- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 442 - ไม่ทำการค้าขาดทุน
442 - ไม่ทำการค้าขาดทุน
442 - ไม่ทำการค้าขาดทุน
442 - ไม่ทำการค้าขาดทุน
ตำหนักฉางชิง
เมื่อหยางฟ่านกลับมาถึงที่นี่ หัวใจที่เคยตึงเครียดมาตลอดทางก็รู้สึกผ่อนคลายลงได้เสียที
เพียงไม่นาน เขาก็ได้พบกับเฉินเฟย
ในฐานะหนึ่งในสนมของฮ่องเต้ ชีวิตประจำวันของนางค่อนข้างจำเจและน่าเบื่อ เนื่องจากห้ามออกนอกวังและสามารถใช้ชีวิตได้เพียงในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น
การใช้เวลาให้หมดไปอย่างไม่เปล่าประโยชน์ กลายเป็นบทเรียนที่เหล่าสนมทุกคนต้องเรียนรู้
แน่นอนว่าเฉินเฟยและเซียวซูเฟยนั้นแตกต่างออกไป เพราะพวกนางมีหยางฟ่านอยู่ด้วย อย่างน้อยชีวิตก็ไม่ได้จืดชืดจนเกินไป มิหนำซ้ำยังออกจะชุ่มชื่นหัวใจเสียด้วยซ้ำ
เวลานี้เฉินเฟยกำลังอ่านตำราวิถีเต๋าอยู่ หลังจากบรรลุขั้นเจินเหริน ร่างและภาพแห่งมหาเต๋าก็หลอมรวมกันได้สำเร็จ นับเป็นก้าวแรกสู่เส้นทางการบ่มเพาะขั้นต่อไป
หนังประตูสวรรค์ มีอยู่ห้าขั้น แต่ละขั้นล้วนเป็นด่านสำคัญ ประกอบด้วย การเปิดผืนมหาสมุทรเต๋า สร้างตำหนักเต๋า หล่อหลอมเทพเต๋า เผยแพร่คำสอนเต๋า และสุดท้ายคือเชิดชูเต๋าสวรรค์
เฉินเฟยเพิ่งบรรลุอาณาจักรปรมาจารย์เต๋าสวรรค์ได้ไม่นาน แต่ด้วยรากฐานจากชาติภพก่อนอันล้ำลึก จึงทำให้การบ่มเพาะก้าวหน้ารวดเร็วอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะนางตั้งใจชะลอเอาไว้ เกรงว่านางคงทะลวงสู่ขั้นต่อไปเรียบร้อยแล้ว
“เสี่ยวฟ่าน เจ้ามาแล้วหรือ!”
เฉินเฟยสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของเขา พอเงยหน้าขึ้นเห็นเป็นหยางฟ่าน ก็เผยรอยยิ้มยินดีออกมา พร้อมทั้งโบกมือไล่บรรดาข้ารับใช้ออกไปจนหมด
“ตามข้ามา”
นางจับมือหยางฟ่านแล้วพาเดินลึกเข้าไปยังห้องทำสมาธิด้านใน
“กลางวันแสกๆ เช่นนี้ จะดีหรือ?”
หยางฟ่านทำท่าเอียงอาย แต่เท้ากลับก้าวตามหลังเฉินเฟยไปอย่างว่องไว พริบตาเดียวก็พุ่งเข้าไปในห้องแล้ว
ทว่าภาพที่เขาเห็นต่อมากลับทำให้ถึงกับตาค้าง
ภายในห้องทำสมาธิพลันสว่างวาบด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ เปล่งออกมาจากร่างเฉินเฟย รอบกายปรากฏเสียงคลื่นซัดสาด ทะเลหมอกและแสงรุ่งอรุณปกคลุม มวลพลังแห่งมหาเต๋าหมุนวนไม่สิ้นสุด
หยางฟ่านอ้าปากค้าง “นี่คือ…มหาสมุทรเต๋าแรกเริ่ม?”
“ถูกแล้ว เจ้าเองก็ต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วล่ะ! เมื่อมหาสมุทรเต๋าของข้าถูกสถาปนาอย่างมั่นคง ข้าก็จะบรรลุขั้นเทียนซือได้อย่างแท้จริง”
เฉินเฟยยิ้มพลางกางแขนออก มวลพลังมหาสมุทรเต๋าแผ่ขยาย ปกคลุมทั่วร่างของนางราวกับเซียนเทพในตำนาน
“น้ำพวกนี้เป็นของจริงหรือ?”
“ลองสัมผัสดูสิ”
เฉินเฟยยิ้มหวาน
หยางฟ่านยื่นมือออกไปสัมผัสอย่างระมัดระวัง พอนิ้วแตะลงไปก็รู้สึกได้ถึงกระแสคลื่นและผิวน้ำอย่างชัดเจน!
แต่ลึกๆ เขาก็รู้ดีว่าน้ำเหล่านี้หาใช่ของจริง แต่เป็นเพียงภาพลวงจากมหาสมุทรเต๋าเท่านั้น
เขาเหลือบมองเฉินเฟย ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ “เคยลงไปว่ายเล่นในทะเลบ้างไหม?”
“…”
เฉินเฟยกลอกตาใส่เขา แต่แววตาหยาดเยิ้มกลับยิ่งชวนลุ่มหลง ก่อนที่มหาสมุทรเต๋าจะสั่นสะเทือนเล็กน้อย แล้วกลืนทั้งสองเข้าสู่ห้วงคลื่นไปด้วยกัน
ผ่านไปเนิ่นนาน ทั้งสองถึงได้ก้าวออกจากห้องทำสมาธิ
หยางฟ่านบิดขี้เกียจเบาๆ ไล่ความเมื่อยล้าจากการ “ว่ายน้ำ” ออกไป ก่อนจะเริ่มเล่าถึงสิ่งที่พบเจอตลอดหลายวันมานี้
ไม่ว่าจะเป็นเงาปริศนาในบ่อมังกร เรื่องราวในสุสานฮ่องเต้ ไปจนถึงภารกิจใหม่จากหวังฮองเฮา เขาล้วนไม่ปิดบังเฉินเฟยแม้แต่น้อย
เฉินเฟยเองก็ไม่คาดคิดว่าหยางฟ่านจะผ่านเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ นางถึงกับต้องใช้เวลาสักพักในการประมวลผล ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เงาปริศนาในบ่อมังกร…หัวใจยังเต้นอยู่หรือ?”
“ใช่”
หยางฟ่านพยักหน้ารับ
“เช่นนั้น ก็เป็นได้สูงว่าจะเป็นผู้บรรลุถึงระดับเทียนเหรินไปแล้ว น่าเสียดายนัก หากเจ้าเข้าไปใกล้กว่านี้อีกหน่อย แล้วได้โลหิตของเขามาสักหยดล่ะก็ คงเป็นวาสนายิ่งใหญ่เลยทีเดียว”
เฉินเฟยกล่าวอย่างเสียดาย
หยางฟ่านยิ้มเจื่อน “ด้วยพลังของข้าในตอนนั้น เข้าไปใกล้เขาก็มีแต่ตายสถานเดียว”
“ก็จริง”
เฉินเฟยยิ้มพลางพยักหน้า เห็นด้วยว่านางคาดหวังมากไปเล็กน้อย
“อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าสามารถทะลวงถึงขั้นมหาปรมาจารย์ได้ในคราวเดียว นับว่าเป็นวาสนาไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเจ้าสามารถควบแน่นภาพธรรมโลหิตแห่งบรรพจงแล้ว หากก้าวถึงขั้นนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ จะได้รับผลเก็บเกี่ยวมหาศาลแน่นอน”
“แต่ก็แปลกนัก รูปแบบพลังโลหิตแห่งบรรพจงนี้ มันปรากฏขึ้นมาได้อย่างไรกัน ข้าเองก็ยังงุนงงอยู่เลย”
หยางฟ่านยักไหล่กล่าว
เฉินเฟยยิ้มบาง “บางทีอาจเกี่ยวข้องกับสายเลือดของเจ้าก็เป็นได้ อาณาจักรต้าโจวเคยรุ่งเรืองถึงห้าพันปี เลือดเนื้อที่ตกทอดย่อมอาจซ่อนความลับบางอย่างไว้ก็ได้”
“อืม ก็อาจเป็นเช่นนั้น”
หยางฟ่านพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพักเรื่องนี้เอาไว้ชั่วคราว จากนั้นก็เอ่ยถามถึงเรื่องของเฉินอิงหลง
“ก่อนหน้านี้ตอนข้าไปจวนท่านโหว ห้องของเขาจุดกำยานกลิ่นแรงมาก แต่ข้ากลับได้กลิ่นเน่าเหม็นปะปนอยู่ด้วย…”
“กลิ่นเน่า?” เฉินเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปทันที “เจ้าหมายความว่าเขากำลังเผชิญกับทัณฑ์สังขารเสื่อมถอยทั้งห้าแห่งอาณาจักรเทียนเหริน?”
นางไม่รอให้หยางฟ่านตอบ ก็รีบถามต่อทันที “แล้วเจ้าได้บอกเรื่องนี้กับหวังฮองเฮาไปหรือยัง นี่มันโอกาสดีที่จะใช้ต่อรองเอาแผนภาพอีกสองแผ่นจากนางนะ!”
หยางฟ่านอ้าปากค้าง ตอนแรกเขาแค่อยากเตือนให้เฉินเฟยระวังตัวเกี่ยวกับพลังของเฉินอิงหลง แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งแรกที่นางนึกถึงคือการหาโอกาสไปตอดผลประโยชน์จากหวังฮองเฮาเสียอย่างนั้น
เมื่ออีกฝ่ายถามตรงๆ หยางฟ่านก็ได้แต่ตอบตามจริง
เฉินเฟยทำหน้าเสียดายอย่างเห็นได้ชัด “แผนภาพฝ่าทัณฑ์สังขารเสื่อมถอยทั้งห้าเป็นของล้ำค่าหายาก ต่อให้เป็นอิงเทียนเต๋าก็ไม่มี ถ้าพลาดไปจะน่าเสียดายเกินไป!”
“ไม่ได้! เจ้าต้องไปหาหวังฮองเฮาเดี๋ยวนี้ ไปหยั่งเชิงดูว่าพอจะขอมาได้หรือไม่!”
“แต่…” หยางฟ่านอ้าปากจะค้าน ก็โดนเฉินเฟยผลักออกจากตำหนักเสียก่อน
“…”
หยางฟ่านได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะต้องกลั้นใจฝืนก้าวเท้าไปยังตำหนักคุนหนิงทีละก้าวๆ ในที่สุดก็มายืนต่อหน้าหวังฮองเฮาอีกครั้ง
“เจ้ามาทำอะไรอีก?” หวังฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อย
หยางฟ่านเตรียมคำพูดไว้ตั้งแต่ตอนเดินมาแล้ว จึงกล่าวออกไปด้วยท่าทีนอบน้อม “คือว่า…กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพระองค์หรือไม่ ก่อนหน้านี้ตอนที่กระหม่อมไปพบเสวียนเว่ยโหว ข้าได้กลิ่นเหม็นเน่าแปลกๆ …”
“กลิ่นเน่า…ทัณฑ์สังขารเสื่อมถอยทั้งห้าแห่งอาณาจักรเทียนเหริน!” หวังฮองเฮาจับประเด็นได้ทันที ดวงตาทอประกายแวววาวขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด “เฉินอิงหลง…เขามาถึงจุดนี้แล้วหรือ?”
แต่ไหนแต่ไร หวังฮองเฮามีความรู้สึกซับซ้อนต่อเฉินอิงหลง ทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายอาจอยู่ในระดับเทียนเหริน อารมณ์ที่เคยมีทั้งขุ่นเคืองและเคลือบแคลง กลับแปรเปลี่ยนเป็นความยินดี
เพราะนั่นหมายความว่า เฉินอิงหลงแข็งแกร่งพอที่จะช่วยเหลือนางได้!
“แต่ว่า…เขาจะยอมช่วยข้าหรือไม่?”
ความลังเลเพียงเสี้ยวหนึ่งผุดขึ้นในใจนาง แต่ก็ถูกขจัดไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะจากที่รู้จักนิสัยเฉินอิงหลง หากนางเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกไป อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางปฏิเสธการช่วยเหลือแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไม่ยอมช่วย นางก็ยังมีวิธีบีบบังคับให้อีกฝ่ายทำตามที่ต้องการได้อยู่ดี เพียงแต่หากไม่ถึงคราวจำเป็น นางก็ไม่อยากใช้ไม้แข็ง เพราะเกรงว่าจะดึงดูดความสนใจจากใครบางคนในตำหนักไท่เหอ
มือขาวซีดของหวังฮองเฮาลูบผ่านหน้าท้องของตนเองเบาๆ สายตาเต็มไปด้วยความคิดคำนึงอย่างลึกล้ำ
นางเงยหน้าขึ้นมองหยางฟ่าน ดวงตาเย็นชาแฝงแววพึงพอใจ “เจ้าถือว่าทำผลงานได้ดี สมควรได้รับรางวัล…อยากได้อะไรหรือไม่?”
หยางฟ่านแน่นอนว่าสนใจแผนภาพทัณฑ์สังขารเสื่อมถอยทั้งห้าแห่งอาณาจักรเทียนเหรินสุดใจ แต่ก็ไม่ได้บ้าถึงขั้นพูดออกไปตรงๆ
เขาจึงแสร้งทำท่าทางถ่อมตัว “ถือเป็นหน้าที่ของกระหม่อมพึงกระทำอยู่แล้ว กระหม่อมมิกล้ารับรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น”
พร้อมกันนั้นก็มองนางด้วยสายตาออดอ้อนหวังให้อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเอง
แต่ใครจะคิดว่า หวังฮองเฮาเพียงแค่พยักหน้าแล้วกล่าวเสียงเรียบ “เช่นนั้นก็แล้วไป”
หยางฟ่านได้แต่ยิ้มแห้งๆ ขณะถอยออกมาในใจแทบร้องไห้...ข้าแค่พูดไปตามมารยาท ทำไมเจ้าถึงเล่นจริงล่ะ!
“หึ! ไม่ให้ก็อย่าหวังว่าข้าจะทำตามคำสั่งเจ้าอีก!” หยางฟ่านกัดฟันคิดในใจ
“รอดูเถอะ ข้าจะหาทางแอบเปิดจดหมายนั่นดูเอง ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง! ในเมื่อไม่ยอมให้กันดีๆ ข้าก็จะหาเอาเอง!”
เพราะหยางฟ่านไม่เคยทำการค้าแบบขาดทุน!
…………