- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 462 - บุคคลที่มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
462 - บุคคลที่มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
462 - บุคคลที่มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
462 - บุคคลที่มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
สุดท้ายแล้ว ด้วยอำนาจของจวนเสวียนเว่ย์โหวในกองทัพ เพียงพอให้พวกเขาเดินเข้าสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อย่างไร้อุปสรรค
แต่ถ้าเข้าสู่ขุนนาง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องกล้ำกลืนความอัปยศเพียงใด และมีโอกาสสูงที่อาจไม่มีโอกาสได้เข้าไปเลยด้วยซ้ำ
นี่ถือเป็นสภาพความเป็นจริงของเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นมีท่าทีต่อต้านพวกเขาเสมอมา
เฉินเจ๋อถึงกับกลอกตา "ต้องให้เจ้ามาสอนข้าหรือ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไร ข้าหมายถึงพวกเราสร้างสำนักของตัวเองต่างหาก!"
"สร้างสำนักของตัวเอง?"
ไม่เพียงเฉินเจ๋อที่นิ่งงัน แม้แต่หยางฟ่านที่แอบฟังอยู่ก็อึ้งไปด้วย
โอ้โห
เจ้าน้องเมียจอมป่วนผู้นี้ ช่างมีอุดมการณ์ยิ่งนัก!
สำนัก...เป็นสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาได้หรือ
เฉินเจ๋อยกมือกุมศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ "พี่สาม ถ้าจะบอกว่าท่านเชี่ยวชาญเรื่องหญิง ข้ายังเชื่อได้ แต่จะให้พวกเราสร้างสำนักของตัวเอง ข้าว่าแม้แต่ดวงอาทิตย์ยังต้องขึ้นจากทิศตะวันตกเลย!"
เฉินจิ้งกลับเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ กล่าวว่า "น้องสี่ เจ้าอย่าเพิ่งไม่เชื่อ ข้าจะบอกให้ ข้าวางแผนจะสร้างสำนักที่มีชื่อว่า...สำนักฮวาเจียน!" (บุปผาบาน=ซ่อง)
ในเวลาไม่นาน เฉินจิ้งก็กล่าวถึงแนวคิดการก่อตั้งสำนักของตนเองอย่างออกรสออกชาติ
หยางฟ่านเพียงได้ฟังไปเล็กน้อย ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพวกเขาอยู่ในยุคปัจจุบัน เกรงว่าคงถูกจับข้อหาต้องสุ่มกำลังและค้ามนุษย์อย่างแน่นอน
"ยอดเยี่ยม!"
ใครจะคิดว่าเฉินเจ๋อหลังฟังจบ กลับตื่นเต้นสนใจอย่างยิ่ง
ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ สองพี่น้องตระกูลเฉินกำลังสนทนากันอย่างออกรส
สำนักบุปผาบานที่ไม่ค่อยจะมีความเป็นทางการนัก จึงถือกำเนิดขึ้นในยามนี้ เนื่องจากตอนนี้มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น พวกเขาจึงเห็นสมควรที่จะดึงตัวบรรดาผู้ก่อตั้งรุ่นแรกเข้าร่วมด้วย
"แค่ก แค่ก"
หยางฟ่านที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเกือบหลุดหัวเราะออกมา
ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็สังเกตเห็นรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าของหานป๋อ ผู้ที่ยังคงทำหน้าที่องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ในการเฝ้าระวังภัย เมื่อได้ยินเสียงของหยางฟ่าน สายตาของเขาก็หันมาทางนี้ในทันที
หยางฟ่านสะดุ้งเล็กน้อย
เขาเกือบลืมไปว่า หานป๋อผู้นี้ เป็นถึงยอดฝีมือที่ฝึกฝนร่างกายพลังเพชรคงกระพัน
ไม่รู้ว่าพลังที่แท้จริงของเขาอยู่ในประตูสวรรค์ด่านใดกันแน่...
หยางฟ่านอดพึมพำในใจไม่ได้
"ดูข้าสิ เจ็ดสิบสองร่างแปลง!"
เพียงแค่ขยับตัวแวบเดียว ผิวพรรณและโครงหน้าของหยางฟ่านก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ระยะห่างระหว่างคิ้ว รูปทรงของใบหน้า เปลี่ยนไปจนแทบจะเป็นคนละคน
หานป๋อเมื่อเห็นดังนั้น ถึงกับชะงักงันไป ราวกับได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ
และท่าทีของหานป๋อย่อมดึงดูดความสนใจจากสองพี่น้องตระกูลเฉินไปด้วย
ทั้งสองหันหน้ามาพร้อมกัน
เมื่อสายตาของพวกเขาได้เห็นหยางฟ่าน แววตาก็เปล่งประกายขึ้นในทันที
บุรุษรูปงามยิ่งนัก!
รูปร่างสูงโปร่ง สมส่วน ผิวขาวสะอาด หน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง เส้นผมดำขลับ รูปลักษณ์ราวกับเทพเซียนจุติจากสวรรค์ อีกทั้งยังมีรัศมีดั่งเซียนโบราณที่ลงมาจุติในโลกมนุษย์
"สวรรค์ช่วย! ในโลกนี้มีบุรุษรูปงามถึงเพียงนี้ด้วยหรือ!"
แม้แต่สองพี่น้องตระกูลเฉินที่ผ่านโลกมามาก ก็ยังอดรู้สึกตื่นตะลึงไม่ได้
"ต้องดึงตัวเข้าร่วมสำนักเราให้ได้!"
"บุรุษผู้นี้จะทำให้สำนักบุปผาบานของเราดังเป็นพลุแตกแน่นอน!"
สองพี่น้องสบตากันเพียงแวบเดียว ก็เข้าใจตรงกันทันที
เฉินจิ้ง น้องสี่ ก้าวเข้าไปหาใกล้ๆ หยางฟ่าน ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม "พี่ท่าน ข้าคือเฉินจิ้ง บุตรชายคนที่สี่ของท่านเสวียนเว่ยโหว ส่วนผู้นี้คือ..."
"พี่ชายคนที่สามของข้า เฉินเจ๋อ ได้พบกันย่อมเป็นวาสนา ขออภัย ไม่ทราบว่าพี่ท่านแซ่ใดนามใดหรือ"
"ที่แท้สองท่านเป็นบุตรแห่งตระกูลขุนนาง องอาจสง่างามยิ่งนัก สมแล้วที่โดดเด่นเหนือผู้อื่น!"
หยางฟ่านกล่าวด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนจะแนะนำตัวเอง "ข้ามีนามว่าหยางหลิน เดิมเป็นชาวเหอเป่ย ได้ยินว่าฝ่าบาทเปิดการสอบพิเศษ จึงรีบรุดมายังนครหลวงทันที ไม่คิดว่าเพิ่งมาถึง ก็ได้พบการบรรยายริมถนนเข้าโดยบังเอิญ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงหยุดฟังดูเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินสองท่านกล่าวหลักการอันล้ำค่าเช่นนี้..."
หลักการอันล้ำค่า?
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งสบตากัน ก่อนจะแดงหน้าเล็กน้อย
แค่พวกเขาสองคนเพ้อเจ้อพูดเองเออเองว่าจะตั้งสำนัก เกรงว่าจะถูกคนหัวเราะเย้ยเสียมากกว่า ที่ไหนจะกลายเป็นหลักการอันล้ำค่าไปได้
"แค่ก แค่ก"
เฉินเจ๋อหัวเราะแห้งๆ สองเสียง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ช่างเถอะ อย่ากล่าวถึงเรื่องนี้เลย ในเมื่อได้พบกันย่อมเป็นวาสนา ข้าขอเลี้ยงเหล้าสักมื้อ ไปดื่มกันที่หอเฟยชุยดีหรือไม่"
"เช่นนั้นก็ดี"
หยางฟ่านเห็นน้ำใจจริงใจเช่นนี้ ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ทั้งสามเดินเข้าหอเฟยชุยไปพร้อมกัน
หานป๋อเดินตามมาเงียบๆ สายตาของเขามองกวาดไปยังหยางฟ่านเป็นระยะ
แม้ในดวงตามีแววครุ่นคิดตรวจสอบ แต่สีหน้ากลับยังคงสงบนิ่ง
เห็นได้ชัดว่า แม้หยางฟ่านจะมีรูปโฉมงดงามสะกดตา แต่ก็ยังไม่อาจทำให้หานป๋อรู้สึกว่ามีภัยคุกคาม
พนักงานของหอเฟยชุยเมื่อเห็นเฉินเจ๋อและเฉินจิ้ง ก็รีบโค้งคำนับต้อนรับด้วยความนอบน้อม นำพวกเขาไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง อาหารเลิศรสหลากหลายชนิดก็ทยอยยกเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งเชื้อเชิญหยางฟ่านด้วยความสนิทสนม บรรยากาศบนโต๊ะดื่มกินก็เป็นกันเองและครึกครื้นไม่น้อย
"พี่หยาง คราวนี้ท่านเข้ามาสอบในเมืองหลวง คิดว่ามั่นใจเพียงใดหรือ"
เฉินเจ๋อยิ้มพลางรินเหล้า แล้วถามขึ้นอย่างไม่ให้เป็นทางการนัก
หยางฟ่านจิบสุราเบาๆ ก่อนจะหัวเราะบางๆ แล้วกล่าวว่า “วันนี้มีสุราก็ดื่มให้เมามายไปกับวันนี้เถิด เวลานี้ใยต้องกล่าวถึงเรื่องทางโลกพวกนั้นด้วยเล่า อีกอย่าง ฟ้ามอบสติปัญญาให้ข้าย่อมต้องมีที่ใช้ สอบติดก็ช่าง ไม่ติดก็ช่าง ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเถิด”
“วันนี้มีสุราก็ดื่มให้เมามายเสียก่อน ใยต้องสนใจพรุ่งนี้ ช่างเป็นหลักการอันลึกล้ำยิ่งนัก!”
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งสบตากัน ต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเหนือสามัญของหยางฟ่าน ราวกับบุรุษผู้ไม่เห็นลาภยศชื่อเสียงในสายตา
สายตาของทั้งคู่พลันลุกวาวขึ้นมา
กลับเป็นหยางฟ่านที่ยังคงนั่งจิบสุราอย่างผ่อนคลาย คีบกับแกล้มเข้าปาก รสชาติช่างแตกต่างจากตอนจ่ายเงินเองไม่น้อย
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งผลัดกันยกจอกดื่ม แล้วสนทนาเรื่องราวต่างๆ ไปทั่วทุกสารทิศ
ด้วยความที่หยางฟ่านมาจากยุคปัจจุบัน ความรู้และมุมมองย่อมกว้างไกลกว่าสองคุณชายเสเพลเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงกล่าวไม่กี่ประโยคก็ทำให้ทั้งสองประหลาดใจราวกับพบเห็นบุคคลในตำนาน แม้แต่หานป๋อที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเป็นระยะ
ในแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