เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 อดทนลำบากสักหน่อยนะ

บทที่ 6 อดทนลำบากสักหน่อยนะ

บทที่ 6 อดทนลำบากสักหน่อยนะ


ฝูงชนที่มุงดูอยู่หน้าประตูเกสต์เฮาส์รับรองคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอ เมื่อเห็นครอบครัวของเฉินตงเดินออกมาจากประตูเกสต์เฮาส์รับรองโดยมีตำรวจสามนายเดินขนาบข้าง ต่างก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นและพยายามเบียดเสียดเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ก็ถูกตำรวจอีกสองนายที่เดินตามมาตวาดไล่เสียงดัง

"เลิกเบียดกันได้แล้ว รักษามารยาทกันหน่อย ไม่มีอะไรน่าดูหรอก แยกย้ายกันไปได้แล้ว!"

"ตรงนี้มีเด็กอยู่ด้วย เลิกเบียดได้แล้ว ถอยไป ถอยออกไปให้หมด!"

คำพูดของตำรวจยังคงใช้ได้ผลเสมอ ฝูงชนเลิกเบียดเสียดไปข้างหน้าและแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ เฉินตงชี้ไปที่รถมายบัคซึ่งจอดอยู่ริมถนนและถูกผู้คนรุมล้อมอยู่ ก่อนจะหันไปพูดกับผู้กำกับหวังว่า "ผู้กำกับหวังครับ จะดีไหมถ้าคุณนั่งรถของผมไป แล้วให้สหายตำรวจอีกสองท่านขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปที่สถานี รบกวนคุณช่วยบอกทางผมหน่อยได้ไหมครับ"

เมื่อตำรวจทั้งสองนายได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปมองผู้กำกับของตนทันที ในสถานการณ์ที่ยังระบุตัวตนไม่ได้แน่ชัด การปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาขึ้นรถไปตามลำพังเช่นนี้ หากสามคนนี้เป็นสายลับของศัตรูขึ้นมา ผู้กำกับของพวกเขาจะไม่อยู่ในอันตรายหรอกหรือ

ทว่าผู้กำกับหวังกลับไม่ได้ใส่ใจ เขายิ้มแล้วตอบว่า "ตกลง ฉันจะนั่งรถคุณกลับสถานีก็แล้วกัน จะได้ลองสัมผัสรถเก๋งจากประเทศอเมริกาดูสักหน่อย ว่ามันจะต่างจากของหัวเซี่ยเรายังไงบ้าง"

"ได้เลยครับ ผู้กำกับหวังลองสัมผัสดูนะครับ ถ้าไม่ถูกใจตรงไหนก็วิจารณ์ได้เต็มที่เลย!"

เฉินตงเดินเข้าไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ให้ผู้กำกับหวังเข้าไปนั่งก่อน จากนั้นจึงเปิดประตูเบาะหลัง ให้จางอี๋ภรรยาอุ้มเฉินฮุยลูกชายตัวน้อยเข้าไปนั่งให้เรียบร้อย แล้วเขาจึงเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ หลังจากคาดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองเสร็จ เมื่อเห็นว่าผู้กำกับหวังยังไม่ได้คาด จึงเอ่ยเตือนยิ้มๆ ว่า "ผู้กำกับหวังครับ รบกวนคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะครับ"

จางอี๋ที่อยู่เบาะหลังโน้มตัวมาดึงเข็มขัดนิรภัยที่อยู่ข้างหูขวาของผู้กำกับหวังส่งให้ เฉินตงเอี้ยวตัวไปดึงมาเสียบเข้ากับตัวล็อกจนแน่นสนิท จากนั้นจึงสตาร์ทรถ

ทันทีที่รถมายบัคสตาร์ท ผู้กำกับหวังที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารด้านหน้าไม่รู้สึกถึงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังรบกวนเลยแม้แต่น้อย ทำเอาเขาแอบทึ่งอยู่ในใจ พอหันไปมองการตกแต่งภายในรถก็พบว่ามันหรูหราถึงขีดสุด ทุกตารางนิ้วที่สายตามองเห็นล้วนตกแต่งด้วยหนังแท้สีล้วนอย่างลงตัว

เฉินตงค่อยๆ ออกรถ ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตื่นตาตื่นใจของเหล่าคนงานที่มุงดูอยู่รอบๆ รถเคลื่อนตัวออกจากประตูเกสต์เฮาส์รับรองคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอ ขับตามหลังรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจอีกสองนายมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ

เฉินไจ้ซิงมองดูรถมายบัคที่แล่นห่างออกไป พลางถอนหายใจด้วยความทึ่ง "เท่ชะมัดเลย ถ้าฉันได้ขับรถแบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย!"

