- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 444 - การสอบเค่ออิน
444 - การสอบเค่ออิน
444 - การสอบเค่ออิน
444 - การสอบเค่ออิน
หยางฟ่านก้าวเท้าออกจากเรือนโค้งของจวนอย่างร้อนรน จนกระทั่งพ้นออกจากสายตาของเฉินอิงหลงแล้ว จึงรีบพิงกำแพงข้างทางไว้ ทั้งร่างสั่นสะท้านไม่หยุด
ช่างน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว!
ตอนใช้วิชาเทพส่องดูหวังฮองเฮาแล้วถูกย้อนสะท้อนกลับมายังไม่น่ากลัวเท่านี้ อย่างน้อยตอนนั้นอีกฝ่ายก็ไม่รู้ตัว แต่เฉินอิงหลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่!
ทำไมเขาถึงรู้ตัวได้ว่าตนเองใช้วิชาเทพจับตาดู!
กลิ่นอายกดดันที่ปกคลุมเหนือจวนขุนนางค่อยๆ สลายตัวไป หยางฟ่านสีหน้าผันแปรไปมาอย่างไม่หยุด
พอรวบรวมสมาธิได้ก็คิดจะรีบออกจากจวน แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเมื่อพบว่าเฉินอิงหลงมายืนอยู่ตรงหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับเหวนรกมืดดำไร้ก้นบึ้ง
กลิ่นอายเหมือนภูเขาไฟที่พร้อมปะทุอยู่ทุกเมื่อ
“หะ...โหว...ท่านโหว”
หยางฟ่านสะดุ้งโหยง ใจแทบจะวิ่งหนีออกไปให้พ้นตรงนั้นทันที
สายตาของเฉินอิงหลงกวาดผ่านใบหน้าหยางฟ่าน น้ำหนักสายตาราวกับกดทับให้ร่างกายของเขาหนักอึ้งถึงกับแผ่นดินใต้เท้าแตกร้าว “ไปบอกฮองเฮา ว่าข้าจะไปตามนัด”
“ขะ...ขอรับ...”
หยางฟ่านรีบพยักหน้ารับคำ
พอเห็นว่าเฉินอิงหลงไม่มีท่าทีจะพูดอะไรต่อ เขาก็รีบกัดฟันหันหลังแล้วเร่งเท้าจากไป
โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ขัดขวาง ทำให้หยางฟ่านแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า สายตาของเฉินอิงหลงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเขาเสมอ ดวงตาล้ำลึกเผยแววพิศวงปะปนความโลภที่ยากจะระงับ
“ผลแห่งวิชาเทพ…”
เสียงแผ่วเบาของเฉินอิงหลงแฝงความเสียดาย ร่างพลันเลือนหายไป “เสียดาย ยังไม่สุกงอมพอ ไม่คู่ควรเป็นหนึ่งในคลังเทพของข้า อาจต้องรออีกสักหน่อย…ข้าตั้งมั่นว่าจะไม่รับของคุณภาพต่ำเด็ดขาด”
ออกจากจวนขุนนางมาได้ หยางฟ่านยังใจสั่นไม่หาย พอหันกลับไปมองข้างหลัง ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบชอบกล สายตาเมื่อครู่ของเฉินอิงหลง มันช่างแปลกพิกล
นึกย้อนถึงภาพที่เห็นในชั่วพริบตาตอนใช้วิชาเทพ
ด้านหลังของเฉินอิงหลงนั้น มีรัศมีแสงวงกลมประหนึ่งพระพุทธรูปองค์มหึมาห่อหุ้มไว้ทั่วร่าง ทำให้ทั้งตัวเขาดูเหมือนเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริง!
“ว่าที่พ่อตาคนนี้ ชักจะประหลาดเข้าไปทุกที”
หยางฟ่านส่ายหน้า สีหน้าครุ่นคิดไม่เลิก
เดินไปเดินมา ไม่รู้ตัวเลยว่ามาถึงประตูตงฉ่างในเมืองด้านใน ครั้นจะหมุนตัวกลับ ก็เห็นว่าเจี่ยสืออันเดินออกมาพอดี
ข้างกายของเจี่ยสืออัน มีชายชราเดินเคียงมาด้วย
ชายชราผู้นั้นสีหน้าอ่อนโยนยิ้มแย้ม ผมเผ้าสีเงินขาวสะอาดตา จัดทรงเรียบร้อยไร้กระเซิง ถ้าไม่สังเกตดีๆ คงนึกว่าเป็นแค่คุณครูธรรมดา
แต่สิ่งที่สะดุดตาหยางฟ่านก็คือ ตอนเดินอยู่กับเจี่ยสืออัน ฝ่ายหลังกลับเดินช้ากว่าครึ่งก้าว
ครู่หนึ่ง ชายชราก็ขึ้นรถม้าเรียบง่ายจากไป
เจี่ยสืออันยืนมองส่งจนรถม้าลับตา จึงหันหลังกลับเข้าไปในตงฉ่างอีกครั้ง
“แปลกแฮะ ตาเฒ่านั่นเป็นใครกัน?”
