- หน้าแรก
- ทำฟาร์มปลูกผักชิลๆ แต่ไหงกลายเป็นเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 9 ทะลวงระดับ
บทที่ 9 ทะลวงระดับ
บทที่ 9 ทะลวงระดับ
บทที่ 9 ทะลวงระดับ
มัจฉาวิญญาณที่ปรากฏกายขึ้นใหม่ในครานี้ คือมัจฉาเปียที่มีหนามแหลมยาวงอกเงยออกมาจากส่วนหน้าของปรายปาก
หากพิจารณาเพียงรูปลักษณ์ภายนอก มันดูคล้ายคลึงกับมัจฉากระบอกกระบี่ที่มีมูลค่าราวสิบศิลาวิญญาณ ทว่ามัจฉาเปียตัวนี้กลับมีผิวกายดำสนิท ซ้ำยังมีลายจุดแต้มประอยู่ทั่วร่าง
มันคือมัจฉาวิญญาณที่วิวัฒนาการมาจากมัจฉากึ่งวิญญาณเปียดำยาว... เปียหนาม!
เปียหนามตัวนี้มีส่วนล้ำค่าเช่นเดียวกับมัจฉากระบอกกระบี่ นั่นคือหนามแหลมทรงอานุภาพ
ทว่าหนามของมันดูจะมีสรรพคุณพิเศษเหนือชั้นกว่า ราคาจึงพุ่งทะยานยิ่งกว่าปลาทั่วไป มัจฉาเปียหนามของจี้หยวนตัวนี้หากรักษาสภาพได้สมบูรณ์ย่อมขายได้ไม่ต่ำกว่าสิบหกหรือสิบเจ็ดศิลาวิญญาณ
จี้หยวนชำเลืองมองผืนฟ้า เห็นว่ายังวันยันรุ่ง
เรื่องเช่นนี้ไม่ควรล่าช้า ล่าช้ามักเกิดอาเพศ!
เขาสะบัดหัตถ์เรียกศรวารีออกมาในพริบตา ซัดออกไปฉับพลัน มัจฉาเปียหนามในบ่อพลันหงายท้องขาวโพลนสิ้นชีพในคราเดียว
ยามนี้เพื่อนบ้านไร้ผู้คนพำนัก จึงสะดวกต่อการลงมือยิ่งนัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็จัดการขายมัจฉาเปียหนามตัวนี้เสร็จสิ้น ราคาเป็นไปตามคาด ได้รับมาถึงสิบเจ็ดศิลาวิญญาณระดับต่ำ
เมื่อรวมกับของเดิมที่สะสมไว้สามก้อน ในตัวเขายามนี้จึงมีศิลาวิญญาณรวมแล้วถึงยี่สิบก้อน!
หากมีเท่านี้ยังไม่ศามาถทะลวงเข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นกลางได้ จี้หยวนคงได้แต่บอกว่า... ค่อยว่ากันคราวหน้า
ระหว่างทางกลับเรือน แม้เขาจะเลือกเดินทางน้ำ ทว่านึกไม่ถึงว่าจะยังพบเจอคนคุ้นเคย
เฉิวเชียนไห่ ถือเป็นหนึ่งในสหายเพียงไม่กี่คนของเจ้าของร่างเดิม จี้หยวนจึงจำต้องหยุดเรือเพื่อสนทนาด้วยเล็กน้อย
เขาจึงได้ทราบว่าสหายผู้นี้เพิ่งกลับมาจากเกาะใบเมเปิ้ล ตามเนื้อตัวยังมีคราบโลหิตเปรอะเปื้อน
“บอกได้เพียงว่า... ลานสังหารอาบโลหิตจนบ้าคลั่งไปสิ้นแล้ว”
เฉิวเชียนไห่เพียงหวนนึกถึงยังแสดงแววตาหวาดกลัวมิน้อย
“นั่นไม่ใช่การแย่งชิงวาสนา แต่มันคือศึกตะลุมบอนที่วิปลาสยิ่งนัก ไม่ว่าผู้ใดล้วนเห็นหน้าแล้วเข่นฆ่ากันลูกเดียว หากเจ้าไม่สังหารมัน มันย่อมสังหารเจ้า”
“ข้าเองก็อาศัยเพียงความเร็วของนาวานิติอาวุธ จึงรอดชีวิตกลับมาได้เพราะโชคช่วยแท้ๆ”
