- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 443 - การปฏิรูปใหญ่
443 - การปฏิรูปใหญ่
443 - การปฏิรูปใหญ่
443 - การปฏิรูปใหญ่
หยางฟ่านไม่กล้ากลับตำหนักฉางชิง จึงเลี่ยงไปที่ตำหนักเอี้ยนเยว่แทน
เซียวซูเฟยผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน เห็นเขามาถึงก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมา ทันทีที่เหล่าขันทีและนางกำนัลเห็นว่าทั้งสองมีเรื่องจะพูดคุยกัน จึงถอยออกไปด้านนอกอย่างรู้หน้าที่
หลังจากได้อยู่ด้วยกันอย่างอ่อนหวาน หยางฟ่านจึงเริ่มใช้วิชาเทพของตน ลอบสำรวจจดหมายของหวังฮองเฮา
ตามคาด เนื้อความในจดหมายระบุถึงวันเวลาและสถานที่นัดหมาย นางเป็นฝ่ายนัดพบเฉินอิงหลงโดยตรง
“วันที่สองเดือนสอง ศาลเจ้าฉางหวงในเมืองหลวง” หยางฟ่านพึมพำเสียงเบา
เซียวซูเฟยที่อยู่ข้างกาย มองเขาด้วยความสงสัย “เสี่ยวฟ่าน เจ้ามองอะไรอยู่หรือ”
“จดหมายฉบับหนึ่ง” หยางฟ่านไม่พูดอะไรมาก เพียงเก็บจดหมายใส่แขนเสื้อ
แม้จะยังเหลือเวลาอีกหลายวันก่อนถึงวันนัด เขาก็ตัดสินใจว่าจะไปส่งจดหมายถึงมือเฉินอิงหลงล่วงหน้าอยู่ดี และถือโอกาสใช้วิชาเทพที่พัฒนาแล้วสำรวจตัวตนของเฉินอิงหลงเสียเลย
ตั้งแต่ค้นพบว่าวิชาเทพสามารถตรวจจับสภาวะอันผิดปกติได้ หยางฟ่านก็ชอบใช้วิชานี้เป็นพิเศษ หากไม่ติดที่ว่าไม่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน เกรงว่าเขาคงจะเปิดใช้มันตลอดสิบสองชั่วยามแน่นอน
ความรู้สึกเหมือนได้ครอบครองเรดาร์ครอบจักรวาลที่ไม่มีจุดบอดเช่นนี้ ช่างหอมหวานเกินจะต้านทาน
หลังออกจากตำหนักเอี้ยนเยว่ หยางฟ่านก็ตรงไปยังลานฝึกของตงฉ่าง
นับตั้งแต่สิทธิ์อำนาจของเผิงอันถูกแบ่งแยกจนแทบหมดความสำคัญ บรรยากาศในตงฉ่างก็เต็มไปด้วยความอึดอัด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจี่ยสืออันได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภายนอก และประจำการอยู่ที่ตงฉ่างในเมืองชั้นใน ขณะที่คนจำนวนมากถูกโยกย้ายไปประจำในวังหลวงแทน
โชคดีที่เผิงอันไม่ค่อยมาเหยียบตงฉ่างบ่อยนัก ไม่เช่นนั้นชีวิตของพวกเขาคงลำบากกว่านี้มาก
สถานการณ์นี้เรียกได้ว่า 'เซียนสู้กัน คนธรรมดารับกรรม'
ผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวก็อาจเผาไหม้ตัวเองจนไม่เหลือซาก
หยางฟ่านมุดเข้าไปในลานฝึก ด้วยการสนับสนุนจากโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บเกี่ยวมา การเปิดจุดปราณโลหิตจึงรวดเร็วขึ้นอย่างชัดเจน เพียงไม่กี่วันเขาก็สามารถเปิดได้ถึงแปดสิบเอ็ดจุดแล้ว
แค่ขยับร่างกายเล็กน้อย จุดปราณโลหิตเหล่านี้ก็เกิดการสั่นสะเทือนประสานกัน ปลดปล่อยพลังอันแข็งแกร่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ระหว่างที่หยางฟ่านมุ่งมั่นฝึกฝนอยู่นั้น กระแสคลื่นใหญ่ที่เกิดจากการรื้อฟื้นและบังคับใช้ มหาบัญญัติ ก็ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมณฑลเมืองในต้าหมิง
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็มีคดีความถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
การที่ชาวบ้านสามารถฟ้องร้องขุนนางได้โดยตรง ส่งผลให้ขุนนางถูกปลดและถูกจับกุมกันระนาว แม้แต่คดีเก่าเก็บที่เคยถูกปิดตาย ก็ถูกนำกลับมารื้อฟื้นอีกครั้ง ความปั่นป่วนแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดิน
เกือบทุกวันจะมีขุนนางถูกจับกุมและส่งตัวเข้ามายังเมืองหลวง
รายงานและจดหมายลับจากทุกทิศทุกทางหลั่งไหลเข้าสู่วังราวหิมะโปรยปราย
เหล่าตระกูลขุนนางและคหบดีล้วนตกอยู่ในความหวาดระแวง
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากฮ่องเต้จูเกาเลี่ยแต่งตั้งเจี่ยสืออันเป็นหัวหน้าภายนอก รับผิดชอบกำกับดูแลการบังคับใช้มหาบัญญัติอย่างเข้มงวด ภายในราชสำนักเองก็มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งใหญ่เช่นกัน
จางไท่เยว่ อดีตรองเสนาบดีกรมขุนนางพลเรือน ถูกเรียกกลับมารับตำแหน่งมหาเสนาบดี คุมอำนาจสูงสุดในการบริหารราชกิจบ้านเมืองทั้งหมด
อำนาจล้นฟ้า!
จนถึงขั้นมีผู้ลับหลังตั้งฉายาให้เขาและเจี่ยสืออัน ว่าเป็น “สองผู้กุมอำนาจสูงสุด” คนหนึ่งอยู่เบื้องหน้า คนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
แน่นอนว่าข่าวเกี่ยวกับจางไท่เยว่ก็ถูกกล่าวขานกันไปต่างๆ นานา
ในฐานะอดีตรองเสนาบดีขุนนางพลเรือน เขานับเป็นบุคคลมีชื่อเสียงไม่น้อยในหมู่ขุนนาง
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ จางไท่เยว่เคยประกาศตัวสนับสนุนฉีอ๋องอย่างเปิดเผย และถูกมองว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสายฉีอ๋อง
ไม่เช่นนั้น หลังจากฮ่องเต้จูเกาเลี่ยขึ้นครองบัลลังก์ เขาคงไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกกดดันจนต้องเก็บตัวเงียบอยู่นานหลายปี
แต่ในตอนนี้ คนผู้นี้กลับได้รับการเรียกตัวกลับมา และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมหาเสนาบดีฝ่ายบริหารในพริบตาเดียว สถานะที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้คนอดสงสัยในเจตนาขององค์ฮ่องเต้ไม่ได้
แม้ว่าจางไท่เยว่จะมีอายุล่วงเข้าสู่วัยชรา แต่การกระทำกลับแข็งขันเฉียบขาด หลังจากรับตำแหน่ง เขาก็เริ่มการปฏิรูปครั้งใหญ่ในทันที ครอบคลุมทั้งด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร
การปฏิรูปที่ว่านี้ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบบัญชีเบี้ยหวัดที่ผิดปกติ การประเมินความสามารถขุนนาง การตรวจสอบคดีค้างเก่า ตลอดจนการวัดที่ดินและสำรวจจำนวนประชากรอย่างละเอียด
บรรดากลุ่มขุนนางทรงอิทธิพล บรรดาขุนนางอาวุโส และตระกูลขุนนางทั้งหลายต่างเผยท่าทีเป็นศัตรูอย่างชัดเจนทันที เมื่อร่างกฎหมายสำรวจที่ดินและสำรวจจำนวนราษฎรประกาศออกมา
เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ อีกทั้งยังเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากระบบเดิม กฎหมายนี้จึงเป็นเหมือนคมดาบที่พุ่งตรงมาทำลายผลประโยชน์ของพวกเขาโดยตรง
และที่ได้รับผลกระทบอย่างเงียบๆ อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ‘พุทธศาสนา’
ตั้งแต่ราชวงศ์ต้าหมิงสถาปนาขึ้น อิทธิพลของพุทธศาสนาในทางโลกก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง วัดวาอารามผุดขึ้นไม่หยุด ที่ดินผืนใหญ่ตกอยู่ในมือของวัด อีกทั้งชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่สูญเสียที่ดินยังยินดีเข้าสู่ระบบบรรพชิต เพื่อทำกินบนที่ดินของวัด
ตลอดทั้งเดือนแรกของปี อาณาจักรต้าหมิงทั้งแผ่นดินราวกับกำลังเดินฝ่าพายุใหญ่ ความรู้สึกคล้ายถูกลมฝนโหมกระหน่ำจนอาณาจักรสั่นคลอนอย่างไม่เคยมีมาก่อน
วันที่ยี่สิบเดือนอ้าย
หยางฟ่านออกจากการปิดด่านรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็ถึงกับอดหวั่นใจไม่ได้ “จางไท่เยว่ผู้นี้ ช่างใจถึงเสียจริง!”
การปฏิรูปครั้งใหญ่เช่นนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนการตัดสินใจปุบปับ น่าจะวางแผนเตรียมการมานานแล้วกว่าจะเดินหมากวันนี้ได้
แค่ดูจากมาตรการที่ประกาศออกมา หยางฟ่านก็อดรู้สึกเสียวสันหลังไม่ได้
“ต้องรีบทะลวงไปเป็นนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ให้ได้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นถูกกระแสพัดพาไป จะหวังอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างไร!”
ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปของจางไท่เยว่ สร้างแรงกดดันให้หยางฟ่านไม่น้อย จนถึงกับอยากทะลวงขอบเขตโลหิตศักดิ์สิทธิ์เสียเดี๋ยวนั้น
แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนความคิดนี้ลงไป
เพราะเขาเพิ่งเปิดจุดชีพจรโลหิตได้เพียงร้อยแปดจุดเท่านั้น หากฝืนทะลวงตอนนี้ ต่อให้โชคดีเป็นนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ได้จริง แต่ระดับพลังที่เพิ่มขึ้นก็ยังน้อยมาก
“ต้องอดทน อดทนจนกว่าจะเปิดครบเจ็ดร้อยยี่สิบจุด ถึงตอนนั้นจะได้พาสองพระสนมและศิษย์พี่สามคนงาม หนีออกจากที่นี่ให้ไว!”
หยางฟ่านบ่นพึมพำอยู่ในใจ
หลังออกจากตงฉ่าง หยางฟ่านก็หาโอกาสไปส่งจดหมายที่จวนเฉินอิงหลง
ครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์จากคราวก่อน ทุกอย่างจึงราบรื่นกว่ามาก
เขาได้พบเฉินอิงหลงอย่างรวดเร็ว ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่คนนี้เพิ่งกลับจากเข้าเฝ้า เครื่องแบบขุนนางขั้นสูงเต็มยศให้ความรู้สึกสง่างาม น่าเกรงขามโดยแท้
ทันทีที่หยางฟ่านส่งจดหมายให้ สีหน้าของเฉินอิงหลงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ถึงกับเผลอบีบกระดาษในมือจนแหลกละเอียดในพริบตา
ทุกอากัปกิริยาเหล่านี้ ล้วนไม่พ้นสายตาของหยางฟ่านที่ลอบสังเกตอยู่ จิตใจพลันตื่นตัว “หรือในจดหมายนั้น มีอะไรที่ข้ามองข้ามไป?”
“เจ้า... ออกไปได้แล้ว”
สีหน้าของเฉินอิงหลงมืดลงอย่างชัดเจน
หยางฟ่านรีบล่าถอยทันที แต่เรื่องหนึ่งที่เขาสังเกตได้และยังข้องใจก็คือ กลิ่นกำยานในห้องยังคงอบอวลเหมือนเดิม แต่กลิ่นอายของความเน่าเปื่อยกลับหายไป
น่าแปลกจริงๆ
จนกระทั่งเดินออกจากระเบียงทางเดิน หยางฟ่านจึงแอบใช้วิชาเทพชำเลืองมองเฉินอิงหลงจากระยะไกล
เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น แต่เฉินอิงหลงที่กำลังเหม่อลอยอยู่ กลับเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว!
“หืม? ผู้ใดบังอาจแอบสอดส่องข้า!”
กลิ่นอายแข็งกร้าวสุดขั้วพุ่งพล่านออกจากร่างของเฉินอิงหลงในทันที ดวงตาคมกล้ากวาดมองไปรอบทิศ น้ำเสียงราวกับกดทับให้ห้วงอากาศแทบจะแตกสลาย
ทั้งจวนขุนนางเงียบกริบในชั่วพริบตา!
แม้แต่สิงโตและเสือที่เลี้ยงไว้ ก็ล้วนหดตัวซุกมุมกรง ราวกับสัตว์โบราณดุร้ายกำลังจ้องมองพวกมันอยู่!
“แย่แล้ว!”
หยางฟ่านถึงกับเหงื่อตก
ไม่นึกเลยว่าคนผู้นี้จะสามารถสัมผัสได้ถึงการลอบสอดส่องด้วยวิชาเทพของเขา!
ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย!
………..
(ในจีนโบราณจะเก็บภาษีเฉพาะราษฎรที่ทำการเกษตรและมีที่ดิน ส่วนบัณฑิตและขุนนางจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษี ดังนั้นราษฎรส่วนใหญ่จึงเอาที่ดินไปฝากบัณฑิตและขุนนางไว้เพื่อไม่ให้ถูกเรียกเก็บภาษี วิธีการคือเปลี่ยนโฉนดที่ดินของตัวเองให้เป็นชื่อของขุนนางหรือบัณฑิตในพื้นที่ วิธีการนี้ทำให้ราษฎรจำนวนมากถูกขุนนางฮุบที่ดินเป็นของตัวเองและยังทำให้ราชสำนักขาดรายได้อย่างมากมายมหาศาล)