- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 446 - เฉินอิงหลงที่มิใช่ผู้บรรลุด่านสวรรค์
446 - เฉินอิงหลงที่มิใช่ผู้บรรลุด่านสวรรค์
446 - เฉินอิงหลงที่มิใช่ผู้บรรลุด่านสวรรค์
446 - เฉินอิงหลงที่มิใช่ผู้บรรลุด่านสวรรค์
สำนักศึกษาซินหยา
ต่างจากสำนักศึกษาหนานซานที่เป็นสำนักขนาดใหญ่ ที่นี่กลับเหมือนเป็นเพียงสมาคมการศึกษาเล็กๆ ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์จากตระกูลยากไร้ แม้แต่อาจารย์ใหญ่และอาจารย์ผู้สอนก็มีฝีมือไม่ได้สูงส่งนัก
ศิษย์จำนวนหนึ่งรวมตัวกัน ศาสตร์หลากสำนักปะปนกันไปหมด
หยางฟ่านมองแล้วก็รู้สึกสนุกไม่น้อย
แน่นอน เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ดูแลจากตงฉ่างที่มาดูแลการตรวจสอบในครั้งนี้ อาจารย์ใหญ่ของที่นี่ก็ยินดีส่งมอบรายชื่อสำเนาของสำนักศึกษาให้โดยไม่ลังเล แถมยังเผลอหนีบธนบัตรมูลค่ามหาศาลติดมาด้วยสองใบ
บางทีคงกลัวว่าหยางฟ่านจะมองไม่เห็น มุมหนึ่งของธนบัตรยังเผยออกมาให้เห็นชัดเจน
เดิมทีหยางฟ่านคิดจะปฏิเสธ แต่มันช่างมากเกินไปจนเขาปฏิเสธไม่ลง จำต้องรับมาโดยดี
ในใจลอบถอนหายใจ ที่นี่แม้จะมีศิษย์จากตระกูลยากไร้เป็นหลัก ทว่าผู้ที่สามารถเดินทางจากแต่ละแคว้นมายังนครหลวงเพื่อศึกษาได้นั้น อย่างน้อยก็ไม่ได้ยากจนถึงที่สุด
ดังนั้น เป็นเรื่องธรรมดา ที่ธนบัตรเหล่านั้นจะมีมูลค่าเป็นหลัก “หมื่น”
ใช้เวลาราวสิบวัน เดินตรวจตราสำนักศึกษาจนครบ หยางฟ่านรู้สึกว่าผลประโยชน์ที่ควรได้ก็เก็บเกี่ยวมาพอสมควรแล้ว จึงกลับไปยังตงฉ่าง
ส่วนงานที่เหลือก็ปล่อยให้หลิวจวินเฉิงกับเหยียนเล่ยจัดการต่อ
เขารู้ดีว่า ผลประโยชน์เหล่านี้ไม่ควรฮุบไว้คนเดียว จึงมอบเจ็ดส่วนให้เถาอิง ส่วนที่เหลือก็ยังมีเงินอีกกว่าสิบหมื่นตำลึง
ส่วนเถาอิงจะจัดสรรเจ็ดส่วนนั้นอย่างไร เขาก็ไม่คิดยุ่งเกี่ยว
จากนั้นไม่นาน หยางฟ่านก็หาห้องทำสมาธิสำหรับฝึกฝน
“สิบวันที่ผ่านมา ข้าเปิดจุดพลังโลหิตไปกว่าสองร้อยจุด ความเร็วเช่นนี้เกรงว่าไม่ค่อยมีใครทำได้กระมัง!”
ด้วยแผนภาพเทพมนุษย์ที่มีอยู่ในตัว การทะลวงจุดพลังโลหิตสำหรับหยางฟ่านนั้นง่ายดายดุจดื่มน้ำ ขณะนี้นั่งสมาธิอยู่ ส่องมองทั่วร่างที่มีจุดพลังโลหิตส่องสว่างกว่าสามร้อยจุด เขารู้สึกถึงพลังมหาศาลเช่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ใกล้แล้ว ขอแค่ทะลวงให้ครบสามร้อยหกสิบจุดก่อน!”
หยางฟ่านหลับตาลง โลหิตของนักรบศักดิ์สิทธิ์ในร่างถูกใช้จนเกือบหมด โชคดีที่ในปมร้อยพรยังมีสำรองอยู่อีกมาก ไม่เช่นนั้นคงต้องชะงักกลางทางแน่
ปัง ปัง ปัง ปัง!
เสียงก้องดังขึ้นจากภายในร่าง จุดพลังโลหิตแต่ละจุดถูกเปิดออกสำเร็จทีละจุดด้วยตำแหน่งที่ชัดเจน ประกอบกับพลังโลหิตมหาศาลที่มีอยู่ เดินหน้าได้อย่างราบรื่น
หึ่ง!
ในที่สุด จุดพลังโลหิตครบสามร้อยหกสิบจุดก็เปิดออกจนสมบูรณ์ แผนภาพพลังโลหิตที่สมบูรณ์แบบจึงครอบคลุมทั่วร่าง!
