- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 17 : พลังโลหิตห้าสิบหน่วย!
บทที่ 17 : พลังโลหิตห้าสิบหน่วย!
บทที่ 17 : พลังโลหิตห้าสิบหน่วย!
บทที่ 17 : พลังโลหิตห้าสิบหน่วย!
แต่ทว่า ในขณะที่ความโกรธกำลังพลุ่งพล่านอยู่นั้นเอง
ความรู้สึกตกตะลึงที่ลึกล้ำยิ่งกว่า ก็ได้ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจกู่เยว่ซี
เพราะในชั่วพริบตาที่นางระเบิดความโกรธออกมานั้นเอง นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนผ่านสายใยแห่งพันธสัญญาโลหิตว่ามีพลังงานสายหนึ่งที่ถึงแม้จะแผ่วเบา แต่ก็กำลังถูกส่งผ่านมายังร่างกายของนางจากเจ้ายุงตัวนั้น!
พลังของอสูรพันธสัญญาสามารถส่งผ่านมายังผู้ฝึกสัตว์อสูรได้หนึ่งในสิบส่วน!
เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้พลังของฉู่เซิงนั้นอ่อนแอเกินไป จนทำให้กู่เยว่ซีไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าตอนนี้...นางสามารถ ‘รับรู้’ ได้อย่างชัดเจนว่าพลังโลหิตภายในร่างกายของฉู่เซิงในตอนนี้ มันช่างแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่จนผิดปกติ!
“พลังโลหิตสายนี้...อย่างน้อย...ก็น่าจะเกือบห้าสิบหน่วยแล้ว!”
กู่เยว่ซีประเมินตัวเลขในใจขึ้นมา ซึ่งมันเป็นตัวเลขที่ทำให้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรู้สึกขนหัวลุก
พลังโลหิตห้าสิบหน่วย!
ถึงแม้ว่าจะยังห่างไกลจากเกณฑ์เริ่มต้นของอสูรระดับหนึ่งที่ต้องการพลังโลหิตหนึ่งร้อยหน่วยอยู่มากโข
แต่นี่มันเทียบเท่ากับระดับของหมาป่าป่าที่โตเต็มวัย หรือหมูป่าขนาดกลางตัวหนึ่งได้เลยนะ!
นั่นก็หมายความว่า เจ้ายุงที่ยาวไม่ถึงสิบเซนติเมตรที่อยู่ตรงหน้านางนี้ พลังชีวิตและความแข็งแกร่งของโลหิตของมัน ได้บรรลุถึงระดับเดียวกับสัตว์ป่าธรรมดาไปแล้ว!
และทั้งหมดนี้...ใช้เวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น!
จากยุงธรรมดาที่มีอายุขัยเพียงไม่กี่วันและมีค่าพลังโลหิตที่แทบจะไม่มีความหมาย ตอนนี้กลับเติบโตจนกลายเป็น ‘อสูรกาย’ ที่เทียบเท่ากับสัตว์ป่าธรรมดาได้!
ในเวลานี้ กู่เยว่ซีถึงกับสับสนมึนงงไปโดยสิ้นเชิง
สายตาที่นางมองฉู่เซิงนั้น ได้เปลี่ยนจากความรังเกียจและจำใจในตอนแรก มาเป็นความตกตะลึงและความสงสัยในตอนหลัง
จนกระทั่งตอนนี้ ได้แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...กลายเป็นสายตาที่ราวกับกำลังมองดูสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ศักยภาพที่ซ่อนเร้นของเจ้าบ้านี่ ดูเหมือนว่า...มันจะน่าสะพรึงกลัวกว่าที่นางจินตนาการไว้เป็นหมื่นเท่า!
“หรือว่า...โอกาสแห่งวาสนาในชาติภพนี้ของข้า จะไม่ใช่การได้กลับมาเกิดใหม่
“แต่เป็น...การได้ทำพันธสัญญากับมัน?”
