- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 428 - ยังกล้าโกหกอีก
428 - ยังกล้าโกหกอีก
428 - ยังกล้าโกหกอีก
428 - ยังกล้าโกหกอีก
หยางฟ่านคิดไม่ตก
แต่การได้รับภาพธรรมปราณโลหิตบรรพจงเช่นนี้ ก็ทำให้เขาปลาบปลื้มยิ่งนัก รีบตรวจสอบแสงแห่งจิตวิญญาณแท้โดยทันที อยากรู้ว่าเอกลักษณ์เช่นนี้จะมอบทักษะลับอะไรให้เขา
“คัมภีร์หวงจี๋อวี้หลง!”
“ร่างเทพบรรพจง!”
สองสายสืบทอดไหลเวียนเข้าสู่จิตใจของหยางฟ่าน
สิ่งแรกบันทึกไว้ซึ่งรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของมังกรทุกประเภท คล้ายเป็นการบ่งบอกว่าบรรพจงสามารถควบคุมเหล่ามังกรทั้งปวง ทุกสิ่งที่มีเกล็ดล้วนต้องยอมศิโรราบ!
ส่วนสิ่งหลังนั้น คือทักษะต่อสู้ขั้นสุดยอด สามารถแปรเปลี่ยนร่างกายตนเองให้กลายเป็นร่างเทพบรรพจง จำแลงเป็นร่างจริงของบรรพจง มีพลังอำนาจปราบปรามศัตรูทั่วหล้า!
แต่การจะทำเช่นนั้นได้อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยต้องบรรลุถึงขอบเขตผู้บรรลุเต๋าขั้นมนุษย์ให้ได้เสียก่อน
“ครั้งนี้ถือว่ามาถูกที่จริงๆ!”
หยางฟ่านสูดลมหายใจลึก ดึงภาพธรรมปราณโลหิตบรรพจงกลับคืนสู่ร่าง
ทันใดนั้น ภาพธรรมปราณโลหิตทั้งห้าตนภายในร่างก็สั่นสะเทือน ตอบรับกันเป็นทอดๆ!
บรรพจงอยู่ศูนย์กลาง
อีกสี่ตนล้อมรอบทั้งสี่ทิศ ประหนึ่งสี่ราชันผู้พิทักษ์!
ปราณโลหิตมหาศาลชะล้างไปทั่วร่าง หยางฟ่านสัมผัสได้ชัดเจนว่า ภาพธรรมปราณโลหิตเหล่านี้ต่างก็กลืนกินปราณโลหิตและเกิดการเปลี่ยนแปลงอันลึกลับบางอย่าง
พร้อมกันนั้น เมื่อบรรลุถึงขอบเขตมหาปรมาจารย์ พลังปราณโลหิตทั่วร่างก็ยิ่งกล้าแกร่ง สามารถควบคุมพลังทั้งหมดได้ตามใจนึก ต่อให้ใช้พลังของร่างพุทธะทองคำหรือร่างนักรบระดับประตูสวรรค์ต่อสู้อย่างเต็มกำลังมันก็แทบไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน หยางฟ่านรู้สึกว่าตนเองได้ทะลวงผ่านขีดจำกัดบางอย่าง กำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตประตูสวรรค์อย่างควบคุมไม่ได้
เป็นการเปิดขอบเขตประตูสวรรค์แบบถาวร ไม่ใช่แค่ชั่วคราวดังแต่ก่อน
“ข้ากลายเป็นตัวอะไรไปแล้ว?”
หยางฟ่านก้มลงมองร่างตัวเอง
ร่างพุทธะทองคำขนาดเจ็ดวากว่า ให้ความรู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่เกินมนุษย์ น่าจะใกล้เคียงกับร่างทองกระดูกเหล็กมากที่สุด?
แต่เขารู้ดีว่า ตนเองคือมหาปรมาจารย์!