จี้หยวนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเพื่อนบ้านของตน ไม่รู้ว่ายามนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
“เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปพักผ่อนเถิด ไว้มีเวลาค่อยสนทนากันใหม่”
จี้หยวนประสานมือคารวะ
“ตกลง ลาก่อน”
กล่าวจบ คนหนึ่งบังคับนาวานิติอาวุธ อีกคนหนึ่งค้ำเรือหลังคาโค้ง ต่างแยกย้ายจากกันไป
จี้หยวนมองออกว่าเฉิวเชียนไห่ผู้นี้คงกอบโกยผลประโยชน์จากเกาะใบเมเปิ้ลมามิน้อย จึงได้รีบร้อนกลับมาเพียงนี้
สำหรับสหายผู้นี้... บิดามารดาล่วงลับ เดิมทีเป็นจุดเริ่มต้นที่พินาศย่อยยับ ทว่าเขากลับอาศัยความบ้าบิ่นไม่กลัวตาย ดิ้นรนจนมีที่ยืนในสกุลเจิงแห่งนี้
ไม่เช่นนั้นในวัยเพียงเท่านี้ ย่อมไม่อาจก้าวเข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นสี่ ซ้ำยังมีเรือนิติอาวุธเป็นของตนเองได้
จี้หยวนมีความประทับใจในสหายผู้นี้ค่อนข้างลึกซึ้ง
เมื่อกลับถึงเรือน ครอบครัวหลินโหย่วเหวยและตาเฒ่าหวงยังไม่กลับมา จี้หยวนไม่ใส่ใจ มุ่งหน้าไปหลังบ้านเพื่อตรวจดู [บ่อปลา]
ช่างน่าเสียดาย ไม่มีมัจฉากึ่งวิญญาณตัวใดวิวัฒนาการ
เขาจึงกลับเข้าห้อง นำศิลาวิญญาณยี่สิบก้อนมาวางเรียงรายเบื้องหน้า
สงบจิตใจแล้วเริ่มเดินพลังตาม 《เคล็ดสมุทรคลั่ง》 เมื่อจิตสงบนิ่งมั่นคง จึงหยิบไข่วิญญาณสองฟองมาเคาะให้แตก แล้วเทของเหลววิญญาณลงสู่ลำคอ
เขาทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา หลังจากกลั่นกรองไข่วิญญาณไปหกฟอง ท้องฟ้าก็ล่วงเข้าสู่ยามดึกสงัด
รอบกายเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงคลื่นจากบึงเมฆาพิรุณกระทบฝั่งเป็นครั้งคราว จี้หยวนมองศิลาวิญญาณยี่สิบก้อนตรงหน้าโดยไม่ลังเล หยิบมาถือไว้ในมือข้างละก้อน เดินพลังดูดซับลมปราณอันบริสุทธิ์ถึงขีดสุดภายในนั้น
สองก้อน... สี่ก้อน... แปดก้อน...
ศิลาวิญญาณแหลกสลายกลายเป็นผงธุลีร่วงหล่นจากมือทีละก้อน เขาหาได้รีบร้อนไม่
อย่างไรเสียเขาก็มีเวลาเหลือเฟือ ส่วนศิลาวิญญาณนั้น... ขอเพียงตัวไม่ตาย ย่อมมีเพิ่มพูนเรื่อยๆ การทะลวงระดับจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลา
ทว่าภายใต้สภาวะจิตใจอันสงบนิ่ง หลังจากดูดซับลมปราณไปสิบสองก้อน
ในภวังค์จิต เขารู้สึกประหนึ่งพังทลายพันธนาการบางอย่างลงสิ้น!
ม่านบางๆ ที่ขวางกั้นถูกทะลวงจนแหลกลาญ ลมปราณฟ้าดินรอบกายพุ่งเข้าหาโดยอัตโนมัติ แทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจร ไหลลงสู่จุดตันเถียนในที่สุด
ฝึกปราณขั้นกลาง!
