- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 459 - เจอของใหญ่
459 - เจอของใหญ่
459 - เจอของใหญ่
459 - เจอของใหญ่
เถาอิงพยักหน้าเล็กน้อย "เจ้าคนเดียวก็ไม่น่าจะทำได้จริงๆ…"
"ใช่ ท่านผู้ตรวจการ ข้าสาบานต่อฟ้าได้เลย ข้าไม่ได้สมคบคิดกับคนนอกเพื่อคิดร้ายต่อผู้เฒ่าในกรมแน่นอน! ถ้าข้าทำจริง ขอให้สายฟ้าฟาดตายตรงนี้!"
หยางฟ่านรีบกล่าวเสียงหนักแน่น
"หรือว่าเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับการตายของสี่ผู้เฒ่าจริงๆ?"
เถาอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แช่ไจ้ในมือไม่ได้จับสัมผัสถึงร่องรอยการโกหกจากหยางฟ่านเลย
นั่นทำให้เขาลอบถอนหายใจโล่งอก
เขาเองก็กลัวเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับหยางฟ่าน!
"ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าพูดถึงขนาดนี้ ข้าก็เชื่อเจ้าสักครั้ง" เถาอิงพยักหน้า "ว่าแต่ เลือดนักรบศักดิ์สิทธิ์ในมือเจ้า ตอนนี้เหลือเท่าไรแล้ว?"
"เหลืออีกนิดหน่อย"
หยางฟ่านยิ้มแห้งๆ ตอบ
"รีบใช้ให้หมดซะ จะได้ไม่มีใครหมายตา"
เถาอิงกล่าวเตือน
จริงๆ แล้ว เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเหล่าขันทีเฒ่าจะไร้ยางอายขนาดนี้ ถึงขั้นลงมือกับหยางฟ่านจริงๆ
หากเมื่อคืนเขาไม่ได้อยู่ในช่วงสำคัญของการบ่มเพาะ ต้องตามไปช่วยแน่ๆ
แต่ใครจะคิดว่า สุดท้ายเหล่าผู้เฒ่านั่นกลับตายกันหมด
ดูท่าหยางฟ่านนี่…จะเป็นคนดวงแข็งของแท้
เถาอิงคิดในใจ
บนถนน สองคนเดินต่อไปข้างหน้า
เถาอิงเอ่ยขึ้น "การสอบคัดเลือกเลื่อนออกไป เจ้ารู้เรื่องนี้หรือยัง"
หยางฟ่านเห็นว่าเถาอิงไม่ถามเรื่องการตายของขันทีชราทั้งสี่อีก ก็ลอบถอนใจโล่งอก ก่อนตอบว่า "ข้าก็เพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เอง"
"ช่วงนี้อย่าได้ผ่อนคลาย ต้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสถาบันการศึกษาต่างๆ และบรรดาผู้เข้าสอบจากทั่วสารทิศอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเมื่อมีการเปิดสอบบู๊ เหล่าผู้กล้าจากทั่วหล้าก็จะแห่กันมา ต้องจับตาดูให้ดี อย่าให้พวกเขาก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้"
"ท่านผู้ตรวจการวางใจ ข้าจะทำให้เต็มที่"
ไม่รู้ตัวว่าทั้งสองเดินมาถึงใกล้สถาบันหนานซานแล้ว
กลุ่มอาคารเรียนอันโอ่อ่า เสียงอ่านตำราดังก้อง เถาอิงยืนซุกมืออยู่ในแขนเสื้อ สีหน้าเผยความรู้สึกซับซ้อนออกมาเล็กน้อย
"รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงส่งหยวนเซิ่งมาเรียนที่นี่"
"ข้าน้อยไม่ทราบ?"
หยางฟ่านไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
เถาอิงเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจพูดกับหยางฟ่านโดยเฉพาะ คล้ายแค่พูดออกมาเฉยๆ ไม่สนว่าใครจะฟังหรือไม่ เพียงกล่าวเสียงเรียบว่า "ปรัชญาหัวใจ เป็นหนึ่งในวิชาสำคัญของยุคนี้ สายสำนักนี้มีผู้สนับสนุนทั้งในและนอกราชสำนักไม่น้อย"
"สถาบันหนานซาน ก่อตั้งโดยหวังอวิ๋น หรือหวังป๋ออัน ผู้ก่อตั้งปรัชญาหัวใจ การจะเข้าเรียนที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าลงทุนไปไม่น้อย ทั้งบุญคุณและเงินทอง ใช้เงินไปกว่าสามแสนตำลึง"
"ข้ารู้ดีว่าหยวนเซิ่งมาเรียนที่นี่ ต้องลำบากแน่นอน แต่ตราบใดที่เขาได้เข้าเรียน เขาก็จะได้รับสถานะใหม่...ศิษย์สถาบันหนานซาน และถูกประทับตราว่าเป็นคนของสายปรัชญาหัวใจ"
"ข้ายังเตรียมการสู่ขอว่าที่เจ้าสาวไว้ให้เขาหลายคน มีทั้งจากตระกูลนักปราชญ์และตระกูลพ่อค้า แต่ละบ้านล้วนมีความเกี่ยวข้องโดยตรงหรืออ้อมกับสายปรัชญาหัวใจ"
"แน่นอน ยังมีอาจารย์ท่านหนึ่งในสถาบันที่มองเห็นพรสวรรค์ของหยวนเซิ่ง และรับปากว่าหากสอบได้ จะยกลูกสาวคนโตให้เป็นภรรยา"
"เมื่อเทียบกับข้าสมัยก่อน เส้นทางของหยวนเซิ่งราบรื่นกว่ามาก และย่อมไปได้ไกลกว่า สูงกว่า"
หยางฟ่านไม่รู้ว่าเถาอิงพูดเรื่องนี้ทำไม จึงได้แต่รอจังหวะแล้วกล่าวชมไปตามน้ำ "ท่านผู้ตรวจการรักบุตรดั่งดวงใจจริงๆ เป็นเรื่องน่าประทับใจนัก"
แต่เถาอิงกลับเหลือบตามามอง "เจ้ามองเห็นแค่นี้หรือ"
"อืม?"
