- หน้าแรก
- เหล็กดารา ณ ดาวเวิง พลังกัดกร่อนนี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย
- บทที่ 19 ดั่งที่ข้าได้จารึกไว้
บทที่ 19 ดั่งที่ข้าได้จารึกไว้
บทที่ 19 ดั่งที่ข้าได้จารึกไว้
บทที่ 19 ดั่งที่ข้าได้จารึกไว้
ชั้นสองของลานพิธีกรรม
เมื่อแสงแห่งความทรงจำเลือนหายไปจากฟากฟ้าจนสิ้น หลู่เฉินจึงกุมมือของไซรีนไว้
"ดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนเถิด"
เดิมทีเธอเพียงตั้งใจจะอธิษฐานตามธรรมเนียมเท่านั้น มิได้คิดว่าจะดึงดูดสายตาของฟูลิมาได้ และยามนี้ราตรีกาลก็ล่วงเลยมานานมากแล้ว
หลู่เฉินหยิกแก้มของไซรีนเบาๆ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินลงบันไดตามกันลงมา
ทว่าที่หน้าประตูห้องของไซรีน ในขณะที่หลู่เฉินกำลังจะปลีกตัวกลับห้อง เธอกลับรั้งเขาเอาไว้
"หลู่เฉิน สิ่งที่จะถาโถมเข้าใส่หมู่บ้านในอีกสามเดือนข้างหน้า มันคือ..."
ได้ยินดังนั้น หลู่เฉินก็ชะงักไปครู่หนึ่งและเหลือบมองท้องฟ้าโดยสัญชาตญาณ
โอไรโอนิสยังคงเงียบงัน มีเพียงหมู่ดาวบนฟากฟ้าที่กะพริบพรายเป็นนิรันดร์
หลู่เฉินลูบคางพลางครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังสิ่งใดอีกต่อไป
ในเมื่อตอนนี้ไซรีนรับรู้ถึงเรื่องราวเหนือสรวงสวรรค์แล้ว เขาก็สามารถบอกเล่าความจริงบางประการเกี่ยวกับออมพาลอสให้เธอฟังได้
เมื่อเขาเล่าถึงเนื้อแท้ที่สมบูรณ์ของกระแสคลื่นทมิฬให้ฟัง ใบหน้าของเด็กสาวก็เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"พวกเราทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกจำลองขึ้นมา เป็นเพียงชุดรหัสข้อมูลอย่างนั้นหรือ"
เห็นไซรีนมีท่าทางสับสนและหดหู่ หลู่เฉินก็รู้สึกปวดใจ เขาจึงดึงร่างของเด็กสาวเข้ามาสวมกอดไว้
"ไม่มีทางเป็นเช่นนั้น ตราบใดที่เจ้าเชื่อมั่น พวกเจ้าก็คือคนที่มีชีวิตจริงๆ"
"เชื่อข้าเถิด วันนั้นจะมาถึงในอีกไม่ช้า"
ทางสถานีอวกาศเฮอร์ต้าได้เริ่มเตรียมการต้อนรับร่างจริงของเฮอร์ต้าแล้ว และการทดสอบจักรวาลจำลองครั้งที่สองก็คงอีกไม่นานนัก
เมื่อถึงเวลานั้น เขาคงจะได้สนทนากับเฮอร์ต้าอย่างจริงจังเสียที
เฮอร์ต้าต้องการจักรวาลจำลองเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเทพดาราและวิถี ส่วนเขาก็ต้องการข้อมูลจากจักรวาลจำลองเพื่อเสริมสร้างการเติบโตของตนเอง
และในเวลานี้ รวน เหมย อาจจะอยู่ที่สถานีอวกาศเฮอร์ต้าหรือไม่ก็ได้ หากเธออยู่ที่นั่น เขาก็สามารถพูดคุยกับเธอผ่านทางเฮอร์ต้าได้อีกทาง
ด้วยคุณลักษณะในฐานะแฮร์เชอร์แห่งการกัดกร่อน เขาเริ่มต้นที่จะแบ่งแยกส่วนหนึ่งของจิตสำนึกเพื่อช่วยรวน เหมยวิจัยเรื่องการสร้างสิ่งมีชีวิตได้อย่างสมบูรณ์
ประกอบกับคุณลักษณะของออมพาลอส เขาจะใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองของรวน เหมย เพื่อพยายามก้าวข้ามเจ้าแห่งการทำลายล้างหลังจากกลืนกินข้อมูลของม่านเหล็กเข้าไป
รวน เหมย ย่อมไม่ปฏิเสธข้อตกลงนี้อย่างแน่นอน
ไซรีนสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของหลู่เฉิน ความกังวลหลังจากรับรู้เรื่องกระแสคลื่นทมิฬจึงเริ่มทุเลาลงและมั่นคงขึ้น
"ทว่า ดูเหมือนฟูลิจะยังไม่ละทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปเสียทีเดียว"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ไซรีนก็เอ่ยขึ้นแผ่วเบา
หลู่เฉินก้มลงสบตาไซรีน และเห็นว่าสมุดบันทึกกับปากกาขนนกที่เธอถือติดตัวเสมอได้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
ปกสมุดสีม่วงอ่อนดั้งเดิม บัดนี้กลายเป็นสีสันแห่งแสงดาว ประดับด้วยผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมที่ควบแน่นจากพรแห่งความทรงจำทั้งสามประการ มันส่องประกายเรืองรองด้วยแสงแห่งจักรวาล
แน่นอนว่าสำหรับหลู่เฉินแล้ว สมุดเล่มนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งคือ ดั่งที่ข้าได้จารึกไว้
"ฟูลิ..."
