เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

435 - การปรากฏตัวอีกครั้งของอรหันต์เหลียวฟ่าน

435 - การปรากฏตัวอีกครั้งของอรหันต์เหลียวฟ่าน

435 - การปรากฏตัวอีกครั้งของอรหันต์เหลียวฟ่าน


435 - การปรากฏตัวอีกครั้งของอรหันต์เหลียวฟ่าน

คุกหลวง

หยางฟ่านนำคนคุมตัวจูจ้าวเอี๋ยนลงไป เมื่อเห็นเจิ้งอ๋องผู้เคยสง่างาม วันนี้กลับกลายเป็นนักโทษต้องคดี หยางฟ่านเองก็อดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้

เวลานี้จูจ้าวเอี๋ยนได้สติแล้ว หลังจากถูกตัดรากฐานพลังปราณ เส้นผมสีดำเมื่อวันวานก็เปลี่ยนเป็นขาวแซมไปทั่ว ราวกับคนชราใกล้ฝั่ง

“ฮะ ฮะ...”

เสียงหัวเราะเยาะหยันดังก้องออกจากปากเขา เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ฟังแล้วทำให้รู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก

สภาพจิตใจของจูจ้าวเอี๋ยนในเวลานี้ ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด

เขาตัดหนทางบำเพ็ญเต๋าด้วยตนเอง ถูกตัดรากฐานพลังปราณอีก ทุกอย่างที่เหลืออยู่ในใจตอนนี้มีเพียงความสิ้นหวัง เขากัดริมฝีปากจนเลือดเต็มปาก

“พระบิดา ท่านช่างใจโหดเหลือเกิน!”

ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้อย่างถ่องแท้ ว่าเหตุใดจูเกาเลี่ยจึงเก็บเขาไว้จนถึงวันนี้

เพราะทั้งหมดนี้ เพื่อผลักดันการประกาศใช้มหาบัญญัติ โดยใช้ชีวิตเขาเป็นชนวนจุดประกาย!

สิ้นหวัง สิ้นหวังโดยสิ้นเชิง

ถ้าเขายังมีพลังติดตัวอยู่บ้าง อย่างน้อยยังพอคิดหาทางหนีได้ แต่ตอนนี้เขาเป็นแค่คนไร้พลัง จะทำอะไรได้อีก นอกจากรอวันตาย

ความทรงจำในอดีตพลันไหลย้อนกลับมาในหัว

ตอนยังเยาว์วัย เขาเคยถูกนิกายเบญจพิษชักนำ และได้รับม้วนคัมภีร์ลับในห้องลับของนิกาย ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สามารถฝ่าฝืนข้อห้ามแห่งพลังมังกรราชันย์ได้!

เนื้อหาในคัมภีร์นั้นโหดร้ายและวิปริตอย่างยิ่ง เป็นศาสตร์ต้องห้ามเกี่ยวกับการถ่ายโอนและเชื่อมโยงสายเลือด!

แน่นอนว่ามันมีผลข้างเคียง นั่นคือพลังมังกรราชันย์ในกายจะลดลงอย่างมหาศาล

แต่เขาก็ยังฝืนบ่มเพาะคัมภีร์นั้น และนิกายเบญจพิษก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จัดหาสายเลือดอัจฉริยะจากเส้นทางเต๋ามาให้เขาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร!

ไม่รู้ว่ามีคนต้องตายไปเท่าไร สุดท้ายเขาก็ได้สายเลือดที่เหมาะสม สามารถทะลวงพันธนาการแห่งพลังมังกรราชันย์ เปิดหนทางสู่การบำเพ็ญเต๋าได้สำเร็จ!

ตอนนั้นเขาเต็มเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน ตั้งใจจะก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้ผู้เป็นอมตะแห่งต้าหมิง!

แน่นอนว่าในฐานะข้อแลกเปลี่ยน นิกายเบญจพิษก็จะกลายเป็นศาสนาประจำชาติของต้าหมิง!

แต่ในที่สุด ทุกอย่างก็กลายเป็นฝันลมๆ แล้งๆ

“ทุกอย่าง...มลายสิ้นแล้ว!”

จูจ้าวเอี๋ยนก้มศีรษะลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว

แน่นอนว่า เขายังเหลือความหวังสุดท้าย

นั่นคือ นิกายเบญจพิษ จะต้องมาช่วยเขาแน่!

“พวกเขา...จะต้องมาแน่!”

เขาราวกับคนจมน้ำที่ไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้าย ไม่กล้าปล่อยมือแม้แต่น้อย เพียงแค่คิดก็ช่วยให้เขารวบรวมเรี่ยวแรงขึ้นมาได้บ้าง

ขณะเดียวกัน หยางฟ่านก็เดินกลับออกมาด้านนอก พอดีเห็นเถาอิง จึงรีบเข้าไปหา

“ขอคำนับกงกง”

“อืม คุมตัวไว้เรียบร้อยหรือ?”

“ข้าน้อยสั่งการให้วางกำลังอารักขาแน่นหนาแล้ว ไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดแน่นอน”

“ดี”

เถาอิงพยักหน้า

หยางฟ่านมองสีหน้าเรียบเฉยของเถาอิง อดไม่ได้ที่จะถามว่า “กงกง...ฝ่าบาทคิดจะประหารเขาจริงๆ หรือ?”

ตามคำกล่าวที่ว่า “เสือยังไม่กินลูก” ต่อให้จูเกาเลี่ยต้องการผลักดันมหาบัญญัติ เพื่อรื้อฟื้นกฎเหล็กแห่งต้าหมิง แต่ก็ไม่น่าถึงขั้นลงมือประหารโอรสในไส้ด้วยตนเองกระมัง?

แม้ว่าจูจ้าวเอี๋ยนสมควรตาย แต่ตามจารีตโบราณ ย่อมมีข้อห้ามมิให้ลงโทษเชื้อพระวงศ์อย่างรุนแรงเช่นนี้

หยางฟ่านอดสงสัยไม่ได้ ว่าอาจจะมีการใช้ตัวตายตัวแทนหรือไม่

แต่คำตอบของเถาอิงก็ทำลายความหวังของเขาโดยสิ้นเชิง

“เขาต้องตาย”

“ทำไม?”

“ในวันนี้...ฝ่าบาทได้ทรงตัดเส้นผมประกาศรับผิดชอบแล้ว”

เถาอิงเหลือบมองหยางฟ่าน พลางกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟังโดยละเอียด เพื่อให้หยางฟ่านทำใจไว้ล่วงหน้า

หยางฟ่านฟังแล้วก็เข้าใจทันที

ในเมื่อจูเกาเลี่ยถึงขั้นตัดเส้นผมตนเองแล้ว เช่นนั้นจูจ้าวเอี๋ยนก็ไม่มีทางรอดอีกต่อไปแล้ว หวังเพียงแค่ว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครบ้าระห่ำทำเรื่องโง่ๆ ขึ้นมาอีกก็พอ

ขณะเดียวกัน มีคนวิ่งเข้ามาพร้อมกับยื่นจดหมายลับให้เถาอิง

เถาอิงคลี่จดหมายออกอ่านอย่างรวดเร็ว ขณะที่หยางฟ่านยืนอยู่ข้างๆ ก็พลอยเห็นเนื้อหาในจดหมายด้วย

“หวงกุ้ยเฟย พระมารดาของอ๋องเจ็ด ปลงพระชนม์พระองค์เอง ณ ท้องพระโรงไท่เหอ”

“เฮือก!”

หยางฟ่านสีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่ภายในกลับรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว

เถาอิงกลับไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงแค่บีบทำลายจดหมายลับในมือ แล้วกล่าวว่า “จริงสิ วันนี้ฝ่าบาททรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจี่ยกงกงขึ้นเป็นหัวหน้าตงฉ่างฝ่ายนอก คำสั่งแต่งตั้งได้เริ่มส่งต่อไปแล้ว เจ้าจงระวังตัวให้ดี”

“หัวหน้าฝ่ายนอกหรือ?”

หยางฟ่านสะดุ้งเล็กน้อย เพียงได้ยินชื่อตำแหน่งก็รู้ว่ามิใช่ธรรมดา

“ถูกต้อง นับแต่นี้ไป เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับมหาบัญญัติจะอยู่ในความรับผิดชอบของเจี่ยกงกงทั้งหมด” แววตาเถาอิงลึกเร้นและเยียบเย็น “เจ้ากับข้าก็อยู่ใต้บังคับบัญชาเขาเช่นกัน จงระวังให้มาก ขุนนางใหม่เมื่อรับตำแหน่ง ย่อมต้องมีการล้างไพ่ใหม่ ผู้ใดก็ไม่อาจรับประกันว่าไพ่ที่ถูกล้างออกไปจะเป็นตัวเราหรือไม่”

“ขอบคุณกงกงที่เตือน”

หยางฟ่านรีบกล่าวขอบคุณ

ที่จริงตอนเจี่ยสืออันมาถึง หยางฟ่านก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติแล้ว

อำนาจและกลิ่นอายเหนือคนของเจี่ยสืออันในวันนี้ แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่คิดเลยว่าจูเกาเลี่ยจะทรงแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นหัวหน้าตงฉ่างฝ่ายนอก ตัดแบ่งอำนาจของเผิงอันออกมาอย่างโจ่งแจ้ง

จากนี้ไป ภายนอกพระราชวัง อำนาจของตงฉ่างทั้งหมด ล้วนอยู่ในมือเจี่ยสืออันแต่เพียงผู้เดียว