ความคิดอันเหลวไหลเหลือเชื่อ แต่กลับทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้ ผุดขึ้นมาในใจ
และในอีกด้านหนึ่ง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ‘การซักฟอก’ ของจักรพรรดินี ฉู่เซิงกลับเพียงแค่กระพือปีกที่คมกริบดุจใบมีดของตนเองอย่างใจเย็น ก่อนจะส่งผ่านความคิดของตนเองไปยังนาง
“อย่าเพิ่งตื่นเต้นไปน่า ก็แค่งูตายตัวเดียวไม่ใช่รึไง? ดูดจนแห้งก็แห้งไปสิ”
“ดูสิ ข้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าเองก็ได้แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วยไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้พวกเราสองคนต่างก็ได้ประโยชน์ทั้งคู่! วิน-วิน!”
“อีกอย่างนะ ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าน่ะ เชื่องช้ายิ่งกว่าหอยทากคลานเสียอีก
“กว่าเจ้าจะดูดงูตัวนี้จนแห้งหมด ของดีก็คงจะบูดไปเสียก่อนแล้ว!...เรื่องแบบนี้ต้องให้ข้าทำ ประสิทธิภาพสูง เห็นผลเร็ว!”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถพูดจาซับซ้อนเช่นนี้ได้ แต่ทว่าอารมณ์ที่แฝงไปด้วยความลำพองใจในทำนองว่า
“อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อยเลยน่า” และ “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพวกเราสองคนนะ” นั้น ก็ยังคงถูกส่งผ่านเข้าไปในสมองของกู่เยว่ซีได้อย่างแม่นยำ
กู่เยว่ซี: “...”
นางถูกความยียวนกวนประสาทนี้ทำเอาโกรธจนควันออกหู แทบจะกระอักเลือดออกมาตรงนั้น
ได้เลยนะเจ้า!
กินข้าวของข้าจนเกลี้ยงไม่พอ ยังจะมาหาว่าข้ากินช้าอีกเหรอ?!
มันจะยังมีเหตุผลบนโลกนี้อีกไหมเนี่ย?!
แต่...เเต่นางกลับไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้เลย
เพราะว่าสิ่งที่เจ้าบ้านี่พูดมา ดูเหมือนว่า...มันก็มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ
เมื่อมันแข็งแกร่งขึ้น ตัวนางเองก็ได้รับการส่งผ่านพลังกลับมาจริงๆและประสิทธิภาพในการ ‘ฝึกฝน’ ของมัน ก็สูงกว่านางอย่างเทียบกันไม่ติด
กู่เยว่ซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามข่มความต้องการที่จะตบยุงตัวนี้ให้ตายคามือเอาไว้ ก่อนจะเริ่มพิจารณาปัญหาที่อยู่ตรงหน้าอย่างใจเย็น
ไม่ว่าเจ้ายุงตัวนี้จะมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่มีความจริงอยู่ข้อหนึ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้—ทรัพยากรในการฝึกฝนของนาง หมดแล้ว!
ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงสิบกว่าวันก็จะถึงการสอบร่วมแล้ว แต่ระดับพลังของนางเพิ่งจะบรรลุถึงระดับหนึ่งขั้นกลางเท่านั้น
หากต้องการจะคว้าอันดับหนึ่งในการสอบร่วม เพื่อชิงเงินรางวัลห้าแสนและลูกอสูรระดับราชันย์มาให้ได้ เช่นนั้นแล้วนางก็จำเป็นต้องทะลวงสู่ระดับสองให้ได้ก่อนการสอบ!
มิฉะนั้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน!
“ต้อง...ต้องไปหาอสูรสายเลือดชั้นสูงมาอีกตัวให้ได้!” แววตาของกู่เยว่ซีกลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง
แต่ปัญหาคือ...นางไม่มีเงินแล้ว
ณ ตอนนี้ นางคือยาจกโดยสมบูรณ์ แม้แต่ค่าเช่าห้องของเดือนหน้าจะหามาจากไหนก็ยังไม่รู้
จะให้ไปซื้อลูกอสูรสายเลือดชั้นสูงมาอีกตัว? นั่นมันเป็นเรื่องเพ้อฝันโดยแท้!