หยางฟ่านขบคิดไปมา ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในตงฉ่างด้วย
พอเดินผ่านประตูเข้าไป หยางฟ่านก็ถามยามเฝ้าประตูอย่างสบายๆ “เมื่อกี้นั้นใครหรือ?”
“ขอรายงานท่านผู้ดูแล เมื่อครู่นั้นคืออัครมหาเสนาบดีจาง”
“จางไท่เยว่?”
หยางฟ่านเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ด้วยกระแสข่าวของมหาบัญญัติที่ลือกันหนาหู จางไท่เยว่จึงเป็นชื่อที่โด่งดังไปทั่ว แต่พอเทียบกับรถม้าธรรมดาคันเมื่อครู่ หยางฟ่านก็รู้สึกแปลกๆ
ใครจะไปคิด ว่าคนระดับนั้นจะนั่งรถม้าพื้นๆ ได้!
“ใช่ขอรับ”
ยามเฝ้าประตูตอบด้วยท่าทีเกรงใจ
หยางฟ่านพยักหน้าเบาๆ ไหนๆ ก็มาแล้ว จึงถือโอกาสเข้าไปสำรวจดูในตงฉ่างสักหน่อย
ห่างหายไปพักใหญ่ บรรยากาศภายในก็เปลี่ยนไปชัดเจน ความตึงเครียดสูงขึ้น ข้อบังคับเข้มงวดขึ้นกว่าก่อนมาก
ด้วยตำแหน่งของหยางฟ่าน จึงสามารถเดินไปมาในเขตส่วนใหญ่ของตงฉ่างได้อย่างอิสระ
เขาจึงยิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น
“ท่านมาได้อย่างไร?”
ขณะเดินดูนั่นเอง หลิวจวินเฉิงก็เดินออกมาจากด้านใน พอเห็นหยางฟ่านก็ถึงกับชะงัก ก่อนจะรีบคารวะให้
“ไม่ต้องมากพิธี”
หยางฟ่านโบกมือให้ลุกขึ้น “เจ้ามาทำงานที่นี่หรือ?”
หลิวจวินเฉิงพยักหน้า “ตอนนี้พวกเราส่วนใหญ่ย้ายมาทำงานที่นี่แล้ว และหลายคนก็ถูกส่งออกไปทำงานตามหัวเมืองรอบๆ แล้วเช่นกัน”
เขาอึกอักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “ได้ยินมาว่า ท่านเองก็อาจมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่ถูกส่งออกไปด้วย”
“ข้าด้วย?”
หยางฟ่านนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีชื่อตนด้วย
หลิวจวินเฉิงกล่าว “ข้าได้ยินเถากงกงเอ่ยผ่านๆ ว่าท่านหัวหน้าฝ่ายนอกวางแผนจะให้พวกผู้ดูแลกระจายไปประจำตามเมืองต่างๆ รอบเมืองหลวง เพื่อคอยกำกับดูแล”
หยางฟ่านพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าครุ่นคิด
แท้จริงแล้วในราชวงศ์โบราณ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยตระกูลขุนนางใหญ่และตระกูลเก่าแก่ รวมถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาและเต๋า การจะผลักดัน《มหาบัญญัติ》ออกไปให้ทั่วถึงได้นั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องยากเย็นถึงขีดสุด
ถึงขั้นว่าแค่ก้าวพ้นจากเขตพระนคร ผลลัพธ์ของการบังคับใช้ก็คงลดลงไปไม่น้อย
ดังนั้น การส่งคนลงไปกำกับดูแลตามหัวเมือง จึงถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญๆ อาจต้องส่งข้าหลวงพิเศษลงไปควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง
และในฐานะหน่วยงานพิเศษที่ถืออำนาจสูงสุดอย่างตงฉ่าง ย่อมกลายเป็นตัวเลือกแรกโดยปริยาย
“แต่หากต้องออกจากพระนครจริงๆ เกรงว่าข้าคงต้องเตรียมตัวล่วงหน้าสักหน่อยแล้ว”
หยางฟ่านรู้สึกหนักใจอยู่บ้าง จึงถามว่า “ตอนนี้เถากงกงอยู่ที่นี่ หรืออยู่ในวัง?”
