เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 - เมื่อเหล่านักบวชสังเวยเทพของตน

บทที่ 37 - เมื่อเหล่านักบวชสังเวยเทพของตน

บทที่ 37 - เมื่อเหล่านักบวชสังเวยเทพของตน


บทที่ 37 - เมื่อเหล่านักบวชสังเวยเทพของตน

พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ขบวนรถบรรทุกหนัก รถถัง และรถหุ้มเกราะเริ่มปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ราวกับกระแสน้ำเหล็กกล้าที่ไหลบ่าเข้ามา

กองพลยานเกราะสองกองพล กำลังพล 21,456 นาย สมทบด้วยเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศหลวงอีก 200 ลำ

ในจำนวนนั้นประกอบด้วยรถถัง 317 คัน ปืนใหญ่หนักร้อยกว่ากระบอก ปืนใหญ่สนามสี่ร้อยกว่ากระบอก รถยนต์และรถม้ารวมกันมากกว่าสองพันคัน

นี่คือกำลังทหารที่อู๋เหิงระดมมาตลอดสามวัน ซึ่งตอนนี้ทั้งหมดได้มารวมตัวกันที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว

“รายงานท่านผู้บัญชาการสูงสุด กำลังพลทุกหน่วยรวมพลเสร็จสิ้น ขอรับคำสั่งครับ”

“เล็งเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่กำหนด เตรียมพร้อมปฏิบัติการ”

สิ้นคำสั่ง เครื่องบินขับไล่ทีละลำก็บินพาดผ่านท้องฟ้า ส่งเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู

รังของ 'ฮัสตา' ถูกลากจูงด้วยรถบรรทุกยักษ์ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่ริมแม่น้ำคงคา

ริมฝั่งน้ำถูกปรับพื้นที่ว่างขนาดประมาณ 2,500 ตารางเมตร ปูด้วยแผ่นไม้จนกลายเป็นแท่นพิธี บนแท่นนั้นมีปะรำพิธีตั้งเรียงรายอยู่ 417 แห่ง

นักบวชหญิงของเทวี 417 รูป สวมชุดพิธีการที่หรูหราประจำตำแหน่งของตน นี่คือนักบวชของเทวีทั้งหมดที่สามารถหาได้ในพื้นที่ตะวันตกแล้ว

เหล่านักบวชเริ่มจัดเตรียมงาน จุดธูป ชำระล้างร่างกาย และสงบจิตใจ

ผู้ช่วยข้างเสาปะรำพิธีสั่นกระดิ่งทองเหลืองบนหิ้งไม้ เสียงกระดิ่งอันใสกระจ่างแห่งการเซ่นสรวงดังขึ้น พิธีกรรมจึงเริ่มต้น

ภายใต้การนำของหัวหน้านักบวช เหล่านักบวชต่างหันหน้าเข้าสู่แม่น้ำคงคา ยืนอย่างสงบนิ่งและเคร่งขรึมด้วยสีหน้าที่เปี่ยมศรัทธาที่สุด พวกนางชูภาชนะที่บรรจุน้ำจากแม่น้ำคงคาขึ้นเหนือหัวเพื่อทำพิธีคารวะ

หลังเสร็จพิธีคารวะ เหล่านักบวชกลับสู่ปะรำพิธีของตน ท่ามกลางเสียงกระดิ่งทองเหลือง พวกนางเริ่มร่ายมนตร์พร้อมกับเผาธูปหอม

เครื่องประกอบพิธีมากมาย ทั้งคบไฟรูปงูเห่า กรงเล็บไก่ กระดิ่งทองเหลือง ตะเกียงอาคม ขนนกยูง และหางจามรี ถูกนำออกมากวัดแกว่งตามระเบียบพิธีการจากทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ

เมื่อการกวัดแกว่งอาวุธอาคมแต่ละชิ้นสิ้นสุดลง พวกนางก็จะโปรยน้ำมนต์และดอกไม้ลงสู่แม่น้ำคงคา