เมื่อคิดวนไปวนมา ในหัวของกู่เยว่ซีก็เหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น
เป็นทางเลือกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้
“ไปที่ ‘ป่าทมิฬ’ นอกเมือง เพื่อรับภารกิจล่าอสูร!”
ป่าทมิฬ คือป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่นอกเมืองเจียงเฉิง
ภายในนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของอสูรจำนวนมาก และเป็นสถานที่หลักสำหรับนักเรียนโรงเรียนมัธยมหลิงอู่และเหล่านักรบใช้ในการฝึกฝนและล่าอสูรเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากร
การไปรับภารกิจที่นั่น ไม่เพียงแต่จะได้รับเงินรางวัลจำนวนไม่น้อยหลังจากทำภารกิจสำเร็จ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนางได้
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ในระหว่างการล่าอสูร อาจจะได้รับผลพลอยได้ที่ไม่คาดฝันก็ได้
ตัวอย่างเช่น ไปเจอซากอสูรชั้นสูงสองตัวที่สู้กันจนตายทั้งคู่ทิ้งไว้? หรือโชคดีสุดขีด ไปเจอสมุนไพรสวรรค์ที่สามารถเพิ่มพลังโลหิตได้?
ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้เช่นนี้จะน้อยนิดเสียจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ ราวกับการซื้อลอตเตอรี่แล้วถูกรางวัลที่หนึ่ง แต่สำหรับกู่เยว่ซีในตอนนี้ นี่คือความหวังเดียวที่นางมีแล้ว
“ตกลงตามนี้!”
ในแววตาของกู่เยว่ซีปรากฏแววแห่งความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางไม่ลังเลอีกต่อไป และเริ่มเก็บข้าวของในทันที
นางเหลือบมองไปยังฉู่เซิงที่กำลังนอนแผ่อยู่บนโต๊ะ พลางใช้ขาหน้าทำความสะอาดปีกดาบของตนเองอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะส่งความคิดอันเย็นชาไปยังเขา
“ตามมา!”
ฉู่เซิงที่กำลังครุ่นคิดว่าจะใช้แต้มวิวัฒนาการอย่างไรดีนั้น ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้รับคำสั่ง
“จะออกไปข้างนอกรึ? ไปไหน? มีของอร่อยอีกแล้วเหรอ?”
เขารู้สึกดีใจที่จะได้ออกไปข้างนอก จึงบินขึ้นไปเกาะบนไหล่ของกู่เยว่ซีอย่างมั่นคงทันที
ครั้งนี้ กู่เยว่ซีไม่ได้หยิบกล่องพลาสติกมาด้วยอีกแล้ว
เพราะนางรู้ดีว่าตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกต่อไป เจ้ายุงตัวนี้ไม่ใช่แมลงที่เปราะบางและต้องการการปกป้องอีกแล้ว
พลังโลหิตเกือบห้าสิบหน่วยเชียวนะ!
ผู้ชายที่โตเต็มวัยธรรมดาๆยังไม่แน่เลยว่าจะสู้มันได้!