หยางฟ่านชะงักไป คิดในใจว่าหรือยังมีเรื่องอื่นอีก
เถาอิงสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นชัดเจน "ที่ข้าทำได้ขนาดนี้ เป็นเพราะข้าเคยเป็นผู้ดูแล และตอนนี้เป็นผู้ตรวจการในตงฉ่าง มีอำนาจอยู่ในมือ! ลองถามตัวเองดู มีสักกี่คนที่ทำแบบข้าได้?"
หยางฟ่านขมวดคิ้ว "แบบนี้คงมีไม่มาก..."
ที่จริงไม่ใช่แค่มีไม่มาก เรียกได้ว่านับนิ้วได้เลย
หยางฟ่านแอบคิดในใจ
ไม่ใช่ว่าใครจะกล้าตัดสินใจเข้าสำนักขันทีได้ง่ายๆ และยิ่งไม่ใช่ทุกคนจะได้เข้าไปในตงฉ่าง และไต่เต้าจนถึงตำแหน่งผู้ตรวจการแผนกคดีอาญา
แต่เถาอิงกลับหัวเราะออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นเย็นเยียบ "ข้าจะบอกให้ว่าตรงกันข้าม มีมากมายเหลือเกิน ตระกูลขุนนาง ตระกูลแม่ทัพ ตระกูลพ่อค้า ตระกูลคหบดี ใครบ้างทำไม่ได้? พวกเขาทำได้มากกว่าข้าหลายเท่าเสียอีก!"
"พวกเขาสามารถให้ลูกหลานได้รับการศึกษาดีที่สุด ได้รับทรัพยากรชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเข้าสู่วงการพาณิชย์ สำนักวิชา ราชสำนัก หรือเส้นทางบำเพ็ญ"
"พวกเขาแทรกซึมเข้าไปในทุกวงการ ค่อยๆ กุมอำนาจไว้ในมือ จนในที่สุดกลายเป็นตาข่ายขนาดมหึมาคลุมไปทั่วหล้า ผู้คนทั้งหมดล้วนอยู่ในตาข่ายนั้น"
"ปลาตัวใหญ่ถูกจับขึ้นมา บ้างเลี้ยงไว้ บ้างฆ่าทิ้ง ส่วนปลาตัวเล็กตัวน้อยแม้ดูเหมือนมีอิสระ แต่ก็แทบไม่มีโอกาสโผล่พ้นน้ำ"
"นี่แหละ คือกรงขัง! นี่แหละ คือชนชั้น!"