พลังโลหิตไหลหลั่งดุจสายน้ำในจุดพลังโลหิต สามร้อยหกสิบจุด เชื่อมโยงกับตัวเลขแห่งฟ้าดินโดยสมบูรณ์!
ขณะเดียวกัน พลังโลหิตที่พลุ่งพล่านแทบทำให้เส้นเอ็นกระดูกทั้งร่างเปล่งเสียงลั่นดังก้อง คล้ายร่างกายจะถูกพลังโลหิตกลุ่มนี้ฉีกกระชากจนแหลกเป็นเสี่ยงๆ
ช่างแข็งแกร่งนัก!
แม้จุดพลังโลหิตเหล่านี้จะยังไม่ถึงขั้น “กึ่งลึก” แต่เมื่อสามร้อยหกสิบจุดรวมพลังกัน ปริมาณพลังโลหิตที่ปลดปล่อยออกมาก็สูงกว่าผู้บ่มเพาะขั้นมหาปรมาจารย์ทั่วไปถึงสามสิบหกเท่า!
หากมหาปรมาจารย์ทั่วไปเผชิญหน้ากับเขาตอนนี้เขาสามารถสังหารฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยนิ้วเดียวเท่านั้น!
“หากได้เข้าสระมังกรอีกสักครั้งก็คงดี!”
หยางฟ่านมองจุดพลังโลหิตในร่างพลางแลบลิ้นเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย
ในสองวันถัดมา หยางฟ่านใช้เวลาควบคุมให้จุดพลังโลหิตของตนเองมีความสมบูรณ์มากขึ้น จนกระทั่งค่ำคืนวันที่สองเดือนสอง เขาจึงออกจากห้องทำสมาธิ
วิหารจักรพรรดิแห่งนครหลวง
วัดเต๋าที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวง ผู้ศรัทธานับว่ามากมาย แม้ยามค่ำคืน ธูปเทียนหน้าวิหารจักรพรรดิก็ไม่เคยดับสิ้น
ค่ำคืนนี้ เจ้าหน้าที่ดูแลวิหารจัดเวรยามเสร็จสิ้นตามปกติ ก่อนจะกลับเข้าห้องของตน
วิหารขนาดใหญ่ไม่นานก็เงียบสงบลง
ทว่าอีกไม่นาน คลื่นพลังไร้รูปแบบก็ปกคลุมทั่ววิหารจักรพรรดิในพริบตา ทุกคนหมดสติล้มลงโดยไม่รู้ตัว
ประตูวิหารถูกผลักออก ร่างในเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ก้าวเข้ามาจากด้านนอก
เมื่อร่างในเสื้อคลุมดำก้าวเข้ามา ก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่หน้ารูปสลักวิหารจักรพรรดิ เงาร่างนั้นแม้ดูไม่สูงใหญ่ แต่เมื่อยืนเคียงกับรูปสลักจ้าววิหารจักรพรรดิ กลับทำให้รูปสลักแลดูต่ำต้อยลงอย่างประหลาด
เฉินอิงหลงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายมาถึงตั้งแต่เมื่อใด
เฉินอิงหลงหันกายอย่างสงบ มองเงาร่างในชุดคลุมดำด้วยคิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “ฮองเฮา?”
เงาคลุมดำเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวขึ้น “เฉินอ้ายชิง ของขวัญที่เจ้าได้รับจากเราคือภาพวาดจูหลงยังเก็บรักษาไว้อยู่หรือไม่?” (อ้ายชิงเป็นคำที่ฮ่องเต้ใช้เรียกขุนนาง)
“ฝ่าบาท?!”
สีหน้าเฉินอิงหลงแปรเปลี่ยนในทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่แน่ใจ
แม้อีกฝ่ายจะคลุมกายด้วยเสื้อคลุมดำ แต่เขากลับมองออกว่า ภายใต้เสื้อคลุมนั้นคือสตรีอย่างไม่ต้องสงสัย และยังเป็นฮองเฮาองค์ปัจจุบันด้วย!
“ฮองเฮา เรื่องล้อเล่นเช่นนี้ไม่ตลกแม้แต่น้อย”
เฉินอิงหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
ร่างในชุดคลุมดำปลดเสื้อคลุมตัวใหญ่เผยให้เห็นใบหน้าของหวังฮองเฮา ทว่าภายในดวงตากลับมีใบหน้าที่เปี่ยมด้วยอำนาจปรากฏชัดเจน
แม้ใบหน้านั้นจะเละโลหิตแทบดูไม่ได้ แต่สำหรับเฉินอิงหลงแล้ว จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไร!
“เฉินอ้ายชิง เจ้าไม่รู้จักข้าจริงหรือ?”
สีหน้าหวังฮองเฮาเรียบเฉย สายตานิ่งสงบจ้องมองเฉินอิงหลง พร้อมกับมีพลังมังกรฮ่องเต้พลุ่งพล่านออกมาจากร่าง แม้จะอ่อนแอ แต่ก็เป็นพลังของโอรสสวรรค์โดยแท้!
