- หน้าแรก
- ครอบครัวระบบเทพ ช้อปปิ้งทะลุมิติ พลิกชะตาแผ่นดิน
- บทที่ 20 ผมไม่เล็กแล้วนะ
บทที่ 20 ผมไม่เล็กแล้วนะ
บทที่ 20 ผมไม่เล็กแล้วนะ
ภายในห้องส่วนตัวของร้านอาหารของรัฐ ทุกคนต่างกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้เฉินไจ้กวงจะทำงานอยู่ที่กรมการขนส่งทางน้ำในอำเภอ แต่เดือนหนึ่งเขาก็แทบจะไม่ได้มาร้านอาหารเลย เงินที่เหลือเก็บถ้าไม่เอาไปใช้จ่ายในครอบครัว ก็เอาไปจุนเจือพ่อแม่ที่หมู่บ้าน วันนี้ได้กินเนื้อสัตว์มากมายขนาดนี้ ก็ถือว่าอิ่มหนำสำราญสุดๆ ไปเลย
ส่วนเฉินไจ้หลงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ร้านอาหาร ที่เขาเคยไป ก็มีแค่ตอนที่พาพี่รองมารักษาตัวที่โรงพยาบาลประชาชนประจำอำเภอ แล้วแวะกินบะหมี่น้ำสองชามที่ร้านเพิงหมาแหงนริมทางเท่านั้น เขาไม่เคยกินอาหารมื้อใหญ่ที่หรูหราอลังการแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต แม้แต่งานเลี้ยงล้มหมูของที่ทำการหมู่บ้านตอนสิ้นปี ยังไม่จัดเต็มขนาดนี้เลย
ทางด้านสองสามีภรรยาเฉินตงและจางอี๋ แม้จะรู้สึกว่าอาหารจานเนื้อพวกนี้ไม่ได้ถูกจัดแต่งมาอย่างประณีตงดงามเหมือนฝีมือเชฟระดับมิชลิน แต่รสชาติกลับอร่อยล้ำกว่ามาก พวกเขารู้สึกแปลกใหม่และเจริญอาหารจนกินไปได้เยอะกว่าปกติ
เฉินฮุยตัวน้อยกินไปเล่นไป คีบเนื้อหมูพะโล้ขึ้นมาได้ชิ้นหนึ่ง ก็ถามเจื้อยแจ้วไม่หยุด "แด๊ดดี้ นี่เนื้ออะไรฮะ"
คีบปลาทาบน้ำมันทอดขึ้นมาได้อีกชิ้น ก็หันไปถามจางอี๋ผู้เป็นแม่ "หม่ามี้ นี่ปลาอะไรฮะ"
เฉินตงตอบคำถามอย่างไม่รู้จบ "ลูกกินเข้าไปก่อนสิ แล้วแด๊ดดี้จะบอกให้ว่ามันคือเนื้ออะไร"
เฉินฮุยตัวน้อยกัดเข้าปากไปคำหนึ่ง กลิ่นหอมของเนื้อหมูพะโล้ก็อบอวลไปทั่วปาก เขาดีใจจนปรบมือแปะๆ "อร่อยจังเลยฮะ ใช่เนื้อหมูไหมฮะ"
"ตอบถูกแล้ว แด๊ดดี้ให้รางวัลอีกชิ้นนึงนะ!"
เฉินไจ้กวงมีนิสัยขี้เหนียวและประหยัดอดออมตามแบบฉบับคนหัวเซี่ยขนานแท้ เมื่อเห็นเฉินฮุยตัวน้อยกินหกเลอะเทอะเต็มโต๊ะ เขาก็เอื้อมมือไปใช้ตะเกียบคีบเนื้อที่เฉินฮุยตัวน้อยทำหล่นบนโต๊ะและคิดว่ามันสกปรกแล้ว มาใส่ไว้ในชามของตัวเอง
"คุณลุงฮะ มันสกปรกแล้ว กินไม่ได้นะฮะ เดี๋ยวจะป่วยเอานะ" เฉินฮุยตัวน้อยโบกมือห้ามเฉินไจ้กวงอย่างร้อนรน
"ไม่เป็นไรหรอกลูก นี่มันเนื้อทั้งนั้นเลยนะ จะทิ้งขว้างให้เสียของได้ยังไง" เฉินไจ้กวงยิ้มพลางคีบเนื้อชิ้นนั้นเข้าปาก "คุณลุงร่างกายแข็งแรง ไม่กลัวป่วยหรอก"
"จิมมี่ ดูสิลูก คุณลุงรู้คุณค่าของอาหารมากเลยนะลูก ต้องรู้ไว้นะว่ากว่าจะได้อาหารมาแต่ละอย่างมันยากลำบากแค่ไหน ลูกต้องเอาอย่างคุณลุงนะ ต่อไปห้ามกินทิ้งกินขว้างอีก เข้าใจไหมลูก" จางอี๋อาศัยจังหวะนี้สอนลูกชาย
เฉินฮุยตัวน้อยทำหน้างง เอียงคอถามจางอี๋ด้วยความสงสัย "แต่ว่า ขอแค่มีเงินก็ซื้อของกินได้แล้วนี่ฮะ แล้วทำไมเราต้องทนกินของที่เราไม่ชอบด้วยล่ะฮะ"
ตั้งแต่เล็กจนโต เฉินฮุยตัวน้อยอยากได้อะไรก็ต้องได้ คุณทวดเฉินเซิงอวี้ทะนุถนอมประคบประหงมเขาประดุจไข่ในหิน พอเขาร้องอยากไปเล่นรถบั๊มที่สวนสนุก ชายชราก็สั่งให้คนเคลียร์พื้นที่ในสนามหญ้าของคฤหาสน์ตัวเอง เพื่อสร้างสวนสนุกขนาดย่อมให้เหลนสุดที่รักโดยเฉพาะ
