- หน้าแรก
- การตื่นรู้ระดับโลก ผู้รักษาที่มีพลังระดับเทพ
- บทที่ 27 ตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย
บทที่ 27 ตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย
บทที่ 27 ตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย
บทที่ 27 ตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย
ทันทีที่หวังอวี่คลายทักษะของตนลง ซูเหยียนก็พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องพักของหอพักอีกครั้ง พร้อมกับเสียงอันอ่อนโยนของหวังอวี่ที่ดังแว่วมาเข้าหู
"บทเรียนของวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ ในช่วงสองสามวันต่อจากนี้จะเป็นช่วงพักชั่วคราวเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้ และดูดซับพลังจากผลึกที่ข้ามอบให้ไปก่อนหน้านี้ด้วย"
"สุดท้ายนี้ ในช่วงสองวันข้างหน้าจงทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ที่ข้าเพิ่งให้เจ้าไป ในคาบเรียนถัดไปเราจะเริ่มเตรียมตัวสำหรับบทเรียนการต่อสู้จริง"
ซูเหยียนฟังเสียงของหวังอวี่พลางมองไปรอบห้องพักที่ว่างเปล่า เขารู้สึกอัศจรรย์ใจอีกครั้งกับธรรมชาติอันน่าทึ่งของทักษะต่าง ๆ ในยุคแห่งการฟื้นฟูพลังปราณวิญญาณเช่นนี้
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เขาจึงหยิบผลึกความทรงจำที่หวังอวี่มอบให้ขึ้นมา ซึ่งภายในบันทึกเทคนิคการปลดปล่อยพลังวิญญาณ รวมถึงวิธีการเรียนรู้ตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้ายเอาไว้ เขาใช้พลังจิตห่อหุ้มผลึกนั้นและเริ่มดูดซับความรู้ที่อยู่ภายในทันที
ผลึกความทรงจำประเภทนี้แตกต่างจากผลึกทักษะ เพราะผลึกทักษะนั้นเมื่อดูดซับแล้วจะได้รับทักษะมาโดยตรง แต่มันจะกินพื้นที่พลังจิตและต้องใช้เวลาในการหลอมรวมให้เสถียร
ในทางกลับกัน ผลึกความทรงจำคือการผนึกข้อมูลลงไปในผลึกพิเศษที่สามารถกักเก็บเนื้อหาได้โดยตรง
การดูดซับผลึกนี้ทำให้ได้รับข้อมูลที่บันทึกไว้ คล้ายกับแผ่นหยกที่ใช้บันทึกข้อมูลในนิยายเซียนที่ซูเหยียนเคยอ่านในชาติปางก่อน การดูดซับผลึกความทรงจำประเภทนี้จะสิ้นเปลืองเพียงพลังจิต ซึ่งเป็นพลังประเภทที่ฟื้นฟูได้รวดเร็วอยู่แล้ว
ขณะที่ผลึกถูกดูดซับไปทีละน้อย ข้อมูลจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของซูเหยียน
ชั่วขณะหนึ่ง แรงปะทะของข้อมูลทำให้ซูเหยียนรู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ เล็กน้อย หลังจากนั้นเขาก็พบว่าในห้วงความคิดมีเทคนิคและวิธีการฝึกฝนเพื่อควบคุมการปลดปล่อยพลังวิญญาณยามใช้งานทักษะปรากฏขึ้น
เมื่อทำความเข้าใจข้อมูลนี้และลองทดสอบใช้งานทักษะด้วยตนเอง ซูเหยียนก็ตระหนักว่าเขาสามารถจับจุดวิธีการใช้เทคนิคนี้ได้คร่าว ๆ แล้ว เขาจึงลองร่ายคาถาฟื้นฟูและดารารัศมีนำทางใส่ตัวเองต่อเนื่องกันหลายครั้ง
เขาพบว่าผลของการรักษาต่อวินาทีและระยะเวลาของคาถาฟื้นฟูจะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณพลังวิญญาณที่เขาใส่ลงไปในขณะที่ใช้ทักษะ
เช่นเดียวกับดารารัศมีนำทาง ปริมาณการรักษาของมันก็แปรผันตามการปลดปล่อยพลังวิญญาณของเขาเช่นกัน
