- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 434 - ประกาศราชโองการใหญ่เริ่มต้นใหม่
434 - ประกาศราชโองการใหญ่เริ่มต้นใหม่
434 - ประกาศราชโองการใหญ่เริ่มต้นใหม่
434 - ประกาศราชโองการใหญ่เริ่มต้นใหม่
หน้าจวนอ๋อง
เหล่าคนของตงฉ่างต่างพร้อมใจกันคำนับ
จูฉีจ้องมองเจี่ยสืออันที่ยืนเด่นอยู่ด้านหน้า ด้วยความที่เจี่ยสืออันเป็นผู้อาวุโสที่ประจำอยู่นอกวังหลวง ทั้งสองเคยติดต่อกันไม่น้อย ทว่าวันนี้บนตัวเจี่ยสืออันกลับแผ่กลิ่นอายกดดันและสังหารที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งนี้ทำให้จูฉีรู้สึกแปลกแยกอย่างประหลาด
“ผู้ตรวจการเจี่ย?”
เจี่ยสืออันยิ้มบางๆ ก่อนค้อมตัวเล็กน้อย “คำนับจิ่วอ๋อง”
จูฉีอดกลั้นความไม่สบายใจในใจไว้ “เจ้ามาถึงได้จังหวะดี ขันทีตงฉ่างผู้นี้พูดจาไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ยังขับไล่คนของกรมฝ่ายราชสกุลออกไป แถมล้อมจวน วันนี้ข้าจะเอาคำอธิบายให้ได้!”
เจี่ยสืออันเหลือบมองหยางฟ่านแวบหนึ่ง หยางฟ่านพลันรู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรง
เจี่ยสืออันในวันนี้ ต่างจากเจี่ยสืออันที่เขาเคยเจอราวกับคนละคน
ในอดีตเขามีท่าทางอ่อนน้อมเหมือนคนดี แต่วันนี้กลับคล้ายเทพสังหาร
เจี่ยสืออันละสายตากลับมาที่จูฉีอีกครั้ง จูฉีสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ทันที
ได้ยินเพียงเสียงเย็นชาของเจี่ยสืออัน “หาใช่ไร้เหตุผล การล้อมจวนเจิ้งอ๋องครั้งนี้ เป็นราชโองการจากเบื้องบน!”
“อะไรนะ!?”
จูฉีตกใจ ส่วนจูจ้าวเอี๋ยนเผลออุทานออกมาว่า “เป็นไปไม่ได้!”
เจี่ยสืออันสีหน้าเรียบเฉย ดึงม้วนราชโองการออกมาจากแขนเสื้อ
ราชโองการทำจากผ้าไหมสองสี เขียวทอง ลวดลายบนผืนไหมเป็นเมฆมงคล เมื่อเจี่ยสืออันชูขึ้นเหนือศีรษะ น้ำเสียงแฝงด้วยอำนาจ “จูจ้าวเอี๋ยน รับราชโองการ!”
“ลูกขอรับราชโองการ!”
จูจ้าวเอี๋ยนกัดฟันข่มความไม่สบายใจ คุกเข่าลงรับโองการ
ผู้คนรอบข้างต่างพากันคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียง แม้แต่ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ห่างๆ ก็พากันคุกเข่าราวกับคลื่น
เจี่ยสืออันคลี่ราชโองการออก
“ด้วยอำนาจที่รับมอบมาจากสวรรค์ ฮ่องเต้มีราชโองการ เจิ้งอ๋องจูจ้าวเอี๋ยน สมคบคิดกับนิกายเบญจพิษ เข่นฆ่าราษฎรผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม กระทำการลบหลู่ฟ้าดิน โทษทัณฑ์นี้มิอาจอภัย!
บัดนี้ ให้ปลดจากฐานันดร ริบคืนตราแต่งตั้ง และมีพระบัญชาให้ประหารชีวิตในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้าย เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น!
จบราชโองการ!”
ราชโองการอ่านจบแล้ว แต่เสียงสะท้อนกลับดังก้องประหนึ่งฟ้าผ่า
ทุกคนในที่นั้นล้วนสะท้านในใจ แม้แต่คนที่ล่วงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วก็ยังอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ
จูฉีและข้าราชการกรมฝ่ายราชสกุลทั้งหลาย สีหน้าพลันเปลี่ยนสีทันที
ราชโองการนี้เหนือความคาดหมายของทุกคน
แต่ไหนแต่ไรมา จะมีเพียงอ๋องที่ถูกกักบริเวณ หรือถูกประหารลับๆ จากในเงามืด แต่ไม่เคยมีอ๋องพระองค์ใดที่ถูกประหารอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน!
จูจ้าวเอี๋ยนถึงกับหน้าถอดสี “ไม่ ไม่จริง! พระบิดาไม่มีทางออกโองการเช่นนี้! พวกเจ้า...พวกเจ้าตงฉ่างถึงกับบังอาจปลอมราชโองการ!”