หลังจากระงับความตื่นเต้น เขาก็หยิบศิลาวิญญาณขึ้นมาอีกสองก้อน ดูดซับลมปราณบริสุทธิ์เพื่อทำให้ตบะมั่นคง
จนกระทั่งรุ่งสาง แสงตะวันสาดส่องลอดช่องหน้าต่างเข้ามา จี้หยวนจึงลืมตาตื่น
ตบะฝึกปราณขั้นกลางมั่นคงดีแล้ว เขาพ่นลมปราณขุ่นมัวออกมาสายหนึ่ง
เมื่อก้าวออกไปหลังบ้าน เขารู้สึกประหนึ่งโลกแจ้งจ่างใส เส้นทางเบื้องหน้าโชติช่วงชัชวาล... อืม ไปล้วงรังไก่ก่อน
หลังเก็บไข่วิญญาณได้หกฟอง เขาก็ตรวจสอบบ่อปลาต่อ
เยี่ยม! ยังไม่มีตัวใดวิวัฒนาการ
ยามนี้เขาจึงมีเวลาพิจารณาสิ่งรอบตัวเสียที
หลังเลื่อนขั้นสู่ฝึกปราณขั้นกลาง ประสาทสัมผัสต่อสิ่งแวดล้อมรอบกายกลับเฉียบคมขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนลมปราณในจุดตันเถียนย่อมไม่ต้องพูดถึง
ยามอยู่ฝึกปราณขั้นสอง การใช้ศรวารีเพียงครั้งเดียวนับว่าหมดสิ้นลมปราณ ยามอยู่ขั้นสามใช้ติดต่อกันได้ห้าครั้ง
ส่วนยามนี้ หากใช้เพียงศรวารี จี้หยวนกะประมาณว่าซัดต่อเนื่องยี่สิบครั้งย่อมไม่มีปัญหา... หากร่างกายแข็งแกร่งปานนั้นได้ก็คงดี
ชำระกาย! ต้องชำระกายให้ได้!
การทะลวงเข้าสู่ขั้นสี่ครั้งนี้ ใช้ศิลาวิญญาณไปทั้งหมดสิบสี่ก้อน เหลืออยู่อีกหกก้อน พอดีกับค่าอัปเกรดสิ่งก่อสร้างหนึ่งแห่ง
หลังจากตรึกตรอง จี้หยวนก็ตัดสินใจได้
ยังไม่ต้องอัปเกรด [ถ้ำบำเพ็ญ] ทว่าขออัปเกรด [คอกสุกร] ก่อน
ในเมื่อมีไข่วิญญาณอยู่ การเพิ่มความเข้มข้นลมปราณยามค่ำคืนร้อยละยี่สิบของถ้ำบำเพ็ญ ย่อมเป็นดั่งซี่โครงไก่สำหรับเขา รสชาติจืดชืดแต่เสียดายหากทิ้งไป มันไม่ได้ส่งผลต่อความแข็งแกร่งในตอนนี้มากนัก
ทว่าคอกสุกรต่างออกไป หากเลี้ยงสุกรวิญญาณได้สำเร็จแล้วเสพเนื้อของมัน ย่อมทำให้เอ็นและกระดูกแข็งแกร่ง ร่างกายทรงพลัง
ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าอาจได้เสาะหาภรรยานักพรตโฉมงามมาร่วมฝึกวิชาคู่บำเพ็ญ พลิกผืนนาได้มากกว่าผู้อื่นหลายเท่า
จี้หยวนจินตนาการเรื่องอันงดงามอยู่ครู่ใหญ่จึงสงบใจลง ศิลาวิญญาณหกก้อนนี้เพียงพอสำหรับการอัปเกรดคอกสุกร
ทว่าศิลาวิญญาณที่จะใช้ซื้อลูกสุกรวิญญาณเล่า?
จี้หยวนสืบได้ว่า ลูกสุกรวิญญาณหนึ่งตัวราคาสูงถึงสองถึงสามศิลาวิญญาณ ส่วนสุกรวิญญาณโตเต็มวัยราคาแปดถึงสิบศิลาวิญญาณ
คอกสุกรของเขาสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อร้อยชั่งในเจ็ดวัน ตามหลักแล้วนี่ย่อมเป็นหนทางสร้างความร่ำรวยที่ดียิ่ง
ทว่าเขาไม่กล้าใช้พร่ำเพรื่อ มัจฉาวิญญาณยังพออ้างเรื่องวาสนาในบึงเมฆาพิรุณได้ ทว่าการค้าสุกรวิญญาณนั้นสะดุดตาเกินไป
ผู้อื่นเลี้ยงครึ่งปีกว่าจะโต ทว่าเจ้าเลี้ยงเพียงกึ่งเดือนก็เติบใหญ่ ใครเห็นย่อมต้องรู้ว่าเจ้ามีปัญหา
แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความคับแคบของสกุลเจิงด้วย หากตลาดนี้ใหญ่โตกว่านี้สักหน่อย ย่อมสามารถเปลี่ยนที่ขายได้
ไข่วิญญาณในมือจี้หยวน ขาดไปเพียงไม่กี่ฟองก็ได้ศิลาวิญญาณแล้ว... จะรอต่อไปไม่ใช่วิถี สู้ขายไข่วิญญาณสักไม่กี่ฟองเพื่อไปซื้อลูกสุกรวิญญาณมาเสียเลยดีกว่า
ทว่าก่อนจะซื้อ ต้องสร้างคอกสุกรให้เสร็จสิ้น
จี้หยวนเลือกตำแหน่งคอกสุกรไว้ข้างเล้าไก่ ซึ่งต้องใช้พื้นที่มากกว่ามิน้อย
หลังจี้หยวนใช้เวลาหนึ่งวันสร้างเสร็จ พื้นที่หลังบ้านก็ถูกเบียดบังไปเกือบครึ่ง เมื่อรวมกับบ่อปลาที่มีอยู่เดิม พื้นที่หลังบ้านจึงเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างทั้งสามจนแทบไม่มีที่ว่าง
‘เรือนยังคับแคบเกินไปนัก รอให้ตบะข้าสูงส่งขึ้น ข้าจะเปลี่ยนไปอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ให้ได้!’
จี้หยวนมองแผงผังสิ่งก่อสร้างในหัว
[ เงื่อนไขอัปเกรด: 5 ศิลาวิญญาณระดับต่ำ, แท่งเหล็ก 50 ชั่ง, เกลือหยาบ 10 ชั่ง (ยังไม่สำเร็จ) ]
การอัปเกรดคอกสุกรต้องใช้เหล็กและเกลือหยาบ ยังดีที่ของเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเซียน ในสกุลเจิงจึงมีราคาถูกยิ่งนัก
ของทั้งหมดนี้ เพียงเศษศิลาวิญญาณไม่กี่เฟื้องก็จัดการได้แล้ว
จี้หยวนมองอักขระ [ คอกสุกร: เลเวล 0 ] เขาตั้งใจจะอัปเกรดให้เสร็จสิ้นก่อนค่อยจัดซื้อสุกรวิญญาณ
ไม่นานนัก เมื่อเขาซื้อแท่งเหล็กและเกลือหยาบกลับมาถึงหน้าประตูเรือน พลันพบนาวานิติอาวุธสภาพพังพินาศลำหนึ่งลอยกลับมาจากทางบึงเมฆาพิรุณ
เมื่อจี้หยวนมองดูให้ชัดเจน จึงพบว่าเรือลำนั้นคือนาวาไม้ดำของสกุลหลิน!
ยามนี้ผู้ที่นั่งอยู่บนเรือ กลับกลายเป็นหลินหู่และอู๋ฉินสองสามีภรรยา
ใบหน้าของทั้งคู่ขาวซีดประหนึ่งซากศพ โดยเฉพาะหลินหู่ สภาพดูย่ำแย่ถึงขีดสุด ดวงตาเหม่อลอยไร้วิญญาณ
จนกระทั่งเรือเทียบฝั่งมันจึงได้สติ และเห็นจี้หยวนยืนอยู่ริมฝั่ง
เพียงแวบเดียวที่สบตา มันก็ร้องไห้ตะโกนออกมาด้วยเสียงโศกเศร้าบาดลึก
“พี่จี้... ท่านพ่อท่านแม่ของข้า... พวกท่านตายสิ้นแล้ว!”