พอเฉินฮุยบ่นว่าสวนสนุกมันเล็กไป ชายชราก็ควักเงินซื้อสวนสนุกที่อยู่ใกล้คฤหาสน์มากที่สุด เพื่อให้เหลนรักของตัวเองได้เข้าไปวิ่งเล่นอย่างปลอดภัยได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
ตาตายายของเขาก็รักและเอ็นดูเขามากเช่นกัน เรื่องอาหารการกินและของใช้ทุกอย่างของเฉินฮุยตัวน้อย ตาตายายเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ถ้าของไม่สดใหม่จริง ก็ไม่มีทางได้เข้าห้องครัวของบ้านนี้เด็ดขาด
ตอนเช้าเฉินฮุยตัวน้อยบ่นว่าอยากกินเค้กช็อกโกแลตจากอิตาลี พอตกเที่ยง เชฟทำเค้กช็อกโกแลตระดับท็อปจากอิตาลีก็จะนั่งเครื่องบินบินตรงมาหา พอตอนบ่ายตื่นจากนอนกลางวัน เฉินฮุยตัวน้อยก็จะได้เห็นเค้กช็อกโกแลตสไตล์อิตาลีของโปรดวางรออยู่บนโต๊ะอาหารแล้ว
เด็กที่เติบโตมาแบบคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดอย่างเขา การจะมาสอนให้เขารู้จักคุณค่าของอาหาร มันออกจะดูเป็นเรื่องไกลตัวไปสักหน่อย
เฉินไจ้กวงก็พอมองออกว่าหลานชายตัวน้อยคนนี้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สุขสบายไร้กังวลในอเมริกา ไม่เหมือนกับในประเทศหัวเซี่ยที่แร้นแค้นขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ เขาจึงช่วยพูดแก้ต่างให้ "น้องสะใภ้ ช่างเถอะ เด็กมันยังเล็กนัก ยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก"
"คุณลุงฮะ ผมไม่เล็กแล้วนะฮะ ผมห้าขวบแล้วนะ!"
"จ้าๆ จิมมี่น้อยของเราห้าขวบแล้ว โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเนอะ" เฉินไจ้กวงหัวเราะร่าพลางลูบหัวเฉินฮุยตัวน้อยด้วยความเอ็นดู
ทุกคนใช้เวลากินอาหารกันเกือบหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า บนโต๊ะยังมีกับข้าวเหลืออยู่อีกเยอะ เฉินไจ้หลงมองดูกับข้าวที่เหลือแล้วพูดขึ้นว่า "ยังเหลือกับข้าวอีกตั้งเยอะเลย อาตง ให้พนักงานเอาปิ่นโตมาใส่กลับไปให้คนที่โรงพยาบาลดีไหม"
เฉินตงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วลุกเดินออกไปข้างนอก เวลานี้ลูกค้าที่โถงใหญ่ด้านนอกกลับกันไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่สองสามโต๊ะที่ยังนั่งกินกันอยู่ ผู้จัดการร้านเห็นเฉินตงเดินออกจากห้องส่วนตัว ก็รีบเดินเข้ามาถาม "คุณเฉินครับ มีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ"
"ผู้จัดการครับ รบกวนช่วยเอาปิ่นโตมาให้ผมสักสองสามเถาได้ไหมครับ ผมอยากจะห่อกับข้าวที่เหลือกลับไปน่ะครับ" เฉินตงลองถามดู
ผู้จัดการร้านพยักหน้ารับคำอย่างไม่ลังเล หันไปสั่งพนักงานหญิงสองสามคนที่ยืนคุยเล่นกันอยู่หน้าเคาน์เตอร์ว่า "พวกเธอสองคน เอาปิ่นโตเข้าไปในห้องส่วนตัว ช่วยคุณเฉินห่อกับข้าวที่เหลือให้หน่อยสิ"
พนักงานหญิงที่ถูกเรียกชื่อต่างก็ลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ หันหลังไปกรอกตาพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปดระหว่างเดินเข้าไปหยิบปิ่นโตในห้องครัว