ขับมาได้ประมาณห้าถึงหกนาที ภายใต้การบอกทางของผู้กำกับหวัง รถมายบัคก็แล่นเข้าไปในประตูสถานีตำรวจประจำอำเภออย่างนิ่มนวล ความรู้สึกตลอดเส้นทางที่ผู้กำกับหวังสัมผัสได้สามารถสรุปได้ด้วยคำสองคำคือ เงียบ! นิ่ง!

แม้จะขับอยู่บนถนนในเขตเมืองของอำเภอ แต่เวลาที่ผู้กำกับหวังนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอก เขาย่อมรู้ดีว่าถนนในเขตเมืองอำเภอหนานซานนั้นขรุขระมากแค่ไหน แต่พอนั่งรถของเฉินตงคันนี้ ตลอดทางเขากลับไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

เฉินตงไม่ได้จงใจขับหลบหลุมบ่อพวกนั้นด้วยซ้ำ เขาแค่ขับทับฝ่าไปตรงๆ แต่รถของเขาก็ไม่มีอาการโคลงเคลงเลยสักนิด นิ่งสนิทและมั่นคงมาก คงต้องยอมรับเลยว่าในยุคสมัยนี้ รถยนต์ของประเทศทุนนิยมนั้นดีกว่ารถที่หัวเซี่ยผลิตเองจริงๆ

นี่คือความในใจของผู้กำกับหวังในขณะนี้ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพูดออกมาต่อหน้าคนอื่นแน่ๆ เมื่อเฉินตงบอกวิธีเปิด ผู้กำกับหวังก็ดึงประตูรถเปิดออกแล้วก้าวลงมา เขาหันไปถามเฉินตงที่กำลังเดินเข้ามาหาว่า "รถคุณคันนี้ คงจะแพงมากเลยสิ"

"ไม่แพงหรอกครับ ก็แค่แสนแปดหมื่นกว่าเท่านั้นเอง" เฉินตงตอบพร้อมรอยยิ้ม

"ดอลลาร์เหรอ"

เฉินตงยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้า ผู้กำกับหวังนึกขึ้นได้ว่าตัวเองถามคำถามที่ดูโง่เขลาออกไป ในเมื่อพวกเขาอยู่ประเทศอเมริกา แล้วจะไม่ใช้เงินดอลลาร์ได้ยังไงล่ะ

ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ การตกแต่งภายในก็ดูเรียบง่ายไม่ต่างกัน ผนังปูนขาว พื้นกระเบื้องสีน้ำตาลแดง โต๊ะและเก้าอี้ไม้ นอกจากหลอดไฟแบบไส้บนเพดานแล้ว อุปกรณ์ไฟฟ้าเพียงชิ้นเดียวในสถานีตำรวจแห่งนี้ก็คือโทรศัพท์แบบหมุนรุ่นเก่าเครื่องนั้น

ของพรรค์นี้ตอนที่เฉินตงกับจางอี๋ผู้เป็นภรรยาไปเที่ยวที่คิวบาเมื่อหลายปีก่อนก็เคยเห็นคนใช้อยู่เหมือนกัน ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นที่นี่อีก

ผู้กำกับหวังพาครอบครัวของเฉินตงเข้าไปในห้องประชุม ชงชามาให้ทั้งสามคนเป็นพิเศษหนึ่งกาน้ำชา หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผู้กำกับหวังก็เป็นคนซักถาม โดยมีตำรวจนายหนึ่งนั่งจดบันทึกอยู่ข้างๆ