สุดท้าย เถาอิงยกมือชี้ไปที่ประตูสถาบันเบื้องหน้า เอ่ยเสียงเบา "คิดให้ดี หากวันหนึ่ง ศัตรูของเจ้าคือพวกเขา เจ้าจะทำอย่างไร…"
กล่าวจบ เถาอิงก็หมุนตัวเดินจากไป
หยางฟ่านมองตามแผ่นหลังของเถาอิง รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายยังมีเรื่องปิดบังไว้มากมาย ราวกับแฝงเจตนาอะไรบางอย่าง
คิดอยู่ครู่หนึ่ง หยางฟ่านก็เลิกคิด
"ถ้ามันเป็นศัตรู ก็ฆ่าให้หมด"
สำหรับหยางฟ่าน นี่คือทางเลือกที่ง่ายที่สุด
ขณะที่หยางฟ่านกำลังครุ่นคิด เสียงราบเรียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
"ดั่งตาข่าย จับแต่ปลาใหญ่ ปล่อยปลาเล็กไป ช่างเป็นคำเปรียบเปรยที่น่าสนใจจริงๆ"
หยางฟ่านหันไปมอง เห็นเพียงชายชราผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวยืนอยู่ไม่ไกล ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมาถึงตั้งแต่เมื่อใด
ชายชราผู้นั้นใบหน้าเปี่ยมด้วยความเป็นนักปราชญ์ อารมณ์สงบนิ่ง เสื้อคลุมสีเขียวดูซีดจางเพราะผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ตัวเขากลับดูสะอาดสะอ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงบจากประสบการณ์มากมายในชีวิต
หยางฟ่านขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามเบาๆ "ผู้อาวุโสก็คิดเช่นนี้หรือ"
ชายชราส่ายหน้าเบาๆ "ชนชั้นมีอยู่เสมอ แต่คนธรรมดาจำเป็นต้องหยุดพยายามเพราะเหตุนี้หรือ หัวใจคนล้วนมีพลัง พลังแห่งคนก็สามารถชนะฟ้าได้ เช่นเดียวกับคนผู้นั้น ทุกสิ่งที่ทำให้เขามีวันนี้ก็เพราะความพยายามไม่ใช่หรือ"
"เขาทำได้ แต่กลับปักใจเชื่อว่าคนอื่นทำไม่ได้ เช่นนั้นไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือ"
"หากไร้ซึ่งเจตจำนง แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดสำเร็จได้"
"ชนชั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด จะครอบงำทุกสิ่งได้จริงหรือ"
"ยิ่งไปกว่านั้น หากมีความคิดอยากเปลี่ยนแปลง ก็ต้องลงมือปฏิบัติให้สอดคล้องกัน การรู้และการกระทำรวมเป็นหนึ่งเดียว ย่อมนำพาให้ก้าวเดินไปตามเส้นทางแห่งอุดมการณ์ เปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ตรงหน้าได้"
"มีเหตุผลที่ทำให้คนคนหนึ่งล้มเหลว แต่จะมีเหตุผลให้คนอีกหลายหมื่นหลายล้านล้มเหลวได้อย่างไร"
กล่าวจบ ชายชราก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในสถาบันหนานซาน
หยางฟ่านตั้งใจจะเอ่ยเรียกไว้ แต่ร่างของชายชรากลับหายไปในพริบตา ราวกับตอนที่ปรากฏตัว
"แปลกจริงๆ"
หยางฟ่านขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม หันไปถามพ่อค้าหาบเร่ริมทาง "ท่านรู้จักชายชราเมื่อครู่หรือไม่"
"ชายชรา? ชายชราอะไร ข้าเห็นเจ้าคนเดียวยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ต้นแล้วนี่"
"…"
หยางฟ่านได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งเฮือก
เมื่อลองย้อนคิด เขาก็พบว่าตลอดเวลาที่อยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายหรือพลังใดๆ จากชายชราแม้แต่น้อย
ราวกับว่าชายชราผู้นั้น…ไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
หรือว่า…ข้าเจอของใหญ่เข้าให้แล้ว
สีหน้าหยางฟ่านเปลี่ยนไปไม่หยุด ก่อนจะหันไปมองสถาบันหนานซานลึกๆ อีกครั้ง แล้วหมุนตัวเดินจากไป
จนกระทั่งกลับมาถึงตงฉ่าง หยางฟ่านถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรู แต่เมื่อคิดย้อนถึงถ้อยคำและการกระทำของชายชรา กลับรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกับฟ้าดิน ราวกับว่าเพียงเอ่ยวาจา กฎเกณฑ์ของโลกก็พร้อมจะขยับตาม
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหวนนึกถึงใบหน้าของชายชรา ใบหน้านั้นกลับยิ่งพร่าเลือนขึ้นเรื่อยๆ
"เจอดีเข้าให้แล้วจริงๆ!"
สีหน้าหยางฟ่านไม่สู้ดีนัก ทำไมคนประหลาดพวกนี้ถึงได้โผล่มาหาแต่เขา
ในขณะเดียวกัน
บนยอดเขาของสถาบันหนานซาน ภายในกระท่อมหลังหนึ่ง ชายชราลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
เงาร่างของชายชราที่เดินอยู่ในสถาบันเมื่อครู่ ค่อยๆ เลือนหายไปกับสายลม
ในดวงตาของชายชรา สะท้อนภาพทั่วทั้งสถาบันหนานซานไว้ราวกับมีทุกสิ่งอยู่ในใจ
"เด็กน้อยช่างน่าสนใจ เหตุใดข้าถึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งเต๋าใหม่จากตัวเขา…"
"การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว ดูท่าว่าโลกใบนี้กำลังจะสนุกขึ้นอีกมาก"
ชายชรายิ้มบางๆ ทันใดนั้น บรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนไป
ฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งเริ่ม ต้นหญ้ายังไม่ทันงอกงาม กิ่งไม้ยังไร้หน่ออ่อน แต่เพียงรอยยิ้มของชายชรา ดอกไม้และใบไม้เขียวชอุ่มก็พลันผุดขึ้นทั่วบริเวณ
ดอกไม้หลากสีผลิบาน ต้นไม้แผ่กิ่งก้านใบเป็นร่มเงา
แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจ ชายชราก็หลับตาลงอีกครั้ง
ดอกไม้และต้นไม้ทั้งหมดสลายกลายเป็นความว่างเปล่า ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
…………