“เจิ้งอ๋อง โปรดระวังวาจา!”
เจี่ยสืออันกล่าวเสียงเย็น “พวกเจ้า จับกุมตัวส่งเข้าคุกทันที รอรับโทษในวันพรุ่งนี้!”
“ไม่! ข้าจะเข้าเฝ้าพระบิดา!”
จูจ้าวเอี๋ยนสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมขององครักษ์ตงฉ่าง พลังปราณระดับนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกทันที เตรียมพุ่งตรงไปยังพระราชวัง
ทว่า เพียงก้าวแรกที่เหยียบลง ร่างก็พลันหนักอึ้งขึ้น
เจี่ยสืออันเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย
พริบตานั้น พลังปราณอันมหาศาลในกายจูจ้าวเอี๋ยนพลันมอดดับลง
พลังอันไร้รูปร่างสายหนึ่ง ดึงเอาพลังปราณทั้งหมดออกจากร่างของเขา
ซั่ว!
พลังปราณดั่งสายน้ำหลาก ไหลเข้าสู่ร่างของเจี่ยสืออันในพริบตา
“อั่ก! เจ้า...เจ้าถึงกับทำลายฐานการบ่มเพาะของข้า!”
จูจ้าวเอี๋ยนกระอักโลหิตออกมาคำโต การลงมือของเจี่ยสืออันเมื่อครู่ ได้ตัดขาดรากฐานพลังในร่างเขาโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เขาไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปแล้ว
“เอาตัวไป!”
เจี่ยสืออันไม่แม้แต่จะปรายตามอง สั่งการด้วยเสียงราบเรียบ
องครักษ์ตงฉ่างสองนายก้าวเข้ามากดตัวจูจ้าวเอี๋ยน จูจ้าวเอี๋ยนโกรธจนหมดสติคาที่
จูฉีและคนของกรมฝ่ายราชสกุลที่อยู่ตรงนั้น เม้มปากแน่น ไม่กล่าวอันใด เดินหันหลังจากไปทันที
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็เริ่มทยอยแยกย้ายออกไป
ข่าวการประหารชีวิตจูจ้าวเอี๋ยนถูกส่งกระจายไปทั่วนครศักดิ์สิทธิ์อย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง ตระกูลใหญ่ หรือเชื้อพระวงศ์ ต่างรู้สึกถึงเงาแห่งความหวาดกลัวที่ลอยครอบคลุมอยู่ในใจ
อ๋องพระองค์หนึ่ง เจิ้งอ๋องผู้สูงศักดิ์ จะต้องถูกประหารอย่างนั้นหรือ?
ก็แค่เพราะเกี่ยวข้องกับการตายของราษฎรชั้นต่ำไม่กี่ชีวิต?
ภายในพระราชวัง
ตำหนักไท่เหอ
หวงกุ้ยเฟยถูกหามออกไป เลือดไหลซึมจากหน้าผากจนดูน่าสะพรึงกลัว หวงกุ้ยเฟยผู้นี้ก็คือพระมารดาของจูจ้าวเอี๋ยน
ดูท่าแล้วคงมาเพื่อทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้บุตรชาย ทว่าไม่คิดเลยว่าจะต้องลงเอยเช่นนี้
จูฉีและจูจ้าวถิงพร้อมขุนนางกลุ่มหนึ่งมาถึงหน้าท้องพระโรง ก็เห็นภาพดังกล่าวพอดี พวกเขาหันไปสบตากันเล็กน้อย ในใจล้วนรู้สึกหนักอึ้ง
ขบวนของพวกเขาประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนางฝ่ายบู๊ ฝ่ายบุ๋น และเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ทุกคนล้วนมาเพื่อทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้จูจ้าวเอี๋ยน เพราะการประหารอ๋อง ถือเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนฟ้าดิน
ไม่นานนัก พวกเขาก็ถูกนำตัวเข้าสู่ท้องพระโรง
จูเกาเลี่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์ ฮ่องเต้เปี่ยมด้วยอำนาจล้นเหลือ พลังมังกรโอบล้อมรอบพระวรกายจนทำให้พระพักตร์ดูเลือนราง
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
จูฉีและจูจ้าวถิงพร้อมขุนนางทั้งปวงคุกเข่าลงพร้อมเพรียง
จูเกาเลี่ยปรายพระเนตรมองพวกเขาอย่างเรียบเฉย เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นพวกเจ้ารู้อยู่แก่ใจ เรื่องของจูจ้าวเอี๋ยน ไม่ต้องกล่าวอันใดอีก ใจข้าตัดสินแน่วแน่แล้ว!”
“แต่ว่า ฝ่าบาท...”
ขุนนางกรมตรวจสอบคนหนึ่งทนไม่ไหว คุกเข่าคืบคลานออกมา
“เจ้าคิดว่าข้าทำผิดหรือ?”