หลู่เฉินพึมพำชื่อนั้นออกมาก่อนจะเอ่ยเตือนเบาๆ
"ตอนนี้อย่าเพิ่งใช้พลังแห่งความทรงจำสุ่มสี่สุ่มห้า เมื่อครู่นี้มีนักแปลจากสวนแห่งความทรงจำได้ลอบเจาะระบบป้องกันของออมพาลอสเข้ามาภายใน ก่อนที่ข้าจะหาร่องรอยของเขาพบ พยายามเลี่ยงการใช้พลังแห่งความทรงจำไปก่อนนะ"
"แล้วเรื่องกระแสคลื่นทมิฬล่ะ..."
ไซรีนเงยหน้าจิ้มลิ้มขึ้นถาม
"ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่มีข้าและไพนอนอยู่ที่นี่ หมู่บ้านจะปลอดภัยแน่นอน"
เห็นใบหน้าของไซรีนที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า หลู่เฉินก็หยิกแก้มเธอด้วยความเอ็นดู
"เอาล่ะ ไปนอนได้แล้ว"
ไซรีนส่งเสียงฮึดฮัดอย่างขัดใจ แต่ก่อนจะปิดประตูเธอก็ชะโงกหน้าออกมาอีกครั้ง
"ถ้าอย่างนั้น... พรุ่งนี้เจอกันนะ"
"อืม เจอกันพรุ่งนี้"
หลู่เฉินยิ้มบางๆ เฝ้ามองจนไซรีนปิดประตูห้องลง แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงห้องของตน หลู่เฉินหลับตาลงและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบของออมพาลอส
การบุกรุกระบบป้องกันของออมพาลอสอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลของเหล่าทายาทแห่งทองคำ แม้จะทำให้ตัวตนของเขาถูกเปิดเผยต่อระบบป้องกันเร็วกว่ากำหนด ทว่าพลังแห่งการกัดกร่อนที่ตื่นขึ้นจากข้อมูลส่วนนั้นช่วยให้เขาฝังข้อมูลของตนเองลงในออมพาลอสได้สำเร็จ ทำให้ไม่ถูกระบบป้องกันเฝ้าติดตามเมื่อกระทำกิจกรรมบางอย่างอีกต่อไป
แม้ว่าพลังการคำนวณที่เขาสามารถดึงมาใช้ได้ในยามนี้จะน้อยกว่า 1% ของออมพาลอส แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับหลู่เฉิน
หลู่เฉินใช้พลังการคำนวณส่วนนี้เริ่มค้นหาร่องรอยของนักล่าความจำที่ลักลอบเข้ามา เขาไม่เคยเห็นดาวตกสีแดงดำนั่นมาก่อน และในเกมก่อนที่เขาจะข้ามมิติมาก็ยังไม่มีเนื้อหาส่วนนี้อัปเดต
เขาต้องใช้เวลาครู่หนึ่งในการทะลวงการปิดกั้นของวิถีความทรงจำ จนกระทั่งภาพของเด็กสาวที่ถือร่มสีดำปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
"มาร์ช เซเวนธ์?!"
เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย หลู่เฉินก็ตกใจอย่างยิ่ง
แม้เขาจะรู้ว่ามาร์ช เซเวนธ์ต้องมีความเกี่ยวข้องกับออมพาลอส แต่เด็กสาวถือร่มสีดำคนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เด็กสาวถือร่มสีดำดูเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่าง เธอจึงเหลือบมองมายังทิศทางของศาลเจ้าเอลิมิชา
หลู่เฉินขมวดคิ้ว เขาต้องการจะอ่านข้อมูลของเด็กสาวต่อ ทว่าพลังแห่งความทรงจำได้ปกปิดข้อมูลของเธอเอาไว้ ทำให้ต่อให้เขาต้องการจะทะลวงเข้าไปอย่างรวดเร็วก็ทำได้ยากลำบาก
เมื่อเฝ้ามองเด็กสาวเดินมุ่งหน้ามาทางศาลเจ้าเอลิมิชา เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งส่วนหนึ่งของจิตสำนึกไปเฝ้าติดตามเธอไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเจตนาของเด็กสาวคนนี้ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับไซรีน และคงมีโอกาสได้พบกันในภายหลัง
เขาตรวจสอบข้อมูลของเหล่าทายาทแห่งทองคำที่เขามีอยู่อีกครั้งแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ข้อมูลของทายาทแห่งทองคำหลายคนจึงยังไม่สมบูรณ์
ข้อมูลของทายาทแห่งทองคำที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างเคอร์ริโดล่าและฮิซาเอะนั้นค่อนข้างครบถ้วน แต่สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่อย่างไซเฟอร์และอักลาเอีย ข้อมูลที่เขาบันทึกไว้มีความคลาดเคลื่อนกับข้อมูลของตัวจริงในยามนี้อย่างมากจนไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้
"ข้ายังคงต้องหาโอกาสไปเยือนโอเคม่าสักครั้ง"
หลังจากตัดสินใจได้ หลู่เฉินก็ทอดสายตามองท้องฟ้ายามค่ำคืน
วันปีใหม่ใกล้เข้ามาทุกที เขาหวังว่าแผนการทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี
วันรุ่งขึ้น หลู่เฉินถูกปลุกโดยไซรีน
เด็กสาวใช้ปากกาขนนกเขี่ยใบหน้าของเขาเบาๆ จนกระทั่งหลู่เฉินลืมตาตื่นขึ้นเธอจึงหยุดมือ
"ไอหยายา~ เมื่อวานบอกให้ข้ารีบนอน แต่ตัวเองกลับนอนดึกเสียเองนะ~"
ไซรีนนั่งอยู่ข้างเตียง พลางมองหลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม
"ไซรีน ทำไมตื่นเช้านักล่ะ"
เขาเอ่ยออกมาโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะเห็นแสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
"นี่มันเที่ยงแล้วนะ เสี่ยวไป๋เห็นว่าเจ้ายังไม่ตื่น เลยไปฝึกที่ลานฝึกซ้อมก่อนแล้วล่ะ"
"แต่ดูจากท่าทางของเขา เหมือนเขามีอะไรบางอย่างอยากจะถามเจ้านะ"
"มีอะไรจะถามข้าอย่างนั้นหรือ" หลู่เฉินเลิกคิ้วขึ้น
หากมีเรื่องใดที่ทำให้ไพนอนต้องรีบมาหาเขาแต่หัววันเช่นนี้ คงมีเพียงคำถามที่เขาเคยถามไพนอนไว้ในตอนนั้น
ในฐานะปัจจัยแห่งการทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นผู้ส่งมอบที่ถูกกำหนดไว้สำหรับออมพาลอสทั้งหมด
ไพนอนสามารถน้อมรับภารกิจแห่งการส่งมอบได้ทุกเมื่อโดยไม่ลังเล
ทว่าความเสียสละที่ไร้ซึ่งตัวตนเช่นนั้นมันยิ่งใหญ่เกินไป ใหญ่โตจนอาจทำให้ไพนอนสูญเสียตัวตนไปในกระบวนการส่งมอบและหลงลืมตนเองไปตลอดกาล
ดังนั้น สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือสอนให้ไพนอนรู้จักการเห็นแก่ตัวเสียก่อน
หลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ไซรีนก็เตรียมมื้อเที่ยงไว้สำหรับพวกเขาทั้งสามคน
"ไปกันเถอะ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
เด็กสาวคล้องแขนหลู่เฉินอย่างเป็นธรรมชาติและนำทางเขาออกไปข้างนอก
หลู่เฉินยิ้มตอบรับอย่างมีความสุขพลางกุมมือเล็กๆ ของไซรีนไว้
เมื่อถึงลานฝึกซ้อมริมทะเล ไพนอนได้เปลี่ยนดาบไม้ที่ใช้ฝึกในช่วงแรกออกไปแล้ว และให้ท่านลุงกัลบาช่วยเหลาดาบหนักจากไม้เหล็กชั้นเลิศให้แทน
แม้จะสวมชุดกันหนาวที่ค่อนข้างหนาเทอะทะ ทว่าทุกท่วงท่าในการวาดดาบของไพนอนกลับมาตรฐานอย่างยิ่ง
เห็นไพนอนเช่นนี้ หลู่เฉินก็หัวเราะเบาๆ
เขาเหลือบมองไปทางดาบพิพากษาแห่งชามัชที่ปักอยู่บนพื้นใกล้ๆ แล้วก็ต้องชะงักไปในทันที
โดยที่ไม่มีใครรู้ ดาบพิพากษาแห่งชามัชได้เริ่มส่งแสงเรืองรองออกมาจางๆ เสียแล้ว