- หน้าแรก
- ร้านของเก่าเขย่าขวัญกับระบบปรมาจารย์เต๋า
- บทที่ 17 - ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในคำชี้แนะ เริ่มเขียนยันต์ครั้งแรก!
บทที่ 17 - ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในคำชี้แนะ เริ่มเขียนยันต์ครั้งแรก!
บทที่ 17 - ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในคำชี้แนะ เริ่มเขียนยันต์ครั้งแรก!
บทที่ 17 - ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในคำชี้แนะ เริ่มเขียนยันต์ครั้งแรก!
ซูฟานเข้าใจแล้ว
เนื่องจากคำเตือนของเขาก่อนหน้านี้ ทำให้หญิงวิปริตที่ใช้ชื่อปลอมว่าเอสเธอร์คนนี้ จดจำชื่อของเขาไว้ในบัญชีแค้นเรียบร้อยแล้ว
【ก็ดี ในเมื่อเป็นแบบนี้ ผมเองก็อยากจะจัดการนางอยู่พอดีเหมือนกัน】
เจ้าบ้านชายและลูกชายคนโตของครอบครัวคอลแมนสร้างความประทับใจให้เขาแย่มาก
ความโอหังของพวกผิวขาวมันเอ่อล้นออกมาจนเห็นชัด
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่มีทางเก็บคำพูดของเขามาใส่ใจแน่ๆ
แต่เคทเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน อีกทั้งยังเห็นแก่หน้าตาแก่ซู จึงยอมผ่อนปรนเรื่องค่าเช่าร้านให้เขามาตลอด เธอแสดงความจริงใจและความเป็นมิตรต่อเขาอย่างมาก
เพื่อเห็นแก่เธอ ซูฟานจึงเลือกที่จะเปิดปากเตือน
ก่อนหน้านี้ซูฟานไม่ได้รู้จักครอบครัวพวกเขาดีนัก ได้เจอเคทเพียงไม่กี่ครั้ง
แต่ในตอนนี้เมื่อแน่ใจแล้วว่าพวกเขาต้องเผชิญกับเรื่องอะไร ซูฟานจึงสามารถคาดเดาสถานการณ์คร่าวๆ ของครอบครัวคอลแมนผ่านพล็อตเรื่องและรายละเอียดจากหนังเรื่องเดิมได้
ถึงแม้เอสเธอร์จะเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายแรงทั้งหมด แต่ความฉิบหายที่เกิดขึ้นในช่วงท้าย ย่อมหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของจอห์นที่เป็นหัวหน้าครอบครัวด้วย
จอห์นคือภาพลักษณ์ของพระเอกหนังคยองขวัญที่ "บื้อ" อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับอันตรายที่ภรรยาและลูกๆ กำลังเผชิญ แถมยังเชื่อเฉพาะสิ่งที่ดวงตาตัวเองเห็นเท่านั้น
ตามเส้นเรื่องปกติ หลังจากนี้หมอนี่ถึงขั้นจะส่งเคทผู้เป็นภรรยาไปรักษาตัวที่ศูนย์บำบัดอาการทางจิตเพื่อปกป้องเอสเธอร์เสียด้วยซ้ำ
มันช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระจนถึงขีดสุด
ต่อมาเพราะเขาปฏิเสธการยั่วยวนของเอสเธอร์ จึงถูกนางฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังมึนเมาใช้มีดกระหน่ำแทงจนตาย
เพราะความไม่เอาไหนของหัวหน้าครอบครัวคนนี้ แดเนียลลูกชายคนโตจึงต้องตายด้วยน้ำมือของเอสเธอร์ไปด้วย
เหลือเพียงแม็กซ์ลูกสาวคนเล็กและเคทสองคนที่ต้องดิ้นรนต่อสู้และหลบหนีสุดชีวิตกว่าจะรอดมาได้
บอกได้คำเดียวว่า ในโลกของหนังสยองขวัญ ผู้ชายที่มีความกล้าและไหวพริบอย่างเจมี่นั้นช่างหาได้ยากยิ่งจริงๆ
ครั้งนี้ หวังว่าเขาจะหัดใช้สมองบ้างนะ
ถึงแม้โอกาสมันจะมีน้อยมากก็ตาม
สิ่งที่ทำให้ซูฟานรู้สึกพูดไม่ออกที่สุดคือ เอสเธอร์ถึงขั้นใส่ชื่อเขาลงในบัญชีสังหารเป็นอันดับต้นๆ ไปแล้ว
พวกโรคจิตหลังความตายหรือพวกที่มีชีวิตอยู่อย่างบิดเบี้ยวพวกนี้ ล้วนมีจิตใจที่ไม่ปกติกันทั้งนั้น
แมรี่ ชอว์ ก็เป็นแบบนี้ หญิงวิปริตคนนี้ก็เป็นแบบนี้
สำหรับคนธรรมดา การถูกคนพวกนี้เล็งเป้าหมายไว้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกสั่งประหารชีวิต
แต่ซูฟานจะทำให้พวกนางได้รู้ว่า อะไรที่เรียกว่าฝันร้ายที่ตามรังควาน... ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'กรรมตามสนอง' ต่างหาก!