เพียงประโยคเดียวของจูเกาเลี่ย ก็ทำให้คำพูดทั้งหมดจุกอยู่ในลำคอ
ใครเล่าจะกล้าบอกว่าฝ่าบาททรงทำผิด นั่นมิใช่หาเรื่องตายหรือ
ดังนั้น เขาทำได้เพียงก้มศีรษะจรดพื้น “กระหม่อมมิกล้า”
“เช่นนั้นก็ถอยไป”
“พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ขุนนางผู้นั้นรีบถอยกลับอย่างไม่ลังเล
ขุนนางที่เหลือต่างขุ่นเคืองในใจ ทว่าไม่อาจเอ่ยโทษเขาได้ เพราะหากเป็นตัวพวกเขาเอง ก็คงทำไม่ต่างกัน
“เรื่องของจูจ้าวเอี๋ยน ข้าเองก็ปวดใจไม่น้อย แต่การเป็นอ๋องหาใช่เหตุผลให้เขาพ้นผิดได้ ข้าเองก็มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้”
“ข้าจะใช้การตัดเส้นผมเป็นการแสดงความรับผิดชอบ เพื่อรักษาเจตนารมณ์ของมหาบัญญัติ”
จูเกาเลี่ยกล่าวพลางหยิบปอยผมที่เคยตัดวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้า
ทันใดนั้น ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างก้มหน้าจนเกือบชิดพื้น
เดิมทีการประหารอ๋องก็น่าหวาดหวั่นมากพอแล้ว ไม่คิดว่าจูเกาเลี่ยยังถึงขั้นตัดผมประกาศรับผิดชอบด้วยตนเอง นี่ไม่ต่างจากการลงตราประทับตัดสินประหารชีวิตจูจ้าวเอี๋ยนโดยสิ้นเชิง!
ไม่มีใครช่วยได้อีกแล้ว!
โหดเหี้ยมยิ่งนัก โหดเหี้ยมจนขนลุก
เพราะเมื่อฮ่องเต้ถึงกับยอมตัดผมด้วยพระองค์เอง เช่นนี้จูจ้าวเอี๋ยนยังจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
ภายในท้องพระโรงเงียบงันราวหลุดเข้าสู่โลกแห่งความตาย ความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าสู่หัวใจของทุกคน
จูเกาเลี่ยหาได้สนใจสีหน้าของขุนนางทั้งหลาย ทรงกล่าวต่อไปว่า “ไหนๆ ทุกท่านก็มาพร้อมกันแล้ว เช่นนั้นข้าจะถือโอกาสประกาศเรื่องนี้ในวันนี้เลย!
เอาตำรามหาบัญญัติมาแจกจ่ายให้ขุนนางทุกท่าน”
“พะย่ะค่ะ”
ขันทีหลายคนขานรับ นำตำรามหาบัญญัติออกมาแจกจ่ายให้ขุนนางทุกคน
ขุนนางรับตำรามาด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นกฎเกณฑ์ที่เหลือไว้โดยปฐมฮ่องเต้ และยังเพิ่มกฎหมายใหม่ๆ เข้ามาอีกมากมาย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการรวบรวมคดีตัวอย่างจำนวนมากไว้ด้วย
และหน้าที่หนึ่ง ก็คือคดีของจูจ้าวเอี๋ยน
“ข้าตั้งใจจะประกาศใช้มหาบัญญัติให้ทั่วทั้งแผ่นดินตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เพื่อเป็นการเตือนขุนนางและราษฎรทั้งหลาย พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
จูเกาเลี่ยตรัสถาม
เมื่อเจิ้งอ๋องถึงกับถูกผลักขึ้นหลักประหารแล้ว ขุนนางจะกล้าเห็นต่างได้อย่างไร
ขุนนางกรมตรวจสอบคนเดิมกัดฟันกล่าวเสียงดัง “เมื่อมหาบัญญัติประกาศออกไป ย่อมกวาดล้างความชั่วให้หมดสิ้น คืนความผาสุกให้แผ่นดินต้าหมิง! ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”
ขุนนางที่เหลือแม้หน้าตาบูดเบี้ยวราวกลืนยาขม แต่ก็จำต้องกัดฟันกล่าวตาม “ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”
จูเกาเลี่ยเห็นดังนั้น ก็ทรงพึงพระทัย “เช่นนั้น ก็ให้เป็นอันตกลงตามนี้”
ตรัสจบ ก็เสด็จลุกขึ้นเสด็จจากไป
ทิ้งให้ขุนนางทั้งท้องพระโรงจมอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
การประกาศใช้มหาบัญญัติครั้งนี้ ย่อมทำให้ขุนนางและราษฎรต่างหวาดระแวงจนถึงขีดสุด นี่คือสัญญาณแห่งความปั่นป่วนที่จะสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดิน!
………