แม้ตอนนี้รากฐานร่างกายที่วางไว้จะหนักแน่นเหนือกว่าผู้บ่มเพาะระดับเดียวกันมาก แต่เขาก็ยังไม่ได้ผ่านการหลอมกระดูก หลอมกล้ามเนื้อ หลอมหนัง อย่างจริงจัง
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะสามารถแสดงพลังเทียบเท่าผู้บ่มเพาะอาณาจักรประตูสวรรค์ได้โดยไม่เป็นรอง แต่ในความเป็นจริงฐานการบ่มเพาะของเขายังมีระยะห่างจากประตูสวรรค์อีกเล็กน้อย
ต่อไป สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ เปิดจุดปราณโลหิตให้ครบ สร้างแผนผังโลหิตโลหิตให้สมบูรณ์ ใช้เส้นทางนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ปูทางสู่ประตูสวรรค์!
จากนั้น จึงค่อยบรรลุเต๋ากลายเป็นปรมาจารย์เต๋าสวรรค์ทีหลัง!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หยกในอกเสื้อพลันส่องแสงระยิบระยับอย่างบ้าคลั่ง
“หรือว่าหมดเวลาแล้ว?”
หยางฟ่านตกใจเล็กน้อย ไม่มีเวลาคิดมาก รีบกระโจนลงสู่แม่น้ำปราณโลหิตอีกครั้ง ดูดกลืนโลหิตผู้ศักดิ์สิทธิ์เข้าร่าง
พร้อมกันนั้น ปมร้อยพรในร่างก็เริ่มดูดกลืนปราณโลหิตไปด้วย
“กึกกัก!”
โลหิตของนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่มีชีวิตชีวาหลั่งไหลเข้าสู่ปมร้อยพร
ปมร้อยพรดูดกลืนปราณโลหิตราวกับมังกรดูดน้ำ กลืนกินไปเป็นปริมาณมหาศาล
แม้กระทั่งระดับน้ำในแม่น้ำปราณโลหิตยังดูเหมือนลดต่ำลงเล็กน้อย
สุดท้าย ผิวของปมร้อยพรแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิตระเรื่อ บ่งบอกว่ามันอิ่มจนล้นแล้ว
หยางฟ่านเห็นดังนั้นจึงต้องหยุดมือ
แต่จะให้จากไปทั้งที่ยังมีสมบัติล้ำค่าอยู่ตรงหน้าได้อย่างไร?
หยางฟ่านมองไปยังผิวน้ำ ความเสียดายยิ่งทวีคูณ ตัดสินใจแน่วแน่ พุ่งตรงไปยังต้นน้ำด้วยความเร็วสูงสุด
เขาต้องการเห็นว่าต้นกำเนิดของแม่น้ำสายนี้ซุกซ่อนอะไรไว้!
พริบตาเดียว ร่างหยางฟ่านทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
แต่แรงต้านในแม่น้ำก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
นี่แสดงให้เห็นชัดว่า ยิ่งเข้าใกล้ต้นน้ำมากเท่าไร เหล่าผู้สละชีพในนี้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง
บางทีอาจมีแม้กระทั่งผู้ครองตำแหน่งราชันแท้จริง หรือกระทั่งผู้บรรลุเต๋าขั้นมนุษย์!
แรงกดดันหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก
ในที่สุด หยางฟ่านก็เห็นต้นน้ำของแม่น้ำปราณโลหิต
“นั่น…คือ…”
หยางฟ่านหยุดกะทันหัน ดวงตาจ้องมองไปข้างหน้าอย่างไม่กะพริบ
ต่อให้ผิวหนังแตกยับ โลหิตเนื้อฉีกขาด เขาก็ไม่รู้สึก
เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำให้เขาตกตะลึงจนหมดสิ้นความรู้สึก
ที่ต้นกำเนิดแม่น้ำปราณโลหิต
มีร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่
กลางแผ่นหลังมีบาดแผลฉกรรจ์ ขนาดมหึมา
ภายในรอยแผล เผยให้เห็นหัวใจสีทองเต้นตุบๆ
โลหิตอันกล้าแกร่งหลั่งไหลจากร่างนั้นลงสู่แม่น้ำปราณโลหิต
เพียงสบตากับร่างนั้น หยางฟ่านก็รู้สึกอยากก้มกราบโดยไม่รู้ตัว
ในขณะนั้นเอง
หยกในอกเสื้อพลันปรากฏรอยแตกร้าว
ก่อนจะระเบิดแตกกระจาย
แสงสีน้ำเงินสลัวพวยพุ่งออกมา ห่อหุ้มร่างหยางฟ่านเอาไว้
จากนั้น ร่างทั้งร่างของหยางฟ่านก็พลันหายวับไปจากที่เดิม
ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือไม่ ในเสี้ยวลมหายใจสุดท้ายก่อนจากไป หยางฟ่านเหมือนจะเห็นเงาร่างของบุรุษที่นั่งสมาธิอยู่ ณ ต้นสายธารปราณโลหิตนั้นขยับไหวเล็กน้อย
พร้อมกับเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังลอดผ่านโสตประสาทมา
ชวนให้ขนลุกเกรียวในพริบตา
เบื้องหน้าประตูสระมังกร ร่างของหยางฟ่านก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
หยกในมือแหลกสลายกลายเป็นผงละเอียด ร่วงหล่นผ่านร่องนิ้วลงสู่พื้นเบื้องล่าง
หากมิได้สัมผัสถึงการบรรลุเข้าสู่มหาปรมาจารย์อย่างชัดเจน อีกทั้งยังได้เห็นกับตาว่าทักษะลับเองก็มีการเปลี่ยนแปลงแล้วด้วย หยางฟ่านคงอดคิดไม่ได้ว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาภายในสระมังกร เป็นเพียงความฝัน
หยดน้ำสีแดงคล้อยไหลลงมา
“ร่างนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!”
หยางฟ่านหอบหายใจแรง เพิ่งรู้ตัวว่าทั่วทั้งเจ็ดทวารบนใบหน้ามีโลหิตซึมออกมา
“เกิดอะไรขึ้นกัน?”
เถาอิงลุกขึ้นยืน ปรากฏตัวข้างหยางฟ่านในพริบตา
หยางฟ่านสูดหายใจลึก ข่มความสะท้านในใจลง ก่อนกล่าวว่า
“ขอบคุณกงกงที่เป็นห่วง ข้าไม่เป็นไร”
เถาอิงสำรวจดูเขาจากหัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีสภาพเลวร้ายอย่างที่คิด จึงกล่าวว่า
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว กลับพร้อมข้าเถอะ”
“ทราบแล้ว กงกง”
หยางฟ่านรับคำ เดินตามเถาอิงออกมา
ไม่รู้ว่าทำไม ขณะเดินผ่านอุโมงค์ หยางฟ่านกลับรู้สึกเหมือนถูกสายตานับไม่ถ้วนลอบจับจ้องอยู่
ยิ่งกว่านั้น สายตาเหล่านั้นยังแฝงไปด้วยความโลภที่ปิดบังไม่มิด
จนเมื่อเดินพ้นเขตสวนหมื่นอสูร ความรู้สึกอึดอัดถูกเพ่งเล็งถึงค่อยเลือนหาย
เถาอิงหันกลับไปมองสวนหมื่นอสูร แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“ไอ้พวกแก่ไร้หัวใจทั้งหลาย ไม่กล้าเอาตัวลงไปเสี่ยง แต่กลับคิดจะนั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์!”
“กงกงหมายถึงอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไร แค่เตือนเจ้าไว้ ระวังของที่ได้มาจากสระมังกรให้ดี ไม่ว่าจะได้อะไรมา นั่นเป็นของเจ้าเอง หากเจ้าไม่ให้ ใครก็แย่งไปไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“!”