กระบวนการซักถามดำเนินไปอย่างยาวนานและละเอียดถี่ถ้วน เฉินตงจำต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาถึงที่มาที่ไปและจุดประสงค์ของพวกเขา แสดงพาสปอร์ตให้ดู หรือแม้แต่การบอกเล่าถึงที่อยู่ที่น่าจะเป็นบ้านเกิดของคุณปู่เฉินเซิงอวี้ รวมถึงชื่อของญาติพี่น้อง

"นี่คือรูปถ่ายของคุณปู่ผมตอนที่ยังไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ ถ่ายคู่กับคุณปู่ใหญ่ คุณย่าใหญ่ แล้วก็คุณลุงใหญ่ครับ" เฉินตงรับกระเป๋าสตางค์ของตัวเองมาจากมือของจางอี๋ผู้เป็นภรรยา ค่อยๆ หยิบรูปถ่ายขาวดำเก่าๆ ที่เคลือบพลาสติกเอาไว้ออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วยื่นส่งให้ผู้กำกับหวังที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ผู้กำกับหวังรับรูปถ่ายเก่าๆ ที่ซีดเหลืองมาดู ตอนแรกเขามองดูคนทั้งสามในรูป มีผู้ชายสองคนและผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายและผู้หญิงที่ดูมีอายุนั่งอยู่บนม้านั่งยาว ในอ้อมแขนของผู้หญิงยังอุ้มเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ไว้คนหนึ่ง ส่วนด้านหลังมีผู้ชายที่ดูหนุ่มกว่ายืนอยู่

เฉินตงชี้ไปที่รูปถ่ายแล้วบอกกับผู้กำกับหวังว่า "ท่านนี้คือคุณปู่ใหญ่เฉินเซิงอวี้ของผมครับ ส่วนท่านนั้นคือคุณย่าใหญ่ ที่คุณย่าใหญ่อุ้มอยู่ก็คือคุณลุงใหญ่เฉินเสี่ยนกุ้ย ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนี่ก็คือคุณปู่เฉินเซิงอวี้ของผมครับ!"

ผู้กำกับหวังดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อพลิกไปดูด้านหลังรูปถ่าย ก็พบว่ามีข้อความบรรทัดหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า: ถ่ายเมื่อเดือนมิถุนายน ปีหมินกั๋วที่สิบ น้องเซิงอวี้ข้ามน้ำข้ามทะเล ถ่ายไว้เป็นที่ระลึกเป็นพิเศษ!

[หมายเหตุ กันงงนะครับ ชื่อของปู่ใหญ่เฉินคือ 陳昇裕 อ่านว่า เฉินเซิงอวี้ และชื่อของปู่ของเฉินตง 陳昇昱 ก็อ่านว่า เฉินเซิงอวี้ เป็นคำพ้องเสียงที่อ่านออกเสียงเหมือนกันและใช้วรรณยุกต์เสียงเดียวกันครับ

裕 ในชื่อของคุณปู่ใหญ่ มีความหมายว่า มั่งคั่ง ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์

昱 ในชื่อของคุณปู่ของพระเอก มีความหมายว่า แสงสว่าง แสงอาทิตย์เจิดจ้า

เวลาคนจีนอ่านจะเห็นตัวอักษรและแยกแยะได้ทันที เพราะตัวอักษรจีนเป็นอักษรภาพหรืออักษรสื่อความหมาย ไม่ได้เป็นอักษรแทนเสียงแบบตัวพยัญชนะและสระในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

ดังนั้นพอแปลมาเป็นภาษาไทยแล้วเขียนเหมือนกัน ในการแปลผมเลยเติมคำนำหน้าหรือสถานะครอบครัวเข้าไปด้วย เช่น คุณปู่ใหญ่เฉินเซิงอวี้ และ คุณปู่รองเฉินเซิงอวี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สับสนครับ ขอบคุณครับ]

ในแถบเมืองถัวเฉิงแห่งนี้ มักจะเรียกคนที่ออกทะเลไปทำมาหากินว่า กั้วฟาน และเรียกคนที่รอนแรมอยู่ต่างแดน ต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพังในต่างประเทศว่า ฟานเค่อ เพื่อเป็นการย้ำเตือนผู้คนที่อยู่ต่างแดนเหล่านี้อยู่เสมอว่า อย่าได้หลงลืมว่ารากเหง้าของตนเองอยู่ที่ใด