จากนั้นซูเหยียนเริ่มร่ายทักษะใส่ตัวเอง โดยใช้ร่างของตนเองเป็นเป้าหมายในการฝึกซ้อม
ขณะที่เขาร่ายทักษะซ้ำแล้วซ้ำเล่าและสัมผัสถึงผลลัพธ์ของทักษะที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ซูเหยียนก็ค่อย ๆ เริ่มจับความรู้สึกได้ จากข้อมูลที่ได้รับจากผลึก เขาเข้าใจดีว่าตนเองเพิ่งจะเริ่มต้นเพียงผิวเผินเท่านั้น
หลังจากที่รู้ตัวว่าเริ่มเรียนรู้เทคนิคการควบคุมพลังวิญญาณและการปลดปล่อยทักษะในเบื้องต้นได้แล้ว ซูเหยียนจึงหันไปให้ความสนใจกับการเรียนรู้อีกสองเทคนิคที่เหลือในผลึกความทรงจำ
ตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย แม้จะถูกเรียกว่าเป็นสองทักษะ แต่โดยเนื้อแท้แล้วพวกมันเป็นเพียงการประยุกต์ใช้พลังจิตเท่านั้น
ตราประทับแห่งไมตรีคือการวางตราประทับจิตอันเปี่ยมด้วยเมตตาลงบนเป้าหมาย ช่วยให้สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่และตำแหน่งของเป้าหมายได้ท่ามกลางฝูงชน และช่วยปรับทิศทางของทักษะสนับสนุนเมื่อใช้งาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์แบบการล็อคเป้าหมายอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ทักษะประเภทสร้างความเสียหายบางอย่าง เมื่อต้องเผชิญกับเป้าหมายที่มีตราประทับแห่งไมตรี ทักษะนั้นจะพยายามเบี่ยงหลบโดยสัญชาตญาณ หากไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ การมีอยู่ของตราประทับนี้จะช่วยลดทอนความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด
แน่นอนว่าเนื่องจากจุดประสงค์แรกเริ่มของตราประทับนี้คือการทำเครื่องหมายมิตรฝ่ายเดียวกัน จึงไม่มีการพัฒนาคุณสมบัติในการพรางตาหรือการทำให้ลบออกยากเอาไว้
ตราประทับนี้จึงถูกค้นพบได้ง่ายโดยผู้ที่ถูกประทับตรา ไม่ว่าระดับพลังของทั้งสองฝ่ายจะต่างกันเพียงใด ก็สามารถตรวจพบและลบออกได้โดยง่าย ทว่าภายใต้สถานการณ์ปกติ คงไม่มีใครคิดที่จะลบตราประทับแห่งไมตรีของเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้รักษาออก
และตราประทับแห่งไมตรีของผู้รักษายังมีหน้าที่พิเศษอีกประการหนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในผลึกความทรงจำ เนื่องจากเป้าหมายที่ถูกประทับตรารู้จักเจ้าของตราประทับนี้และไว้วางใจในตัวผู้รักษา
ทักษะการรักษาที่ผู้รักษาร่ายใส่เป้าหมายจะทำให้เป้าหมายเปิดใจรับการดูดซับทักษะโดยสัญชาตญาณ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูดซับพลังรักษาของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือทักษะการรักษาจะได้รับการเสริมพลังในระดับหนึ่งเมื่อใช้กับเป้าหมายที่มีตราประทับแห่งไมตรี
ในทางกลับกัน ตราประทับแห่งมาดร้ายคือขั้วตรงข้าม ตราประทับแห่งมาดร้ายมักถูกใช้เพื่อติดตามศัตรู ดังนั้นมันจึงมีคุณสมบัติในการพรางตัวและลบออกได้ยาก
ในหลายกรณี เป้าหมายอาจถูกตีตราด้วยตราประทับแห่งมาดร้ายโดยที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ จุดประสงค์หลักของมันยังคงเป็นการปรับทิศทางทักษะและติดตามศัตรู
เพื่อให้ตราประทับนี้ไม่ถูกตรวจพบ พลังจิตของผู้ใช้จำเป็นต้องสูงกว่าเป้าหมายที่ถูกประทับตรา แน่นอนว่าถึงแม้จะถูกค้นพบ หากช่องว่างของพลังระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ห่างกันจนเกินไป การจะลบตราประทับนี้ก็ยังต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นทักษะนี้จึงมักถูกนำมาใช้ในการต่อสู้เสมอ
ระหว่างการต่อสู้ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะพบว่ามีตราประทับอยู่ก็อาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะสลัดมันทิ้งไปได้ ทักษะนี้จึงเป็นสิ่งที่เหล่านักร่ายมนตร์อาชีพนิยมใช้กันอย่างมากในสมรภูมิ
ความยากในการเรียนรู้ทักษะทั้งสองนี้ไม่สูงนัก เพียงแค่โคจรพลังจิตตามวิธีการที่ให้ไว้ในผลึก ก็จะเกิดอักขระจิตขึ้นในใจสองชุด ชุดหนึ่งคือไมตรีและอีกชุดหนึ่งคือมาดร้าย เมื่อต้องการใช้งานก็นำพลังจิตไปประทับลงบนเป้าหมาย
ในการฝึกฝนช่วงแรกสามารถประทับตราผ่านการสัมผัสได้ ต่อมาเมื่อมีความชำนาญมากขึ้นในทักษะทั้งสองนี้ ก็จะสามารถประทับตราลงบนเป้าหมายได้โดยตรงด้วยการใช้พลังจิตเพียงอย่างเดียว
ซูเหยียนเดินพลังจิตตามวิธีการในใจ หลังจากล้มเหลวอยู่หลายครั้ง เขาก็สามารถสร้างตราประทับทั้งสองขึ้นในใจได้สำเร็จ
เนื่องจากนี่เป็นการเรียนรู้ทักษะนี้ครั้งแรกและในห้องไม่มีเป้าหมายให้เขาทดสอบ ซูเหยียนจึงใช้เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเป็นเป้าหมายในการร่ายตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย
หลังจากสร้างตราประทับในใจได้แล้ว เขาก็ใช้มือสัมผัสและประทับตราลงบนเฟอร์นิเจอร์ในห้องด้วยตราประทับแห่งไมตรีและตราประทับแห่งมาดร้าย
ผ่านความพ้มเหลวไปไม่กี่ครั้ง ในที่สุดซูเหยียนก็สามารถวางตราประทับแห่งไมตรีไว้ที่ตู้เสื้อผ้าและตราประทับแห่งมาดร้ายไว้ที่โต๊ะทำงานได้สำเร็จ เมื่อใช้งานได้คล่องแล้ว ซูเหยียนจึงเดินออกจากห้องเพื่อทดสอบผลลัพธ์และระยะของตราประทับเหล่านั้น
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง ซูเหยียนสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเป้าหมายผ่านผนังห้องได้อย่างชัดเจน
เขารู้สึกได้ลึก ๆ ว่าหากเขาร่ายทักษะในตอนนี้ ตราบใดที่ทิศทางโดยรวมถูกต้อง ทักษะนั้นจะปรับทิศทางด้วยตัวเองและพุ่งตรงไปหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ
แน่นอนว่าหากเป้าหมายอยู่ทางทิศเหนือแต่เขาร่ายทักษะไปทางทิศใต้ ทักษะนั้นย่อมไม่สามารถหักเหกลับมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีตราประทับอยู่ แต่มันทำหน้าที่เพียงปรับทิศทางของทักษะเท่านั้น หากมีสิ่งกีดขวางอยู่รอบเป้าหมาย ทักษะก็จะไม่สามารถพุ่งทะลุสิ่งกีดขวางไปหาเป้าหมายได้โดยตรง
ขณะที่เขาค่อย ๆ เดินห่างออกจากห้องไป ซูเหยียนพบว่าจากเดิมที่เคยรับรู้ตำแหน่งของเป้าหมายได้อย่างชัดแจ้ง ตอนนี้เขากลับทำได้เพียงสัมผัสถึงทิศทางของเป้าหมายได้อย่างลาง ๆ เท่านั้น
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เขาจึงถอนตราประทับทั้งสองที่ติดอยู่บนเฟอร์นิเจอร์ออก และเริ่มฝึกฝนการร่ายตราประทับใส่เป้าหมายโดยไม่ใช้การสัมผัส แต่ใช้เพียงพลังจิตพุ่งเป้าไปแทน