หยางฟ่านพอจับความหมายได้รางๆ
เดาว่าคงเกี่ยวข้องกับสายตาโลภมากพวกนั้น
“ว่าแต่ เจ้าเดินไปถึงสุดปลายแม่น้ำโลหิตหรือไม่?”
ใบหน้าเถาอิงประดับรอยยิ้ม
“ถึง”
หยางฟ่านพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นก็ดีๆ!”
เถาอิงยิ่งพึงพอใจยิ่งขึ้น กล่าวต่อด้วยความปลาบปลื้ม
“ด่านแรก หุบเขาสะท้อนเสียง ทดสอบการรับมือเฉพาะหน้า! ด่านที่สอง แม่น้ำไร้ก้น ทดสอบการควบคุมปราณโลหิต! ด่านที่สามน้ำตกลี้โหงว ทดสอบเจตจำนงแห่งวิถียุทธ์! เจ้าไม่เพียงผ่านทั้งสามด่าน ยังเข้าไปถึงด่านที่สี่ แม่น้ำปราณโลหิตได้อีก ข้ายินดีนัก!”
แม้เถาอิงจะมั่นใจในพรสวรรค์ของหยางฟ่าน ว่าสามารถทะลวงสู่ขอบเขตประตูสวรรค์ได้แน่นอน
แต่ไม่มีใครการันตีได้ว่า เขาอาจมีจุดอ่อนบางประการ
จนบัดนี้ เถาอิงจึงค่อยวางใจลงได้
เดี๋ยว...
ด่านทดสอบทั้งสามมีเป้าหมายเช่นนี้หรือ?
หยางฟ่านได้ฟังแล้วถึงกับชะงัก คิดย้อนไปถึงวิธีที่ตัวเองผ่านแต่ละด่านมา
ด่านแรก รับตรงๆ
ด่านสอง ฝ่าเข้าไปตรงๆ
ด่านสาม กลืนลงไปตรงๆ
มุมปากกระตุกเล็กน้อย
แต่ละด่าน...ไม่ใช่การทดสอบร่างกายหรือ?
“แล้วเจ้าเดินไปถึงจุดไหนของแม่น้ำปราณโลหิตแล้ว?”
เถาอิงถามต่อด้วยใบหน้าละไม
“ถึงก่อนเขตประตูสวรรค์”
หยางฟ่านตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจไม่ได้เต้นแรงตาม
“ดีมาก กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เรามีภารกิจสำคัญรออยู่!”
เถาอิงตบไหล่หยางฟ่านเบาๆ ก่อนกำชับ
“ขอบคุณ กงกง”
ขณะนั้นเอง ทั้งคู่ก็เดินมาถึงบริเวณด้านหน้ากองบัญชาการตงฉ่าง
หยางฟ่านทำความเคารพ ก่อนขอตัวกลับ
เถาอิงมองแผ่นหลังหยางฟ่านที่ลับสายตาไป
มือพลันปรากฏภาพธรรมปราณโลหิตแช่ไจ้
แววตาเต็มไปด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้ง
“เจ้าเด็กดื้อ เดินถึงเขตประตูสวรรค์ แล้วยังคิดจะปิดบังข้าอีกหรือ!”
“ร่องรอยบาดแผลบนร่าง บ่งบอกชัดเจนว่าได้รับตอนช่วงช่วงชิงโลหิตนักรบศักดิ์สิทธิ์มา”
“ด้วยฝีมือเจ้า ต่อให้ได้มา ก็ไม่น่าจะเกินสองสามหยด”
“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว โลหิตผู้ศักดิ์สิทธิ์แม้เพียงหยดเดียว ก็สามารถเพิ่มโอกาสสู่ประตูสวรรค์ได้มหาศาลแล้ว!”
เถาอิงถอนหายใจเบาๆ
ให้ความรู้สึกเหมือนผู้อาวุโสที่เฝ้ามองคนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาสืบทอดตำแหน่ง
จากนั้น ก้าวเท้ากลับเข้าไปยังตึกตงฉ่างอย่างสงบ
…………