และแล้ว คนหนึ่งคนกับยุงหนึ่งตัว ก็ได้พกพากริชและเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ผลักประตูออกไป มุ่งตรงไปยัง ‘สถานยุทธ์หลิงอู่’ ใจกลางเมือง
สถานยุทธ์หลิงอู่แห่งเมืองเจียงเฉิง
ตั้งอยู่บนทำเลที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดใจกลางเมือง เป็นสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าที่กินพื้นที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทคโนโลยีสมัยใหม่
ที่นี่คือศูนย์รวมของเหล่านักรบและผู้ฝึกสัตว์อสูรทั้งหมดในเมืองเจียงเฉิง ไม่ว่าจะเป็นการรับภารกิจ ซื้อขายทรัพยากร หรือแม้กระทั่งการประลองฝีมือ ก็ล้วนสามารถทำได้ที่นี่
ณ ขณะนี้ ภายในห้องโถงสำหรับรับภารกิจของสถานยุทธ์หลิงอู่ เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
บนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ มีข้อมูลภารกิจต่างๆเลื่อนฉายอยู่ตลอดเวลา
[ภารกิจระดับ D: ล่าหมูเกราะเหล็กระดับหนึ่งขั้นต้น 3 ตัว, รางวัลภารกิจ: 30,000 เหรียญสหพันธรัฐ, 10 แต้มคุณูปการ]
[ภารกิจระดับ C: เก็บเกี่ยวหญ้าวิญญาณชำระ 10 ต้น, รางวัลภารกิจ: 100,000 เหรียญสหพันธรัฐ, 50 แต้มคุณูปการ]
[ภารกิจระดับ B: ล่าราชันหมาป่าจันทราคร่ำครวญระดับสองขั้นกลาง 1 ตัว, ข้อกำหนด: ทีมต้องมีนักรบระดับสองขึ้นไป 3 คน, รางวัลภารกิจ: 500,000 เหรียญสหพันธรัฐ, 300 แต้มคุณูปการ]
กู่เยว่ซีพาฉู่เซิงเดินเข้ามาในห้องโถงอันจอแจแห่งนี้ สีหน้าของนางยังคงเย็นชาเช่นเคย ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายไม่เกี่ยวข้องกับนาง
นางเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ในเขตประกาศภารกิจ เพื่อเตรียมลงทะเบียนข้อมูลของตนเอง
ส่วนฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่ของนางนั้น กำลังสำรวจรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทักษะ [แกะรอยโลหิต] ของเขา ทำให้เขาสามารถ ‘มองเห็น’ ได้อย่างชัดเจนว่าทุกคนในห้องโถงนี้ ล้วนมีพลังโลหิตที่แข็งแกร่งหรืออ่อนแอแตกต่างกันไปในร่างกาย
มันช่าง...เหมือนกับคลังเลือดเคลื่อนที่ได้ดีๆนี่เอง!
“ให้ตายเถอะ ที่นี่มีแต่ยอดฝีมือเต็มไปหมดเลยนี่หว่า!”
ฉู่เซิงเลียปากแผล็บๆเขาถึงกับสัมผัสได้ถึงยอดฝีมือหลายคนที่มีระดับพลังโลหิตแข็งแกร่งกว่าเจ้าหมาปาวายุทมิฬนั่นอยู่มากโข
คลื่นพลังโลหิตเหล่านั้น ในสายตาของเขาแล้ว มันช่างโดดเด่นสะดุดตาราวกับเป็นไฟสปอตไลต์ในยามค่ำคืน
“ดูท่าว่าต่อไปคงต้องแวะมาที่นี่บ่อยๆเสียแล้ว บางทีอาจจะได้เจอถุงเลือดชั้นเลิศเข้าก็ได้!”
ฉู่เซิงหมายหัวสถานยุทธ์หลิงอู่แห่งนี้ให้เป็น ‘แหล่งหาอาหาร’ ที่สำคัญแห่งหนึ่งในใจเงียบๆ
แต่แล้ว ในขณะที่กู่เยว่ซีกำลังต่อแถวรอลงทะเบียนอยู่นั้นเอง เสียงที่ค่อนข้างคุ้นเคยซึ่งเจือไปด้วยความตกตะลึงอย่างถึงขีดสุด ก็ดังขึ้นมาจากด้านข้าง
“กู่เยว่ซี?!”
ในทันใดนั้น ทั้งกู่เยว่ซีและฉู่เซิงก็หันไปมองพร้อมกัน
ณ ที่นั้น พวกเขาก็เห็นเฉินฮ่าวกำลังยืนอยู่กับเพื่อนร่วมชั้นอีกสองสามคน พลางจ้องมองมายังพวกเขาด้วยสีหน้าราวกับได้เห็นผีกลางวันแสกๆ
หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือ...พวกเขากำลังจ้องมองไปยังฉู่เซิงที่เกาะอยู่บนไหล่ของกู่เยว่ซีนั่นเอง
………