ซูฟานเริ่มคิดทบทวนว่าจะลงมือเมื่อไหร่ดี แต่ไม่นานเขาก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
ประโยคสุดท้ายในคำแจ้งเตือนเกี่ยวกับเอสเธอร์ คือการบอกให้เขา 'โปรดระวังตัวให้ดี'
ระวังอะไร?
ในระหว่างที่ซูฟานกำลังครุ่นคิด รถแท็กซี่ก็ได้มาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่ริมถนนไม่ไกลจากร้านขายของเก่านัก
หลังจากจ่ายเงินแล้ว ซูฟานก็เดินไปพลางพิจารณาไปพลาง
แมรี่ ชอว์ คือวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นมานานถึงเจ็ดสิบปี ฆ่าคนไปนับไม่ถ้วน หากพูดตามหลักวิชาแล้วนางใกล้จะกลายเป็น "มาร" อยู่แล้ว
ความแข็งแกร่งและลึกลับของนางทำให้แม้แต่บาทหลวงในโบสถ์ยังจนปัญญา
แล้วเอสเธอร์ล่ะ?
นางก็แค่คนที่มีร่างกายพิการและจิตใจบิดเบี้ยวคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าตัดนิสัยที่โหดเหี้ยมและความเจ้าเล่ห์ทิ้งไป คาดว่านางคงสู้แม้แต่เคทไม่ได้ด้วยซ้ำ
หากเทียบความอันตรายกับแมรี่ ชอว์ แล้ว ระดับมันต่างกันคนละเรื่องเลย
ซูฟานแค่เตะกวาดไปทีเดียว นางก็น่าจะปลิวหมุนเป็นลูกข่างแล้ว
ทว่ากับตัวตนที่ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับซูฟานอย่างนาง กลับทำให้คำแจ้งเตือนปรากฏคำว่า "โปรดระวังตัวให้ดี" ขึ้นมา
มีความเป็นไปได้สูงมากว่า เรื่องราวที่ครอบครัวคอลแมนกำลังเผชิญอยู่ในครั้งนี้จะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซูฟานก็หยิบ 《คัมภีร์รวบรวมยันต์》 ออกมาอีกครั้ง
การแก้ปัญหาจะพึ่งพาแค่หมัดกับเท้าตลอดไปไม่ได้ ถึงแม้เขาอยากจะเตะนังพวกก๊อบลินนั่นให้หมุนเป็นลูกข่างแค่ไหน แต่ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้า เขาอาจจะถูกมองว่าเป็นพวกโรคจิตทำร้ายเด็กเอาได้
และด้วยนิสัยของตำรวจในประเทศนี้ ไม่แน่ว่าก่อนที่เขาจะทันได้อธิบายตัวตนที่แท้จริงของนังพวกก๊อบลินนั่น เขาอาจจะถูกรัวกระสุนจนหมดแม็กไปเสียก่อนแล้ว
หากต้องการจะคลี่คลายเหตุการณ์ในครั้งนี้ให้ราบรื่น "ยันต์อาคม" ดูจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
ในสายตาของชาวตะวันตก ทุกอย่างที่มาจากตะวันออกมักจะแฝงไปด้วยความลึกลับ และพวกเขาก็มีความเกรงกลัวต่อวิชาลี้ลับอยู่ไม่น้อย
ใน "บัญญัติ 10 ประการของนิยายสืบสวน" ของตะวันตก มีข้อหนึ่งระบุว่าห้ามให้คนจีนปรากฏตัวในเรื่อง
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เพราะพวกเขามองว่าคนตะวันออกมีพลังเหนือธรรมชาติ
ภาพจำที่ตลกๆ แบบนี้ ในปัจจุบันก็ได้ถูกขยายความจนกลายเป็น "คนจีนทุกคนล้วนมีวรยุทธ์" ไปเสียอย่างนั้น
ในชาติก่อนซูฟานเคยอ่านมุกตลกมาไม่น้อย เช่น นักเรียนนอกที่เจอพวกวัยรุ่นเหยียดผิว แค่ทำท่าร่ายรำมือไม้ไปมาแล้วท่องคาถา "หลินปิงโต่วเจ่อเจียเจิ้นเลี่ยเฉียนสิง" ก็ทำเอาฝ่ายตรงข้ามหวาดกลัวจนรีบขอโทษขอโพยกันยกใหญ่
หรือพวกฝรั่งที่ชอบขโมยของกินในตู้เย็นของเพื่อนร่วมห้อง พอเห็นเพื่อนแกล้งแปะยันต์เหลืองไว้หน้าตู้เย็นก็ไม่กล้าแตะต้องอีกเลย เป็นต้น