"ก็แค่ชาวจีนโพ้นทะเลที่กลับมาจากเมืองนอก ทำเอาเขาหน้าบานเป็นจานเชิง เดินตามก้นต้อยๆ ประจบประแจงเชียวนะ"
"พูดเบาๆ หน่อยเถอะน่า เดี๋ยวผู้จัดการมาได้ยินเข้า ก็โดนด่าหน้าหงายอีกหรอก"
"เธอดูสิ ชาวจีนโพ้นทะเลคนนั้นก็แค่ผิวขาวกว่าคนทั่วไปหน่อย ไม่เห็นจะดูมีอะไรพิเศษตรงไหนเลย"
"นั่นเพราะเธอตาถั่วไงล่ะ ตอนที่เขาจ่ายเงินน่ะ เธอไม่ได้สังเกตนาฬิกาเรือนทองที่ข้อมือเขาเลยใช่ไหม แถมตรงหน้าปัดยังฝังเพชรวิบวับกระแทกตาซะขนาดนั้น"
"แล้วรถที่เขาขับมาจอดหน้าร้านน่ะ ชาตินี้เธอคงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะสิ ฉันว่านะ ขนาดผู้บริหารระดับสูงของเมืองยังไม่มีปัญญานั่งรถแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ"
พนักงานหญิงสามคนเดินคุยกันไปจนถึงหน้าห้องส่วนตัว เคาะประตูเบาๆ แล้วผลักเข้าไป ก็เห็นว่าบนโต๊ะยังมีกับข้าวเหลืออยู่อีกเพียบ ตอนนี้กลุ่มของเฉินตงกำลังสวมเสื้อคลุมเตรียมตัวจะกลับกันแล้ว จางอี๋เสยผมขึ้น แล้วใช้กิ๊บติดผมฝังทับทิมติดรวบผมเอาไว้ จากนั้นจึงค่อยสวมเสื้อโค้ตทับ
พนักงานหญิงคนหนึ่งใช้ข้อศอกกระทุ้งเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วส่งสายตาให้ดู กิ๊บติดผมที่ผู้หญิงคนนั้นติดอยู่มีทับทิมเม็ดเป้งฝังอยู่ด้วยนะ
พนักงานหญิงคนที่โดนกระทุ้ง ไม่รู้ว่าเพราะเจ็บหรือเพราะตกใจกันแน่ เธอเดาะลิ้นเบาๆ อยู่ในใจ พลางแอบคิดว่า คนที่มาจากประเทศทุนนิยมนี่มันช่างเหนือชั้นกว่าจริงๆ แฮะ
กับข้าวที่เหลือถูกห่อเสร็จสรรพอย่างรวดเร็ว ปิ่นโตทั้งสี่เถาตกอยู่ในมือของเฉินไจ้กวงและเฉินไจ้หลง พวกเขาเดินตามครอบครัวเฉินตงออกจากร้านอาหารไป ผู้จัดการร้านเดินมาส่งถึงหน้าประตูด้วยรอยยิ้ม พอเห็นเฉินตงกดรีโมทปลดล็อกรถมายบัค ขาทั้งสองข้างของเขาก็ก้าวเดินตามไปจนถึงข้างรถอย่างลืมตัว
เฉินตงจับมือผู้จัดการร้านอีกครั้งเพื่อเป็นการขอบคุณ ล้วงบุหรี่หว๋าจื่อในกระเป๋าเสื้อออกมา ดึงออกให้สองมวน ผู้จัดการร้านรีบยื่นสองมือไปรับไว้ แล้วยิ้มตอบอย่างเกรงใจว่าไม่เป็นไรครับ
เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ขึ้นรถกันหมดแล้ว เฉินตงก็โบกมือลาผู้จัดการร้าน แล้วขับรถจากไป ทิ้งให้ผู้จัดการร้านยืนมองตามตาละห้อยอยู่ที่หน้าประตูร้านอาหารของรัฐ
บนรถมายบัค เฉินตงยื่นซองบุหรี่หว๋าจื่อที่เพิ่งแกะใหม่ๆ ให้เฉินไจ้กวง "พี่ใหญ่ บุหรี่ซองนี้พี่รับไปสูบเถอะครับ ผมไม่ค่อยสูบ ถ้าพี่สูบหมด ในกระโปรงหลังยังมีอีกครึ่งลัง พี่หยิบเอาไปได้เลยนะครับ"
พอเฉินไจ้กวงเห็นซองสีแดงสดและตัวหนังสือบนนั้น ตอนแรกก็กะจะปฏิเสธ แต่จากที่ได้สัมผัสกับเฉินตงมาพักใหญ่ เขาก็รู้แล้วว่าเฉินตงเป็นคนที่ไม่ขาดแคลนเรื่องกินเรื่องใช้จริงๆ ของที่ให้มาหรือคำพูดที่หลุดปากออกไปแล้ว แทบจะไม่เคยดึงกลับเลย เขาจึงไม่ทำเป็นเกรงใจอีกต่อไป ยิ้มรับบุหรี่มาแต่โดยดี
รถยนต์แล่นฉิวไปตามถนนคอนกรีตที่ไม่กว้างขวางนักของตัวอำเภอ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คนริมถนน มุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลประชาชนประจำอำเภอ