- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 463 - พี่ท่านสนใจเข้าร่วมหรือไม่
463 - พี่ท่านสนใจเข้าร่วมหรือไม่
463 - พี่ท่านสนใจเข้าร่วมหรือไม่
463 - พี่ท่านสนใจเข้าร่วมหรือไม่
เมื่ออิ่มหนำสำราญ ด้านนอกการบรรยายก็เดินทางมาถึงช่วงท้าย
เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังต่อเนื่อง บรรดาศิษย์ที่มาร่วมฟังบรรยายต่างตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ
เพราะการได้ฟังอาจารย์ใหญ่บรรยายด้วยตนเองเช่นนี้ ถือเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่ง
แม้จะได้เรียนรู้เพียงหนึ่งบทเรียน แต่หากวันหน้าใครสามารถมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ การอ้างตัวว่าเป็นศิษย์ผู้เคยฟังคำสอนโดยตรงก็นับว่าเป็นการสร้างสัมพันธ์อย่างหนึ่ง
เหล่านี้ล้วนเป็นกลวิธีที่มีมาแต่โบราณ
อีกทั้ง เหล่าบัณฑิตใหญ่มักไม่เก็บงำความรู้ไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่จะเผยแพร่แนวคิดของตนออกไปอย่างกว้างขวาง ผ่านการบรรยายและการเขียนตำรา ถือเป็นการจารึกแนวคิดเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งมองดูปฏิกิริยาของบรรดาศิษย์ด้านนอกก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน ความคิดเรื่องการตั้งสำนักก็ยิ่งมั่นคงขึ้น
“พี่หยาง ท่านคิดว่าการก่อตั้งสำนักเป็นอย่างไรบ้างหรือ”
เฉินจิ้งไม่สนใจสายตาเตือนจากเฉินเจ๋อ เอ่ยถามออกไปก่อน
หยางฟ่านที่ผ่านยุคแห่งข้อมูลท่วมท้นในยุคปัจจุบันมาแล้ว ความคิดและกระแสทางปัญญานับไม่ถ้วนผ่านตามา เรื่องการตั้งสำนักเล็กๆ เพียงนี้จึงมิใช่เรื่องใหญ่ในสายตาเขาเลย
เพียงแต่ว่า...
คนตรงหน้าสองคนนี้ ดูอย่างไรก็ไม่ใช่บุคคลที่เหมาะกับเรื่องนี้เอาเสียเลย
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักบุปผาบานที่พวกเขาพูดถึง ก็เห็นชัดว่ามุ่งเน้นไปทางสำราญรัก มันจะไปขายได้ที่ไหนกันเล่า
อย่างไรก็ดี เขาก็ไม่ได้ทำลายความหวังของพวกเขา กลับหยีตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “การก่อตั้งสำนักน่ะ เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว แต่หากจะตั้งสำนักได้ ก็ต้องมีอุดมการณ์และจุดยืนของสำนักด้วย”
เมื่อเห็นสายตาฉงนของทั้งสอง หยางฟ่านก็ยิ่งรู้สึกสนุกขึ้นมา
เขาค่อยๆ กล่าวชี้แนะ “พูดง่ายๆ ก็คือ พวกท่านต้องคิดว่าจะขายแนวคิดแบบไหนให้กับคนกลุ่มไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ต้องมีคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกันจำนวนมาก สำนักถึงจะเกิดขึ้นได้”
“พวกเขาต้องการแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของตนเอง ส่วนพวกท่านก็ต้องการการสนับสนุนจากพวกเขา ขอเพียงหาจุดสมดุลตรงนี้เจอ ทีนี้ สำนักจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งตื่นเต้นจนแทบกระโดด สบตากันราวกับม่านหมอกในใจถูกเปิดออกอย่างสิ้นเชิง
คนผู้นี้ ต้องดึงตัวมาให้ได้!
เมื่อเทียบกับพวกเขาที่เที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ คำพูดของหยางฟ่านในวันนี้ เปิดโลกใหม่ให้กับพวกเขาโดยแท้
แม้แต่หานป๋อที่ยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าก็จริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะผู้มีความรู้และวิสัยทัศน์เช่นนี้ ไม่อาจเป็นบุคคลธรรมดาได้เลย!
“พี่หยาง ช่างเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ ไม่ทราบว่าท่านศึกษาจากผู้ใดหรือ”
เฉินเจ๋อเองก็สังเกตเห็นจุดนี้ จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หยางฟ่านโบกมือเบาๆ “ข้าไม่อาจรับคำว่าผู้มีปัญญาได้ ที่จริงก็ไม่ได้มีอาจารย์ที่ไหนหรอก เพียงแต่อ่านหนังสือมากหน่อย นั่งคิดนอนคิดไปเรื่อยก็เท่านั้นเอง”
สีหน้าของเฉินเจ๋อยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
“พี่หยาง ไม่ทราบว่าท่านสนใจจะเข้าร่วมกลุ่ม...แค่กๆ...สำนักของพวกเราหรือไม่”
“สำนักบุปผาบานหรือ”
หยางฟ่านกล่าวพลางยิ้มบาง
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งหัวเราะแห้งๆ เมื่อถูกหยางฟ่านกล่าวออกมาตรงๆ แม้จะหน้าหนาพอสมควร แต่ในใจก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ได้
“ดื่มสุราหนึ่งไหใต้บุปผา เงาสะท้อนกลายเป็นสามคน”
หยางฟ่านแปลงร่างเป็นนักกวีหยิบยืมวรรคทองมาเอ่ย ก่อนจะกล่าวต่อ “ผู้ศึกษาตำรับตำราทั้งหลาย ย่อมควรมีจิตใจปลอดโปร่งดั่งขุนเขาและสายน้ำ สำนักบุปผาบาน ถือเป็นชื่อที่ดีไม่น้อย”
“พี่หยางก็คิดเช่นนี้หรือ”
“แน่นอน”
ได้ยินหยางฟ่านกล่าวเช่นนี้ เฉินเจ๋อถึงกับรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนรู้ใจ
แม้ว่าตอนตั้งชื่อ ‘บุปผาบาน’ ในใจจะคิดถึงศาสตร์เร้นลับในหอห้องเสียมากกว่า แต่เมื่อหยางฟ่านช่วยเติมความหมายให้ใหม่แบบนี้ เขาย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
อย่างน้อยฟังดูรื่นหูกว่าเดิมมาก ที่สำคัญยังสามารถนำไปใช้โฆษณาภายนอกได้อีกด้วย
“มา มา มา ข้าขอดื่มอวยพรให้พี่หยางอีกจอกหนึ่ง”
เสียงจอกชนกันดังไม่ขาดสาย ไม่นานนัก หอเฟยชุยก็ถึงเวลาปิดร้าน เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งดื่มไปไม่น้อย แต่ก็ยังดูคึกคักกันอยู่
“พี่หยาง พวกเราไปต่อที่หอคณิกาไหม”
เฉินจิ้งเสนอขึ้นมา
“ใช่ๆ ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นเพิ่งมีสาวงามจากดินแดนตะวันตกเข้ามาใหม่ๆ แต่ละนางช่างเย้ายวนยิ่งนัก พวกเราสามพี่น้องขี่ม้าสนทนากันกลางหอคณิกา จะมิใช่ความสำราญหรอกหรือ”
เฉินจิ้งกล่าวพลางหัวเราะ
“ช่างเถอะ ข้ายังมีธุระต้องจัดการ ขอลาไปก่อน”
แม้หยางฟ่านจะอยากไปสัมผัสว่า ‘ขี่ม้าสนทนา’ เป็นอย่างไร แต่พอนึกได้ว่าเขาห่างหายจากในวังมาพักใหญ่แล้ว จึงตัดใจปฏิเสธ
คืนนี้อย่างไรก็ต้องให้เฉินเฟยชดเชยให้ดีหน่อย!
ต้องรู้ว่าครั้งนี้เขาถึงกับยอมสละโอกาสดื่มสุราโดยไม่ต้องจ่ายตังค์เลยทีเดียว!
เฉินเจ๋อและเฉินจิ้งยืนส่งหยางฟ่านจากไปอย่างเสียดาย
กระแสลมเย็นพัดต้องศีรษะ เฉินเจ๋อพลันตบหน้าผากแล้วร้องขึ้น “แย่แล้ว ข้าดันลืมถามพี่หยางว่าพักอยู่ที่ใด!”
เฉินจิ้งกลับไม่ใส่ใจ “พี่สาม ข้ามีทั้งชื่อและถิ่นกำเนิดของพี่หยางแล้ว ยังกลัวว่าจะหาเขาไม่เจอหรือ อีกอย่าง บุรุษรูปงามเฉกเช่นเทพเซียนจุติ ผู้ใดพบเห็นจะลืมลงได้อย่างไร”
“เจ้าก็พูดถูก!”
เฉินเจ๋อพยักหน้า
จากนั้นสองพี่น้องจึงวางใจ แล้วพากันมุ่งหน้าสู่หอคณิกาทันที
ช่วงนี้ภายใต้การกดดันของพี่ใหญ่เฉินเหยียน สองพี่น้องก็ได้สร้างชื่อในสมาคมเสเพลจนเป็นที่รู้จัก ในนาม ‘ห้าหมีหลากสี’ มีลักษณะเด่นคือรักในสุราและนารี
คืนนี้ย่อมต้องประกาศศักดาให้สมชื่อ
อีกด้านหนึ่ง หยางฟ่านเดินอ้อมเล็กน้อย ก่อนกลับเข้าสู่พระราชวัง
เมื่อได้พบเฉินเฟย เขาก็เอ่ยเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยความตั้งใจจะให้พระสนมขบขันเสียหน่อย แต่คาดไม่ถึงว่าเฉินเฟยจะพลันลุกขึ้นนั่ง
“ซี๊ด”
จังหวะลุกขึ้นกะทันหัน ทำเอาหยางฟ่านรู้สึกตึงไปทั้งตัว รีบเอ่ยถาม “พระสนม เกิดสิ่งใดขึ้น”
“การสร้างสำนัก ถือเป็นเรื่องดีแน่นอน”
เฉินเฟยหันกลับมายิ้มสดใสดั่งบุปผาแรกแย้ม “หากเจ้าไม่เอ่ยถึง ข้าเกือบลืมไปแล้ว เจ้าเองก็ควรเตรียมตัวเพื่ออนาคตแห่งตำแหน่งเทียนซือของเจ้าด้วยเช่นกัน!”
“โอ๊ะ?”
หยางฟ่านมองนางด้วยสีหน้าฉงน
เฉินเฟยอธิบาย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเส้นทางห้าขั้นของเทียนซือมีอะไรบ้าง”
“ย่อมรู้ ขั้นแรกคือเปิดทะเลเต๋า ขั้นที่สองสร้างตำหนักเต๋า ขั้นที่สามหลอมเทพเต๋า ขั้นที่สี่เผยแพร่เต๋า ขั้นที่ห้าสร้างฟ้าเต๋า!”
หยางฟ่านตอบได้ทันที
“ถูกต้อง! ในขั้นที่สี่ การเผยแพร่เต๋า ก็คือการถ่ายทอดเต๋าของตนเอง เช่นบรรพชนแห่งลัทธิอิงเทียน ก็เคยทิ้งตำราอิงเทียนเต๋าจิงไว้ เผยแพร่ไปทั่วหล้า หาไม่แล้วก็ไม่อาจยกอิงเทียนเต๋าเทียนขึ้นสู่จุดสูงสุดได้!”
“ตอนนี้เต๋าเทียนได้กลายเป็นแดนอมตะอันแท้จริง ลอยอยู่เหนือสรรพสิ่งในภพทั้งปวง ส่วนบรรพชนเองก็กลายเป็นผู้ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ไม่อาจถูกทำลายลงได้ชั่วนิรันดร์!”
กล่าวถึงตรงนี้ ในแววตาของเฉินเฟยก็แฝงไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
จากนั้นนางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากเจ้าอยากก้าวหน้าในอนาคต ย่อมต้องเดินบนเส้นทางนี้เช่นกัน นั่นคือการเผยแพร่เต๋า เต๋าของเจ้าถูกเผยแพร่ออกไปกว้างไกลเท่าใด มีผู้ยอมรับมากเพียงใด เต๋าเทียนของเจ้าก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น”
“ในอนาคตเมื่อเต๋าเทียนของเจ้าโอบอุ้มอยู่เหนือฟ้า เจ้าก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบรรพชน กลายเป็นผู้อมตะที่แท้จริง!”
“ส่วนสำนักบุปผาบาน อย่างไรเสียก็มีสองพี่น้องโง่เง่านั้นอยู่ อย่างน้อยก็ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือสกปรกกับพวกเขา หากเจ้าร่วมด้วย และลอบวางรากฐานเอาไว้ อนาคตอาจมีผลประโยชน์ต่อการเดินบนเส้นทางเต๋าของเจ้าไม่น้อย”
ได้ยินเช่นนี้ หยางฟ่านก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา
ถือว่าเป็นการวางหมากเล็กๆ เอาไว้ เผื่อในอนาคตจะเป็นประโยชน์ก็ได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวตนของ ‘หยางหลิน’ ก็คงต้องวางแผนให้ดีแล้ว
โชคดีที่ในตำแหน่งปัจจุบันของเขาในตงฉ่าง ฐานะเป็นถึงผู้ดูแล แถมยังใช้ตราทองของผู้ตรวจการเถาอิงปูทางไว้แล้ว ต่อให้มีคนสืบหา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร สามารถสร้างตัวตนนี้ให้มั่นคงได้อย่างสมบูรณ์
………..