บริเวณรอบนอกแท่นพิธี สาวกของเทวีสองพันคนใช้เข็มเงินทิ่มแทงลิ้นและกระพุ้งแก้ม หรือใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวทะลุเนื้อหนังที่แขนและแผ่นหลัง พลางเดินเท้าเปล่าบนถ่านร้อนโชติช่วง

พวกเขาแสดงความเชื่อถือต่อเทพเจ้าด้วยวิธีนี้ และใช้ระดับความเจ็บปวดรวมถึงเลือดที่หลั่งออกมาเป็นมาตรวัดความศรัทธาที่มีต่อเทพเจ้า

อู๋เหิงรู้สึกว่า ไม่รู้หรอกว่าเทพเจ้าของพวกเขาจะชอบหรือไม่ แต่พวกซีโนไบต์จากนรกต้องชอบวิธีการแบบนี้แน่นอน

พวกเขาเดินวนเวียนไปรอบแท่นพิธี แสดงศรัทธาต่อหน้าฝูงชนเพื่อหวังจะได้รับพรจากทวยเทพ

เมื่อพิธีกรรมดำเนินมาถึงช่วงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด นักบวชทั้งหมดลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ชูแขนทั้งสองข้างเข้าหาแม่น้ำคงคาพลางตะโกนบทสวดอินเดียโบราณเสียงดังลั่น

หัวหน้านักบวชปรายตามาทางอู๋เหิง อู๋เหิงรับรู้สัญญาณ

“ส่งเครื่องสังเวย!” อู๋เหิงโบกมือไปทางรถบรรทุก

รังของ 'ฮัสตา' ถูกผลักด้วยรถแทรกเตอร์ 4 คัน ให้ค่อยๆ จมลงสู่แม่น้ำคงคา

เมื่อเหล่านักบวชเห็นเครื่องสังเวยถูกส่งลงสู่แม่น้ำ พวกนางก็ยิ่งแผดเสียงสวดร่ายมนตร์ดังขึ้นไปอีก

อู๋เหิงปิดบังความจริงบางส่วนกับนักบวชเหล่านี้ เขาบอกเพียงว่านี่คือเครื่องสังเวย แต่ไม่ได้บอกว่าข้างในคืออะไร

นักบวชเหล่านี้เข้าใจไปเองว่ามันคือแผ่นแป้งขนาดมหึมา และคิดว่าอู๋เหิงเป็นสาวกที่เคร่งครัดถึงได้เตรียมเครื่องสังเวยที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจขนาดนี้

ในตอนนั้นเอง ทหารทุกนายได้รับคำสั่งให้แผดเสียงตะโกนพร้อมกัน

“ฮัสตามาแล้ว! ฮัสตามาแล้ว! ฮัสตามาแล้ว!”

เสียงตะโกนโห่ร้องดังกึกก้องแผ่ขยายไปตามแนวแม่น้ำคงคา

เหล่านักบวชที่ได้ยินชื่อนี้ถึงกับสีหน้าถอดสี บทสวดหยุดชะงักลงทันที พวกนางจ้องมองอู๋เหิงด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับเริ่มวิ่งหนีไปทางด้านหลัง

ปัง! ปัง! นักบวชสองรูปที่พยายามหนีล้มลงกองกับพื้น

“สวดต่อไป!”

ทหารหุ้มเกราะที่คอยควบคุมอยู่เล็งปากกระบอกปืนใส่พวกนางพลางกล่าวเสียงเย็น

เสียงสวดร่ายมนตร์ดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าน้ำเสียงกลับดูอ่อนแรงและสั่นเครือลงอย่างเห็นได้ชัด

แป้งสาลีที่พอกอยู่รอบนอกของรังอสูรเริ่มหลุดลอกออกจากการชะล้างของกระแสน้ำ เผยให้เห็นผิวหนังสีแดงฉาน และสีแดงนั้นก็ยิ่งทวีความสดใสขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะมีเลือดหยดออกมา

รังที่เคยยุบตัวกลับค่อยๆ พองโตขึ้นจนกลมดิบ

ภายในนั้นมีเสียงคำรามดังออกมาไม่ขาดสาย ผิวหนังด้านนอกขยับเขยื้อนและผุดนูนขึ้นมาตลอดเวลา ราวกับรังแมงมุมที่กำลังจะแตกออกและมีลูกแมงมุมนับไม่ถ้วนพุ่งพรวดออกมา

แม่น้ำคงคาที่เคยไหลเอื่อยๆ ดูเหมือนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเช่นกัน

ผิวน้ำค่อยๆ นิ่งสนิทลง ทว่ากลับดูเชี่ยวกรากอยู่ภายใน แฝงไปด้วยความรู้สึกขัดแย้งที่ชวนให้อึดอัด

ดูเหมือนจะมีกลิ่นอายแห่งความดุร้ายหลายสาย พุ่งตรงมาจากทิศทางต่างๆ ตามแนวกระแสน้ำมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้ ทำให้คนธรรมดาถึงกับขนลุกซู่!

ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เหล่าทหารต่างมีสีหน้าที่จดจ่อ แขนเกร็งแน่น พร้อมที่จะกดปุ่มลั่นไกได้ทุกเมื่อ

มาแล้ว! ใครคนหนึ่งหลุดปากอุทานออกมา

ซ่า!

น้ำในแม่น้ำสาดกระจาย ร่างหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ก้นแม่น้ำ มุ่งตรงเข้าหารังของ 'ฮัสตา' ทันที

มันมีรูปร่างคล้ายคนแต่ร่างกายกำยำสูงกว่าสี่เมตร หัวดูคล้ายกับคางคกที่แห้งเหี่ยว ภายในท้องมีลาวาสีแดงไหลเวียนอยู่ ปากสีม่วงขนาดมหึมาพ่นเปลวเพลิงออกมา

“เทวบุตร!”

“นั่นคือ จูชิเจียนัน เทวบุตรจูชิเจียนัน!”

เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังมาจากกลุ่มนักบวช พวกนางดูมีขวัญกำลังใจขึ้นมาทันทีและพากันคุกเข่าลงเป็นแถว

เหล่าทหารต่างกลั้นหายใจ รอคอยคำสั่งโจมตีจากอู๋เหิงอย่างใจจดใจจ่อ

ในตอนนี้อู๋เหิงยืนอยู่บนหลังคารถหุ้มเกราะข้างเฮลิคอปเตอร์ ใบพัดของเฮลิคอปเตอร์กำลังหมุนวน หากมีอะไรผิดพลาดเขาก็พร้อมจะพุ่งเข้าไปเพื่อขับเครื่องบินหลบหนีทันที

จูชิเจียนันไม่ได้สนใจมนุษย์ที่อยู่ในที่นั้นเลย มันใช้มือทั้งสองที่มีกรงเล็บแหลมคมขนาดใหญ่เท่าพัดใบตาล ฉีกกระชากมดลูกของเทวี

“ฮัส... ตา!”

จูชิเจียนันส่งเสียงคำรามต่ำๆ ด้วยน้ำเสียงที่ประหลาด ฟังดูคล้ายกับการเรียกชื่อฮัสตาด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดู

เลือดสาดกระจาย พังผืดฉีกขาด มดลูกเทวีที่ไม่สามารถถูกทำลายได้ กลับถูกฉีกออกเป็นรูเลือดอย่างรวดเร็ว พลังที่มีที่มาเดียวกันสามารถทำลายมดลูกเทวีได้จริงๆ

ฮัสตาจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากรูนั้นราวกับลูกแมงมุมที่เพิ่งเกิด พวกมันกรูเข้าหาจูชิเจียนันอย่างบ้าคลั่ง

จูชิเจียนันพองลมที่ท้อง ปากสีม่วงอ้ากว้าง พ่นเปลวเพลิงออกมาเผาผลาญกลุ่มฮัสตาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

ทว่าฮัสตาก็ยังคงพุ่งออกมาอย่างไม่ขาดสาย พยายามจะเข้ากัดจูชิเจียนันเพื่อส่งต่อคำสาปแห่งความเน่าเปื่อยให้แก่มัน

แต่จูชิเจียนันก็ยังคงพ่นไฟแผดเผาพลางใช้กรงเล็บฉีกทึ้งรังต่อไป เพื่อขยายรูให้กว้างขึ้น

ฉึบ! ฟิ้ว!