“อยู่ที่นี่ขอรับ”
หลิวจวินเฉิงรีบตอบ
หลังจากให้หลิวจวินเฉิงกลับไปแล้ว หยางฟ่านก็ตรงไปหาเถาอิงทันที
เมื่อเห็นเถาอิง หยางฟ่านก็อดไม่ได้ที่จะใช้วิชาเทพกวาดดูอีกฝ่ายหนึ่ง รอบกายเถาอิงยังคงแฝงกลิ่นอายปีศาจที่ขุ่นมัวและเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า
“คำนับกงกง”
เขากล่าวคำนับอย่างสงบเสงี่ยม
“เจ้าหนู เจ้าพึ่งออกจากการปิดด่านหรือ? ฐานการบ่มเพาะก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
เถาอิงแสดงท่าทีสนใจอย่างเห็นได้ชัด ท้ายที่สุดเขารู้ดีว่าหยางฟ่านพึ่งคว้าผลประโยชน์มหาศาลมาจากสระมังกร ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ฐานการบ่มเพาะของหยางฟ่านต้องก้าวกระโดดอย่างแน่นอน
สำหรับเขาแล้ว ขุมกำลังใกล้ตัวแข็งแกร่งขึ้น ย่อมเป็นเรื่องดี
หยางฟ่านตอบอย่างถ่อมตัว “ก็พอมีความก้าวหน้าอยู่บ้าง”
“พอมีความก้าวหน้า?”
เถาอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามตรงๆ “ถึงการเปลี่ยนโลหิตครั้งที่แปดแล้วหรือยัง?”
“ถึงแล้วขอรับ”
หยางฟ่านเห็นเถาอิงเริ่มมีท่าทีไม่พอใจ จึงรีบตอบกลับไป
เถาอิงยิ้มออกมาทันที “ดีมาก”
ช่วงเวลาสั้นๆ สามารถก้าวจากการเปลี่ยนโลหิตครั้งที่เจ็ดไปถึงครั้งที่แปด เด็กคนนี้ได้ของดีมาจริงๆ คราวหน้า หากสามารถแตะถึงการเปลี่ยนโลหิตครั้งที่เก้าได้ บางทีเขาอาจยื่นโอกาสดีๆ ให้สักครั้ง
“จริงสิ กลางเดือนสองนี้ นครศักดิ์สิทธิ์และเมืองจินหลิงจะจัดสอบเค่ออิน ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ทางเราได้รับคำสั่งให้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง เจ้าจงเตรียมตัวไว้ให้ดี ตอนนั้นเจ้าต้องลงไปควบคุมดูแลสถานการณ์ ห้ามเกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
“รับทราบ กงกง”
หยางฟ่านลอบถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยแบบนี้เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกส่งตัวออกนอกพระนครกะทันหัน
แต่เขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้ จึงถามต่อว่า “แต่กงกง เหตุใดทางราชสำนักถึงจัดสอบเค่ออินกะทันหันเช่นนี้?”
เถาอิงเผยยิ้มขื่น “ก็เพื่อคัดเลือกคนมีฝีมือขึ้นมาใช้งาน เพราะต่อจากนี้ บนแผ่นดินต้าหมิง อาจถึงยุคขาดแคลนคนก็เป็นได้”
ขาดแคลนคน ก็เพราะจะมีการฆ่าฟันครั้งใหญ่
คัดเลือกผู้คนขึ้นมา ก็เพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ว่างลง
หยางฟ่านได้แต่เงียบงันไปชั่วครู่ อยู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องในยุคของไท่จู่ ที่เคยเกิดกรณีขาดขุนนางจนถึงขั้นต้องให้ที่พักการลงโทษไว้ก่อน ขุนนางหลายคนต้องใส่ปลอกคอขณะปฏิบัติหน้าที่กันเลยทีเดียว
เถาอิงเห็นหยางฟ่านเงียบไป ก็คิดว่าเขากำลังกังวลเกี่ยวกับความยากของภารกิจ จึงหัวเราะออกมาเบาๆ
“ไม่ต้องกังวล หน้าที่ของเจ้าก็แค่รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันไม่ให้มีใครมาป่วนการสอบเค่ออินเท่านั้น อีกอย่าง ที่นี่คือพระนคร ใครบังอาจขนาดนั้นกล้ามาป่วนการคัดเลือกขุนนางของราชสำนักได้กัน?”
………..