ผู้กำกับหวังวางรูปถ่ายลงตรงหน้าเฉินตงอย่างระมัดระวัง แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึมว่า "สหายเฉินตง พวกคุณไม่สามารถนำเอาจดหมายแนะนำตัวและเอกสารยืนยันตัวตนใดๆ ภายในประเทศมาแสดงได้เลย มีเพียงพาสปอร์ตของประเทศอเมริกาไม่กี่เล่มนี้เท่านั้น"

"สหายเฉินตง ตามกฎระเบียบแล้ว หากไม่มีจดหมายแนะนำตัวและเอกสารยืนยันตัวตนที่ถูกต้องตามกฎหมาย พวกเราก็ไม่อาจอนุญาตให้พวกคุณเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระหรอกนะ"

ทันทีที่ผู้กำกับหวังพูดจบ เฉินตงและจางอี๋ก็ทำท่าจะรีบพูดแย้งขึ้นมา แต่ก็ถูกผู้กำกับหวังยกมือขึ้นห้ามเอาไว้เสียก่อน "ไม่ได้หมายความว่าจะจำกัดความเคลื่อนไหวของพวกคุณไปซะทีเดียวหรอกนะ ข้อแรกคือเพื่อปกป้องพวกคุณ และข้อที่สองคือทางองค์กรมีกฎระเบียบกำหนดไว้!"

"แต่ว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของพวกคุณที่ค่อนข้างพิเศษแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เสี่ยวจ้าว" ผู้กำกับหวังหันไปพูดกับตำรวจข้างๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึกอย่างขะมักเขม้น "นายคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ ช่วงนี้ก็คอยอยู่เป็นไกด์นำทางให้กับครอบครัวของสหายเฉินตงไปก่อนชั่วคราว มีเรื่องอะไรก็ให้รีบรายงานฉันทันที!"

"รับทราบครับ ผู้กำกับ!"

ตำรวจจ้าวอี้กางลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้กำกับหวังทันที ก่อนจะนั่งลงจดบันทึกต่อไป ผู้กำกับหวังหันมาพูดกับเฉินตงและจางอี๋อีกครั้งว่า "ส่วนเรื่องญาติที่หมู่บ้านเหลียนจ้ายตามที่พวกคุณพูดถึง ทางเราจะรีบส่งคนไปตรวจสอบและตามหาในทันที หากพบตัวเมื่อไหร่ก็จะรีบแจ้งให้พวกคุณทราบทันที"

เขาหยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดกับเฉินตงต่อว่า "ก่อนที่จะตรวจสอบจนแน่ชัด คงต้องให้พวกคุณอดทนลำบากพักอยู่ที่เกสต์เฮาส์รับรองไปก่อนชั่วคราว ห้ามออกไปนอกเขตอำเภอตามอำเภอใจ นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกคุณเอง และเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบด้วย เสี่ยวจ้าวจะช่วยจัดการเรื่องที่พักให้พวกคุณเอง"

นี่ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่พอจะทำได้ในตอนนี้ เฉินตงจึงทำได้เพียงพยักหน้าตกลง

หลังจากจางอี๋ฟังคำพูดของผู้กำกับหวังจบ เธอก็ขมวดคิ้ว แล้วถามเฉินตงเป็นภาษาอังกฤษว่า "โทนี่ พวกเรากำลังถูกกักบริเวณอยู่เหรอ"

"หม่ามี้ พวกเราทำผิดกฎหมายเหรอฮะ"

"ทำใจให้สบายเถอะ พวกเราไม่ได้ถูกกักบริเวณหรอกน่า" เฉินตงบีบมือของจางอี๋แน่นๆ หนึ่งทีเพื่อให้เธอคลายกังวล ก่อนจะหันไปยิ้มให้เฉินฮุยลูกชาย "จิมมี่ พวกเราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย พวกเราเข้าประเทศมาอย่างถูกกฎหมาย พวกเขาแค่กำลังคุ้มครองพวกเราอยู่เท่านั้นเอง โอเคไหม"

จบบทที่ บทที่ 6 อดทนลำบากสักหน่อยนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว