- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 438 - จะฉวยโอกาสได้รับอะไรหรือไม่
438 - จะฉวยโอกาสได้รับอะไรหรือไม่
438 - จะฉวยโอกาสได้รับอะไรหรือไม่
438 - จะฉวยโอกาสได้รับอะไรหรือไม่
“เลือกได้ฉลาด!”
บุรุษสำอางดีดนิ้วหนึ่งที พลางยิ้มออกมา
ในบรรดาร่างสามภพ...อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ร่างอดีตคือสิ่งที่ถูกลิขิตไว้แล้ว ร่างปัจจุบันคือพลังรบสูงสุดในขณะนั้น แต่ร่างอนาคตกลับเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด
สำหรับบุรุษสำอาง เขาเลือก 'ร่างปัจจุบัน' เพราะต้องการพลังต่อสู้ในทันที ส่วนหยางฟ่านเลือก 'ร่างอนาคต' นั่นแปลว่า หยางฟ่านให้ความสำคัญกับศักยภาพและอนาคตของตนเองมากกว่า
ในฐานะพี่ชาย (จำเป็น) บุรุษสำอางย่อมพอใจกับการตัดสินใจนี้
เขาวางมือบนฝาโลง พลังปราณมังกรบางเบาค่อยๆ แผ่ออกจากร่าง สอดประสานกับพลังของสุสานโดยรอบ
เสียง 'แกรก' ดังขึ้น ฝาโลงที่ปิดสนิทค่อยๆ เปิดออก เสียงสะท้อนก้องไปทั่วห้องสุสาน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา ทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนสีหน้าในทันที
ภายในโลงศพที่ควรเป็นที่บรรจุ 'ร่างอนาคต' กลับว่างเปล่า!
“เกิดอะไรขึ้น!?”
ใบหน้าบุรุษสำอางบิดเบี้ยว ดวงตาแข็งค้างจ้องมองโลงศพเปล่า ความคิดนับร้อยพันแล่นผ่านศีรษะ จนไอขาวลอยขึ้นมาจางๆ
“ร่างอนาคตหายไปแล้ว?”
หยางฟ่านหันไปมองบุรุษสำอางด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ที่บอกจะให้ของดีเป็นการชดเชย สุดท้ายจะกลายเป็นลมอีกแล้วหรือ?
บุรุษสำอางเม้มปากแน่น นิ่งคิดอยู่นานก่อนเอ่ยว่า “หากไม่ใช่เพราะมีใครชิงตัดหน้าขโมยไปก่อน ก็เหลือเพียงความเป็นไปได้เดียว...”
เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนพูดต่อเสียงขรึม “ไอ้เฒ่านั่น...อาจจะยังไม่ตาย”
“ไม่ตาย?”
หยางฟ่านตาโต รีบถามกลับ
บุรุษสำอางพยักหน้า สีหน้ามืดมนลง “ตอนนั้นจู่ๆ มันก็ตายลงเฉยๆ สาเหตุยังคลุมเครือ ข้าก็เคยสงสัย ว่าทำไมฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ถึงเลือกให้ฝังใน 'โลงสามภพ'
“บางที มันอาจจะใช้ 'ร่างอนาคต' ฟื้นคืนชีพแล้วก็เป็นได้”
ปราณมังกรของฮ่องเต้ เป็นหนึ่งในพลังแห่งฟ้าดินที่แข็งแกร่งที่สุด!
ตามหลักแล้ว เมื่อราชวงศ์ล่มสลาย ปราณมังกรถึงจะแตกกระจายกลายเป็นอิสระ นั่นจึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้กล้าจะโผล่ขึ้นมาช่วงชิง
แต่ในภาวะปกติ มีเพียงสายโลหิตฮ่องเต้ที่แท้จริงเท่านั้น ที่ถือครองปราณมังกรนี้ได้
ส่วนหยางฟ่านกับบุรุษสำอาง แม้ยังเหลือเศษเสี้ยวปราณมังกรในสายโลหิต แต่ราชวงศ์ต้าโจวล่มสลายไปแล้ว ปราณมังกรที่เหลือย่อมร่วงโรย
หากวันหนึ่ง ต้าโจวกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง และกลืนกินปราณมังกรของต้าหมิงได้สำเร็จ พวกเขาถึงจะมีโอกาสฟื้นคืนพลัง
แต่หากไม่สำเร็จ สายโลหิตและปราณมังกรที่เหลืออยู่ ก็จะค่อยๆ เสื่อมลงจนสูญสิ้นในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งครอบครองพลังมหาศาลมากเพียงใด ยิ่งถูกฟ้าดินล่ามโซ่พันธนาการ
รวมถึงขีดจำกัดของสายโลหิตและอายุขัยด้วย!
ยิ่งแข็งแกร่ง สายโลหิตจะยิ่งบางเบา
ยิ่งแข็งแกร่ง ชีวิตจะยิ่งสั้นลง
ดังนั้น ในประวัติศาสตร์จึงไม่เคยมี 'ฮ่องเต้อมตะ' หรือ 'ราชวงศ์นิรันดร์'
แม้แต่ฮ่องเต้ที่สามารถฝ่าขีดจำกัดของปราณมังกร หันไปฝึกฝนเส้นทางวิญญาณ ก็ล้วนต้องเผชิญหายนะครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะนั่นคือ 'แรงสะท้อนแห่งสวรรค์'
“ราชวงศ์ต้าโจวของข้าสืบทอดมากว่าห้าพันปี ในประวัติศาสตร์เคยมี 'ฮ่องเต้บุ๋น' และ 'ฮ่องเต้เผิง' ที่ก้าวผ่านเส้นทางนี้ได้ แต่สุดท้าย 'ชีวิตที่สอง' ของพวกเขาก็ล้วนสั้นนัก เพราะตอนนั้น ราชวงศ์ต้าโจวแข็งแกร่งเกินไป”
บุรุษสำอางกล่าวเสียงเบา “แต่ราชวงศ์ต้าหมิงเพิ่งสถาปนามาเพียงพันปี ร่างอนาคตของไอ้เฒ่าจูหวนอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้...”
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเขายิ่งดูอึดอัด
หากจูหวนตายไปจริง ก็ถือว่าโชคดีไป แต่หากมันยังมีชีวิตอยู่ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องกลับมาแย่งชิงร่างปัจจุบันและร่างอดีตคืน
ตอนนั้น ตนเองจะสามารถต้านทานได้หรือไม่ ก็ยังไม่แน่ใจ!
เพราะจูหวนในอดีต เคยฝ่าเข้าสู่อาณาจักรเทพและก้าวไปถึงขอบเขตที่สูงยิ่งกว่าการรับรู้ของเขาเสียอีก!
“ช่างเถอะ ไม่ว่ามันจะเป็นหรือตาย สุดท้ายแล้ว ใครจะอยู่ใครจะไป ก็ต้องดูกันอีกที!”
บุรุษสำอางสูดหายใจลึก สีหน้ากลับมาเป็นปกติ “น้องข้า ไหนๆ ร่างอนาคตก็หายไปแล้ว เจ้าจะเอาร่างอดีตแทนไหม?”
หยางฟ่านรีบส่ายหน้า “ร่างอดีตไม่เอา!”
ในใจกลับคิด ... เจ้าก็เพิ่งพูดเองว่าไอ้เฒ่านั่นอาจยังไม่ตาย ข้าจะบ้าไปเอาร่างอดีตมันมาใส่ตัวหรืออย่างไร!
“อย่างนั้นก็ช่างมัน”
บุรุษสำอางพยักหน้า ปิดฝาโลงลงดังเดิม ก่อนจะพาหยางฟ่านออกจากสุสานฮ่องเต้
หลังอุตส่าห์บุกเข้ามาถึงนี่ สุดท้ายกลับมือเปล่า บุรุษสำอางยังอดรู้สึกผิดไม่ได้
“เอาอย่างนี้ไหม ให้ข้าหาทางจับจูเยว่เซียนมาให้เจ้า? นางรูปร่างหน้าตาเยี่ยม งดงามหมดจด สูงยาวเข่าดี ถ้าได้มาสืบสายโลหิตให้ต้าโจวของเรา ก็นับว่ายอดเยี่ยมใช่ไหม?”
“ไม่ต้อง ขอบคุณ”
หยางฟ่านปฏิเสธทันที สีหน้าเหนื่อยใจสุดขีด
หยางฟ่านรีบเอ่ยปฏิเสธทันที
บุรุษสำอางได้แต่ถอนใจยอมแพ้ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ต้องหาทางด้วยตัวเองแล้วกัน ตำราเก้าฮ่องเต้กลั่นหนังข้าให้ไปแล้ว ส่วนหนังฮ่องเต้นั้น เจ้าคงต้องคว้าเอาเอง”
ก่อนจะจากไป เขาถอนหายใจยาว “น่าเสียดาย ถ้าท่านพ่อสิ้นไปจริงๆ ข้าคงให้เขาสละหนังมอบให้เจ้าแล้ว!”
กล่าวจบก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เจ้า...”
หยางฟ่านอ้าปากค้าง มองดูตำแหน่งที่พี่ชายจอมปลอมเคยยืนอยู่ แล้วหันไปมองรอบด้านที่เป็นแต่ภูเขารกร้างในยามค่ำคืน
ในใจสบถด่าก้อง ... อย่างน้อยเจ้าก็ควรส่งข้ากลับบ้านก่อนสิวะ!
กว่าหยางฟ่านจะฝ่าลมหนาวกลับถึงเมืองหลวง ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว สีหน้าก็ดำคล้ำพอๆ กับท้องฟ้า
ทั้งเหนื่อย ทั้งเสียเวลา แม้จะได้ตำราลับมาหนึ่งเล่ม แต่ 'หนังฮ่องเต้' ที่สำคัญสุดกลับลอยหายไปต่อหน้า นี่มันเหมือนเอาเงินปึกใหญ่ไปเข้าหอนางโลม แต่พอถึงหน้าประตูหอ กลับเจอป้ายปิดปรับปรุง!
หยางฟ่านไม่ได้กลับวังในทันที แต่ไปหาเหยียนเล่ยกับพรรคพวกก่อน เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ว่าไม่มีอะไรผิดปกติหรือไม่ แล้วถึงได้กลับไปพักผ่อนที่ห้องพักในตงฉ่าง
แน่นอนว่าถึงเรียกว่าพัก แต่แท้จริงแล้วคือการลับคมฝีมือ
โลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่กวาดมาได้จากสระมังกรมีเป็นหมื่นหยด แต่ละหยดเจิดจ้าดุจตะวัน ต้องรีบกลั่นกลืนมาเป็นพลังของตนโดยเร็วที่สุด
ทีละหยด ทีละหยด โลหิตศักดิ์สิทธิ์ซึมซับเข้าสู่ร่างกาย หยางฟ่านรู้สึกได้ชัดเจนว่ากระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนังล้วนแกร่งขึ้น
“บางที ข้าอาจฝึกฝนห้าด่านควบคู่กันไปได้?”
ความคิดอุกอาจผุดขึ้นในใจ
ด้วยพื้นฐานร่างกายของเขาในตอนนี้ แม้กระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนังจะยังไม่ผ่านการฝึกฝนโดยตรง แต่ร่างกายโดยรวมของเขาก็ถูกผลักดันมาจนถึงระดับมหาปรมาจารย์โดยไม่รู้ตัว
ส่วนการฝึกร่างกายด้วยวิชา ‘พลังเพชรคงกะพัน’ ซึ่งก็คือเส้นทางแห่งร่างพุทธะ ก็ส่งเสริมเส้นทางนี้มาบางส่วนแล้ว
ห้าด่านควบคู่กันไป อาจไม่ใช่แค่ความฝัน
ติดตรงที่ ตอนนี้เขามีเพียง 'ห้าด่านแห่งเทพมนุษย์' ที่ได้รับมาแบบครบถ้วน หากกล่าวถึงระดับวิชามันยังไม่ใช่จุดสูงสุดของด่านทั้งห้า
ส่วนวิชาที่นับได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดอย่างแท้จริงเขามีเพียงแค่ 'ภาพปราณโลหิตศักดิ์สิทธิ์' จากจูเยว่เซียน และ 'เก้าฮ่องเต้กลั่นหนัง' จากพี่ชายจำเป็น เขาจะต้องหาวิชาระดับสูงสุดอีกถึงสามประเภท ซึ่งไม่รู้ว่าตลอดชีวิตนี้จะค้นหาเจอหรือไม่
“ช่างเถอะ เอาให้โลหิตบริสุทธิ์แข็งแกร่งก่อนค่อยว่ากันอีกที นกพันตัวบนต้นไม้ ไม่สู้หนึ่งตัวในมือ รีบเพิ่มพลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
ครุ่นคิดพักหนึ่ง หยางฟ่านก็ตัดใจจากความคิดฝึกห้าด่านพร้อมกัน
ประการแรก เขายังขาดตำราสูงสุดสำหรับฝึกด่านอื่นๆ
ประการที่สอง ต่อให้มีตำรา เขายังไม่แน่ใจว่าจะมีทรัพยากรเพียงพอ
อย่าลืมว่าแม้เขาจะกวาดโลหิตศักดิ์สิทธิ์จากสระมังกรมามากมาย แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะเปิดชีพจรทั้งเจ็ดร้อยยี่สิบจุดด้วยซ้ำ
“เปิดชีพจรโลหิต จารึกคัมภีร์เต๋า...”
ค่ำคืนที่แสนยุ่งเหยิงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
รุ่งเช้า ตะวันเพิ่งทอแสง หยางฟ่านก็ตื่นแต่เช้า
วันนี้คือวันที่สิบห้าเดือนอ้าย วันที่จะเริ่มต้นประหารชีวิต
ต่างจากตอนอยู่เมืองเอี้ยนหนานที่เป็นแค่เหตุเล็กๆ คราวนี้ จูเกาเลี่ยลงมือประกาศใช้ 'มหาบัญญัติ' อย่างเป็นทางการ นำกฎหมายอันเข้มงวดจากยุคปฐมฮ่องเต้มาใช้อีกครั้ง พร้อมเพิ่มกฎเหล็กใหม่ๆ เข้าไปด้วย
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกข้อบังคับมีผลบังคับใช้
และคนกลุ่มแรกที่จะถูกประหาร คือการประกาศศักดา!
ในอนาคต ไม่รู้จะมีอีกกี่คนที่ถูกลากลงมาโลหิตนองแผ่นดินต้าหมิง
“แต่ถ้าเจิ้งอ๋อง จูจ้าวเอี๋ยนถูกประหาร ข้าจะฉวยโอกาสคว้าอะไรได้บ้างไหม?”
หยางฟ่านหรี่ตาลง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบางๆ
………