ตลอดทั้งวันขึ้นสิบสี่ค่ำ บรรยากาศในนครศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยความอึมครึม

มิใช่เพียงเพราะเจิ้งอ๋องถูกคุมขัง แม้แต่ขุนนางผู้ทรงอิทธิพล พ่อค้าคหบดี รวมถึงขุนนางราชสำนักอีกนับไม่ถ้วน ก็ถูกกวาดจับเข้าคุก

เหล่าผู้สูงศักดิ์ในวันวาน บัดนี้กลับกลายเป็นนักโทษใต้คมดาบ

ตงฉ่าง ซีฉ่าง และองครักษ์เสื้อแพร ต่างเร่งรีบแข่งกันจับคน ฆ่าคน ทั้งนครศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมด้วยความหวาดผวาไปทั่ว

คนที่ยังไม่ถูกจับก็ต่างอกสั่นขวัญแขวน หวั่นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัว

บนเรือนเล็กริมถนนสายหนึ่ง

จูจ้าวถิงและจูฉีนั่งประจันหน้ากัน มองผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าออกไป เห็นขันทีตงฉ่างกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปในจวนขุนนางราวกับเดินในลานบ้านตนเอง

“การกระทำครั้งนี้ของฝ่าบาท เกรงว่าจะทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดระแวง”

จูฉีอดถอนหายใจไม่ได้

จูจ้าวถิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ในเมื่อพระบิดาทรงเลือกทำเช่นนี้ ย่อมมีพระประสงค์ของพระองค์เอง”

จูฉีเม้มริมฝีปาก มองดูสีหน้าจูจ้าวถิงแล้วก็กลืนถ้อยคำบางอย่างกลับไป ก่อนพยักหน้า “เจ้าก็ควรเตรียมการล่วงหน้าไว้เช่นกัน”

กล่าวจบก็หันไปมองจูจ้าวถิงลึกๆ ทีหนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินจากไป

ในขณะเดียวกัน พระสงฆ์ชรารูปหนึ่ง เดินเข้ามาจากด้านนอก

ท่านเดินผ่านตัวจูฉีไป ราวกับว่าจูฉีมองไม่เห็น

ส่วนจูจ้าวถิง ผู้เต็มไปด้วยความกังวลในตอนแรก พอเห็นพระรูปนี้ก็คลายสีหน้าเคร่งเครียดลง

“อรหันต์เหลียวฟ่าน ท่านมาเสียที”

“ไท่จื่อทรงเรียกใช้ อาตมาไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ”

เหลียวฟ่านยิ้มบางๆ บนใบหน้าเต็มไปด้วยเมตตา

พระรูปนี้ก็คืออดีตเจ้าอาวาสวัดฝ่าฮวา ผู้ที่เคยสำเร็จเป็นพุทธองค์จุติ ก่อนจะถูกพระพุทธองค์ลึกลับบนสวรรค์ทำลายร่าง เหลือเพียงดวงจิตเร่ร่อน

แม้จะยังไม่อาจฟื้นคืนสู่จุดสูงสุด แต่ด้วยทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่จูจ้าวถิงมอบให้ ก็ทำให้กำลังของเขาฟื้นฟูได้กว่าครึ่ง และสามารถทรงฐานะ 'พุทธองค์จุติ' ไว้ได้อย่างมั่นคง

ในพุทธศาสนา ฐานะบรรลุธรรมแบ่งออกเป็นห้าขั้นเช่นเดียวกับเต๋า ขั้นแรกเป็น 'พระราชาคณะ' ขั้นสามเป็น 'จักรพรรดิธรรม' และขั้นห้าซึ่งสมบูรณ์แบบก็คือ 'พุทธองค์จุติ' หรือ 'พระอรหันต์'

เพราะเหลียวฟ่านฝึกฝนตามแนวทางมหายาน จึงมีฐานะเป็น 'พุทธองค์จุติ'

จูจ้าวถิงพยักหน้า “มหาบัญญัติจะประกาศใช้ทั่วแผ่นดินในวันพรุ่ง ไม่ทราบว่าอรหันต์เหลียวฟ่านมีข้อแนะนำใดหรือไม่?”

“ความคิดทั้งปวงล้วนว่างเปล่า ไม่คิดไม่หวังจึงไร้ทุกข์”

เหลียวฟ่านกล่าวเป็นปริศนาธรรม ก่อนยิ้มอย่างบางเบา

จูจ้าวถิงพยักหน้า สีหน้าดูเมตตาขึ้น

“ดูท่าข้าคงต้องปล่อยให้พระบิดาทำตามใจไปอีกสักระยะแล้ว”

……………

จบบทที่ 435 - การปรากฏตัวอีกครั้งของอรหันต์เหลียวฟ่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว