- หน้าแรก
- ศัตรูทั้งหมดจากต่างโลกล้วนเป็นอาหารสำหรับเชื้อราของฉัน
- บทที่ 13 สิ่งมีชีวิตที่ผิดปกติในชุมชน
บทที่ 13 สิ่งมีชีวิตที่ผิดปกติในชุมชน
บทที่ 13 สิ่งมีชีวิตที่ผิดปกติในชุมชน
บทที่ 13 สิ่งมีชีวิตที่ผิดปกติในชุมชน
ในขณะที่เธอกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความปรีดาอยู่นั้น เธอก็ได้ยินหัวข้อสนทนาเปลี่ยนไป ซึ่งพวกเขากำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงขนาดของพืชผิดปกติกันอยู่
"เมื่อวานพวกคุณรีบกลับกันไปก่อน พวกเจ้าของร้านแถวนี้เห็นกันหมดนั่นแหละ พืชผิดปกติที่ขุดขึ้นมาได้น่ะทั้งหนาและใหญ่มาก ไม่รู้ว่ามันฝังตัวอยู่ใต้ดินมานานกี่ปีแล้ว และกินคนเข้าไปเท่าไหร่"
"จริงหรือ พืชผิดปกติขนาดใหญ่แบบนั้นคงจะรับมือยากน่าดู"
"แน่นอนอยู่แล้ว เหล่านักรบต่างรุดหน้าเข้าไปจัดการ การต่อสู้จริงๆ ใช้เวลาไม่นานนักหรอก แต่ตอนขุดมันขึ้นมานี่สิที่ใช้เวลานานมาก ถึงขั้นต้องใช้รถขุดตั้งหลายคัน"
"โอ้โห คุณนี่ข่าวไวข่าวกรองจริงๆ รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน"
"ก็รถขุดวิ่งเข้าวิ่งออกตามเวลา ไม่ได้เป็นความลับกับใครเสียหน่อย หากการต่อสู้ยังไม่จบ พวกเขาจะปล่อยให้รถขุดเข้าไปได้อย่างไร พืชผิดปกติที่หนาขนาดนั้นถ้ามันฟาดใส่ทีเดียว รถขุดคงพลิกคว่ำไปแล้ว"
"ว้าว มันหนาขนาดนั้นเลยหรือ"
"ก็ใช่น่ะสิ"
"นี่ ตามปกติพืชผิดปกติแบบนั้นมักจะจัดการได้ยากมากไม่ใช่หรือ ทำไมคราวนี้ถึงรวดเร็วนักล่ะ"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เห็นว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว นอกจากคนบาดเจ็บเพียงคนเดียว ก็ไม่มีความสูญเสียอื่นใดอีก"
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ถือว่าสูญเสียน้อยมาก"
"ใช่ ช่างโชคดีจริงๆ"
เย่น่ายที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าเงียบๆ เธอไม่กล้าเอ่ยปากบอกว่าสปอร์และเชื้อราของเธอมีส่วนสำคัญในการตัดสินผลแพ้ชนะ แต่มันก็เป็นโชคดีจริงๆ ที่การต่อสู้กับพืชผิดปกติสามารถจบลงได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้
หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อย เย่น่ายก็กลับเข้าไปในเขตอันตรายหมายเลข 1 เพื่อทำงานต่อ ประสิทธิภาพในการทำงานของเธอยังคงดีเยี่ยมเหมือนช่วงเช้า เธอทำตัวราวกับคนที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นักเรียนคนอื่นๆ เริ่มทยอยหมดแรงกันไปตามลำดับ แต่ถึงแม้ว่าเธอจะยังทำไหว เธอก็หยุดพักตามเวลาและเลิกงานพร้อมกับทุกคน ถึงกระนั้นในช่วงบ่ายเธอก็ยังทำเงินได้เกือบยี่สิบหยวน รวมรายได้ทั้งวันของเธอมากกว่าสี่สิบหยวน ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เจ้าหน้าที่ซึ่งเห็นผลงานของเหล่านักเรียนมามากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต่างพากันเอ่ยปากชมว่าเธอมีพรสวรรค์ในการทำงานสายนี้
เมื่อกลับถึงเมืองตงหลิง เย่น่ายยังคงนั่งรถประจำทางกลับบ้าน จากนั้นเธอก็เดินเตร่ไปตามถนนหนทางเพื่อรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะซื้อผักสองสามอย่างและซาลาเปาหนึ่งถุงกลับบ้าน จากนั้นจึงลงมือทำอาหาร ซักผ้า และทำความสะอาดบ้านเรือน
วันต่อๆ มาชีวิตของเธอก็ยังคงดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเช่นเดิม คือออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับถึงบ้านในตอนเย็น สภาพอากาศก็เป็นใจ ท้องฟ้าแจ่มใสในทุกวัน
สปอร์ที่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องในส่วนลึกของเขตอันตรายได้ขยายตัวเป็นโครงข่ายใยราอันกว้างขวางอยู่ใต้ดิน และคอยส่งคลื่นพลังงานความร้อนสายเล็กๆ กลับมาให้เย่น่ายเป็นระยะๆ แม้จะไม่มีครั้งไหนที่รุนแรงและทรงพลังเท่ากับครั้งแรกก็ตาม
เย่น่ายตั้งใจควบคุมสปอร์เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกมันไปตกลงบนสารอินทรีย์บนพื้นผิว เพราะการแพร่กระจายของใยราขนาดใหญ่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และนั่นเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจในท้องถิ่นที่ต้องเข้ามาจัดการ เธอจะไม่ไปแข่งขันกับคนเหล่านั้น เธอเพียงแค่ลอบจัดการสิ่งที่อยู่ในดินอย่างเงียบๆ เท่านั้น
ครึ่งเดือนผ่านไป พยากรณ์อากาศเริ่มทำนายว่าจะมีฝนตก ประจวบเหมาะกับที่รอบเดือนของเย่น่ายมาพอดี และเขตอันตรายจะปิดทำการในวันที่ฝนตก เนื่องจากพืชผิดปกติ สัตว์อสูรผิดปกติ และสัตว์กลายพันธุ์อาจปรากฏตัวออกมาสร้างความวุ่นวายโดยอาศัยสภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นเครื่องบังตา
"แม่คะ พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตก ทางเขตอันตรายเลยหยุดงาน แล้วหนูก็อยู่ในช่วงที่มีรอบเดือนด้วย เลยว่าจะพักผ่อนสักหน่อยค่ะ" เย่น่ายเอ่ยกับแม่ของเธออย่างเป็นธรรมชาติหลังจากเช็กพยากรณ์อากาศในโทรศัพท์มือถือ
"ทำไมเวลาฝนตกเขาถึงไม่ทำงานกันในเขตอันตรายล่ะ"
พ่อแม่ของเธอไม่มีความรู้เรื่องกฎการทำงานของเขตอันตรายนอกเมืองเลย สมัยที่พวกเขายังหนุ่มสาว เมืองตงหลิงยังไม่มีการแข่งขันสูงเท่าตอนนี้ และพวกเขาไม่เคยหาเงินแบบนี้ได้ จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้สนใจ
"ระเบียบความปลอดภัยของเขตอันตรายน่ะค่ะ การปฏิบัติงานกลางแจ้งจะถูกสั่งห้ามเมื่อสภาพอากาศรุนแรง เช่น ฝนตกหนักหรือหิมะตก"
"จริงหรือ แกไม่ได้โกหกแม่ใช่ไหม"
"จริงค่ะ แม่ลองเช็กในโทรศัพท์ดูก็ได้ ถ้าอากาศไม่ดี พวกพืชผิดปกติกับสัตว์อสูรผิดปกติจะใช้สภาพอากาศเป็นเกราะกำบังเพื่อออกมาอาละวาด การทำงานกลางแจ้งทุกอย่างในเขตอันตรายจะถูกสั่งระงับโดยสิ้นเชิง และเขาจะแจ้งให้พวกเราพักผ่อนอยู่ที่บ้านล่วงหน้าค่ะ"
"อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นสองสามวันนี้แกก็ไปซื้อกับข้าวแล้วกลับมาทำอาหารนะ ที่บ้านไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว พ่อของแกจะขาดสารอาหารไม่ได้"
เมื่อได้ยินว่าสามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ง่ายๆ จากโทรศัพท์ ผู้เป็นแม่ก็เลิกสงสัยและโอนเงินห้าสิบหยวนเข้าโทรศัพท์ของเย่น่าย
"ตกลงค่ะ"
พยากรณ์อากาศแม่นยำอย่างที่คาดไว้ เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่เย่น่ายตื่นนอน เธอก็ได้รับข้อความกลุ่มจากเขตอันตรายหมายเลข 1 ว่าที่นั่นฝนตกหนัก การปฏิบัติงานทุกอย่างถูกระงับ และจะแจ้งวันกลับมาทำงานให้ทราบอีกครั้งในภายหลัง
ภายนอกเมืองฝนตกหนัก แต่ยังโชคดีที่ภายในเมืองมีเพียงฝนโปรยปราย เย่น่ายสวมเสื้อกันฝนเพื่อไปส่งน้องๆ ที่โรงเรียน จากนั้นก็แวะไปที่ตลาดเพื่อซื้อผักที่เก็บไว้ได้นานในราคายี่สิบหยวน รวมถึงเนื้อสัตว์และไข่อีกสามสิบหยวน
ในขณะที่เธอหิ้วของพะรุงพะรังมาถึงประตูทางเข้าชุมชน ทันใดนั้นเธอก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนที่แปลกประหลาดจากพลังงานที่ถูกส่งกลับมาอย่างต่อเนื่อง มันคล้ายกับเมื่อวาน แต่ไม่รุนแรงเท่า
เปรียบได้กับว่าพลังงานที่ส่งกลับมาตามปกติทุกวันคือน้ำอุณหภูมิห้องที่คุณจะมองข้ามมันไปเมื่อเริ่มเคยชิน เมื่อวานนี้น้ำร้อนจัดประหนึ่งน้ำเดือดร้อยองศา ส่วนตอนนี้มันคือน้ำอุ่นที่อุณหภูมิสี่สิบองศา แม้จะรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับน้ำอุณหภูมิห้องตามปกติ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมินี้ก็ถือว่าชัดเจนมาก
ใจของเย่น่ายกระตุกวูบ เมื่อนำมาประกอบกับประสบการณ์เมื่อวาน นี้หมายความว่าใยราของเธอได้กลืนกินอาหารที่มีพลังงานสูงเข้าไปแล้ว
มีพืชผิดปกติหรือสัตว์อสูรผิดปกติอยู่แถวนี้อย่างนั้นหรือ!
เธอหิ้วของด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกันฝนก็รีบปล่อยสปอร์พลังพิเศษออกไปอย่างบ้าคลั่ง หากมีของอร่อยอยู่แถวนี้ เธอไม่มีทางพลาดที่จะฮุบมันไว้อย่างแน่นอน
คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่เธอมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสปอร์เหล่านั้นไม่ได้กระจายไปตามแรงลม แต่มันกลับรวมตัวกันแน่นหนาราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก แล้วพุ่งตรงเข้าไปในชุมชน
"บ้าจริง มันอยู่ในชุมชนนี่เอง!"
เย่น่ายรีบวิ่งตามสปอร์ของเธอเข้าไปข้างใน ในขณะที่วิ่งเธอก็เก็บของกินของใช้เข้าไปในมิติลับของเธอทันที
ในช่วงเวลานี้ผู้คนต่างไปทำงานหรือไปโรงเรียนกันหมด อีกทั้งยังมีฝนตก จึงไม่มีใครออกมาเดินเตร็ดเตร่ในชุมชน เย่น่ายวิ่งไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครเห็น ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดนั้น กล้องในชุมชนแห่งนี้มีไว้ติดประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้นแหละ
เมื่อเธอวิ่งมาถึงพื้นที่ว่างหลังชุมชนซึ่งผู้คนมักจะมาออกกำลังกายกัน เธอเห็นกระแสสปอร์พุ่งลงไปใต้ดินบริเวณบาร์โหนและบาร์คู่
ดินบริเวณนั้นนูนขึ้นมาเป็นสันเขาราวกับมีมังกรดินกำลังพลิกตัว แผ่นหินที่ปูประดับไว้ถูกงัดจนกระเด็น บาร์โหนตัวหนึ่งถูกดันขึ้นมาก่อนจะพังครืนลงมาฟาดเข้ากับบาร์คู่จนเอียงตามไปด้วย
สันดินนั้นยังไม่หยุดเคลื่อนไหว แต่มันกลับขยายตัวตรงมายังเท้าของเย่น่าย จนเธอต้องรีบกระโดดหลบไปด้านข้าง
เธอเพิ่งจะตื่นรู้พลังได้ไม่นาน พละกำลังในการปล่อยสปอร์จึงมีขีดจำกัด ในตอนนี้เธอไม่สามารถปล่อยสปอร์เพิ่มได้อีกแล้ว แต่เมื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย พลังงานที่ส่งกลับมายังคงมีอุณหภูมิอุ่นๆ เช่นเดิม
"ไอ้ตัวที่อยู่ใต้ดินนี่ มันรวดเร็วหรือว่ามันอ่อนแอกันแน่นะ"
เย่น่ายคาดเดาอย่างอาจหาญ
จากนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่าในขณะที่สันดินกำลังจะขยายตัวออกไปนอกพื้นที่ออกกำลังกายแห่งนี้ มันกลับหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน วนกลับมาที่เดิม แล้วหยุดนิ่งลงโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีก
วินาทีต่อมา สิ่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมิติลับของเธอ มันเป็นสัตว์จำพวกหนอนปล้องขนาดมหึมาที่ไม่มีเกล็ด มันนอนขดตัวอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง ร่างกายครึ่งหนึ่งของมันถูกปกคลุมไปด้วยใยราสีขาว ซึ่งแผ่กระจายเต็มพื้นที่ในมิติของเธอ ของสดที่เย่น่ายเพิ่งจะเก็บเข้าไปเมื่อครู่ถูกทับอยู่ข้างใต้ร่างของมัน
เย่น่ายรีบถอนสายตากลับทันทีหลังจากแอบมองเพียงแวบเดียว เพราะเกรงว่าจะเก็บเอาไปนอนฝันร้าย จากนั้นเธอก็รีบนำของสดเหล่านั้นออกมา เพื่อไม่ให้พวกมันถูกปนเปื้อน
มิติลับที่ประกอบขึ้นจากใยราในตอนนี้กำลังกระเพื่อมไหวราวกับมีลมหายใจ ใยราจำนวนมากขึ้นเริ่มไต่ขึ้นไปบนผิวหนังของเหยื่อ เพื่อย่อยสลายและเปลี่ยนอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารและพลังงานนี้ให้กลายเป็นความแข็งแกร่งของตัวเองและช่วยหล่อเลี้ยงเย่น่าย
"ที่แท้พลังมิตินี่ก็ใช้งานแบบนี้เองหรอกหรือ เป็นทั้งห้องครัวและห้องอาหารหลังจากที่ใยราออกล่าเสร็จ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็ควรขอบคุณพวกใยราที่ใจกว้างพอจะเหลือมุมหนึ่งไว้ให้ฉันเก็บของโดยไม่ถูกพวกมันกลืนกินเข้าไปด้วยสินะ?"
"หากที่นี่กลายเป็นสภาพแบบนี้ แล้วมีใครมาเห็นเข้า พวกเขาต้องรีบแจ้งตำรวจแน่ๆ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญก็จะมาตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง ฉันต้องรีบเรียกสปอร์ทั้งหมดกลับมาให้เร็วที่สุด"
เย่น่ายตอบสนองอย่างรวดเร็ว เธอสั่งให้ใยราที่ขยายตัวอยู่ในดินมานานหลายวันปล่อยสปอร์ทั้งหมดออกมาและเรียกพวกมันกลับคืนมาสู่ตัวเธอ