู้อาวุโสตู้คังรึขอรับ?"
เมื่อมองชายวัยกลางคนที่ร่อนลงมาตรงหน้า จี้หยวนก็รู้สึกคุ้นหน้าอยู่ไม่น้อย
"ถูกต้องแล้ว ผู้อาวุโสอะไรกัน พวกเราต่างก็มาจากตลาดสกุลเจิงเหมือนกัน เรียกว่าพี่ตู้เถอะ" ตู้คังกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด ก็ช่างมันเถอะ"
"แต่ค่ายกลของน้องจี้นี่... ช่างร้ายกาจจริงๆ"
จี้หยวนถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวโดยไม่ให้เป็นที่สังเกต พร้อมกับปั้นยิ้มตอบ "ฟลุกน่ะขอรับ ฟลุกจริงๆ"
ต่อให้เขาจะระวังตัวแค่ไหน ท่าทางนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของตู้คังไปได้
"วางใจเถอะ พวกเราไม่ใช่พวกโจรดักชิงทรัพย์ น้องจี้ไม่ต้องกลัวไปหรอก"
จี้หยวนประสานมือยิ้มตอบอีกครั้ง "ดวงดีเท่านั้นเองขอรับ"
"เอาเถอะ เจ้าเด็กนี่ช่างระแวดระวังตัวนัก"
ตู้คังปรายตามองจี้หยวนอย่างหมั่นไส้ "ข้ากับหูฟางยังมีธุระต้องไปจัดการที่ส่วนลึกของบึงเมฆาพิรุณ ไว้ขากลับค่อยมาคุยกันใหม่"
"พี่ตู้ พี่สาวหู เชิญพวกท่านไปจัดการธุระเถิดขอรับ"
จี้หยวนประสานมือส่งทั้งคู่ แล้วยืนมองจนกระทั่งพวกเขาจากไปลับตา
เมื่อเดินห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง หูฟางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "พี่ตู้ ท่านว่าค่ายกลนั่นแต่ก่อนมันอยู่ในมือของใครกันนะ?"
"เจ้าเกาะผี แห่งย่านหวายอิน" ตู้คังตอบเสียงเข้ม "มันเป็นแค่ระดับฝึกปราณขั้นกลางแท้ๆ แต่เมื่อหลายปีก่อนหานเฟยอวี่เคยไปประลองกับมันครั้งหนึ่ง ด้วยอานุภาพของค่ายกลนี้ มันกลับสามารถสู้กับหานเฟยอวี่ที่เป็นระดับฝึกปราณขั้นที่เจ็ดได้สูสี"
"สุดท้ายคนในกลุ่มของพวกเราต้องออกไปไกล่เกลี่ย ทั้งสองฝ่ายถึงได้ยอมเลิกรากันไป"
"นึกไม่ถึงว่าจี้หยวนคนนี้จะสามารถสังหารเจ้าเกาะผีและชิงค่ายกลมาครองได้เงียบๆ แบบนี้"
หูฟางย่อมเคยได้ยินกิตติศัพท์ของหานเฟยอวี่มาก่อน "แล้วจี้หยวนคนนี้เป็นใครกันแน่?"
ตู้คังถอนหายใจ "ข้าก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละ เพิ่งจะเคยได้ยินชื่อเขาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน"
"ดูท่าจะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังพุ่งแรง คาดว่าอีกไม่นาน พวกเราคงจะได้เห็นเขาในกลุ่มของเราแน่ๆ" หูฟางกล่าว
ตู้คังพยักหน้าเห็นด้วย "เป็นเรื่องดี หากภายหน้าพวกเรายังรับมือไม่ไหว ก็อาจจะเชิญจี้หยวนคนนี้มาช่วยได้ ด้วยค่ายกลของเขา โอกาสประสบความสำเร็จของพวกเราย่อมมีมากขึ้นมหาศาล"
"จริงด้วย"
...
หลังจากพวกเขาลับสายตาไป จี้หยวนก็รีบบังคับเรือมุ่งหน้าลงไปกบดานอยู่ใต้ผิวน้ำทันที
จากนั้นเขาก็ไม่ได้รีบร้อนกลับตลาดสกุลเจิง แต่เลือกที่จะขับเรืออ้อมไปอ้อมมาในบึงเมฆาพิรุณอยู่อีกสองวัน จนกระทั่งวันที่สาม เขาจึงเข้าเทียบท่าจากอีกทิศทางหนึ่งของตลาดสกุลเจิงเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ทว่าทันทีที่มาถึงหน้าประตูบ้าน ในขณะที่เขากำลังจะผลักประตูเข้าไป สายตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งที่วางอยู่ข้างขอบประตูเหมือนอย่างเคย
ทว่าเพียงแค่แวบเดียวที่เห็น เขาก็หยุดชะงักฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณ
ที่ข้างประตูบ้าน...
มีเปลือกหอยวางอยู่แผ่นหนึ่ง