จูเกาเลี่ย!
เป็นไปได้อย่างไร ทำไมถึงเป็นฝ่าบาท!
ถ้าอย่างนั้น คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในตอนนี้คือใครกัน!
“ฝ่าบาท ท่าน... ท่านทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้!”
เฉินอิงหลงในที่สุดก็มั่นใจในตัวตนของอีกฝ่าย สีหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“ข้า... ถูกลอบเล่นงาน”
หวังฮองเฮาถอนหายใจ กล่าวต่อว่า “ข้าต้องการให้เจ้าช่วย...”
แต่ก่อนที่ประโยคจะสิ้นสุด มือข้างหนึ่งพลันพุ่งเข้ามา ฝ่ามือขนาดใหญ่ดุจใบพัดฟาดเข้าใส่อกของหวังฮองเฮาอย่างฉับพลัน!
“เฉินอิงหลง เจ้าคิดจะทำอะไร!”
หวังฮองเฮาตกใจ ตอบโต้โดยสัญชาตญาณ
ทว่าไม่คาดคิดว่าพลังของเฉินอิงหลงจะรุนแรงถึงเพียงนี้ ทะลวงการป้องกันจนพังยับ จากนั้นฝ่ามือเปลี่ยนเป็นกรงเล็บ แทงทะลุเข้าสู่กลางอกของหวังฮองเฮา
สีหน้าเฉินอิงหลงเย็นชา “กบฏชั่วกล้าอ้างตนเป็นฝ่าบาท เป็นโทษที่มิอาจอภัย!”
ฝ่ามือเขาขยับ ครู่เดียวตรงกลางฝ่ามือก็เผยรอยแยกดุจปากยักษ์ เริ่มกลืนกินเลือดเนื้อภายในร่างหวังฮองเฮาอย่างบ้าคลั่ง!
“เจ้า... หาเรื่องตาย!”
หวังฮองเฮาตะลึงลาน ไม่คาดคิดว่าเมื่อเปิดเผยตัวตนแล้ว เฉินอิงหลงไม่เพียงไม่ช่วย กลับลงมือสังหารอย่างไร้เยื่อใย!
ภายในร่างนั้น ก้อนเนื้อโลหิตพลันเกิดปฏิกิริยา พลังมังกรฮ่องเต้อันเกรียงไกรพลันปะทุขึ้นในชั่วพริบตา
“ประกาศิต! ยึดคืน!”
หวังฮองเฮากล่าวออกมาสี่คำ ทันใดนั้นเฉินอิงหลงรู้สึกได้ว่าศักดิ์ฐานะและโชคลาภที่ได้รับจากราชวงศ์ต้าหมิง เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง!
ฮ่องเต้ประสงค์ให้ขุนนางตาย ขุนนางต้องตาย!
นี่คือพลังแห่งองค์ฮ่องเต้!
วาจาเปรียบดังสวรรค์บัญชา!
ทว่าในขณะที่หวังฮองเฮาคิดว่าใช้วิธีนี้ควบคุมเฉินอิงหลงได้ จู่ๆ ด้านหลังเฉินอิงหลงก็ปรากฏวงแสงขนาดมหึมา เปล่งประกายรัศมีดุจแสงแห่งเทพเซียนโอบล้อมกายเขาไว้ทั้งหมด
พลังวาจาแห่งฮ่องเต้ที่เดิมกำลังส่งผล กลับถูกตัดขาดในพริบตา!
“เจ้า... เจ้าไม่ใช่ผู้บรรลุด่านสวรรค์!”
เพราะตกตะลึง เสียงของหวังฮองเฮาจึงแหลมสูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“ใครบอกว่าข้าเป็นแค่ผู้บรรลุด่านสวรรค์เท่านั้น!”
และในชั่วขณะนั้นเอง เฉินอิงหลงลงมือทันที มือทะลวงเข้าไปในท้องของหวังฮองเฮา ดึงก้อนเนื้อโลหิตนั้นออกมา!
“จับเจ้าได้แล้ว!”
เสียงดังฉีกขาด
กลางฝ่ามือดุจปากยักษ์งับลงบนก้อนเนื้อโลหิต ก้อนเนื้อโลหิตดิ้นรนอย่างรุนแรง แต่กลับถูกยึดไว้แน่น สุดท้ายจึงถูกกลืนกินเข้าไปในร่างของเฉินอิงหลงทีละน้อย
“นี่คือร่างจริงของเจ้าสินะ! น่าเสียดาย ตอนนี้เจ้ามิใช่ฝ่าบาทผู้ปกครองสรรพสิ่งอีกต่อไป แต่เป็นเพียงก้อนเนื้อโลหิตเท่านั้น”
สีหน้าเฉินอิงหลงเย็นชา
เขามองร่างไร้วิญญาณของหวังฮองเฮาที่ล้มลงบนพื้น ก่อนจะก้าวข้ามไปอย่างไร้เยื่อใย
………