ในตอนนั้นเอง ร่างหนึ่งก็พุ่งทะลุมดลูกเทวีขึ้นมาจากด้านล่าง พร้อมกับซากศพและเศษเนื้อของฮัสตา มันพุ่งออกจากรูด้านบนและทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ

เทวบุตรอีกองค์มาถึงแล้ว

มันสูงกว่าสามเมตร ร่างกายแห้งเหี่ยว ผิวสีฟ้า ดูคล้ายกับลูกนกที่ไร้ขน มือและเท้าคมกริบดั่งใบมีด

“เทพเจ้า!”

เหล่านักบวชต่างคุกเข่าร้องเรียกด้วยน้ำตาที่นองหน้า

“เทพเจ้าของพวกเราเสด็จกลับมาแล้ว!”

“นั่นคือ เจิ้นหลัวเหมินซ่า ! เทวบุตรลำดับที่เก้า”

“เจิ้นหลัวเหมินซ่า โปรดประทานอภัยในบาปของข้าด้วยเถิด!”

“นี่คือสงครามเทพเจ้า! เทพของข้า ทั้งหมดเป็นเพราะสาวกของพระองค์ ข้ามีบาป! ข้ามีบาปเหลือเกิน!”

เหล่านักบวชต่างพากันคุ้มคลั่ง บางคนถึงขั้นก้มลงกราบไหว้ไปทางรังอสูรและหมอบคลานเข้าไปหา

คราวนี้ไม่มีทหารคนไหนเข้าไปห้าม เพราะทุกคนต่างกำด้ามปืนไว้แน่น รอคอยคำสั่งจากผู้บัญชาการสูงสุด มีเพียงเหล็กกล้าและกระสุนปืนใหญ่เท่านั้นที่จะมอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่พวกเขาได้

“ท่านผู้บัญชาการครับ!”

เสนาธิการสี่นายที่อยู่ข้างๆ มองหน้ากันก่อนจะหลุดปากร้องเรียกออกมาพร้อมกัน

“อย่ารีบ รอยังไม่ถึงเวลา”

ท่าทางที่นิ่งเฉยของอู๋เหิงทำให้ความประหม่าของพวกเขาทุเลาลง พวกเขาเคยผ่านสงครามมานับร้อยสมรภูมิ ทว่าสงครามกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์แบบนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาจริงๆ

เจิ้นหลัวเหมินซ่าเริ่มประสานงานกับจูชิเจียนัน โดยจูชิเจียนันคอยสกัดกั้นกลุ่มฮัสตาจำนวนมหาศาล ส่วนเจิ้นหลัวเหมินซ่าก็หมุนตัวเป็นลูกข่าง ฉีกกระชากรังของฮัสตาอย่างบ้าคลั่ง

ที่ผิวน้ำไกลๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอีกครั้ง น้ำในแม่น้ำซัดเป็นระลอกคลื่นสูงถึงห้าเมตร ราวกับมีฝูงวาฬกำลังพุ่งตรงมาทางนี้

คลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่รังของฮัสตา พร้อมกับการปรากฏตัวของอสูรกายอีกเก้าตน พวกมันต่างมีรูปลักษณ์ที่พิสดาร ทั้งหัวงู หน้าเละ สองหัว หรือมีอวัยวะงอกเกิน... ดูแล้วราวกับการแสดงของคณะตัวประหลาดที่น่าสยดสยอง

รังของฮัสตาถูกฉีกกระชากจนหายไปครึ่งหนึ่งในพริบตา ไม่มีฮัสตาตนใหม่พุ่งออกมาอีกแล้ว ทว่าฮัสตาที่เหลืออยู่เพียงตนเดียว ร่างกายกลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

สามเมตร ห้าเมตร เจ็ดเมตร สิบเมตร!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 37 - เมื่อเหล่านักบวชสังเวยเทพของตน

คัดลอกลิงก์แล้ว