ถ้าตำรวจแห่กันมาแล้วเห็นซูฟานหยิบยันต์ออกมา และเกิดเหตุการณ์ลึกลับต่างๆ ขึ้น ต่อให้เป็นตำรวจหน้าใหม่ใจร้อน ก็คงต้องคิดหนักหน่อยล่ะว่าจะรับมือกับ "พลังลึกลับแห่งตะวันออก" ไหวไหม
สาเหตุที่เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น เป็นเพราะความแตกต่างของทัศนคติต่อความเชื่อระหว่างตะวันออกและตะวันตก
ไม่เหมือนกับคนตะวันออก ชาวตะวันตกมองว่าการที่คนคนหนึ่งไม่มีความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ล้วนมีความเชื่อเป็นของตัวเอง ประชากรกว่า 300 ล้านคน มีถึง 200 ล้านคนที่เป็นคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น่าตกใจมาก
นอกจากนี้ ยังมีลัทธิที่ไม่เป็นทางการอีกมากมาย
ดาราดังอย่าง "พี่ทอม" ก็เป็นสมาชิกของลัทธิหนึ่ง แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการรับงานแสดงของเขาแต่อย่างใด
ในดินแดนแห่งนี้ การไม่เชื่อในศาสนาหรือพระเจ้าต่างหากที่เป็นเรื่องประหลาด
【คุณได้ศึกษาคัมภีร์รวบรวมยันต์ และได้รับรู้ถึงวิธีการเขียนยันต์ที่จารึกไว้ภายใน】
【คัมภีร์รวบรวมยันต์: 3%】
【คุณศึกษาคัมภีร์รวบรวมยันต์อย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีความเข้าใจในวิชายันต์เพิ่มขึ้น】
ในสมองของซูฟานมีคำแจ้งเตือนปรากฏขึ้น
ในขณะเดียวกัน วิธีการเขียนยันต์ ลำดับการตวัดพู่กัน รวมถึงความลับอันลึกลับต่างๆ ก็เริ่มผุดขึ้นในหัวของซูฟานอย่างต่อเนื่อง
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง”
การอาบน้ำรมเครื่องหอม การถือศีลทำสมาธิ การเดินเท้าตามตำแหน่งดาว หรือการท่องคาถาอาคม ขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนเหล่านี้ ล้วนทำไปเพื่อให้สัมผัสได้ถึง "กระแสพลัง" (ชี่จี) เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
เมื่อสัมผัสถึงพลังได้แล้ว ถึงจะสามารถเขียนยันต์ได้สำเร็จ
ยันต์อาคมถูกมองว่าเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับทวยเทพ ผู้เขียนจะทำการแจ้งต่อเทพเจ้าเพื่อขอรับพลังที่ประทานลงมา แล้วจึงบรรจุพลังนั้นลงในกระดาษยันต์ที่สอดคล้องกัน
ขั้นตอนการสัมผัสถึงกระแสพลังนี้เอง ที่เป็นกำแพงขวางกั้นคนที่มีพรสวรรค์ธรรมดาไว้มากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นยันต์อาคมที่แท้จริงจึงหาได้ยาก และคนที่สามารถเขียนมันได้ยิ่งมีน้อยนิดยิ่งกว่า
แต่เรื่องพวกนี้กลับไม่ใช่ปัญหาสำหรับซูฟานเลยสักนิด
ด้วยความเข้าใจอันเหนือชั้นอย่างเขา ขอเพียงแค่ให้เวลาอีกสักหน่อย เขาก็สามารถข้ามขั้นตอนเตรียมการส่วนใหญ่ไปได้ แค่ปักธูปสามดอกแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาก็เริ่มลงมือได้ทันที
ซูฟานจดจ่ออยู่กับการศึกษายันต์อาคมจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านค่ำคืนนี้ไป ซูฟานก็มีความมั่นใจในการเขียนยันต์ขึ้นมาในที่สุด เขาจึงเริ่มเตรียมการทันที
ภายในร้านขายของเก่ามีของครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระดาษเหลืองหรือกระถางธูป
หลังจากจุดธูปสามดอกแล้ว ซูฟานก็ปรับลมหายใจให้คงที่ พยายามสัมผัสถึงกระแสพลังที่เลือนลางนั้น
ครู่ต่อมา ซูฟานก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังจากภายนอกที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย
เขาจึงรีบใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึกและเริ่มเขียนยันต์ทันที ทุกท่วงท่าการตวัดพู่กันเป็นไปอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในคราวเดียว
เพียงไม่นาน 《ยันต์คุ้มครอง》 ก็เสร็จสมบูรณ์!
หลังจากซูฟานวางพู่กันลง เขาก็พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ
การเขียนสำเร็จได้ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น หากพูดกันตามตรงก็มีเรื่องดวงมาเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อย
แต่การเริ่มต้นที่ดีคือชัยชนะไปกว่าครึ่ง ซูฟานมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในเส้นทางสายยันต์อาคมหลังจากนี้!
ทว่า "ฝันนั้นช่างสวยงามแต่ความจริงนั้นช่างโหดร้าย"
หลังจากการเขียนครั้งแรกสำเร็จ การเขียนยันต์ในสองครั้งต่อมากลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
ไม่ว่าจะเป็นกระแสพลังที่ปั่นป่วนระหว่างทาง หรือจังหวะการตวัดพู่กันครั้งสุดท้ายที่คุมไม่อยู่ จนทำให้งานทั้งหมดต้องสูญเปล่า
ซูฟานถอนหายใจออกมา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร เขายังคงตั้งสมาธิและมุ่งมั่นกับการเขียนยันต์ต่อไป
หลังจากใช้ความพยายามอยู่อีกสักพัก ในมือของซูฟานตอนนี้ก็มียันต์คุ้มครองอยู่สี่ใบแล้ว
ในวินาทีที่เขาวางพู่กันหลังจากเขียนยันต์ใบสุดท้ายเสร็จ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา จึงเลือกที่จะวางพู่กันและพักผ่อนชั่วคราว
เขาหันไปมองนาฬิกาบนกำแพง ก็พบว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว
ในช่วงเวลาที่เขาเขียนยันต์อยู่นั้น ภายในร้านขายของเก่าเงียบสงบอย่างยิ่ง ไม่มีลูกค้ามาเยือนเลยแม้แต่คนเดียว
ซูฟานไม่รู้ว่าควรจะดีใจดีที่ไม่มีใครมารบกวนการทำงานของเขา หรือควรจะเสียใจดีที่ธุรกิจในร้านของเขามันย่ำแย่ขนาดนี้จนดูท่าจะเจ๊งเข้าสักวัน
เขาลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา และสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าในท้อง จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เขาจึงเก็บกวาดโต๊ะทำงานและมุ่งหน้าไปที่ห้องครัว
เป็นที่รู้กันดีว่าบนถนนสายธุรกิจที่เจริญรุ่งเรือง ค่าครองชีพย่อมสูงลิบลิ่ว ร้านอาหารรอบๆ ร้านขายของเก่าต่างก็มีราคาแพงระยับ นั่นจึงทำให้ซูฟานต้องฝึกปรือฝีมือการทำอาหารจนเก่งฉกาจ
เมื่อเทียบกับ "อาหารจีนแบบอเมริกัน" ที่ขายกันเกลื่อนแถวนี้ ฝีมือของเขาน่ะเรียกได้ว่ามีรสชาติที่เป็นต้นตำรับมากกว่าหลายเท่าตัวนัก
(จบแล้ว)